กลไกของวิปัสนา.pdf
เนื้อหาในไฟล์
กลไกของวิปัสนา๑๔ กันยายน ๒๕๓๖โดย พอทานสมณะโพธิรักษ ณ พุทธสถานสันติอโศกวิจัยอะไรๆออกไดแคไหน เพราะตองรูจริงๆวากายคืออะไร กายนี่มันเปนองคประชุม ตั้งแตองคประชุมนอก ก็มีอะไรๆ ขางนอกนี่ประกอบไปถาเรารูแลวเราก็จะรูวาสิ่งเหลานี้เปนเหตุเปนเหตุเปนปจจัยยิ่ง มีทั้งตลอดแมในปจจุบันนี้ แมแตอดีต ที่เปน เหตุปจจัย ประกอบเหมือนอยางกับ"กรรมในอดีต"นี่ก็เปนเหตุได ปจจุบันนี้วาจะเกิดอะไร จะเกิดวิบากอะไร จะเกิดกรรมอะไร จะเกิดลักษณะอะไรที่จะเกิดสังเคราะหกันขึ้นมา หรือสังขารกันขึ้นไดดวย เราจะเขาใจ ทั้งอดีต ปจจุบัน แมจะคํานึงถึง อนาคตถาเรารูวาอะไรเปนอะไรรวมกันแลวมันสังเคราะหกันเขาเปนอยางไรบาง แมแตเรื่องของขางนอก เรื่องของวัตถุ เรื่องของบุคคลเรื่องของสถานที่ เรื่องของอะไรตออะไรตางๆนานา จนกระทั่งถึง พฤติกรรม การงาน แมแตเรื่องของ วิบากเอง วิญญาณเอง ที่มันมี บวกลบ คูณ หารกัน หรือสังเคราะหกันเขา และเปนเหตุเปนปจจัยทั้งนั้น เมื่อเวลา องคประชุมนั้นเกิดขึ้นมา รวมลงไปในๆ เปนภายในพอเวลา ตาเห็นรูป เกิดจักขุวิญญาณ ที่เราเรียกรวม วาเปน "ผัสสะ รวม" ๓ ประการนี้เปนผัสสะ ตามที่พระพุทธเจาทานตรัสไวชัดเจนในทุกขสูตรนะ ๓ อยางนั้น รวมกัน เกิดผัสสะ ผัสสนั่นแหละเรียกวา กายแลวนะรวมแลวเปนองครวมและผัสสะที่วานั่นนะ มันก็เกิดสภาพรวมไปอีก เราจึงเรียกเปนภาษานะวา เวทนา เพราะผัสสะเราก็เกิดจิตวิญญาณเราก็รูสึก พอรับรูสึก ในขณะรับรูสึกนั้น เปนเวทนา เปนองครวม จากผัสสะนั่นแหละไปรับรูสึก รวมจาก ตา รูป จักขุญาณแลวก็เปนความรูสึก ความรูสึกรวม นั่นนะ เปนกายจริงๆ เมื่อเราอานเวทนาลงไป เวทนากลายเปนรูป รูปนั่นก็คือกายๆเพราะฉะนั้นเราตองใชญาณของเรานี่แหละอาน
อ่านต่อ
เวทนา มันรูสึกอยางไร ก็อานความรูสึกนั้นทันทีๆ วิจัยลงไปใน เวทนา เวทนาในเวทนาความรูสึกที่รูตามความเปนจริง อยางหนึ่ง วิจัยลงไป วิเคราะห ลงไปอีก ในเวทนาวานอกจากความรูสึกในเวทนาในเวทนานั้นเปนความรูสึกตามความเปนจริง เชนวา รูปสีแดง รูปสามเหลี่ยม เรียกเปนทรง หรือเรียกเปนสีก็แลวแต รูปบานรูปคนอะไรก็ตามแต เปนรูป ถาเปนรูป โดยความเปนจริง ที่ตาเห็น เกิดจักขุวิญญาณ แลวเปนผัสสะแลวมารับรูสึกถาเราอานรวมเลย ตั้งแตเวทนาแรก วามันเปนสุขหรือเปนทุกข-เวทนาชอบหรือชังนั่นเอง ถามันสมใจก็สุข ถามันไมสมใจ ที่ชอบมันก็ทุกขถามันเปนเวทนารวมแลว มันก็ทุกข เปนสุขเปนทุกขนะ มันปรุงแลว มันรวมลงไปหมดแลว เราก็ตองเพงอาน แลวก็วิเคราะหวิจัยออกวาถาตากับรูป ก็รับสัมผัสแลวเกิดตัวรูเรียกกลางๆวาวิญญาณ หรือเปนเจตสิกเวทนา มันรูจริงๆนะ มันรูอะไร มันรูรูป มันรูสี อยางที่วาเมื่อกี้นี้ "สีแดง" "สีแดง" มันก็คือ "สีแดง" โดยสัจจะความจริง รูคน คนมันก็คือคน จะวิเคราะหซอน ลงไปอีกวาคนนั่นมันบอกโดยสัญญาวา ผูหญิงหรือผูชาย มันก็คือผูหญิงถาผูหญิง ถาเปนผูชายมันก็คือผูชาย เอา! สมมุติเปนผูหญิง ผูชายมองผูหญิง มองลงไป มันก็ไมใชผูหญิงเฉยๆ ทีนี้มันปรุงลงไป เปนสุขเปนทุกข ชอบหรือชังอะไร ก็แลวแต... "เกิด"เปนสุขเปนทุกขหรือชอบหรือชัง...เกิด มันมีกิเลสเขาไปรวมประชุมดวย เปนองคประชุม หรือ เปนกายดวย เราก็วิเคราะหคนก็คือผูหญิงคนนั้นทีนี้มันมีกิเลสเขาไปปรุงรวมแลวสังขารรวมแลว จึงเกิดเปนสุขเปนทุกข เจอคูอาฆาตก็เกิดทุกข เจอคน ที่คิดถึง ก็เปนสุข ก็ไดพบอะไรอยางนี้เปนตน มันก็ปรุงรวมมีกิเลสอยางนี้ เราชอบ เราตองการ มาผสม เราตองการ หรือไมสมใจ ในที่ตองการเราก็วิเคราะหวาทําไมเราจะตองไปชอบ เราจะตองไปชัง เราจะตอง ไปโลภ เราจะตอง ไปโกรธ วิเคราะหเอาแตตัวกิเลส ตัณหาพวกนั้นออกมา เมื่อเราวิเคราะห ไอกิเลสตัณหา พวกนั้น ออกมาไดแลว ก็พิจารณาอาน พยายามทําแบบฝกหัด เห็นความจริง ดวยเหตุ ดวยผล ดวยหลักฐาน ดวยความจริง ตางๆนานา สารพัดที่จะเปนหลักฐาน เหตุผลอะไร ที่จะทําใหกิเลส มันออนตัว มันละลายตัวมันตาย ตายดวยเหตุผล ตายดวยสัจจะความจริง ตายดวยหลักฐาน ที่เราเคยทํามาวา เราทํามามากๆนี่นะ ฝกปรือมามากๆความช่ําชอง ความชํานาญ ความมีความรู ความเห็นจริง ก็จะซอน ลงไปใหเรามากขึ้น จะทําใหกิเลสนั้นลดไดเร็ว เพราะอํานาจหรืออินทรียพละ ของเราสูง บารมีเราสูง ภูมิธรรมเราสูง เพราะเราไดฝกซอมเราไดอานและมีความจริงมากขึ้น สัจจะในเรื่องของไตรลักษณ เห็นความไมเที่ยง เห็นความทุกข เห็นความที่ไมนาจะเปนทุกข ประสิทธิภาพ ของการ ไมยึดมั่น ถือมั่นประสิทธิภาพในการเห็นวาสัจจะความจริงนี่เราทุกขเพราะอะไร อาการอยางไร ของจิต ที่ไปทําอยางนั้น ขึ้นมา มีอาการยึดติดเปนอาการถือ เปนอาการตองการ เปนอาการปรารถนา ที่จะไดสมใจ อยางนั้น สมใจอยางนี้ อะไรตางๆพวกนี้เราจะเกิดญาณที่รูแทรกซอนเขาไปในพวกนี้ จะรูหนาตา ของสิ่งที่มันเปน อกุศล เปนแขก เปนกิเลสตัณหาที่แทจริง โลภะ โทสะ โมหะตัวแทจริง มันเปนอยางนี้เอง ถาเราวิจัยซอน ลงไปๆๆ เสร็จแลว เราจะชํานาญยิ่งขึ้นเพราะฉะนั้นกิเลสมันก็จะ... พอวิปสสนาญาณ ซึ่งตองเรียกเปนภาษาวา "ยกวิปสสนาญาณขึ้นสูจิต ยกจิต ขึ้นสูวิปสสนา"นั่นก็เปนภาษาที่ทาง สมาธิหลับตาเขาเรียก สมาธิหลับตา เขาบอกนั่งสมาธิ แลวก็ยกจิต ขึ้นสูวิปสสนา แตในทางพุทธนี่จะยกวิปสสนาขึ้นสูจิต คือจะตองทําวิปสสนา ในขณะปจจุบันนี่ คือจิตเรา ฝกสัมผัสรูตัวดีแลว เราก็จะนึกถึงวา วิปสสนาคืออะไรเราก็จะทําวิปสสนา คือ ยกวิปสสนาใสจิต ใหมี บทบาทของวิปสสนา เกิดทํางานของวิปสสนานั่นเอง ทํางานวิปสสนา เมื่อทํางานวิปสสนา มันก็จะช่ําชอง แลวมันก็จะเกิดผลสงบระงับ นี่แหละสมถะของพุทธ สงบระงับตามหลังวิปสสนา สวนฤาษีนั้น จะสมถะเกิดกอนวิปสสนา คือทําความสงบลง แลวคอยวิปสสนาวาอยางนั้น ยกจิตขึ้นสู วิปสสนา สวนของพุทธนั้น วิปสสนาจริงๆ สัมผัสแตะตองแลวก็วิปสสนาเลย ดูตามอะไรๆ ตลอดเวลาเลยยิ่งช่ําชอง ก็รูตลอดสายเลย ตั้งแตรูสึกตัว ตา หู จมูก ลิ้น กาย ขึ้นสูวิถีทํางาน เมื่อมีรูปมีเสียง มีกลิ่น มีรส มีสัมผัสอะไร แลวก็รู พอรูแลว ก็เกิดเปนสัมผัสรวม ภาษาสัมผัสรวม สัมผัสกายนั่น เขาเรียกซอนภาษา เทานั้นเองที่จริงภาษา ของบาลี เขาเรียกมันก็ผันมาจากรากศัพท อันเดียวกัน โผฎฐัพพา ก็เปนผัสสะ เรามาเรียกสัมผัส เรียกเปน ภาษาไทยวาสัมผัสนอกสัมผัสใน ก็คือไดกระทบนั่นแหละ สัมผัสรวมนั่นแหละ ตา หู จมูก ลิ้น กาย กายก็คือเอาสัมผัสทั้งหมดของทั่วๆไปของรางกายไดรับรูดวยการกระทบทางกาย แลวก็ "ใน" ธรรมารมณ สัมผัสทาง "ใน" เกิดสภาพจิตรูจิตจิตสัมผัสจิต พอตาเปนรูป รูปก็ไปเปน อายตนะใน มันก็ไปสัมผัส กับจิตใน เปนธรรมารมณ ก็ปรุงขางใน แลวของพุทธทําวิปสสนาแลวถาไดผล ก็ไปสูสมถะ สูความสงบ ที่แท หรือปสสัทธิ เราก็เรียก หรือความสงบอื่นๆนี่ก็เรียก สมะก็เรียก สันติก็เรียก อะไรๆก็แลวแต มันเปนความสงบ จะเรียก"วิเวก" จะเรียกอะไรๆอีกหลายคํานะ เรียกความสงบ มันก็เกิด ลงจริง เกิดสภาพนั้นจริงวิปสสนาแลวก็สงบดวยเปนสมถะ งั้นเราก็ฝกเขาไปฝกเขาไป ความเกง ในการวิปสสนา ความช่ําชอง ก็จะเกงขึ้น เกงขึ้นๆแลวก็วิจัยเวทนานี่ออก วิจัยออกจริงๆเลย เกงใน เวทนา เวทนา ๒ เวทนา ๓ เวทนา ๕ เวทนา ๖ ...๑๘ เวทนา ๓๖ เวทนา ๑๐๘จํากันไดบางมั้ยจํากันไดบางหรือยัง ลักษณะของเวทนา ๕ ก็คือกําลังของเวทนา อินทรียพละ อินทรียคือทวาร คือ สภาพของสุข ของทุกขของอุเบกขานะ สุขเวทนา ทุกขเวทนา โทมนัสเวทนา โสมนัสเวทนา อุเบกขาเวทนา ...๕ เรียกวาอินทรีย ๕ เปนกําลัง สุข ทุกข โสมนัสแลวก็อุเบกขา ออน จาง คลาย ขนาดไหน ทุกข โทมนัส อุเบกขา สุข โสมนัส อุเบกขา เขามาหาอุเบกขานี่ มันมีกําลังความทุกขหยาบ...เรียกวาทุกข ความทุกขกลางเรียกวาโทมนัส ความสุขใหญหยาบ... เรียกวาสุข ความสุขกลางเรียกโสมนัสความไมมีสุขก็เรียกวาอุเบกขา เราก็ตองรูวา ภาวะสภาวะเปนอยางไร อาการของสุขอยางนี้ เปนสุขอยางนี้เรียกโสมนัสอยางนี้เราเรียกทุกข อยางนี้เราเรียกโทมนัส อยางนี้เราเรียก ... มันออนลงไปแลว จนกระทั่ง "เกือบจะไมมี" ไมมีสุข-ทุกขแลว แตมันยังมีมันตางกันกับไมมีอยูนะ มีลิงคะ เหลืออยูนิดหนึ่งก็... ทุกขนี่กับ"ไมมีเลย"มันจะตางกันนอยเพราะฉะนั้น เราจะตองวิเคราะหวิจัย ตองมีญาณเขาไปรูความตางพวกนี้ ลิงคะพวกนี้ มีกําหนดหมาย นิมิต ดูวาอาการของมัน นี่เรียกวารูรูปรูนามของมัน ดวยอาการเรียกวาลิงคนิมิต "อุเทศ" อุเทศก็คือ หัวขอ ของทุกข แลวมันทุกขเล็กทุกขนอยไปจนกระทั่งถึงเหลือนอย เปนโทมนัสนอยๆ ไปจนกระทั่ง ถึงอุเบกขา คือไมทุกขไมสุขเลยนี่มันตางกันนะมีลิงคะคุณฟงหัวขอที่ยกขึ้นมาสาธยาย เรียกวาอุเทศ ที่อาตมา เอาหัวขอ คําวาทุกข วาสุข อุเบกขา มันตางกันอะไรๆมาอธิบายสาธยายใหคุณฟง คุณฟงแลว คุณเขาใจแลว ก็ไปปฎิบัติ ประพฤติ พิสูจน จะมีอาการอยางไร คุณก็ตองรูดวยตนดวยญาณของตน นิมิตเครื่องหมาย ใหรูอยางไรๆ มันมีนิมิตหมายอยางไร คุณก็รูดวยญาณของตน มันตางกันอยางไร ความตางลักษณะที่ตองเปรียบตองเทียบกันนี่แหละความตางๆกัน เปรียบเทียบความมีมาก กับความมีนอย ความมีนอยกับความไมมีเลยนี่มันตางกันนะ จนกระทั่งบอกวามันไมมีจริงๆ ไมมีความตางแลว ไมมีไอที่วาเหลือนอย มันไมเหลือแลวคุณก็ตองไปรูไปเห็นของจริงกันเอง เปนทุกข เปนสุข หรือมันเกิดมาจาก...เรียกวาเวทนา ๖ ในจักรวาลทั้ง๖ ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจเกิดเวทนาตอกันมา จากตาเปนเหตุ จากรูปเปนเหตุ โยงเขาไป มีสันตติตอไปถึงขางใน เรียกมันวาเวทนา ก็เวทนามาจากตา รูป เสียงเวทนามาจากหู ผัสสะนั่นแหละ มันรวมเปนผัสสะ มันเขามา เปนธาตุรูเรียกวาวิญญาณ แลวก็วิจัย เวทนาวิญญาณนั่นลงไปเปนเจตสิกตางๆ ก็แยกวิเคราะหได เวทนาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตางๆ นานา ๖ จาก ๖ นี่แหละเอาสุขเอาทุกขมาบวกเขาไปอีกเอา วิเคราะหวิจัยจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ นี่ มีสุข มีทุกข หรือวาเราทําไมดี หรือไมไดดีหรอก มันอุเบกขาเดอ อุเบกขาแบบเดอๆ แค๑๘ คือ ทุกข สุข อุเบกขา เราก็ยังไมวิจัยออกไปเปนตัวอุเบกขานี่ เปนตัวที่สําคัญ ถาแค ๑๘ มันก็ยังไมไดแยกวา อุเบกขานั้นเปนอุเบกขาโลกุตระ หรือโลกียะ พอแยกเปน ๓๖ มีเคหสิตะ มีเนกขัมมะขึ้นมาทีนี้ชัด แยกวิเคราะห แมแต ทุกข-สุขทุกขอยางไรเปนทุกขอยางโลกียะ ทุกขอยางไรเปนทุกขอยางโลกุตระ ที่เราเองมีสติสัมปชัญญะ ปฏิบัติไดดีเลย เปนทุกขายะ อัตตานังปทหติ ตั้งตนอยูบนทุกขนี่แหละ ทุกขายะก็คือทุกขนั่นแหละ เรามีทุกขนะ แตวาเปนทุกขที่เราตั้งตน เราตั้งใจ เปนอัตตสัมมาปณิธิเปนการตั้งใจ ตั้งตนเองเลยนะ ตั้งตนไวชอบแลว ตอนนี้เราตั้งเองเราทําเอง เพราะตั้งอยูในฐานะอยางนี้ มีสัมผัสอยางนี้ มีการเรียนรูอยางนี้ มีแบบฝกหัดอยางนี้ มีชีวิตอยางนี้แหละ มีความรู มีวิชชาแลว เอามาปฎิบัติกับตัวเองไดแลว มีสังกัปปะใหเราไดฝกมีวาจาใหเราไดฝก มีกัมมันตะ มีการกระทําตางๆนานาทาง กาย วาจา ใจ มีการงานอะไร ประกอบไปกับวจีกรรม มโนกรรมอยูพรอมหรือมีอาชีพ มีการงาน การกระทํา กิจการอะไรอยู ก็แลวแต เปนอาชีพใหเราไดฝกเปนธรรมดาธรรมชาติของวันๆแตละวันเปนกิจวัตรประจําวัน หรือเปน กิจการประจําวัน หรือเปนชีวิตประจําวัน เปนวันๆ ทั้งวันๆ นี่เราก็ไดเรียนรู นี่คุณฟงไปนี่เกิดสัมมาทิฐิแคใด คุณก็เอาไปปฏิบัติ องคแหงมรรค มัคคังคะ คุณก็จะชํานาญ ในมัคคังคะ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค ชํานาญ สัมมาทิฐิไมใช... ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค มัคคังคะนี่ปฏิบัติเขา ปฏิบัติมรรค ปฏิบัติโพชฌงค ในมรรค โพธิปกขิยธรรม ๘ ประการนี่คุณก็ปฏิบัติโพชฌงค คุณก็ปฏิบัติมรรคนั่นแหละ ปฏิบัติใหมันเกิดสภาวะ สติปฎฐาน ๔ เปนพละ ๕ ดวยโพชฌงค ๗ ดวยมรรค ๘นี่แหละ โพชฌงค๗ ก็เมื่อเวลาคุณมี ธรรมวิจัย สัมโพชฌงค เกงขึ้นๆๆ มัคคังคะคุณก็ไดทํา สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะโดยความมี สัมมาวายามะ มีความพยายาม มีความเพียร มีสติ ตั้งสติ พยายามตั้งสติ ไปปฏิบัติก็ตองพยายามตั้งสติ ใหเกิดองคธรรมหรือกลไกของการปฏิบัติ โพธิปกขิยธรรมสมบูรณแบบ คุณก็พยายามสังวรปธาน ปหารปธานใหได มีภาวนาปธานเกิดอนุรักขนาปธานตาม รูกาย รูเวทนา รูจิต รูธรรม รูจริงๆ มีอิทธิบาท ๔ ยิ่งทํา ก็ยิ่งเกิดฉันทะ ยิ่งทําก็ยิ่งเกิดวิริยะยิ่งทําก็ยิ่งเกิดชํานาญในการมีจิตตะ ในการเอาใจใส หรือมี ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค เกงวิมังสาจริงๆวิมังสามันก็ตรวจตราไตรตรองวินิจฉัยไปเรื่อย ธรรมวิจัยก็คือ ลักษณะคลายกันกับวิมังสาวิมังสาก็คือลักษณะเดียวกันกับธรรมวิจัยสัมโพชฌงค ไมใชวิจัยเฉยๆ ไมใชวิจัยอะไรๆ โดยนักวิทยาศาสตร วิจัยอะไรไปเรื่อยเปอยไปขางนอกๆนะเยอะแยะ แตนี่วิจัยสัมโพชฌงค วิจัยที่เปนองคแหงการตรัสรู มันจะเปนพระอรหันตนั่นนะถาวิจัยอยางนี้มีบทบาทการทํางานอยางนี้ ของตนเองอยู ประกอบไป แมนวาคุณจะทําอาชีพใดอยู คุณก็วิจัยสัมโพชฌงคประกอบอยู คุณทํา กายกรรม มโนกรรม วจีกรรมใดอยูคุณก็รู คุณก็มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงคประกอบอยู สัมมาทิฐิคุณ จะถูกปรับ ขึ้นไปในตัวเลยคุณนึกวา คุณสัมมาทิฐิแลวนี่ พอเวลามาปฏิบัติจริงแลวนี่นะ สัมมาทิฐิ มันจะยิ่งเห็นจริง ยิ่งรูจริง ยิ่งเขาใจจริง ยิ่งเชื่อมั่นจริงยิ่งเห็นของจริงของแท ไมใชเปนแตแคฟง รูความหมาย เขาใจบัญญัติ เขาใจภาษา และก็ไมใชแคเอาไปนึกคิดเทานั้น มันจะเกิดตัวจริงเพราะปฏิบัติ มัคคังคะ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค วิจันเนื้อแท ไมใชวิจัยคิดนึก ไมใชวิจัยตรรกศาสตร แตวิจัยสภาวะ ที่เปนภาคปฏิบัติวิจัยอารมณ วิจัยกิเลส และปฏิบัติการลดกิเลสเห็นรูการที่กิเลสลด เห็นอารมณ การที่กิเลสลด เห็นความจริงตามเปนจริงซอนขึ้นไปเพราะฉะนั้น สัมมาทิฐินี่ก็คือ ความเห็นความเขาใจที่ซอนลึกมาจากเห็นก็มาเพียงบัญญัติ หรือปริยัติ มาเปนปฏิบัติจากปฏิบัติก็ยิ่งเกิดญาณที่เห็นๆ สัมมาทิฐิก็คือตัวเกิดอีก เปนความเห็นความเขาใจ สั่งสม ลงไป กลไกของธรรมวิจัยสัมโพชฌงคสัมมาทิฐิ มัคคังคะ ๓ ตัวนี้ ปญญินทรีย ปญญา พละ เรื่อยๆ กลไกสงเสริมซอน สงตอเหมือนสายพานเครื่องกล ที่มันสงตอพลังงานเหมือนสายเยื่อใยกลไก ของอะไร ก็แลวแต เครื่องกลอะไรก็แลวแต มันก็โยงใยไปสังเคราะหกัน ไปเสริมหนุนกัน ไปตานทานกัน ทําใหเกิดสิ่งที่เปนยอดแหงพลังงาน หรือยอดแหงผล เกิดยอดแหงผลที่ตองการจะใหออกมาเปนอะไรก็ได ผลที่ตองการออกมา ตามเครื่องกลนั้นมันทํางาน นี่ก็เปนเครื่องกลของมนุษยที่วิเศษสุด เราเปนชาง วิเศษสุด ที่เราจะสรางใหเกิด ไมสรางไมเกิด ยิ่งสรางยิ่งเกิดยิ่งสรางก็ยิ่งแข็งแรง ยิ่งสราง ก็ยิ่งเกิดระบบ ที่เปนระบบที่ดี ที่ถูกตอง ก็ปรับระบบนี่ไปไปเรื่อยๆ สรางไปปรับระบบไป กลไกไหนขาดก็เติมกลไกไหน เกินก็ตัด มันก็จะเกิดระบบที่เรียบรอยที่ Practical ที่สุดขึ้นไปเรื่อยๆนะนะ จะเกิดความลงตัว Practical นี่นาจะเรียกวา "ลงตัว"มันยิ่งฝกยิ่งจัด ยิ่งแจง ยิ่งเขาใจยิ่งลงตัว ยิ่งเนียนยิ่งเกง ยิ่งละเอียดลออ ยิ่งไดผลจริง เขาไปเรื่อยๆ มันสั่งสมลงเปนปญญาปญญินทรียปญญาพละ มันก็เกิดความมั่นคงแข็งแรง เกิดสมาธิ เกิดญาณ เกิดวิมุติ เปนผลแทซอนลงไปจริงๆเราที่ใหทําแบบฝกหัดขึ้นมานี่ ใครใสใจ ก็ดีแลวละ ฝกดู ตั้งแตเราลองดูไปตามนั่นนะ อานอารมณ...ทําไป แมแตแบบฝกหัดที่ ๓ นี่ก็ให"รู"เกี่ยวของกา ยแลวนะ ขยายเพิ่มเติมขึ้นไปวา ใหดูสิ สิ่งที่ชอบที่สุด ไมชอบที่สุด แมกระทั่ง เราสัมผัสแตะตอง เกี่ยวของกับสถานที่ วัตถุสิ่งของ การงาน บุคคล พฤติกรรมของตนเอง ของเพื่อนของฝูง กระทบสัมผัส อะไรกันอยู แลวมันก็กอใหเกิดพวกนี้ทั้งนั้นแนะ เกิดเวทนาเกิดตัณหา เกิดผัสสะ แลวก็เกิดเวทนา เกิดตัณหา เราปฏิบัติไปจริงๆ นี่แหละ มันไมนอกไปจาก ปฏิจจสมุปบาท ไมนอกไปจากที่เขาสอนหลักสูตร จุดใหญๆ ไมนอกไปหรอก ปฏิบัติจริงก็เกิดสภาพพวกนี้จริง อีกหนอยเรา เรียกภาษาหลักสูตร ปฏิจจสมุปบาทแลวก็จะรูเลยวา ออ อวิชชาเปนอยางนี้ สังขารเปนอยางนี้ วิญญาณเปนอยางนี้ นามรูป เปนอยางนี้ มีอายตนะ ๖ อยางนี้เกิดผัสสะอยางนี้ เกิดเวทนาอยางนี้ เกิดตัณหาอยางนี้ ตัณหามันสั่งสม เปนอุปาทานเพราะฉะนั้น เมื่อเราทําลายตัณหาอุปาทานก็คือ นอยลงๆ คลีคลายลง แตกอนเรายึดถือเกิดอยางนี้ จะเอาอยางนี้ อยางกูยึดกูถือก็ตองอยางกูเอานี่แหละ กูตองเปนอยางนี้ ตองไดอยางนี้ อัตตามานะ ตองเปน อยางที่กูเชื่อนี่แหละ เปนอุปาทานทั้งนั้น ยึดติดเอาไวฝงเอาไว เปนตัวกูของกู แตถาเราทําลาย พวกนี้ได เปลี่ยนตัณหา ลดตัณหา อุปาทานลดดวย จนกระทั่ง หมดตัณหา มันก็เหลือแตตัวกูของกูที่แน สังโยชนก็สูง นี่มานะ แมจะแนขนาดไหน ก็ตองมาลดอัตตามานะพวกนี้ ตัวกูของกู ที่เกงที่เยี่ยม ที่ยอด ที่เปนพระอริยะที่เปนจริง แมจะเปนพระอรหันต มะลอม-มะลออยูแลว เปนอนาคามีที่สุด ก็จะตองรูวา ไอนี่มันเปนแตเพียง สิ่งที่เราอาศัยมันไมใชตัวกูของกู ตัวเราของเราที่แนแทอะไรหรอก มันจะตอง พรากจากกัน สุดทาย มันก็จะตองสูญ เราไมตองติดตองยึดอะไรวาเปนตัวเราของเรา ไมปรารถนา ที่จะตองยินดี จะตองใชมันอีก ไมตองเกิดประโยชนอะไรอีก เราก็วางก็ปลอย ไมอาลัย ไมอาวรณไมหวงแหน อะไรอีกแลว คุณลางกิเลสไดหมดสุด ก็เหลืออัตตามานะ เหลืออัตตาแมที่สุด ลางมานะได มานะเปนสภาพที่ถือดี แตมันก็ตองใชดีนะ ใชความอุตสาหะวิริยะนี่ บางที เราใหความหมายของ อุตสาหะวิริยะเราก็เอาความหมายของมานะ มาใชเหมือนกัน ภาษาไทย หรือ ภาษาบาลีก็ตาม มันมีเชิงวา มันเปนคนมีกําลัง มีกําลังสรางสรรมานะนี่เอาซิ อุตสาหะวิริยะเขา มันเปน ความหมายเดียวกับ มานะ อุตสาหะ วิริยะนี่ เขาใจมั้ย? คือมันเปนคนที่มีกําลังความเพียร มีกําลัง ความสรางสรร มีกําลังการ... ไมเปนคนอยูเฉยๆ ขี้เกียจไมเอาถานอะไร แตเปนคนเอาถาน เปนคนมี ความขมีขมัน จนชํานาญจนช่ําชอง เมื่อมันเปนกําลังที่แทจริงแลว กําลังของความขยัน กําลังของ ความเพียร เปนอินทรีย เปนพละ เปนวิริยะ เปนวิริยินทรียเปนวิริยพละ เปนความเพียร ที่มีกําลัง ในตัวมันเอง มันเปนตถตา มันเปนตัววิริยะพละ ที่เปนตัวตถตา เปนตัวพลังเพียรที่อยูในตัวเราเปน กําลังไมใชวาเปนตัวเฉื่อย มันเปนเองเลย โดยอัตโนมัติ โดยเราไมตองไปใชแคลอรี หรือใชอะไร เขาไป บังคับมัน ดันมันไมตอง... มันเปนวิริยพละที่เปนตถตา ฟงความนี้ เขาใจไหม มันเปนความแทจริง ของมันเอง เพราะเราสั่งสมความแทจริงนี้ขึ้นแลวไดแลว เปนแลว มันเปนเอง ของมันเลย มันเปน เหมือนกับ นายลูกเขยบานนอกของใครละ "มันเปนเชนนั้น ธรรมดาของมันเองแหละพอ"มันเปนอยางนั้น จริงๆเลย เอะ! ทําไมนะฟกทองเถามันนิดเดียว แตลูกมันโตละ? ลูกมันเปนธรรมดา ของมันเองแหละพอเขาถามถึงฟกทอง มันเปนจริง คุณซักซอมไป มันจึงจะเกิด ธรรมดามันจะเกิด ก็ธรรมดามันเกิด ถาคุณ สั่งสมไดเทานี้มันก็เปนธรรมดาเทานี้ ทรงไวเทานี้ ธรรมดาก็คือทรงไว ธรรมตา ภาษาบาลีถาเติม "ตา" เขาไปอีกตัวหนึ่ง มันก็เปนปจจัย อีกตัวหนึ่งก็คือคํานาม มันเปนความมีอยางนี้ เปนทรงไวอยางนี้ ดวยคุณเอง เปนคนสั่งสมเพราะฉะนั้น เมื่อเราไดสภาพอยางที่กลาวมานี้วา นี่เราทําไดอยางนี้จะเปนศรัทธา สัทธินทรีย ศรัทธาพละ จนเปนความเชื่อมั่นที่เปนตถตา มันเปนความเชื่อมั่น อยางจริงเลย ตถตาคือจริง มันเชื่อจริงๆเลย เปนอยางนั้น อยูอยางนั้นเลย ไมใชเชื่อมั่น อยางงมงายไมใชเชื่ออยางไดฟงมาเทานั้น ไดยินมาเทานั้น มันเชื่อเพราะไดพิสูจน อยางที่สุดแลว เพราะฉะนั้น ศรัทธาพละนี่ มันเปนความเชื่ออยางสุดยอด เชื่อมั่น อาตมาแปลวา "เชื่อ" ก็แค "เชื่อถือ" "เชื่อฟง" ก็ลองไปปฏิบัติประพฤติดู จนกระทั่งเกิดผล จนกระทั่ง เกิดผลสุดทายเปน "กตญาณ" เปนญาณสุดทายเลย เปนกําหนดรู จนกระทั่ง สัญญาย นิจจานิ เที่ยงแทแลว จริงจังแลว สุดทายแลวไมมีอะไรที่จะเปนอยางอื่นไปแลว จนถึงขั้น สัญญาเวทยิตนิโรธ การกําหนดรู เคลาเคลียอารมณรู จนกระทั่งแจงชัด ในเปนนิโรธเปนสัจฉิกัตวา เปนสัจฉิกิริยา เปนกริยา ของตัวที่แจง เปนสภาวะของกริยา อันที่แจง มันแจง... จนไมรูวา จะวายังไงนะภาษามันก็สื่อสภาวะ เทานั้นนะ "สัจฉิ" นี่แปลวาแจง มันแจง มันชัด มันแจง อู!... แจงจริง เห็นจริงหนอ มันเห็นจริงๆ มันแจง ไปหมดชัดไปหมด เห็นจริงไปหมดเลย กริยาของอาการของจิตวิญญาณมันแจง ของญาณ... ไมใช จิตวิญญาณเฉยๆของญาณทัสสนวิเศษอันนั้น ของปญญาอันนั้นนะ ของธาตุรูที่รูยิ่งรูยอด ของญาณ ของอภิญญา ของญาณทัสสนวิเศษของอะไรก็แลวแตภาษา คุณจะเรียกญาณวิเศษ ภาษาอังกฤษเรียกวา Enlightenment ก็ตัว Enlightement มันเกิดอาการอยางนั้นนะเกิดญาณตัวจบที่มันรูจริงแลว นี่มันเปน อยางนี้ แลวนะ นิโรธมันเปนอยางนี้ สภาวะของความดับสนิทของกิเลส มันเปนอยางนี้มันดับสนิทแลว แลวญาณ มันเปนอยางไร ธาตุรูมันเปนยังไง อารมณมันเปนยังไง เราก็จะรูซอนลงไปวา "เออ! กิเลส มันหมด มันเปนอยางนี้ แลววิญญาณ มันอยูในลักษณะไหนละ เวลาดับแลว อุเบกขาแลว มันเปนยังไง มันถึงอุเบกขา เวทนาแลวนะวิญญาณมันเหี่ยวๆ หอๆอยูเหรอ วิญญาณมันหมนๆ หมองอยูเหรอเปลาเลย วิญญาณมันแจมใส วิญญาณมันปลอดโปรง มันรูทะลุ มันรูจริง รูแจง รูถึงสิ่งที่มีอยูเดี๋ยวนี้ อะไรก็คือ ความจริงมันก็รูความจริงอันนั้นโดยไมหรี่ไมหมก ไมตกไมพรอง อะไรเลย รูยิ่งรูจริงรูชัดรูแจงดวย รูโดยไมมีกิเลส เขามาปนนี่ มันยิ่งรูยอดรูเยี่ยมเลยยิ่งไมมีกิเลสเขามาปน เขามาผสมเลย แมแตนิดแตนอย มันยิ่งรู โอโห... วิญญาณมันยิ่งเกง มันยิ่งใหญ ไมใชวิญญาณมันหายวิญญาณมันทํางานไมเปน วิญญาณ มันจะเซอๆ ไมใช มันก็มลําเมลืองเหมือนกับเขาอธิบาย เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาเขาอธิบาย อยางฤาษี ลักษณะอยางฤาษีมีดวยนะ ถาคุณนั่งทําฌานแบบฤาษี ไปเปนฌาน อรูปฌาน ๔ นี่ อากาสานี่ สวางแจงนะพอไปเนวสัญญานี่ไมสวางแลว มันจะเปนอารมณอีกอยางหนึ่ง อารมณที่ชํานาญรู เพราะไปผิดตรงที่ อากิญจัญญายตนะซึ่งหมายความวา เราจะตองไมรู ถาขืนรูอยูนิดหนึ่ง หนึ่งนี่ มันแสดงวา เรายังมีกิเลส มีจิตวิญญาณ มันตองดับจิต จิตมันคือรูเพราะฉะนั้น ตองดับจิต พวกมิจฉาทิฐิ เปนแบบ ฤาษีละ เพราะฉะนั้น นิโรธของเขา ก็จะเปนแบบอสัญญี ไมกําหนดรูอะไรเลย จะตองดับความรู ไปหมด ดับการกําหนดรู ทุกอยางเลย ไมไดชัดแจงในเวทนาหรอก พวกนี้จะไมรูจักเวทนา ๑๐๘ ไมรูเรื่อง หรอกพวกนี้ไมไดวิจัยเวทนา ความจริงแลว เมื่อดับสนิทเปน สัญญาเวทยิตตนิโรธแลว ไมใชไปดับสัญญา ดับเวทนาที่เปน โทมนัสเวทนาแมแตโสมนัสเวทนา เราก็ไมไดติดยึด จริงๆถือวา ดับก็ได เราเอง เราไมได ไปหลงใหลไดปลื้ม กับสิ่งอยางนั้น แตมันก็เปนสภาพที่เวทนาคือความรูสึกที่ปลอดโปรง ความรูสึก ไปในเชิง จะเรียกโดยภาษาก็วา วูปสโมสุข นั่นแหละ มันสบาย... มันเปนภาษาเทานั้นเองแตอารมณนั้น ไมไดเปนอารมณ ที่เราไปติดยึดอะไรได เปนก็เปนอยู ก็ดีแลว เราทําไดดีก็ดีแลว ไดอาศัย แตเราก็ไมได ไปชื่น ...หลงใหล... มันก็ชื่นใจอะไรละ ก็ไมไดไปชื่นแบบเริงราหลงใหลอะไรนะภาษาพูด ก็ไมรูวา จะพูดอยางไรนะ สัญญาเวทิตยิตตนิโรธนั่น นิโรธคือดับ ดับกิเลสสนิทแลว สัญญา เคลาเคลียอารมณ เวทยิตตังนี่หมายความวา เคลาเคลียอารมณ สัญญากําหนดดูอารมณ เคลาเคลียอารมณ จนสนิท จนทั่ว จนถึง ยิ่งรู ไมใชดับเวทนาไมใชดับสัญญา สัญญาทํางาน อยางวิเศษดวย ไมไดดับเวทนา ไมไดดับสัญญา แมแตสังขาร เมื่อคุณหัดปฏินิสสัคคะคุณก็หัดปรุงกลับ ยอน อนุโลมกลับ สัมผัสแตะตอง ปรุงรวมกับเขาดู ดูอารมณดวย ดูอะไรๆดวยยังไดเลย เปนปฏินิสสัคคะในการสลัดคืนปรุงรวมกับเขา ยังไดเลย แลวก็ชําระกิเลส ในตัวไปเรื่อยๆ เปนปุญญาภิสังขาร จนอยาง พระพุทธเจาตองเรียกวาอิทธาภิสังขาร ทานปรุงอยางเกง อยางมีอิทธิฤทธิ์นั่นแหละ อิทธาภิสังขาร ปรุงได อยางเกงเลย ทานก็ปรุง ของทานได พระอริยเจาที่ช่ําชอง จะซักซอมฝกฝนไปเห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive