ความลึกของธรรมในธรรม.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ความลึกของธรรมในธรรมโดย พอทานโพธิรักษเมื่อ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ผมเอง ผมทํางานมาก็รูวามันเปนปที่ขยาย เปนปที่มีงานหนักเพิ่มขึ้น มีงานมากเพิ่มขึ้น งานที่กลาวนี้ก็คือกิจกรรม กิจการที่แมแตพวกเราที่เปนสมณะ ก็จะตองเอาภาระ สวนผูใดที่ไมรูสึกรูสารูสมอะไร ไมสังเกตหรือวาตัวเองก็ไมพยายามที่จะพากเพียรตนเองออกมา เพื่อที่จะมารับรู หรือมารวมชวยเหลือกิจกรรม กิจการของหมู เพราะวาเราทั้งหมูตองรวมทํากัน ตามที่พระพุทธเจาทานก็ไดสอนเอาไวแลว ในคําสอน ตางๆเชนคําสอนในนาถกรณธรรม เปนตน ที่วาเราจะตองพยายาม มีความพากเพียร ในการที่จะ กระทํางานรวมชวยเหลือการงานของหมู นอกจากที่จะเปนการงาน อันเปนความพากเพียร ในการ ปฏิบัติธรรม ของตนๆซึ่งในนาถกรณธรรมมีทั้ง ๒ ประเด็น ในความเพียรที่จะเอาภาระของหมูดวย แลวก็ในความเพียรปฏิบัติธรรมเพื่อตนดวย ซึ่งผมก็เคยหยิบขึ้นมาพูด หรือแมแตสูตรที่พระพุทธเจา บอกวาการปฏิบัติธรรมก็คือการตองทํางานทั้ง ๒ อยาง เหมือนกับแมโคที่เลี้ยงลูกไปพลาง แลวก็เล็มหญาใหแกตัวเองไปพลาง แลวก็ตองเลี้ยงดูลูกๆ ไปพลาง ฉันใดก็ฉันนั้น การปฏิบัติธรรมก็ตองอยางนั้นซึ่งปที่ผานมานี้ผมก็ไดพยายามที่จะทําความเขาใจ เอาทั้งหลักฐาน พระไตรปฎก ที่มีขอคําตรัสคําสอนของพระพุทธเจา เอามาอธิบาย มาขยายความ มาเปนหลักฐาน ในการยืนยันวา พระพุทธเจา สอนลูกศิษยของทานนั้น สอนมีนัยที่ลึกซึ้ง ละเอียด ซับซอน เมื่อปฏิบัติถูกตรงแลวจะเปนอยางไร ซึ่งลวนแลวแต มันจะเปนหนึ่งเดียวลงไปหาโพธิปกขิยธรรม หรือปฏิบัติมรรคองค ๘ ที่มีตัวโพชฌงค ๗ เปนตัวหลัก ที่วาหลัก ก็คือมีสติมีธัมมวิจัย มีวิริยะ คําวาสติก็เปนสติสัมโพชฌงค ไมใชสติแคสติปุถุชน หรือ แค สติกัลยาณชน ดังกลาว
อ่านต่อ
แลวที่ไดเคยอธิบายมา เปนสติที่จะตองรูตัวทั่วพรอม พรอมขณะ ที่รูจัก องคประชุม เรียกวากายแลวก็ตองมีการเรียนรูที่จะเขาไปจับเวทนา และพิจารณาอานรูฝกตน ใหอานรู ลึกซึ้ง และเทาทันเวทนาในเวทนา เขาไปในจิต เราจึงเกิด เจโตปริยญาณ เกิดจิตที่ไดพัฒนาขึ้นมา ตลอดเวลาจากรูจักกิเลสซึ่งเปนกิเลสราคะ โทสะ โมหะ หรือกําลังลดละจางคลาย ทําการลดการปฏิบัติ ในราคะ โทสะโมหะลงไปเรื่อยๆ แมจะไดแคสังขิตตะ วิขิตตะยิ่งขึ้นไปเปน มหัคคตะ ขึ้นไปเปน สอุตระ อนุตระ เปนที่สุดที่สุดแหงที่สุดแหงอนุตระ ก็เปนสมาหิตะ เปนวิมุติ ซึ่งเปนความเจริญของจิต ที่เรียกวา มีเจโตปริยะมีญาณหยั่งรูในเจโตปริยะ จนถวนรอบ แลวก็ทําจิตของตนเอง สูอนุตรจิต ที่ครบพรอมดวย สมาหิตะพรอมดวยวิมุตจิต อยางสมบูรณ ก็เพราะวาเราสามารถรูกาย รูเวทนา มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค เปนตัวปฏิบัติ เพราะฉะนั้นถาผูใดไมมีทิฐิ ไมมีความเห็น ไมใชทิฐิความเห็นที่เห็นเฉพาะความเขาใจเปนตรรกเทานั้นแตเกิดความรู ความเห็นที่เปนองคธรรมแหงปรมัตถ เปนความรูความเห็นที่จะเกิดองคธรรม ที่มีปญญาปญญิณทรีย ปญญาผลเกิด ปญญา ปญญิณทรีย ปญญาผลเกิด เพราะธัมมวิจัยสัมโพชฌงค เพราะปฏิบัติมัคคังคะ มรรคองค ๘ มรรคองค ๗ เพราะไดสั่งสมสัมมาทิฐิขึ้น ตลอดเวลา ถาเขาใจองคทั้ง ๖ ของสัมมาทิฐิสัมมาทิฐินี้เวลาปฏิบัติแลว จะเกิดองค ๖ ปญญา ปญญินทรีย ปญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค สัมมาทิฐิมัคคังคะ ผูที่ไดร่ําเรียนมาแลว จะตองรูหลักองคธรรม ๖ ประการนี้ ของพระพุทธเจา รูภาษาเทานั้นก็คือรูภาษาแตถาผูที่รูภาษาแลวก็รูสภาวะวา อาการ ลิงคะ นิมิต อยางไรที่เรียกวา ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค อยางไรเรียกวาสัมมาทิฐิ ซึ่งเปนสภาวธรรมที่เปนอาการ เปนนิมิต ใหเรารูในใจ ของเราวา เกิดสัมมาทิฐิอันเจริญ สัมมาทิฐิเมื่อรูรูดวยความหมาย ซึ่งเปนบัญญัติมากอน จากอุเทศ ที่ไดอธิบาย ที่ผมอธิบายอยูเสมอ หรือแมแตคุณจะอานเองก็เกิดจากการรู จากบัญญัติ จากอุเทศ จะเปนผูใดบรรยายไวก็แลวแต ในบรรยาย หรือแมแตไปอานไปฟงจากผูบรรยาย ที่เปนอาจารย อื่นๆ หรือผูที่ทานรูอื่นๆ แลวเราก็ไดรับซับซาบอันนั้นขึ้นมาเปนลําดับแลวเราไปปฏิบัติจนมีตัว ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค วิริยสัมโพชฌงค แลวมีสติสัมโพชฌงคเปนตัวนํา หรือมีสติปฏฐาน มีสัมมาสติ เปนตัวหอมลอม ในการปฏิบัติ โดยเรามีทิฐิเปนประธาน มีความเขาใจ มีความเห็นแลวรูแลวเขาใจแลว เปนตัวประธาน มีสติ มีสัมมาวายามะ หรือมีวิริยะ พากเพียรปฏิบัติเพราะฉะนั้น ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค กับสัมมาทิฐิที่เปนประธานโดยบัญญัติก็ดี เมื่อปฏิบัติมัคคังคะ ปฏิบัติดวยองคธรรม โดยเฉพาะสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ตัวมัคคังคะ ตัวปฏิบัติก็คือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะอาชีวะ ทั้ง ๔ นี่เอง เปนตัวปฏิบัติ เปนตัวที่ฝกฝนอบรมไปตลอด ที่เราจะรูเทาทัน สังกัปปะ รูตักะ วิตักกะ สังกัปปะรูอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนนา รูจักวจีสังขารา หรือรูจักสังขาร โดยเฉพาะ สังขารจิต สังขารจิตทีเดียวแตไมไดหมายความวา เราไปรูกายสังขาร ไปรูวจีสังขาร ไมใช วจีสังขารที่เปนเรื่องราว หรือจนเปนคําพูดเปนบัญญัติ วจีสังขารก็คือ สังขารบัญญัติ บัญญัติเปนของ คําพูด บัญญัติเปนกายกรรมถาเปนปรมัตถของวจีสังขาร ก็หมายถึงวา เปนสิ่งที่สั่งการสมบูรณแลว สั่งการสมบูรณ ออกเปนภาษาพูดเปนวาจา หรือเปนกายกรรม พรอมที่จะเปนกายกรรม พรอมที่จะเปน วจีกรรมออกมา แตสั่งการไวแลวในใจปรมัตถเปนวจีสังขาร ปรุงแตงไวออกเปนวจี ออกเปนเรื่อง วจี แปลวาเรื่อง ออกเปนเรื่องที่สมบูรณแลวอยูในใจเรียกวาปรมัตถ ยังไมออกมาเปนภาษา วาจา คําพูด ยังไมออกมา เปนกายกรรมถาผูใดมีตัว มุทุภูตธาตุ ที่เร็วที่แววไว ไมใชเห็นตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มันจะเขาใจอาการพวกนี้ แลวก็จะเขาใจจนกระทั่ง มันปรุงมาเปนสังขาร เมื่อเปนสังขารแลว พรอมที่จะพูดออกมา หรือพรอม ที่จะแสดงออกมาทางกายแตเราเร็วจนกระทั่งสามารถมีอํานาจ ความแข็งแรง อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนาซึ่งเปนตัวจิตที่ไดฝกแข็งแรงตัวนั้น เราจะตัด เราจะใหออกมา หรือไมใหออกมา เราจะตัด หรือเราจะสรางออกมา จะระงับหรือวาจะปลอยออกมา จะมีความเร็ว ความไว ที่จะใช ที่จะทําเพราะฉะนั้นในตัวสังกัปปะ หรือจิตเปนประธานสิ่งทั้งปวง คือ มโนปุพพัง คมา ธัมมา ที่ใจเปนตัวกอน มโนปุพพังปุพพะ จิตเกิดกอน ใจเกิดกอน มโนปุพพะ ปุพพะก็คือกอน ใจเกิดกอนจะมาเปน คมา ก็เชื่อการเปน ปจึงมาเปนคมา ไปมา จะมาเปนธัมมาทั้งหลาย ที่จะออกมาเปนกุศล-อกุศลใดๆ ทั้งสิ้น จะเปนกายกรรม วจีกรรมก็มาจาก มโนปุพพัง มโนเปนประธาน เพราะฉะนั้น จะดีจะชั่วอยางไร ก็อยูที่ความสามารถ ความรอบรูหรือสรุปงายๆ ก็คือผูที่ตกอยูใตอํานาจกิเลสหรือไม ถาเปนพระอรหันต ถือวาเปนผูที่ รูจักกิเลสจริงๆสามารถระงับกิเลสได ไมมีพิษ ไมมีอํานาจจริงๆ เพราะฉะนั้น ในการจะออกมา เปนกายกรรม วจีกรรมหรือในใจในจิต มีความรูเทาใด มีความสะอาดบริสุทธิ์เทาใด ผูเปนพระอรหันต ถือวาเปนผูสะอาดแลวเพราะฉะนั้น ในจิตที่จะออกมาเปนมโนปุพพัง คมา ธัมมา จะออกมา เปนธรรมะใดๆ กายกรรมวจีกรรมออกมาจากจิต จิตเปนตัวประธาน ที่จะใหออกมาเปน กายกรรม วจีกรรม ถาเปนพระอรหันตตองถือวาเปนผูที่มีกุศลจิตทุกๆ ตัว เมื่อมีกุศลจิตทุกตัว กายกรรม วจีกรรม ที่จะออกมาก็เปนกุศลทั้งสิ้น หรือถือวาไมบาปโดยสัจจะ โดยปรมัตถสัจจะแลว เมื่อผูใดที่เปนพระอรหันตจริง จะไมมีอกุศลเจตนา แตจะบกพรองไดที่ทานรูไมเทาทัน เทานั้นเอง รูไมเทาทันก็คือสมมติ พระอรหันตจะผิด ผิดที่สมมติ ไมไดผิดที่ปรมัตถ เพราะฉะนั้นจึงไมถือวาเปนบาปอาบัติ จะเปนบาปก็เปนบาปสัจจะ ที่ทานรูไมเทาทันจริงๆ ไมรูวาสมมตินี้ มันควรหรือไมควรแตในเรื่องของกิเลสนั้น พระอรหันตถือวา ไมมีกิเลส ไมมีตัวที่จะทําเพื่อบําเรออัตตา กิเลสที่วานี้ คือไมมีอัตตาที่เปนอนัตตา จิตไมไดทําบําเรอตน ไมไดสนองความโลภ ไมไดสนองความโกรธ และถือวาไมไดหลงผิดแลว ไมไดหลงเหลือเลย โมหะ ไมมีหลงเหลือ สวนอนุสัยอาสวะใดๆ เพราะฉะนั้น จิตที่พระอรหันตจะปรุงอะไรออกมา จะสรางอะไรออกมา จึงไมไดบําเรออัตตา ไมไดเปนจิตที่ทําเพื่อตัว เพื่อตน ที่มีสวนของอนุสัยหรืออาสวะใดๆ ที่เปนความบริสุทธิ์นั้นๆเพราะฉะนั้น ถาผูใดปฏิบัติ รูจักเวทนา รูจักธรรมะที่ประกอบไปดวยนิวรณ นิวรณหยาบ กลาง ละเอียดทั้งนั้นแหละ โดยกิเลสก็ไมมีอื่น มีนิวรณ ๕ เทานั้นแหละ ที่เปนอาหารของอวิชชาทั้งหลาย ฉะนั้นเมื่อเราเรียนรูแลว เราเขาใจอายตนะทั้งหลาย เขาใจขันธ ๕ จนกระทั่งสมบูรณสุด ขันธ ๕ ที่วานี้ มีอุปาทานรวมอยูดวย อุปาทานในเวทนา ซึ่งเราจะตองรูเวทนาแทๆ วาเวทนาที่เปนตัวรู ตัวรูสึก สุข ทุกข เขาใจหมดแมแตเวทนา ๑๐๘ ก็ไดอธิบายกันแลว ก็อาจจะรูกันยังไมทั่วถวน ก็อาจจะเขาใจ ยังไมละเอียด แมแตที่สุดเวทนาไปถึงระดับตัวที่สําคัญที่สุดก็คือเปน เคหสิตโทมนัส หรือ เคหสิตโสมนัส เคหสิตอุเบกขา หรือวาเปนเนกขัมมะ เขาใจชัดเลยวานี่เปน เนกขัมมสิตโทมนัส ดูมันยังตั้งตนอยูบนความลําบาก แตเรา ก็พากเพียรที่จะปฏิบัติเพื่อการออกจาก หรือละเวนใหหลุดพนออกมาจาก กิเลสตัณหาอุปาทาน ทั้งปวง แมวา เนกขัมมะมันลําบากอยูโทมนัสจน กระทั่งทําได แมทําไดแลว ก็ยังมีอุปกิเลส ซึ่งอุปกิเลสในตัว ที่แรงๆ ก็คือปติพวกนี้ เปนตน ยังมีความชื่นใจ ยินดีสูง จนเหลือโสมนัส ก็เปนความยินดี แตความเปน โสมนัสนั้นเบาบางเหลือในภายใน เปนอุปกิเลสที่เหลือ มันจะเกิดมา ที่ทานใชคําวา ระงับโสมนัสกอนได ซึ่งเปนภาษาในฌาน ถาใครไดอานพระไตรปฎก สํานวนพวกนี้ ทานแปลไวก็คือวา มันจะมีตัวอาการ ของความยินดีที่เหลือเศษสวนอยู แลวเราก็อานรูเทาทัน จนระงับมัน ไมมีโสมนัส เปนอุเบกขาสุดทาย เพราะฉะนั้นตัวที่จะเปนตัวสุดทาย ที่จะถึงอุเบกขาฐาน ฐานจิตที่มันวางไดละเอียด ไมมีธุลีละออง ไมมีความหลงอุปกิเลสที่มีรสของความยินดีได ก็คือโสมนัสสุดทายนี่แหละ ระงับไดโสมนัสกอน ระงับโสมนัสกอนไดไดสมบูรณจริง หมดอุปาทานเพราะฉะนั้น อุปาทานนขันธ ๕ อุปาทานในเวทนา ความรูสึกอุปาทานในสัญญา คุณกําหนดรูสัญญาวิเคราะหสัญญา ออกเลยวา แมแตที่สุด เราก็เปนผูที่มี สัญญาเวทยิตนิโรธ รูจักอากิญจัญญายตนะรูจักเนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาการกําหนดอยางที่เรียกวา ไมมีคําที่วาไมรู แตวารูบาง ไมรูบางมันยังครึ่งๆ กลางๆ ยังลังเลสงสัย หมดสัญญานั้น เปนสัญญาที่กําหนดรูอยางชัด อยางตรง อยางเที่ยงเปนสัญญายนิจจานิ สัญญาที่กําหนดรูอยางเที่ยง อยางแท อยางมั่น อยางคง อยางเด็ดเดี่ยว สมบูรณในการกําหนดรู ถึงขั้นไดเปน เนวสัญญายตนสัญญา ไมเปนการกําหนดรู ที่จะรูก็ไมใช ไมรูก็ไมเชิงไมมีตัวสัญญา ที่กําหนดรูแคนั้น แตเปนตัวสัญญาที่กําหนดรูอยางรอบถวน เปนสัญญาที่กําหนดรู ทุกอารมณทุกอาการของจิต เจตสิก เรียกวา สัญญาเวทยิตะ สัญญาเวทยิตัง สัญญาเวทยิตัง และ ดับสนิท นิโรธัง โหติเกิดความดับอยางแทจริง รูจักความดับ รูจักสัญญา กําหนดรูอารมณเวทนา รูอารมณ ของสัญญารูอารมณของสังขาร คือ เจตสิก ๓ ซึ่งเปนเจตสิกสุดทาย รูนี้เปนสังขาร หรือไมใชสังขาร สังขารนี้ เปนกุศลสังขารนี้เพื่อตัวตน หรือไมใชตัวตน สังขารนี้ปราศจากตัวตน สังขารนี้ปราศจากอัตตา สังขารนี้ปราศจากอัตนียาสังขารนี้ปราศจากความเปนของตน สังขารนี้ปราศจากความเปนตน เปน ปุญญาภิสังขาร หรือเปน วิสังขารเปนสังขารที่พิเศษ วินี่แปลวาพิเศษ มันเปนสังขารที่พิเศษจริงๆ มีความกําหนดรู ตามที่ผมอธิบายนี้ โดยบัญญัติแตผมอานจากสภาวะ มาบรรยายขณะนี้ ผูใดยังไม สามารถรู ถึงสภาวะ ยังไมเขาใจถึง ก็จงรูเถิดวาเรายังไมมีภูมิถึง ฟงภาษานี้ ก็ยังไมเขาใจ นั่นแสดงวา ยังไมมีภูมิความรู ภูมิความเห็น หรือภูมิของทิฐิภูมิของตักกะเทานั้น ก็ยังไมถึงถาผูใดมีภูมิแมแตแคตักกะ ภูมิแคทิฐินี้ฟงนี้เขาใจ เขาใจในความหมายอยางไร ก็เขาใจดี ผูนั้นมีภูมิที่ฟงธรรมะนี้ได เรียกวาเปน อุปสัมปนในสวนหนึ่งสวนผูใดฟงนี้เขาใจดีมีสภาวะรองรับดวย ผูนั้นเปนอุปสัมบันแท เปนอุปสัมบันจริง ฟงที่ผมพูดถึงนี่ พูดถึงปรมัตถสัจจะ เปนเรื่องของจิตเจตสิก และมีสภาวะแทรองรับดวย ฟงไปเขาใจไป ถึงแมเราจะมีบทฝกหัด ที่ไมมากนัก ก็ยังเขาใจ และก็ยังมีตัวอาการสภาวะ ที่เคยผานเคยพบ ก็เปนจิตเปนเจตสิกดังกลาวที่ผมกําลังกลาวนี้ชัด เขาใจไดนั้นเปน อุปสัมบันแท นี่เปนเรื่องของปรมัตถสัจจะ ที่เปนอุตริมนุสธรรมเปนธรรมะที่แท ที่สูงสง เปนเรื่องของ จิตเจตสิก ผูใดปฏิบัติแลว สามารถหยั่งรูธรรมะที่วานี้ รูจักนิวรณรูจักอุปาทานในขันธ ๕ รูปสิ่งที่ถูกรู ถาเปนมหาธรรม รูปที่เนื่องเขาไปถึงนามธรรม ถึงปรมัตถ เปนสิ่งที่ถูกรูไปถึงรูป รูปราคะ อรูปราคะที่ถูกรู หรือเปนเจตสิกที่ถูกรู เรียกวา เรารูนามธรรม รูจิต เจตสิก ของเราวิเคราะหราคะ โทสะ โมหะออก วิเคราะหอานอาการของราคะ โทสะ โมหะ อานอาการของจิต ที่เมื่อแยกแลวระงับสวนที่ควรระงับ คือ ราคะ โทสะ โมหะ เมื่อระงับไดแลว จิตจะเปนอยางไร จิตจะยิ่งเจริญ จิตจะยิ่งผุดผองจะยิ่งมีพลัง จะยิ่งแข็งแรง จะยิ่งบริสุทธิ์สะอาด อะไรพวกนี้ เราจะเห็น เราจะรูเราจะเขาใจสภาพของความเปนจริงๆ พวกนี้เกิดเอง มันยิ่งหมดอุปาทาน ที่ขันธทั้งหลาย ในเวทนาก็ดีสิ่งที่ถูกรูก็รวม รวมทั้งกิเลสและรวมทั้งจิต เรียกวา สิ่งที่ถูกรูเปนนามธรรม แลวรวมๆ วารูปนามก็เมื่อวิเคราะหออกไดลึกเขาไปในจิต เปนเวทนา และในเวทนา ก็ไมมีอุปาทาน หรือ ไมมีนิวรณไมมีอาการแมแตเปน อุปกิเลส รูกิเลส รูอุปกิเลส เปนเวทนาบริสุทธิ์ขึ้น เปนสัญญาบริสุทธิ์ขึ้น เปนสังขารบริสุทธิ์ขึ้น นี่เปนเจตสิก ๓ รวมแลวเปนวิญญาณ หรือเปนจิตที่บริสุทธิ์ จากที่เราไดละลาง เนกขัมมะ และปฏิบัติออกมา เรื่อยๆเพราะฉะนั้น อุปาทานขันธ ๕ เราก็เขาใจ อายตนะ ๖ รูอายตนะนอก อายตนะใน รู ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอายตนะนอก เมื่อรับกระทบสัมผัสแลว มันก็เปนสิ่งที่ถูกรู ถูกรูโดยตา เรียกโดยภาษามันซ้ํากันวา รูปซ้ํากันกับคําวารูป คือภาพ หรือภาวะ ถาเรียกกันเปนอีกคําหนึ่ง ก็เรียกวาภาพ หรือภาวะ เปนภาวะ หรือเปนสภาวะนั่นแหละ เปนสภาวะที่เกิดจากทวารตา เปนสภาวะที่เกิดจากทวารหู เปนสภาวะที่เกิดจาก ทวารจมูกทวารลิ้น ทวารกาย หรือทวารใจของมันเอง สภาวะหรือรูป คือสิ่งที่ถูกรูนั้นๆ มันเกิดสภาวะ เมื่อเราไปเรียกโดยภาษาไทยอีกวารูป ซ้ําทางตา หรือสภาวะนั่นแหละ หรือรูปทางเสียงก็คือรูป ก็คือ สภาวะทางเสียงมันคืออยางไรก็อยางนั้นแหละ สภาวะทางกลิ่น สภาวะทางรสในลิ้น สภาวะในกายสัมผัส โผฏฐัพพารมณสภาวะในใจ มันก็เปนสภาวะ หรือรูป หรือสิ่งที่ถูกรูโดยเรา จะถูกรูทางเสียง จะถูกรูทางกลิ่น จะถูกรูทางรสทางลิ้น อะไรอยางนี้ เปนตน เราสามารถหยั่งรูโดยญาณ โดยธาตุรู โดยปญญา โดยธาตุรูของจริงตามความเปนจริง ไมใชตักกะ ไมใชการคิดนึก ผกผันความคิด แตเปนของรู ที่มีสภาวะเกิดแลว เรารูสิ่งที่เกิดที่เปน ที่อยูนั้นดวยญาณ ดวยปญญา ดวยธาตุรูตัวที่เรารู ตามความเปนจริง ขึ้นไปเรื่อยๆเพราะฉะนั้นอายตนะ เราก็จะรูจากการปฏิบัติมากําหนดรูนิวรณ กําหนดรูอุปาทาน นิวรณก็คือกิเลส หรือตัณหา อุปาทานก็คือตัวที่ยึดติดอยู มีกิเลสมีตัณหาติดอยู คืออาการเราวางไมขาด จะตัดไมขาด เราลางไมสะอาด จนกระทั่งลางสะอาด เหลืออายตนะบริสุทธิ์ ตากระทบรูป มันก็ตองเห็นรูป หูไดยินเสียง มันก็เสียง ทีนี้เรารูจักนิวรณ รูจักกิเลสแลว อุปาทานไมมีแลว ขันธ ๕ บริสุทธิ์ อายตนะนอกใน ก็ทํางาน ธรรมดาดวยโพชฌงค ๗ ดวยมรรค ๘ ที่เปนธรรมในธรรมทั้งหมด ที่เราปฏิบัติ ก็ปฏิบัติได บริสุทธิ์บริบูรณ เราก็จะรูของเราปฏิบัติไดอยางไมบริสุทธิ์บริบูรณ เราก็จะรูของเราจริงเพราะฉะนั้น ธรรมในธรรมก็มีเทานี้ ฉะนั้นเราก็ปฏิบัติกาย เวทนา ดวยการสรางจิต มีเจโตปริยะ เกิดญาณรูจนกระทั่งถึง อาสวักขยญาณ รูจักองคประกอบของ สมาหิตะ หรือ อสมาหิตะ หรือตัว วิมุติสมาหิตะ คือจิตที่มีการงาน มีบทบาท มีคติ มีความเปนไป มีอวจร มีตัวที่ยังดําเนินไปสูสุคติ อวจรที่เปนปรารถนาดี เปนกุศลเจตนา คือทํางาน สมาหิต ะคือเปนจิตที่ตั้งมั่น แข็งแรง เปนสมาธิ นี่แหละ รวมไปแปลเปนภาษาบาลีซอนบาลี ก็แปล สมาหิตะ วา สมาธิ ทานสมาธิมาเปนไทย ไทยมันไมมีภาษา ก็มีแตความตั้งมั่น แปลเมื่อไร ก็สมาธิก็แปลวาตั้งมั่น สมาหิตะ ก็แปลวาตั้งมั่น สมาทหะ ก็แปลวา ตั้งมั่นเปนความตั้งมั่น ขั้นสมาหิตะ ที่จะมีจิต ที่เปนตัวตน เรียกวา สมาทหัง สมาทหะ ทานก็แปลวา สมาธิสมาทหะหมายความวา จิตที่เปนตัวที่หนุม สด แข็งแรง สมาทหะ สมาหิตะ เปนจิตที่ตั้งมั่น แข็งแรงที่เปนบทบาทการงาน มีประโยชนคุณคา ถาประโยชนตนหมด พระอรหันตประโยชนตนก็ไมมีเพื่อตน อะไรจริงๆมีแตประโยชนเพื่อทาน เพื่อผูอื่น เพราะฉะนั้น สมาหิตะ ประโยชนเกื้อกูล ก็มีแตประโยชน เพื่อผูอื่น ไปทั้งหมดเปนหิตประโยชนนั่นแหละ สวน สมาทหะ นั้นเปนของเรา จิตที่อาศัย จิตที่หนุมที่สุด ที่เบิกบาน ที่ราเริง หนุมสดหรือวาหนุมแข็งแรงนี่ เปนวัยที่สด เปนวัยที่อธิบายโดยวัย เปนวัยที่แข็งแรง เปนวัยที่มีทุกอยาง ครบพรอมมีทั้งกําลัง มีทั้งความเบิกบานราเริง มีทั้งความกระปรี้กระเปรา มีทั้งความ ก็เรานึกถึง สภาพของความเปนหนุมที่เปนหนุมเต็มตัว เปนหนุมที่เบิกบานราเริง เปนหนุมที่มีความแววไว อยากรู อยากเห็นเปนหนุมที่ยอากจะสรางสรร อยากจะมีอะไรตออะไร ที่เทาที่โลกเขาเปน ที่เราเรียก เปนวัยที่สมบูรณที่สุดเปนวัยที่เจริญ เปนวัยที่ครบพรอมที่สุด ทั้งความแข็งแรง ที่มีประโยชนคุณคา ความเบิกบาน ราเริงที่เปนสุขที่สุดนั่นแหละ เปนจิตที่สงบ สมะ นี่สงบ สมาทหัง เปนจิตที่สงบ แตวาสงบ ในคุณลักษณะของเจโตสมาทหะนี่เปนของเราสวนสมาหิตะ นั่นเปนของทั้งหมดทั้งมวล เปนของโลก เปนคุณคาที่เปนเพื่อผูอื่น แตสมาทหะ นั้นเราอาศัยเปนจิตที่เราอาศัย และเปนคุณลักษณะประจําตัว เปนคุณลักษณะ สรุปงายๆ ก็คือ แข็งแรง เบิกบาน แข็งแรงหนุมนี่แข็งแรง และแข็งแรงอยางสดชื่น เบิกบาน ไมมีเหี่ยว ไมมีเฉา ไมมีหดหู มีแตแจมใส เปนจิตลักษณะนั้นคุณเอาไปสังเกต แมแตรูปงายๆ รูปนอกๆ เปนความเบิกบาน คนพวกนี้เบิกบาน ไมมีเศรา ไมมีหมอง ไมมีขรึมไมมีเครง มันไมเครงดอก มันคลาย ผอนคลายหมดแลว มันมีแตเบิกบาน ดูรูปนอกก็ได ถาคุณดูรูปนอกก็คือสภาพหยาบ จนกระทั่งเขาไปใน จิตใจก็เปนฉันเดียวกัน เบิกบาน ราเริง แข็งแรง ไมเหยาะแหยะ ไมทอแทไมหยอน เปนนักสูนะ อยาง สมทหัง นี่เปนนักสู คุณลักษณะไมถดถอย ไมทอแท สู แตไมใชพวกบาระห่ํานะ ที่ที่วานี่ ไมใชตัวคนพาลที่ไรปญญา ที่ไรกําหนดกฎเกณฑ ไมใช เปนคนที่มี กําหนดกฎเกณฑ รูทุกอยางเพราะฉะนั้น จะมีคุณลักษณะของจิตสมบูรณพวกนี้ จิตสมาหิตะกับวิมุติ วิมุติก็เปนจิตอาศัย วิมุติเปนจิตที่หลุดพน เปนจิตที่รูรอบ เปนจิตที่เปนตัวเจตสิกของเรา วิมุติก็คือตัวอาศัย ตัวสมบูรณ ตัวที่ไมมีกิเลสแลวเกลี้ยงแลว สมาหิตะ เปนตัวการงาน เหมือนมีความอยาก มีความตองการ ไมนิ่ง ไมหยุดเพราะฉะนั้น สมาหิตะ มันจึงไมไดเปนความหมายที่ตื้นๆ เขินๆ เหมือนที่เขาเขาใจวา สมาหิตะ คือผูสงบผูมีสมาธิคือผูสงบ แปลหยาบๆ แลวก็เลยแปลสงบวา "นิ่งเฉย" ที่จริง "สงบ" มันมีในนั้น คือจิตมันสงบจิตสงบอยางไมมีกิเลส ไมมีการเกิดอีก ไมมีกิเลสเกิด กิเลสไมมี มันสงบ เกลี้ยง สะอาดแลว ไมมีกิเลสอะไรเกิดมาอีกเลย มันสงบตลอดเวลา แตที่มันปรุง ไอที่มันสราง ไอที่มันทํางานไว ที่จริงมันเปน บทบาทนั้นนะมันเปนคุณลักษณะของจิตวิญญาณ ที่มีประสิทธิภาพสูง ไมไดเพื่อตัวเพื่อตน ไมไดกิเลส เปนตัวการไมไดมาบําเรอตนอะไร มันเปนการสรางสรร มันเปนจิตพระเจา มันเปนจิต พระผูสราง ผูประทาน ผูสรางเพื่อใหสรางเพื่อใหผูอื่นไดรับประโยชนคุณคานั้น มันเปนจิตพระเจา ที่วิเศษ มันเปน จิตสงบ มันเปนจิตบริสุทธิ์ ฟงความฟงภาษาไว แลวจึงสรางจิตนี้ ใหเกิดที่เรา อันนี้เปนหลักวิชา ที่แถมให พรอมกันทุกรูป ใครจะบอกวาไมไดฟงใครนั่งหลับ ใครนั่งเบลอ ใครฟงไมได หรือใครฟงไมออก ก็เปนฐาน ของแตละคนโอกาสนี้เปนโอกาสพรอมทุกคนแลว ผมไดพูดแลว ผมไดกลาวแลว ตอหนา ทุกทาน ใครจะบอกวา ไมมีโอกาสไรโอกาสไมได ถาคุณจะกลาวอยางนอบนอม คุณก็กลาวไดวา เปนบุญ ของเราหนอ ที่ไดฟงอันนี้แลวถาจะกลาวโดยผมก็บอกวา นี่เปนโอกาสอันดีหนอของพวกคุณ ที่ไดฟง อันนี้แลว ที่เจาะปรมัตถ สําหรับปนี้สําหรับวันนี้ก็ไดกลาว แมแตคราวที่ไดบรรยายมา ตลอดทั้งป ไปเจอ พระสูตร จูฬวิูหสูตร สูตรที่กลาวถึงสัจจะกลาวถึงสัญญาสุดทาย ผมก็ยังไมเจออะไร ที่จะลึกไปกวา นี้อีก ในพระไตรปฎกที่เปนคํากลาวมีอยูตัวเดียวนี่แหละ ในพระไตรปฎกทั้ง ๔๕ เลม คําตรัสที่เจาะลึก เพราะวาเปนตัวที่เจาะลึกที่สุดแลว เพราะวาเจาะถึงขั้นสัญญา และผมก็เขาใจสัญญานี้วา สัญญานี้ เปนสัญญาเวทยิตนิโรธ อันเปนตัวสัญญา ที่เปนอาการของสัญญายะ สัญญายนิจจานิ ซึ่งผมเขาใจบัญญัติ ทั้ง ๒ตัวนี้ รวมความแลวทั้งหมด ในพยัญชนะ ในคําตรัสสูตรนั้น ผมวาผมเขาใจทั้งหมดนี้ แลวก็หยิบมา บรรยายเทาที่ผมสามารถได บรรยายไป ซึ่งจะตองบรรยายอีก บรรยายไปจนตายแหละ นี่สูตรพวกนี้ แลวหยิบมาบรรยายไวกอนเพราะฉะนั้น การบรรยายนี้เปนเรื่องของการยึดสูงมากลาว แลวก็จะคอยๆ ขยายละเอียดยิบ ขยายหยาบไปในอนาคต เพราะฉะนั้น ผูที่มีภูมิธรรมสูง ก็จะรับไดกอน ผูที่มีภูมิธรรมยังไมสูง ก็ยังรับไดบาง ไมไดบางไปตามลําดับ ที่ผมทําเชนนี้ ผมก็ทํามาแตตน คือทําจากสูงไปหาต่ํา โดยเฉพาะ ในขณะนี้ก็คือ อยูในสงฆไมไดกลาว อยูนอกสงฆอะไร ถึงแมวาอยูนอกสงฆ ผมก็กลาวไปเรื่อยๆ เมื่อกาละที่ควรกลาว เชน ทําวัตร ในพวกเราก็ดี ศึกษาเลาเรียน ไมมีผูที่เพงโทษแลว เปนอุปสัมบัน หรือ อุปสัมบันโดยบัญญัติ อยูในวัดไมไดไปกลาวผิดที่ ผิดถิ่นที่ไหน ถึงแมวาจะเปนโอกาสขางนอกครั้งคราว ผมจะไปกลาวบาง ผมก็ประมาณของผม แตก็ยังไมไดไปกลาวสูตรเหลานี้ หรืออะไร อธิบายเหลานี้ยังไมไดไปกลาวนอกวัด โดยเฉพาะที่ผมเทศนอยู ทุกวันนี้ ไมไดไปเทศนนอกวัดเลย ผมไมไดออกไปเทศนนอกวัดทุกวันนี้ นอกจากงาน บางงานอยางงานไปฉันที่โรงชมร. ไปเทศนชมร. จะเปนสวนในเรา ผมก็ไมไดเทศนถึงอยางนี้ ก็เทศนกลาว ในตัวเรื่องราวอะไรตออะไร ไปขนาดนั้น เพราะฉะนั้น จะบอกวาอาบัติที่กลาวนอก เปนการผิด ปาจิตตีย ที่กลาว อุปสัมบันอนุสัมบันนั้นนะ ผมวาเมื่อเอากันละเอียดแลว มันไมไดผิดไดพลาดอะไร แตจะให เสมอสมานกันนั้นไมไดเพราะวาทุกวันนี้ คนมันมีฐานะที่ตางกันมาก ผูไมรู ไมรูเอามากๆ ผูรูก็รูอยาง ตางกันอยู หลายระดับชั้นแมแตพวกเรา ไอนี่เปนปรมัตถ ที่ผมไดสาธยายลงไป สําหรับวันนี้ทีนี้เรื่องของกรรม การงาน และอาชีพที่ผมก็บอกซ้ําอีกวา ผมจําเปนที่จะตองนําพา ทานทั้งหลาย ก็จะตองศึกษาเลาเรียนตาม ผูใดที่ติดยึดแบบฤาษี ติดยึดในตัวสงบ ที่ไมคอยอยากจะมา ทําการงาน บรรดาฤาษีมันไมอยากทํางานดอก หรือทํางานก็ทํางานเบา ทํางานเบานี่ก็คือ ทํางานสังกัปปะ กับ วาจา ซึ่งเปนฤาษีกรุงฤาษีกรุงนี่จะลงมือ จะแบก จะหาม จะเอาหลังเขาสู จะเอาบาเขาแบบกนั้นนอย พวกฤาษีกรุงหรือวาพวกใชชอบแบบปญญา ชอบใชแตวาจา มีสังกัปปะกับวาจา สวนกัมมันตะ ที่ทําครบพรอม ผมบอกแลววากัมมันตะเขารวมทั้งสังกัปปะ รวมทั้งวาจากายกรรมดวย กัมมันตะ นี่ลงมือทํางานลงมือมีกิจกรรมการงานทุกกรรม ทั้งกาย วาจา ใจ เรียกวา กัมมันตะ อาชีวะนั่นนะกําหนดเรื่องของงานเลยทีเดียว อาชีวะกําหนดเรื่องของงาน งานใดก็แลวแตเพราะฉะนั้น ผูที่มีจริตไปในขางที่ไมอยากจะลงไปทํางานหนัก ถึงขั้นกัมมันตะ อาชีวะนั้นนะ นี่มันเปน อยางนี้โลกก็มี ธรรมก็มี ที่ไหนก็มีทั้งนั้นแหละ เห็นทั้งนั้นแหละคน คนละจริตที่ชอบเปน เขาถือวา เปนปญญาชนใชแตปญญากับคําพูด นักวิชาการสอน เปนครูเขา ชอบเปนหัวหนา ชอบไปเที่ยวไดชี้ใช บอกกลาว คิดนึกฉลาดเฉลียวรู แตไมทํา ลงมื
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive