ความลึกซึ้งของบุญบาป.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ความลึกซึงของบุญบาปโดยพอทานสมณะโพธิรักษเรามาฟงธรรมกันตอนะ เราสังเกตดีๆนะ ที่เรามาศึกษานี่ สังเกตใหลึกซึ้งดีๆวา ขนาดคน อยางพวกเรานี่วันๆนึงก็ไดศึกษาปแลวปเลา เคาเรียนกันนี่ เคาเรียนกําหนด ชั้นประถมก็เทานี้ป ชั้นมัธยมก็เทานั้นปปริญญาตรีก็เทานั้นปจบ ปริญญาโท ก็เทานั้น ก็ทํารูปแบบอยางนั้น ก็วิธีอยางนั้น เดี๋ยวพวกปริญญาเอกก็อยางงั้นจบจบไว จบ มีขีด มีเขต มีขั้น แตของพวกเรา มาศึกษาธรรมะนี่ เราเรียนกันไปปแลวปเลาๆๆ แลวมันก็ เปนสาระที่แทดวยเพราะงั้นสาระที่แท ที่จะไดนี่ มันไมงาย ปแลวปเลา บางคนก็ได บางคนมันก็ไมได ๓ ปแลว ๓ ปเลา ๔ ปแลว ๕ ปเลาก็เปนยังงั้น ก็ไมได บางคนได ปนึงก็ไดมาก ๒ ปก็ไดมาก ๓ ปก็ไดมากไปเรื่อยๆ บางคนไดมากปนั้น ไมใชมากปนี้ อะไรก็แลวแต แลวเราก็ยังมีขีดเขตที่จะเรียนไปอีก จนกระทั่งไมรูละ ที่สุดของเรา ก็จะตองมี สาระสัจจะของมันแทมีสัจธรรมของมันแทวา เราเรียนแลวเราจะไดถึงที่สุด ขีดสุด ที่ไหน เราเรียนอยูก็ถือวาอรหันตโนนแหละแมจะเปนอรหัตผลของเหตุปจจัย แตละเหตุปจจัย มีสังโยชน ๑๐ ของแตละเหตุปจจัย กิเลสแตละตัว มีสังโยชน ๑๐ของกิเลสแตละตัว มันก็ มีซอนอยู กิเลสทุกตัว หมดกิเลสทุกตัว ครบสังโยชน ๑๐ ทุกตัว จึงจะเรียกวาพระอรหันตสมบูรณ แตยังไมเปน อรหันตสมบูรณ ก็เปนอรหัตผลหรือพระอรหันตในระดับโสดา สกิทา ในระดับโสดาสกิทาก็สะสมไปในแตละกิเลส แตละตัวๆไป มีอรหัตผลของกิเลสแตละตัว หรือสังโยชน ๑๐ ของกิเลส แตละตัวเหมือนกันมีไปเปนขั้นเปนตอนไป เปนสาระที่ไดรูกัน จริงๆ เห็นจริงๆ ไมงาย เราเรียนกันไปนี่ ทั้งนั่งฟง ทั้งพากันไปปฏิบัติ เคี่ยวเข็นกันพยายามสอดสองดูแลตักเตือนกัน ใหสัญญาณกันใหสังวร
อ่านต่อ
ระวัง พยายามอุตสาหะวิริยะกัน มากมาย ไมงายเปนการศึกษา ที่จะตองสูทน เหลือเกิน ใชเวลายาวนาน ถาผูใดเขาใจ สาระสัจจะจริง ก็จะไมมีปญหากับชีวิตชีวิตยิ่งไดมรรคไดผลขึ้นไปบาง แลวเราก็จะมีชีวิต ไปกับมรรคกับผลนี้ เพราะการศึกษาของธรรมะนี้ศึกษาแลวมันไดอาศัย เปนกัมมปฏิสรโณ เปนที่อาศัย ไดอาศัยกรรมนี้ อาศัยการประพฤตินี้ เปนกุศลกรรม ไดอาศัยจริงๆเพราะมัน เปนการเกิดผล กัมมโยนิ เปนการเกิดผลจริง กัมมพันธุ แลวมันก็จะตอเชื้อ ตอพันธุตอเผา ขึ้นไปจากเหลากอพุทธไปจนกระทั่งเปนความสมบูรณของพุทธ เปนเหลากอจนกระทั่งโต จนกระทั่งเต็ม ก็เปนไดเรื่อยๆเปนกัมมพันธุ เปนกรรม กรรมเปนเผา เปนพันธุ เห็นการกระทําที่จริง เกิดจากการเรียนปริยัติ แลวก็ปฏิบัติใหถูกตองใหมีการเจริญ มีภาวนามัย มีการเกิดผล เกิดไปเรื่อยๆจนกระทั่งสมบูรณในผล แลวก็ไดอาศัย เราไดนอยเราก็ได อาศัยเกิดนอยก็ไดอาศัยนอย เกิดมากขึ้นก็ไดอาศัยมากขึ้น เกิดจนขั้นสมบูรณก็ไดอาศัย อยางสมบูรณ มันไดอาศัยจริงๆเราจึงเห็นวา นี่เปนสาระสัจจะ ไดอาศัยอยางแน อยาง เกษมดวย ไมเหมือนอยางโลก เราไปเรียนวิชาทางโลกเราก็ไดอาศัยนะวิชาความรูทาง โลก ไดอาศัยไปแลกเงิน แลกทองมาหากิน เอาความสามารถความรูในวิชาความรูทางโลก นั้นไปประกอบการ ไปปฏิบัติ ประพฤติ ไปทํางานทําการ แลวก็แลกกันกลับคืนมา เปนการ หมดคา ยิ่งแลก เราก็ไดเรียนแลวนะ ยิ่งแลก เอารายไดแลกกลับมา กับการงานที่เราได ทําใหแกโลกแลกมาไดเทาไหร มันก็ยิ่งลดคา ไปเรื่อยๆ ถาแลกเกินคาของมันจริง เราก็ ขาดทุนไปเรื่อยๆ แลกเกินไปมากเทาไหรยิ่งไดเปรียบ เอาเปรียบมากเทาไหร มันก็ยิ่ง เปนหนี้มากเทานั้นๆๆ นอกจากคามันไมมีแลว มันก็เกิน นอกจากวาเรารูวาเราไปรับแลก เปลี่ยนมาแลวนี่ มันไมถึงคาจริง สมมุติคุณคามันควรเปน ๑๐๐ นี่ เรารับมาแค ๙๐ รับมา แค ๘๐๗๐ แลวเราก็ยังมีสวนเปนกําไรอริยะ เปนประโยชนคุณคาใหแกสังคมเขาอยูบาง ถารับมาเทากับคาของมันจริง คา ๑๐๐ก็รับมา ๑๐๐ เต็ม มันก็ไมมีแลว เราก็ไมมี ประโยชนอะไรแลว อยางที่เราเคยอธิบายกันแลวถาอยางเรามาทํางานนี่ เราก็มีการงาน อยางทางธรรมะนี่ เรามาปฏิบัติ ธรรมนี่ มาเรียนรู ทุกวันนี้ เราก็ทํางานสรางสรรสรางประโยชนคุณคา อะไรก็แลวแตที่จะ ทําขึ้นมา แมแตในพวกเรากันเอง พวกเรานี่ ทํางานทอผาทอเสื่อ ที่ในนี้นะทอเสื่อ ทอเสื่อ เราก็จะเอามาใชกัน มันก็ไดอาศัยกัน เปนบุญเปนกุศลอยูในนี้อยูแลว เราไมไดรับคา ทอเสื่อ เราจะปดจะกวาด จะถู เราก็ทําอยูในนี้ เราก็ไดอาศัย นี่คนในนี้ก็ไดอาศัยนี่มาก คนขางนอกมาอาศัยดวยซ้ําไป หรืออะไรก็แลวแตเราทําแลวเสร็จ ก็ไอโนนไอนี่อีก มันก็ สงทอดตอไปใหประชาชน งานการโนน งานการนี้ อะไรก็แลวแต มันตอเนื่องกัน มันอธิบายใหมันสมบูรณไดยาก คนกวาดปดถู เราก็ไดอาศัยที่นี่ แลวคนที่อาศัยที่นี่ ก็ไดไมตองไปทํา แตเอาเวลาหรือแรงงานไปทําอื่น เอา! มาพับกระดาษ คนนั้น ปดกวาดก็ เออ! ดี แลวละ บางทีปดกวาดที่นอนเราดวยซ้ําเราไมไดปดกวาดแมที่นอนเราเอง แตคนนี้ไป ปดกวาดชวย เออ! เราก็ไมตองเอาแรงงานเอาเวลาไปปดกวาดเราเอาเวลาแรงงาน มาพับหนังสือ หนังสือนี่ก็เปนประโยชนแกประชาชน มันก็เหมือนกับคนที่ปดกวาดนั่นแหละชวยเราไว แลวเราก็มาทําอันนี้ ก็เหมือนกับคนนั้นทําอันนี้ตอเนื่องกัน อยางนี้เปนตน เปน ลูกโซ มันเหมือนกับเคาทําคนนั้นเช็ดสวมถูสวม ไมไดมาพับหนังสือหรอก แตคนนั้นก็มี สวนเกี่ยวโยง ใหเราไดมาพับหนังสือแลวหนังสือก็ไดไปเปนประโยชนตอประชาชนขางนอก เพราะงั้นจะบอกวา ที่นี่ เออ! เราไมไดมาพับหนังสือ วา!เราไมไดทําประโยชนตอคน ขางนอก ไดแตไปเช็ดสวม ถูสวมอยูนี่ เราไมไดไปทําสื่อสารธรรมะออกไปใหประชาชนเราเลยไมมีคุณคา ไมใชนะ ฟงใหดีนะ มันมีอิทัปปจจยตา มันมีการตอเนื่อง เพราะเหตุนั้น ตอเนื่องไปหา เพราะเหตุนั้นๆเกื้อกูลกัน เปนลูกโซสัมพันธอยูนี่ เพราะงั้นคนที่ทําอะไรภาย ในนี้นะ ถารวมยอดแลว ผลิตเพื่อประโยชน ตอประชาชนมันรวมกันสาน รวมกันประกอบ รวมกันสาน รวมกันประกอบอยูในนี้แหละ คนนั้น ทําอันโนน คนนี้ทําอันนี้ อะไรตออะไรเกื้อกูลกัน ประสมประสานกันไป เปนเครื่องจักรกล ที่มีความสําคัญ ทุกตัวเฟอง ทุกตัวจักร ทุกตัวชิ้นงานมันก็ผสมผสานกันไปคนละเล็กคนละนอย หรือ คนละมากก็ยิ่งดี ผูใดทํามาก ผูใดไดทําอะไรตออะไร ไดเปนโลเปนพายเปนสิ่งที่จะตอง อาศัยกันแหละ จริงๆงะ มันก็ ยิ่งเปนเนื้อหาสาระเราไดมารวมกันก็ดี หรือแมไมรวม จะอยูขางนอก รวมกันหางๆก็ตาม ไดมา เชื่อมโยง สืบสาน สรางสรรสรางอะไรก็แลวแตเถอะ แมแตไมใชเนื้อหาของหนังสือ ธรรมะโดยตรง ไมใชเปนตัว หนังสือ ธรรมะโดยตรง ไปทํากิจนั้นกิจนี้อยางที่วานี่ เราทํากัน อยูนี่เยอะแยะไป บางคนชวยอยู ตรงหองเท็ป บางคนชวยอยูศาลาสุขภาพบางคนก็ชวยดูแล ตนหมากรากไม พื้นแถว พื้นที่ พื้นดิน ปดกวาด จัดโนนจัดนี่ อะไรก็แลวแตเถอะ สารพัด ที่เราทําอยูนี่ของเรานี่เปนบริษัทหรือเปนโรงงาน โรงงาน ก็จะมีพลเมืองอยูในนี้ มี ประชาชน มีพลเมืองแหละ จะเรียกอะไรพลเมืองนั่นแหละนะ อยูในนี้ ที่ไดประกอบการ เปนผูผลิต เปนผูสราง ซึ่งมีความสําคัญเหมือนกับบริษัท หลายบริษัทเคามีความสําคัญ ตั้งแต คนที่เปนภารโรง คนเปนภารโรง คนดูแลมุมนั้นมุมนี้ จัดโนนจัดนี่ ไปจน กระทั่งถึง ผูอํานวยการถึงผูที่เปนประธานบริษัท มันก็โยงใยเกี่ยวของกันหมด ชวยกันประกอบการผลงานรวมที่ประกอบการออกไปสูประชาชนนั้น ทุกคนมีผล ทุกคนไดบุญรวมกันหมด ทุกคนได บุญรวมกันหมดเพราะฉะนั้นถาเราจะทําหนาที่ไหน ถากาละที่มันจะตองมาลงแขกกัน กาละ ที่จะตองมารวมกัน สําคัญหนอยซิไอโนนไอนี่ขาดแลวนะ ขาดแคลนแรงงาน แลวก็ตอนนี้ก็ เรงรัด พัฒนา เพราะอันนี้ขาดแคลนก็เปนคนที่มีปญญาทางเศรษฐศาสตร ปญญาทาง เศรษฐศาสตร รูวา ออ! ตอนนี้นี่เราควรจะตองมารวมสรางอันนี้รวมผลิตอันนี้ เพราะอันนี้ เปนความจําเปน เปนความสําคัญเรงดวน เปนกาละที่จะตองรีบไปชวยกันสรางสรรอันนี้ออกมา ผลิตใหมัน เวลาใหมันทันกับเรื่องราว ใหมันทันกับเหตุการณ ทันเวลา ทันเรื่อง ราว ทันเหตุการณ เหตุการณนี้เวลานี้ วาระนี้ เออ! อันนี้มันจะตองเร็ว อันนี้จะตองไป ไดใชงานที่จะไดประโยชนทันการ เรามีปญญาทางเศรษฐศาสตรรูวา เออ! อันนี้จะตอง เปนความตองการ เปนอุปสงค เปนความตองการ ที่รีบดวนเราก็มาใชแรงงานกับอันนี้ ผลิตอันนี้ ชวยกันทํางานอันนี้ โอ! ตอนนี้ มันรกมาก ตองรีบมาชวยกัน รีบปดรีบกวาด ตอนนี้จะตองชวยกันยกกุฏิ เพราะตองอาศัยแรงงานนี้ ถาไมทําอันนี้ มันก็ไมใชกาละแลวนี่ ตองรีบมาทําเพราะเดี๋ยวก็เสร็จแลวถาไมเสร็จมันก็ยังยากอยู ประเดี๋ยว ก็จะเสียสภาพ เดี๋ยวมันจะไมเกิดความสมบูรณมารวมกันพอสมควร มากเกินไปเราก็ไมเอา มากเกินเฟอ แลว คน แรงงานเกิน ก็เอา ไปแยกยายมาแลวดวย ก็แยกยายไปทําอื่นตอ ถามันยังพอมารวมกันซะ เพราะฉะนั้นถาเผื่อเราเขาใจในเศรษฐศาสตรพวกนี้นะ จะเปนงาน ที่จะตอง อาศัยกําลังคนนี่ละไมตองมีเครื่องทุนแรง ไมตองมีเครื่องเทคนิกอะไรมากมายนักนี่ กําลังคนแลวเรามีปญญาญาณทางเศรษฐศาสตรดังที่กลาวนี้ โอย! งานของเรานี่เรียบรอย ไปหมดแลวพอบอกวางานนี้มาชวยกันหนอย มากันพึบ ถาเหลือ เราเห็นแลวใครสําคัญ ใครดี ก็ดูหนา ดูตากัน คนนั้นคนนี้ เออ!คนนี้เหมาะสม คนนี้สําคัญ เอา ควรเขามาชวย เต็มแลว พอแลว เอา! แยกยายกันไปทําอื่นตอไมตองมารุมลอมกันอยูอยางเกา หรือ บางครั้งมันตองการ กองเชียรบาง เอา มีบาง เชียรก็เชียรนิดหนอย ไมตองตั้ง cheerleader เขามาตอง แหม! ฮูลา ฮูลา ไมตองก็ได บางงานมันตอง ฮูลา ฮูลา เหมือนกัน นะ ตองมี cheer leader ตองมีการโอวๆ มี มีเหมือนกัน บางทีอาตมาไปทําหนาที่ หนาเชียรอยูบอยๆเหมือนกัน ในบางงานนะ ไมไดแบก ดวยหรอกไปเปนหัวหนาเชียรนะ มีบางงาน มีนะ คุณอยานึกวาเปนเรื่องเหลวไหลนะ มันเปน เรื่องจริงนะคุณ มันเปนเรื่องจริงมันเปนเรื่องน้ําใจ มันเปนเรื่องพละกําลัง มันเปนเรื่อง สิ่งที่จะเกิด อยางนอยน้ําใจ มันเกิด เห็นมั้ย มันรูสึกสบายใจ มันสนุกสนาน มันเพลิดเพลิน มันไมใชเรื่องยาก เรื่องเย็น มันยากละในงาน มันยาก มันอาจจะยากแตมันเปนเรื่องงายขึ้นได มันเปนเรื่องที่มีพลัง เสริมขึ้นมาได มันเปนเรื่องของสามัคคีธรรม มันเปนเรื่องของจารีตประเพณีวัฒนธรรม เปนเรื่องของมนุษยพึงรู และพึงกระทํากรรม หรือกระทํากิจ กระทํารูปแบบ กระทําอะไรที่มันเปนลักษณะออกมา เปนลักษณะที่นาเอ็นดู หรือนาชมชื่น ในลักษณะที่ดีนี่พวกนี้อาตมาพยายามซอย พูดละเอียดลออ อะไรตออะไรใหฟง จะเห็นได วาลักษณะเหลานี้ อยานึกวา ไมสําคัญอาตมากําลังพูดถึงความลึกซึ้งของบุญและบาป บุญคืออะไร บุญคือ การชําระความชั่ว หรือการชําระกิเลสความชั่วคืออะไร ความชั่วคือ กายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี อันที่ไมลงตัว อันที่ไมเหมาะสม ความชั่วนี่เอาความ กลางๆนิยามความกลางๆ ความชั่วคือ กรรมกิริยา อันที่ทําไปแล วมันไมดีพรอม มันไมดีสุด มันยังไมเหมาะสม แมมันจะดีมากมันยังไมดีอยูบาง มันก็คือชั่วอยูบาง ดีมากก็มีสวนดี แต สวนที่ยังไมดีสมบูรณ ก็คือสวนที่ ยังบกพรองอยูก็คือยังชั่วอยูนั่นเอง ยังไมดีนั่นเอง คืออะไร คือกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทั้งหมด คือสิ่งชั่ว หรือสิ่งไมดีหรือเรียกวาทุจริต หรือจะ เรียกวาอกุศลก็ยังไดบุญคืออะไร บุญก็คือสิ่งที่ดี ดีมากดีนอยก็แลวแต ดีจนกระทั่งสุด ไดสัดไดสวน พอเหมาะ พอเหม็งเลย สัมมาที่สุดมัชฌิมาที่สุด ไดคุณคาที่สมบูรณที่สุด ประโยชนสูง ประหยัดสุดที่สุด ก็คือบุญ อะไรที่ยังพรองๆ มันยังไมเต็มก็มีสวนนั้นแหละ คือมันยังไมดี ไมงาม หรือจะเปนทุจริต หรือจะเปนอกุศล หรือยังเปนตัวชั่ว ตัวบาป ตัวไมดีไมงามอยู บางแตคาเฉลี่ยแลวดี ดีมาก ก็เรายังไมรู อะไรที่บกพรองก็ตองยกไว แตถาเรารูอยู มันยังไมดีก็เพียรใหมันดี บางทีเรารูนะดีกวานี้ มันตองทําอยางงี้ๆ แตมันทําไมเปน มันยัง ทําไมได มันยังไมมีสมรรถภาพพอ เราก็พยายาม หรือมันมีสมรรถภาพพอ แตใจเรายังไม อยากทํา ตองสําคัญตรงนี้ ใจเราไมทําใหมันเต็มใจทําไม เราไมอยากดึงมันไว ทําไดนะชางมันเหอะ ทําแคนี้ ไอคนนี้มันนาเคาะกระบาล มันไมทําไมได มันก็เปนความจํานนนะมันไมมีความสามารถก็เปนความจํานน มันยัง เออ! มันอยากจะทําใหดี แตมันยังทําไม ไดนะ ทําไมเปน มันยังไมเกงมันยังดอยสมรรถภาพ ไอยังงี้มันเปนความจํานน ก็แลวไป ก็นาเห็นใจอยู แตไอคนที่ทําไดนะ แตมันไมทํา เวลาก็มีโอกาสก็มี แตมันไมทํา ทํางี้ เสียไมได ก็งี้ ไอยังงี้มันนาเคาะกระบาล นี่มันบุญยังไมเต็ม ทําไมโง สิ่งนั้นมันดีใชมั้ย ดีแลวทําไมไมทํา นี่กิเลส เห็นมั้ย กิเลส กิเลสขี้เกียจๆ ไมเต็มใจ อาจจะโทสะ ไมชอบ ไอโนนไอนี่ ประชด แกลงหรือโดยเฉพาะไมอยากทํา ขี้เกียจ นั่นโดยตรงเลย ตัวเรา ๑๐๐ เปอรเซ็นต ถามันไมขี้เกียจ เราก็โทษคนนั้น แหม!เราไมชอบหนาคนนั้น เราไมชอบ งานนี้ เราไมชอบโอกาสหรือสถานที่นี้ อะไรก็แลวแต ไปเที่ยวไดเกลียด ไปโทษไอนั่นไปโทษไอนี่ ก็คือความโงของเรา ไปโทษเขาทําไม ไปโทษไอโนนไอนี่ทําไม โทษใหมัน บกพรอง เราเองก็เปนผูบกพรองไมเจริญ เพราะเราจะสรางบุญ ไดมากก็เพราะเรา เรียนรู รูกิเลส รูไออะไรๆที่มันยังพรอง ยังไมเขาทาพวกนี้นี่อาตมาวิเคราะหใหฟง คิดใหดีซิ นี่อาตมาวิเคราะหใหฟง คิดดูดีๆ มันก็เปนเรื่องอยางนั้นเทานั้นเองทางสมรรถภาพ ทางกายภาพ ทางฝมือความสามารถ มันก็อันนึง ทางจิต วิญญาณมันก็อีกอันนึง ทางจิตวิญญาณมันก็ตานอยางนั้น ตัวนี้แหละปรับใหดี ถากายกรรมมันได แคนั้น สมรรถภาพ ทางกายมันไดแคนั้นมันก็เรื่องเทานั้น เราก็พยายามเต็มที่แลว เกงเทา นี้ ใจเราเต็มแลว มันก็จบไป ใหมันเต็มไดที่จิต จิตมันยังทําไดนะฝมือทางกายภาพ ไอโนนไอนี่ มันไดนะ แตจิตมันไมเต็ม มันยอๆหยอนๆ มันประชดประชัน มันไมเอาเรื่อง มันไมเอาเต็มที่นั่นตองโทษตัวเอง แลวก็ปรับ ไอจิตตัวนี้ เราตองปรับได ถาเราเอาความ สูญเสีย หรือวาความบกพรองพวกนี้คืนมาไดนะเราจะเจริญขึ้นอีก มันไมใชเจริญแตทาง การสรางสรรเทานั้นนะ ที่อาตมาพูดถึงจิตนี่ มันเจริญ ทางธรรมนะ กายกรรมวจีกรรมก็ ประกอบไปดวยจิต ไมใชวาจิตไมมี กายกรรมมันพูดเอง วจีกรรมมันพูดเอง ไม คนละเมอยังมีจิตเปนตัวสําคัญเลย ไมไดหมายความวา คนละเมอนี่ จิตไมรูเรื่อง ไมใชจิตเปนตัว ประกอบ พูดเอง ไมใชคนละเมอที่พูดออกมาก็ตาม กายกรรม ที่ทําออกมาก็ตาม ละเมอ ออกมา ทํายังโงนยังงี้ จิตเปนตัวกําหนด จิตจิตใตสํานึกมันทํา โดยที่เรา ไมสามารถควบคุม มัน แตมันมีตัวกลไกรู เพราะฉะนั้นจะเห็นได คนละเมอบางคน ทําอะไรถูกตองไดหมดเลย นะ เรียบรอย มานอนหลับไมรูตัว พอตื่นขึ้นมา เอะ! ใครทํา ตัวเองทําแทๆ ละเมอ ไอโนน ละเมอไอนี่บางทีทํา สติมันไมคอยเต็มนัก บางทีจิตใตสํานึกมันไมคอยเต็ม ทําไป บกๆ พรองๆ ไมคอยเรียบรอยดีนัก ก็เรียกวาคนนี้มีสติไมคอยเต็มดี ไปทําโดยที่เรียกวา จิตตัว ที่ทํานะ มันรู แตสติที่ควบคุมไมดี บกๆพรองๆ ขาดๆตอน ขาดชวงอะไรก็ได มันก็เลย เปนของ ที่ถูกมั่ง ดีมั่ง ไมดีมั่ง เลอะๆเทอะๆมั่ง เสียๆหายๆมั่งก็ได คนละเมอนี่บางคนทํา ไมไดเต็มที่บางทีทําเรียบรอยไดดีหมดเลยนะ คนละเมอนี่ ละเมอไปทําเรียบรอย เสร็จแลว ก็นอนพับ อยูตรงนั้นก็มีหรือกลับมานอนอยางเรียบรอยอีกนะ รูเสียดวยนะวาที่นอนอยู ตรงไหน มานอน เรียบรอย ตื่นขึ้นมา เอ! ใครมาทําตัวเองนะทํา มีใครเคยเปนมั่งมั้ย ในนี้มีมั้ย ใครเคยละเมอ ลุกขึ้นมาทําโนนทํานี่ยังงี้ ตัวละเมอตักน้ําใสตุมจนเต็มตุม ขึ้นไปนอน ตื่นขึ้นมา เอ! ใครมาตักน้ํา ใสตุม ยังมีเลย มีจริงนะ คน มีจริง เคยมีๆ ละเมอนะ ตักน้ําใสตุมจนเต็มตุม ไมรูตัวตื่นขึ้นมา เอ! ใครตักน้ําใสตุม ไมรูเรื่อง ยังงี้ก็มี ละเมอ บาๆบอๆอะไรก็มี ไอบาๆอีกเยอะ พูด บางที พูดไมรู หรอกนะไมรูเรื่อง คนที่คอยอยูตอนที่ เคาไมหลับ คนไมหลับ แหม! คนละเมอนี้พูดนะ ตอบความใหญเลย แหม! โตตอบไดเลย นะพรองๆแพรงๆมั่ง บางทีสติมันไมเต็ม ไดมั่ง ไมไดมั่ง ชิ้นนั้น ชิ้นนี้นะ พูดออกมา แลว คนละเมอนี่ขี้มักของจริง (หัวเราะ)ขี้มักของจริง จับความ จับอะไรได จากละเมอๆของ จริงนะ มันออกมาจากจิต มันไมมีอะไรอําพราง มันไมมีตัวเลศเลหตัวเลหเหลี่ยมอะไร กันๆไว ขี้มักจะไดของจริง ดึกๆซักเอา อีตอนคนละเมอนี้ ขี้มักจะไดของจริง บอยๆ พูดก็ ตามกายกรรมก็ตาม มันมีจิตเปนตัวกําหนด เปนตัวที่คอยคุม เปนตัวที่จัดการออกมา ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราสังวรกายสังวรวาจานี่ เปนจิตสังวรเมื่อใดเราก็ไดสังวร เราไดควบคุม ไดอบรม อบรมจิตดวย อบรมกายวาจาดวยอบรมจนเปนอัตโนมัติ จนเห็นดวยญาณปญญา เพราะวา เราอบรมแลวทํายังงี้มันดีมั้ยเลา กายกรรมอยางนี้มันดีมั้ยละญาณปญญาเราก็ ตองเช็กตาม ตรวจตามวา เออ! ดีนะ เราทํากายกรรมอยางนี้ดี ทําวจีกรรมอยางนี้ดีนะ องคประกอบอยางนี้ เมื่อนั่น เมื่อนี่ มีผลอยางงี้ๆๆนะ โอย! เรียบรอย เราก็จะไดผล จะไดประโยชนมากมาย นี่เปนความลึกซึ้งที่เราจะตองพากเพียรขึ้น เราจะตองกระทําขึ้น จริง เรียนรูจริงๆนะ ในความลึกซึ้ง ของบุญ ที่อาตมาพูดกับพวกคุณนี่ ในความลึกซึ้งของบุญ ในความลึกซึ้งของบาป จะเรียกภาษา สองภาษานี้เราก็ไมตองใหเลอะเทอะอะไรจน กระทั่งเขาใจไมได เรียนใหดีบาปก็คือไมดี บกพรองนั่นเอง มันเปนสิ่งที่ไมดี อกุศล โดยเฉพาะตัวที่ทําเหตุ ใหมันเกิดบาป ตัวที่มาเหตุใหญก็คือกิเลสกิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัวผีราย เพราะฉะนั้น ถาเผื่อวาเราเอง เราไดอบรม ควบคุมอยางแทจริงแลวเราจะลึกซึ้งละเอียดขึ้น ชีวิตของ เราจะมีกายกรรม วจีกรรมดี เพราะมโนกรรมดี บอกแลววากาย กายกรรม วจีกรรมก็เกิดมาจากจิตวิญญาณเปนตัวประธาน เปนตัวสําคัญ เพราะฉะนั้นอยาไปประมาท อยาไป ดูถูกวา การสังวรกายสังวรวาจานี่ เปนเรื่อง เหลวไหล อยาไปประมาท จริง ใน กายกรรมบางอยางนี่ สําหรับผูที่ตีกลับ กายกรรมดูเหมือนทานมาทําสิ่งนี้ ดูเหมือนเราวามัน ไมดีนะ ไมเหมาะสมตามสูตร หยาบๆนะ สูตรตนๆ ไปทํากรรม กิริยาอันนี้ดูเหมือนวาทาน ทําไมดี แลวเราก็เลยเห็นวา เอ! อยางงี้ก็ จิตวิญญาณอยางงี้ก็ต่ําซี ซึ่งมันมีสภาพตีกลับ แบบนี้ปฏินิสสัคคะ สลัดคืน ตีกลับ มันมีเหมือนกัน แตวาทานทํานั้น ไมไดเพื่อตัวเอง ทานทํา เพื่ออนุโลมไปอยางนั้นอยางนี้เพื่อที่จะใหเปนประโยชนแกคนอื่น สรางสรร สวนคนที่ทํา กายกรรมอยางนั้น วจีกรรมอยางใดของตนเองอยูเพื่อที่สังวรระวัง ขัดเกลาตนเองนั้น มันก็ขัดเกลา หรือบางทีเรากระทําสิ่งใดอยู กายกรรมก็ดี วจีกรรมอะไรก็ตามทําแลวเรา บําเรอ กิเลสเราอยู เพราะถาเผื่อเรายังบําเรอกิเลสเราอยูในกายกรรมใด วจีกรรมใด นั้น สิ่งนั้นก็เปนทุจริตแคบําเรอนะ ฟงใหดี แคบําเรอกิเลสเราอยู บําเรออารมณเราอยู ก็เปนทุจริต เพราะฉะนั้น ถาผูใด ที่ทานทําแลวไมไดบําเรอแลว แมเราจะดูรูปของ กายกรรม รูปของวจีกรรม ดูเหมือนวามันต่ํา แตทานไมไดบําเรอหรอกทานมีเจตนารมณ เพื่อผูอื่น เพื่ออันนั้นอันนี้ แตทําใหเคาไป ไมไดบําเรอ เลยนะ อันนั้นบริสุทธิ์ใจ และอนุโลมปฏิโลมตามความเหมาะสมเพื่อผูอื่น ไมไดเพื่อตนเลย เพราะฉะนั้น จะใหผูที่ดีนี่ทําแตดีอยู ตลอดเวลาเลยคนอื่นก็ตามไมติด ไมมีฐาน ไมมีขั้นบันได ไมมีขั้นตน ขั้นกลาง ขั้นปลาย ใหแกคนนั้นคนนี้เลย ใหเคาทําเอา เคาก็ทําไมถูกเคาก็ทําไมได เราทําไดดีกวา ก็ทําใหเคาบาง เคาไดอาศัยเปนขั้นเปนตอนเปนฐานเปนฐานะไตระดับขึ้นไป ก็เปนขนาดเปนขั้น เปนตอนอยู อยางนี้เปนตนเพราะฉะนั้น เราตองรู เรียนรูความลึกซึ้งพวกนี้ โดยเฉพาะตัวเราเองนะ อยาโกหกตัวเอง อยาหลอ กตัวเองอยาตีกินตัวเอง ตัวเองตีกินตองรูใหไดวา กรรมกิริยา อยางนี้เราบําเรอตน แลวก็หลอก คนอื่นซอน เคยพูดตั้งไมรูกี่ทีแลวนอกจากตนเองรูอยูวา นี่ตัวเราบําเรอตน แลวยังโกหก คนขางนอกอีก โกหกคนอื่นเสียอีกวา ฉันจิตวาง ฉันไมไดทําเพื่อตนหรอก อะไรตออะไร ตางๆนานา ก็ไดบาปใหญ เขาไปอีก บาปซอนบาปซ้ําเขาไป อีก ก็ระวังเพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เราทําแลว อะไรตออะไร เพื่อผูอื่น ไมไดบําเรอตน อะไรจริงๆแลว มีเจตนารมณ ที่ถูกตองตรงแลวก็สบายใจได ไมมีปญหา แตขอสําคัญตอง ตรวจตราใหดีวา อารมณบําเรอตนนี่ ไมไดรูไดงายๆ ไมรูไดงายๆนะอารมณบําเรอตนนี่ ไมงาย แลวยิ่งลําเอียงเขาขางตน เผลอๆไผลๆ ตรวจตราหวัดๆ ตรวจตราลวกๆ ตรวจอานจิตวิญญาณของเราลวกๆ มันก็ยิ่งไมชัด ยิ่งไมรูงายเลย ก็ไมเขาทานะ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้นี่ เราไดศึกษา ไดอบรม ไดพากเพียรปฏิบัติกันมาแลวนี่ เราไดกายกรรม วจีกรรมที่ดีขึ้นมาพอสมควรแตยังจะมีการลึกซึ้ง สรางบุญ ประกอบบุญ ยังกุศลใหถึงพรอม ไปอีกๆๆๆ ลดใหเนียน ใหสนิท ใหลึกซึ้งบอกแลววาบาปหรือความไมดี หรือวาสิ่งที่บกพรอง อกุศล ทุจริตนี่ ยังมีขั้นตอนหยาบ กลาง ละเอียด ลึกซึ้งอีกมากที่เราจะตองเรียนรู แลวก็พัฒนาฝกฝน เพิ่มเติมขึ้นไป เพราะฉะนั้นเราเรียนไปเถอะ วันแตละวัน แตละวันๆ เราเรียนกันไปเพิ่มเติมกันไป คนนั้นชวยกัน คนนี้ชวยกัน แนะนํากันไป เราก็ ไตรตรองตรวจตราเอา อะไรที่จะประพฤติปฏิบัติ แกตนๆก็ทํากันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ถาเรา แนใจวา เราไดมาทิศทางที่จะมาศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต เปนมหาวิทยาลัย ของอริยะมหาวิทยาลัยของอริยะแลวจริงนะ เราศึกษาแลว เราจะประเสริฐจริง ประเสริฐอยางที่ ทิศทางพระพุทธเจาพาเปนเลยเราก็สุขเกษม สุขอยางเกษม สุขอันเกษม คนอื่น ก็ไมไดรับการเบียดเบียนจากเราเลย เราไมไดเบียดเบียนใครมีแตเกื้อกูลเขา มีแตจะได ประโยชน คุณคาแกเขา และยิ่งศึกษา เราก็ยิ่งจะเปนผูที่มีคุณคาประโยชนแกเขาเรื่อยไปเราก็ยิ่งสุขสนิท เนียนๆ แมจะเหงื่อแตก ยืนทํางานรอนหนักอยูแทๆ ก็ยังสุขสนิทเนียนที่ใจ คุณจะรูวา ปรมังสุขังมันยิ่งกวาสุข หรือมันบรมสุขนี่ ปรมังสุขัง คือบรมสุข ถาไมไดเรียนรู วา โลกียสุข กับวูปสโมสุข สุขที่วางจากกิเลสแลวนี่มันตางกันอยางไรนี่นะ ถาไมไดอันนี้ แลวนะ เคาจะไมรู มันจะวางอยู อยางนั้นนะ บรมสุขนี่ มันจะวางอยูอยางนั้นจะทํางาน หนักอยูขนาดไหน จะรอน จะลําบาก ขนาดไหน มันก็วางอยูนั่นนะ มันก็บรมสุขอยูนั่นนะ มันตางกับโลกียสุขเสพสม มันรสเปนธรรมรส เปนวิมุตติรสอยูอยางนั้นแหละ เพราะฉะนั้น ใครรู คนนั้นก็จะรู ตถตา มันเปนเชนนั้นแหละนั่นแหละ อยางไรคุณก็ตองมีขอนั้นเสียกอน นะ ไมมีอยูอยางนั้น อยาไปเดา ตถตา แบบอะไรๆ เปนอยางนั้นตามคะเนคํานวณ ตาม เหตุผล ไมใช อันนี้ไมใชเหตุผลนะ ปรมัตถสัจจะนี่ ไมใชเหตุผล สัจจะของตถตา ของ ปรมัตถนี่มันจะตองมีสภาวะนั้นรองรับ มีสุญตา มีจิตวาง มีความเบา ความงาย เปน วูปสโมสุข สงบสนิทอยู มันก็เปนอยางนั้นละคุณไปศึกษาอานดู จับตัว สภาวะนั้นใหได ที่ในตัวนั้น ออ! มันวาง มันวูปสโมสุข มันบรมสุข มันสบาย มันไมเดือดรอนใครจะมาพูด กระทบกระแทกกระเทือนอะไร ก็มีญาณปญญารู ตื่น แตก็เบิกบานอยูอยางนั้นนะ รู ตื่น เบิกบานแลวก็มีวิจารณญาณ ไมใชฟงเคาแลวก็โยนทิ้ง ฟงเคาแลวก็โยนทิ้ง ไมใช ฟงแลว ก็เอาพิจารณา แววไว เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้นออ! มีขอมูลเพิ่มเติม ออ! อันนี้มีเหตุผล อันนี้มีเหตุผลเกา อันนี้มีเหตุผลใหม ขอมูลใหม เออ! ดี ขอมูลนี้ เอ! นาคิดนะ เอามาเปรียบ เอามาเทียบ เอามา พิจารณาแลว เอ! รูสึกมีผล มีผลกระทบ มีผลจะบวกลบคูณ หารขึ้นมาได บางอยาง มีแตเสริมหนุน ใหดีขึ้น บางอยางก็มาตานไปบาง ลบไปบาง อะไร พวกนี้ เราก็จะเกิดญาณปญญา เรื่อยไป ยิ่งทํายิ่งสรางยิ่งมีคนใหขอมูลเหตุผล ติเตียนบาง อะไรก็แลวแต ชมเชยก็ตาม มันก็เปนขอมูล ตางๆ ก็ยิ่งทําใหเรารูความจริง ลึกซึ้งขึ้นเพิ่มเติมขึ้น นับวันฉลาดเฉลียวยิ่งขึ้น เปนผูเฉลียวฉลาด ที่รูความจริง เราก็ยิ่งมั่นใจ ยิ่งหนักแนน ยิ่งเห็นความจริงยิ่งยืนหยัดอยูในฐานของความจริง มันยิ่งเห็น มันก็ยิ่งมั่นคง มันก็ยืนหยัด ในความจริงขึ้นไปเรื่อยๆ นี่เปนรายละเอีย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive