สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การสวดมนต์แบบผิดๆเป็นการทำลายศาสนา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข9 สิงหาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน การสวดมนต์แบบผิดๆเป็นการทำลายศาสนา พ่อครูว่า...ทีนี้มาเข้าสู่เรื่องที่เราจะบรรยายอยู่เรื่องของการสวด ก็ต้องขออภัยจะต้องพูดความจริงตามความเป็น และก็ต้องพูดเพราะมันมีอยู่มากในศาสนา พูดไปแล้วก็ต้องกระทบกับใครก็ต้องขออภัย หากพูดแล้วไม่กระทบใคร มันได้ที่ไหน เข้าหูใครก็กระทบแล้ว ถ้าจะพูดแล้วไม่กระทบใครนั้นจะพูดไปทำไมเสียเวลาพูดทำไม บอกว่าพูดแล้วอย่าไปกระทบกับใคร พูดคำที่ดีก็ต้องกระทบกับคน พูดคำไม่ดีก็ต้องกระทบกับคนทั้งนั้น ความหมายของการอย่าพูดร้าย อย่าทำร้าย อนูปฆาโต อนูปวาโท อย่าพูดร้ายไม่ได้หมายความว่าไม่ให้กระทบใคร แต่หมายถึงอย่าพูดคำพูดที่ผิดที่เป็นโทษเป็นภัย แต่ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้มีคำพูดที่เป็นโทษภัย แต่พูดถึงว่าคุณนั้นสวดมนต์อย่างเป็นโทษภัยก็ต้องพูดให้แก้ไข ขอยืนยันว่าต้องอาบัติกัน พ้นจากอาบัติได้ยากมาก ศาสนาพุทธสวดมนต์คือการกล่าวคำ สรภัญญะ คือความเป็นแห่งการกล่าว สระ ก็คือ คำว่า สระ มันมี รัสสระกับทีฆะสระ คือสระเสียงสั้นกับสระเสียงยาว อะ เสียงสั้น อาเสียงยาว อิ อี อุ อู ก็มีเสียงสั้นเสียงยาว ออกเสียงตามสระที่กำหนดพยัญชนะนั้น เท่านั้นเองและไม่ควรลากเสียงยาวเกิน เช่น อา ก็ไม่ใช่อาาาาาา นี่ผิด เรียกว่าลากด้วยเสียงอันยาว เป็น อายามะ ถ้าคีตะคือเสียงเพลง สวดลากเสียงยาวไม่ได้ ใส่ทำนองไม่ได้ แต่เขาก็โมเมว่า การสวดสรภัญญะคือการสวดใส่ทำนอง นี่คือความเข้าใจผิด ขอยืนยันว่าไม่มีเลย สรภัญญะ ไม่มีคำบอกเลยว่าให้เป็นทำนอง แม้แต่กล่าวยาวเกินกว่า ทีฆะสระก็ผิดเลย นี่คือ ความไม่เข้าใจที่ไม่คมแม่นชัดพอ สรภัญญะคือคำกล่าวไม่ได้มีทำนองเลย ประณามคาถาคือคำกล่าวที่แต่งขึ้นใหม่สำหรับสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า สรภัญญะคือ “คำกล่าว

อ่านต่อ

”คือ“คำสอน”ไม่ใช่“เพลง”เด็ดขาดแน่ๆ ส่วน“การกล่าว”คำสอนนั้น บาลีว่า “สรภัญญะ”คำพูด ไม่ใช่“คีตะ”แน่ๆ “คีตะ”กับ“สังคีติ”ก็มีนัยะแตกต่างกัน ยิ่งคำว่า “สรภัญญะ”ไม่ใช่“เพลง”เลย ใส่ทำนองไม่ได้ แม้เอื้อนด้วยเสียงอันยาว เกิน“ทีฆะสระ” ก็ผิด“วินัย”แล้ว ถ้าเป็นทำนองมันก็ยิ่งผิดกันไปใหญ่แน่นอน ฟังดีๆ กำลังอธิบายชัดๆ “คีตะ”นั้นคือ เพลง ที่เป็นเพลงที่มีทำนองหลากหลาย หากสวด นะโมตัสสะ เป็น นามัวตัสสะ นี้ผิดไปเลย เพราะลากยาว แต่ประณามคาถาก็จะมีคำบาลีแต่งผสมไปด้วย แต่ถ้าเผื่อว่า นะโมตัสสะ แบบคำพระพุทธเจ้านะโมแปลว่าความนอบน้อม นอบน้อมต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภควโต เป็นต้น แต่“สังคีติ”นั้น อนุโลมมีทำนองได้นิดหน่อย พอช่วยให้“ท่องจำ”เรียกว่า“ท่องสังคีติ(ท่องจำไว้)”ทำเป็นหมู่พร้อมกันนั้นได้ แต่ในที่ลับตาฆราวาสนะ ไม่ใช่การ“ท่องโชว์”ฆราวาส ยิ่งนำมาสวดโชว์ฆราวาส ไม่แค่“ท่อง”แต่“ร้องเป็นเพลงหากิน”นั้นผิดแน่นอน เป็น“วณิพกหรือคณิกา”เลย “การกล่าวคำสอน”ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า“กล่าวธรรมบท” จึงนำมา“กล่าวพร้อมกัน 2 คนขึ้นไป”ต่อหน้าสาธารณะ หรือต่อหน้าฆราวาส ก็มี“วินัย”ห้าม”แล้ว ขืนทำ“อาบัติ”ทุกคำกล่าว กล่าวหนึ่งคำ อาบัติหนึ่งตัว กล่าวมากขึ้นไปกี่คำ ก็อาบัติไปตามจริง กล่าวเท่าใด ก็อาบัติเท่านั้น ยิ่งกล่าวมากก็ยิ่งอาบัติมาก พ่อครูว่า คนทำผิดอาบัติแล้วไม่รู้ เหมือนม้าตดเสียงดัง แต่ทำหน้าเฉย ดังนั้น“การกล่าว” จึงไม่ใช่เพลงเด็ดขาด แม้แต่การกล่าวลากเสียงยาวเกิน‘ทีฆะสระ(สระเสียงยาว)’เป็น‘อายตเกน(เจตนาลากเสียงให้ยาวเกินความเป็น“สระเสียงยาว”นั้น)’ก็ผิดแล้ว “การกล่าว”คือ “สรภัญญะ”นี้เป็นเรื่องที่เป็นทั้ง“กุศล(สิ่งที่เป็นธรรม = สมบัติที่นับว่าเจริญ)” ที่สุดเป็นทั้งอุปกรณ์ที่พาไปสู่“บุญ(พลังงานที่เป็นอธรรม = วิบัติที่ทำให้เจริญสู่นิพพาน)” ยิ่งเป็น“คีตัสสเรนะ”ก็เป็นเพลงแล้ว “การกล่าว”ที่เป็น“ศิลปะ”ก็อย่างหนึ่ง คือ “การกล่าว” ที่บาลีว่า “สรภัญญะ” ต่างกันนะกับ“การลากเสียงยาว”บาลีว่า “อายตเกนะ” ส่วน“เพลง”ที่เป็น“ศิลปะ”ก็อีกอย่างหนึ่ง คือ“ภาษาที่มีทำนอง”บาลีว่า “คีตะ”(ซึ่งยังมีนัยะที่แตกต่างจาก“สังคีติ”อีกนะ)

(81) ต้องขออภัยจริงๆที่ต้อง“พูดความจริง”ตามที่จริง ส่วนศาสนาพุทธกระแสหลักนั้นทุกวันนี้ อาตมาขออภัยจริงๆที่“พูดตรงตามสัจจะที่มีที่เป็นอยู่จริง” มันน่าสังเวชจริงๆ เห็นมีแต่“ประณามคาถา”นั่นแหละที่แต่งขึ้นมามาก มายปรุงแต่งรูปแบบประเพณีสวดทำมาหากินกันอยู่ทุกวันนี้ และปรุงแต่งสร้างประดิษฐ์“รูปแบบพิธีการ”ให้วิตถารยิ่งๆขึ้น จนเต็มไปด้วยสารพัดหลากหลาย“วิตถารพิสดารประเพณี” ซึ่งฟูเฟื่องด้วยเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์ กระทั่งกลบพฤติการณ์ศาสนาพุทธ กระทั่งเต็มไปด้วยยัญญพิธีเดียรถีย์ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธจึงไม่ใช่กลองหรือตะโพนที่ชื่อ “อานกะ”ใบเดิมที่เป็น“พุทธ”กันแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ไว้ใน“อาณิสูตร” พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 672 มิหนำซ้ำ นำ“ธรรมบท”ของพระพุทธเจ้ามา“สวด” พร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปในที่นอกหมู่สงฆ์ เอาไปสวดต่อหน้าประชาชนฆราวาสที่เป็น“อนุปสัมปัน” มันก็เป็นอาบัติอยู่แท้ ซึ่งเป็น“วินัย”ห้ามไว้ในปาติโมกข์“มุสาวาทวรรค”ข้อ 4 ชนิดที่ไม่รู้สีรู้สากันเลยว่า นั่นมันคือ “ภิกษุต้องอาบัติ” อยู่ทุกคำสวด แต่ไม่เดียงสาจริงๆ ทำอาบัติกันอยู่ได้! กลับตาละปัตรไปหลงว่า นี่คือ การกระทำเช่นนี้เป็น การรักษาพระศาสนาไว้ไม่ให้เสื่อม ..ว่าไปโน่นเสียอีก พัฒนาความโง่ให้สิ่งซับซ้อนไปอีก การสวดพร้อมกันในหมู่สงฆ์มีการสวดสังคีติ คือสวดในหมู่สงฆ์เพื่อให้จดจำคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ แต่เขาก็ทำอาบัติกันแล้วก็ไม่รู้เรื่อง ขอให้รู้ไว้เถิดว่า นี่แหละคือ การกระทำที่กระหน่ำย่ำยีวินัย ผิดวินัยแท้ๆ ที่ยิ่งกระทำยิ่งทำลายพุทธศาสนาให้เสื่อมหนักหนาสาหัสอย่างไม่ประสีประสาไร้เดียงสาแท้ๆ พระไตรปิฎก เล่มที่ 7 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 7 จุลวรรค ภาค 2 เรื่องสวดพระธรรมด้วยทำนอง [20] สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ เหมือนพวกเราขับ ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ... ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายข่าวว่า ... จริงหรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ มีโทษ ๕ ประการนี้ คือ:- 1. ตนยินดีในเสียงนั้น 2. คนอื่นก็ยินดีในเสียงนั้น 3. ชาวบ้านติเตียน 4. สมาธิของผู้พอใจการทำเสียงย่อมเสียไป เขาก็บอกว่า การสวดมนต์เป็นการสร้างสมาธิ สิ่งที่คุณจะต้องเพ่งการสวดมนต์ให้มีสติต่อเนื่อง กับการสวดมนต์ ก็ได้สมาธิแบบนั้นแต่ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ Concentration ไม่ใช่การสงบแบบปัสสัทธิ เช่น การสวดกันเป็นหมู่ ภาษาอังกฤษเรียกว่า choir (ควาอี้) แปลว่าการสวดเป็นหมู่ ประสานเสียงบ้างไม่ประสานเสียงบ้าง ก็เป็นคณะ ยิ่งมากเท่าไหร่ก็เป็น choir ที่ใหญ่เท่านั้น พูดไปก็หาว่าอาตมาไปว่า แต่อาตมาไม่ได้มีอกุศลจิตพวกนี้ แต่พูดแล้วไปเฉียดๆ มันมีหลายเรื่องเป็นสิ่งที่เป็นจารีตประเพณีเยอะ คนที่ไปพอใจเสียงสวด ก็สมาธิเสียไป ลึกซึ้งนะ คือการที่จะได้ความจริงจากสมาธิของพุทธศาสนาคือ เพ่งแยกกิเลสออกจากสิ่งที่เกิดจากกายกรรมวจีกรรมในการทำ อาชีวะ กัมมันตะ การพูดการคิด คุณเริ่มมีตักกะ ก็มีแต่มีอะไรขึ้นมา เริ่มพูดเริ่มทำงานเริ่มมีกัมมันตรังสีทำอาชีพอะไรก็แล้วแต่ เริ่มมีคำกริยา มันมีกิเลสร่วมเข้าไปเป็น สสังขาริกัง ร่วมเข้าไปในจิตตัวนั้นไหม ขณะทำกายกรรมวจีกรรมจนกระทั่งทำอาชีพ ถ้ามี คุณก็ตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ว่าจะเป็น กามหรือพยาบาท ที่เป็นมิจฉาสังกัปปะ 3 อวิหิงสาเป็นตัวที่ 3 คุณก็ต้องกำจัดกิเลสตัวนี้ออก กำจัดได้ออกจิตใจก็เป็นสมาธิมากขึ้น มีความเร็วไวคล่องแคล่วมีประสิทธิภาพสูงขึ้น นั่นคือสมาธิของพระพุทธเจ้า มันไม่ง่ายนะ ที่จะขยายความพวกนี้ จริงๆ คนที่จะมีภูมิธรรมขยายความให้ละเอียดดังนี้ พูดไปก็เหมือนชมตัวเองไม่รู้จะทำอย่างไร พูดเป็นสัจจะให้ชัด คนรู้จริงจะทำไม่ได้ขนาดนี้ ก็เลยเหมือนอวดตัวอวดตนตลอดเวลา มันเลี่ยงไม่ออก ทำอย่างไรก็เหมือนยกตัวยกตน เพราะตัวตนอาตมามันสูง มันมีความรู้มาก ยิ่งพูดยิ่งน่าหมั่นไส้ เอ้า พอ

5. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง คนนี้มีอยู่เต็มศาสนาพุทธมีแต่ชาวอโศกที่ไม่ไปหลง ที่ในหมู่ผู้มีความรู้ที่ว่า คือ กลุ่มท่านพุทธทาส แต่ท่านก็ไม่ชัดเท่าที่อาตมาพาทำ ท่านก็ยังสวดมีทำนอง ซึ่งสารภัญญะท่านก็บอกว่ามีทำนองนิดหน่อยได้ ซึ่งไม่ให้มีทำนองเลยจึงจะถูก แม้แต่รากเสียงอันยาวก็ผิด ท่านห้ามนะ ไม่ใช่อนุญาต ถ้าห้ามนี้ผิด ถ้าอนุญาตพอทำได้ไม่ผิด แม้อนุญาต หากเป็นโทษภัยก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคำใดที่ผิดคำใดที่นอกคำสอนพระพุทธเจ้า มันผิดก็ต้องดัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ 5 ประการนี้แล ของภิกษุผู้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับรูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

เรื่องการสวดสรภัญญะ [21] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจในการสวดสรภัญญะ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดเป็นทำนองสรภัญญะได้ คำว่าทำนองคือคีตะ แต่ในพระไตรปิฎกพระสูตรนี้ไม่มีคำว่าคีตะ ยืนยันว่าในบาลีไม่มีเลย [21] เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู สรภฺเ กุกฺกุจฺจายนฺติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถ อาโรเจสุ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สรภฺนฺติ ฯ

แม้ในพระบาลี ก็ไม่มีคำว่า คีตะ ที่แปลว่า ทำนองเลย อนุชานามิ แปลว่าอนุญาต

พระพุทธเจ้าทรงป้องกัได้น“ความเสื่อม(หายนะ)”ใน“การสวดมนต์”ประเด็นนี้ไว้แท้ๆ ก็ไม่รู้เท่าทัน ไม่ประสีประสาจึงพากันได้“บาป”มี“นรกติดตัวไป”อย่างไม่รู้เท่าทัน ซึ่งเป็น“นรก”โทษฐานทำให้ศาสนาเสื่อมหรือทำลายศาสนานั้น มันจะ“บาป”หนักขนาดไหน นรกใหญ่ อนันตริยกรรม(กรรมที่ไม่มีจุดจบเลย อนันตะ ไม่มีช่วงไหนว่างจากความผิดบาป ต่อเนื่องยิ่งกว่าโดมิโน่) ปานใดก็ลองคำนวณเอาเองเถิด แค่ทำให้“สงฆ์แตกกัน”เป็นสังฆเภท ก็อนันตริยกรรมแล้ว นี่ถึงขั้นทำลายศาสนาแล้วมันจะหนักหนาสาหัสมั้ย?

(82) “สวดมนต์”ที่ผิดวินัยเป็นการทำลายศาสนาจริงๆ “การสวดมนต์”ที่ละเมิดวินัยปาติโมกข์ ปาจิตตีย์“มุสาวาทวรรค ข้อ 4”คือ การนำเอา“ธรรมบท(ธรรมะของพระพุทธเจ้าแต่ละบทแต่ละบท)”ที่ท่านตรัสไว้ดีแล้ว มา“สวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปให้อนุปสัมบันฟัง”(อนุปสัมบัน หมายถึง ฆราวาสทั้งหลายที่ยังไม่มีภูมิรู้ในเรื่องโลกุตรธรรม) ผู้สวดต้องอาบัติทุกคำสวด ทำไมพระพุทธเจ้าจึงบัญญัติวินัยข้อนี้ไว้ เพราะเรื่องเคยมีมาแล้ว ประวัติศาสตร์ตำนานมันมีมากแล้ว ในความเป็นลัทธิศาสนาของโลก พระพุทธเจ้าทรงมี“สัพพัญญู” สามารถหยั่งรู้“โลกในอดีต”เป็น“ปุพเพนิวาสานุสติญาณ”ที่พระองค์ได้ผ่านมา ไม่รู้กี่ชาติ ไม่รู้กี่กัปป์ ที่พระองค์ทรงซับซาบใน“โทษ”ใน“ภัย”ของเรื่อง“การสวดมนต์”นี้ จึงย่อมรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอย่างดียิ่งในวัฏฏจักรของโลกนี้ แต่ ละ“วัฏฏกัปป์”ที่มี“การสวดมนต์”ให้ประโยชน์ หรือเป็นโทษ แก่มนุษย์ในโลก ไฉน? อย่างไร? ชัดเจนยิ่งกว่ายิ่ง พระองค์จึงทรงมากำหนด“การสวดมนต์”ในศาสนาของพระองค์ ไม่ให้เกิด“โทษ”เกิด“ภัย” ทั้งแก่ตัวผู้สวด ทั้งแก่ศาสนาแน่นอน เพราะมันละเอียด“กินลึก-กว่าลับ-เกินรู้”ยิ่ง “การสวดมนต์”กันทั้งหลายทั่วไปในโลก แบบเป็น “ทำนอง”มี“เสียงเอื้อนให้เป็นเพลง”(คีตะ) ไม่ว่าจะร้องเดี่ยว(solo singer)หรือร้องหมู่(chorus,choir)ที่เป็น“การสวดมนต์”กันทั้งหลายทั่วไปในโลก ที่พระพุทธเจ้าทรงหมายถึงชนิดนี้แหละตัวแท้ ที่มันเป็น“โทษ”ทำลายศาสนา เป็นข้าศึกแก่กุศล มีประโยชน์น้อย แต่มีโทษมากต่อศาสนา จึงมีทั้ง“ศีล”ทั้ง“วินัย”กำกับไว้อย่างสำคัญมากอยู่ในเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นพระองค์จะทรงมีทั้ง“ศีล”ทั้ง“วินัย” และทั้ง“ห้าม”ทั้ง“อนุญาต”ใน“การสวดมนต์”นี้เป็นต้น ไม่ให้ทำแบบนั้น นี่อย่างหนึ่ง และทั้งที่บัญญัติ“อนุญาต”ก็อีกอย่างหนึ่งแน่นอน ทำไม? จึงมากแง่หลายมุมนัก ตรงนี้แหละสำคัญที่สุดยิ่งที่สุด

(83) “มนต์”หรือ“คำสอน”ของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพลง เพราะ“ดนตรีเพลงการ”นั้นก็เป็น“ศิลปะ”ที่เป็นมงคลอันอุดม(อุตตมังคลมุตตัมมัง = สิ่งที่นำมาซึ่งความเจริญทั้งที่เป็นโลกียธรรมทั้งที่เป็นธรรมถึงขั้นโลกุตรธรรมได้ทีเดียว)ได้ แต่ก็มีส่วนน้อยสุดน้อย ส่วนที่ไม่ใช่“ศิลปะ”นั้นสิมากสุดแสนมาก นับไม่ถ้วน ทว่าเรื่อง“ศิลปะ”นี้มันไม่ใช่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกันได้ง่ายๆเลย เป็นเรื่องสูงส่งมาก ลึกล้ำยิ่งยอด ซับซ้อนสุดๆกันจริงๆ ที่คนทั้งโลกยังหยั่งถึงได้ยากมาก โดยเฉพาะ“เพลง”(เนื้อร้องที่มีทำนอง) คำว่า“เพลง”นี้บาลีก็คือ“คีตะ” นี่แหละที่สุดยากยิ่งยอด เพราะแค่ที่ถึงขั้น“สาระ”ก็ยังหายากแล้ว ส่วนมากเป็นได้แค่“ราคะ” แม้แต่“ลามก”ก็ไม่ใช่น้อยเลย ดังนั้นที่จะถึงขั้น“ธรรมะ”แม้จะธรรมะแค่“โลกีย์”ก็น้อยแล้ว ยิ่งขั้น “โลกุตระ”นั้นมีในแต่ในศาสนาพุทธ(อาจมีพ่อครูสมณะโพธิรักษ์เพียงคนเดียวในโลกกระมัง) และมีในเมืองไทยนี้เท่านั้น ที่เป็น“ต้นตอ”ในโลกปัจจุบันนี้ “เพลง”คือภาษาที่มีทำนอง หรือ“การกล่าวที่มีทำนอง” บาลีว่า “คีตะ” ซึ่งเป็นคำเกี้ยวพาราสีหรือแทะโลมเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ใช้“ร้อง”หาเงิน เพื่อเลี้ยงชีพเรียกว่า วณิพก(นักร้องชาย)หรือคายิกา(นักร้องหญิง) หรือถึงขั้น“คณิกา” อย่างนั้นทีเดียว นอกจากร้องเพลงแล้วก็ยังมีอื่นๆที่หากินอีก ส่วนคายิกาคือนักร้อง เพื่อนฝูงอาตมาในวงการเพลงเขาชังน้ำหน้าอาตมาเรื่อยๆ เพราะเขาว่าไปว่าเขา ที่จริงไม่ได้ว่าเขา แต่พูดในวิชาการ แต่เขาอยู่ในพวงที่ผิดก็เลยแยกไม่ออก ต้องพูดบอกสิ่งดีสิ่งชั่วให้รู้บอกคุณให้รู้ที่จริงน่าจะขอบคุณอาตมานะ มียกเว้นเรียกว่า“สังคีติ”ให้ใช้เฉพาะ“ภิกษุท่องร่วมกันมีทำนองเล็กน้อย” เหมือนท่องสูตรคูณ หรือท่องอาขยาน เพื่อให้พอช่วยในการ“ท่องจำไว้” ไม่เอื้อนเสียงไปพิสดารมากกว่านั้น และ“สังคีติ”นี้ห้ามนำเอามา“สวดต่อหน้าอนุสัมบันหรือต่อหน้าฆราวาส” และห้ามสวดพร้อมกันต่อหน้าฆราวาสเกินกว่า 2 คนอีกด้วย มี“วินัย”ปรับอาบัติ ทั้งที่เป็นทุกกฏก็อย่างหนึ่ง และทั้งที่เป็นปาจิตตีย์ก็อย่างหนึ่ง ตรวจสอบวินัยกันดีๆ แต่ทุกวันนี้ ผิดเพี้ยนเกินเลยไปมากกว่ามาก (83) “คำกล่าว”คือ“คำสอน”ไม่ใช่“เพลง”เด็ดขาดแน่ๆ ส่วน“การกล่าว”คำสอนนั้น บาลีว่า “สรภัญญะ”คำพูด ไม่ใช่“คีตะ”แน่ๆ “คีตะ”กับ“สังคีติ”ก็มีนัยะแตกต่างกัน ยิ่งคำว่า “สรภัญญะ”ไม่ใช่“เพลง”เลย ใส่ทำนองไม่ได้ แม้เอื้อนด้วยเสียงอันยาว เกิน“ทีฆะสระ” ก็ผิด“วินัย”แล้ว ถ้าเป็นทำนองมันก็ยิ่งผิดกันไปใหญ่แน่นอน ฟังดีๆ กำลังอธิบายชัดๆ “คีตะ”นั้นคือ เพลง ที่เป็นเพลงที่มีทำนองหลากหลาย แต่“สังคีติ”นั้น อนุโลมมีทำนองได้นิดหน่อย พอช่วยให้“ท่องจำ”เรียกว่า“ท่องสังคีติ(ท่องจำไว้)”ทำเป็นหมู่พร้อมกันนั้นได้ แต่ในที่ลับตาฆราวาสนะ ไม่ใช่การ“ท่องโชว์”ฆราวาส สวดสังคายนาคือสวดคนเดียวแล้วสงฆ์รูปอื่นก็คอยตรวจสอบว่าถูกไหม เป็นการสวดรักษาคำสอนไว้สวดเฉพาะในหมู่สงฆ์ ยิ่งนำมาสวดโชว์ฆราวาส ไม่แค่“ท่อง”แต่“ร้องเป็นเพลงหากิน”นั้นผิดแน่นอน เป็น“วณิพกหรือคณิกา”เลย “การกล่าวคำสอน”ของพระพุทธเจ้าเรียกว่า“กล่าวธรรมบท” จึงนำมา“กล่าวพร้อมกัน 2 คนขึ้นไป”ต่อหน้าสาธารณะ หรือต่อหน้าฆราวาส ก็มี“วินัย”ห้าม”แล้ว ขืนทำ“อาบัติ”ทุกคำกล่าว กล่าวหนึ่งคำ อาบัติหนึ่งตัว กล่าวมากขึ้นไปกี่คำ ก็อาบัติไปตามจริง กล่าวเท่าใด ก็อาบัติเท่านั้น ยิ่งกล่าวมากก็ยิ่งอาบัติมาก ดังนั้น“การกล่าว” จึงไม่ใช่เพลงเด็ดขาด แม้แต่การกล่าวลากเสียงยาวเกิน‘ทีฆะสระ(สระเสียงยาว)’เป็น‘อายตเกน(เจตนาลากเสียงให้ยาวเกินความเป็น“สระเสียงยาว”นั้น)’ก็ผิดแล้ว “การกล่าว”คือ “สรภัญญะ”นี้เป็นเรื่องที่เป็นทั้ง“กุศล(สิ่งที่เป็นธรรม = สมบัติที่นับว่าเจริญ)” ที่สุดเป็นทั้งอุปกรณ์ที่พาไปสู่“บุญ(พลังงานที่เป็นอธรรม = วิบัติที่ทำให้เจริญสู่นิพพาน)” ยิ่งเป็น“คีตัสสเรนะ”ก็เป็นเพลงแล้ว “การกล่าว”ที่เป็น“ศิลปะ”ก็อย่างหนึ่ง คือ “การกล่าว” ที่บาลีว่า “สรภัญญะ” ต่างกันนะกับ“การลากเสียงยาว”บาลีว่า “อายตเกนะ” ส่วน“เพลง”ที่เป็น“ศิลปะ”ก็อีกอย่างหนึ่ง คือ“ภาษาที่มีทำนอง”บาลีว่า “คีตะ”(ซึ่งยังมีนัยะที่แตกต่างจาก“สังคีติ”อีกนะ)

(84) คำว่า “ศิลปะ”ทุกวันนี้ ทั้งเลอะเทอะทั้งเละเทะสุดๆ “งาน”ที่หลงกันว่าเป็น“ศิลปะ”นั้น คือ “สิ่งประดิษฐ์ที่หลอกลวงยิ่งกว่ายิ่ง เพราะมันลึกกว่าลึก-ลับกว่าลับ ซับซ้อนกันมากกว่ามากในโลกมนุษย์” ล้วนไม่ใช่“ศิลปะ”เลย แต่หลงกันว่าเป็น“ศิลปะ”กันอยู่มากจริงๆ หลอกขายกันแพงสุดแสนแพงในโลก ซึ่งเป็นเรื่องเหลวไหลถึงขั้นเลวร้ายแล้ว แต่มันยากมากๆที่จะแจกแจงอธิบายกันให้ชัดๆ คมๆ แม่นๆ ในโลกนี้“งาน”ที่เข้าขั้น“ศิลปะ(สันสกฤต)”หรือ“สิปปะ(บาลี)”นั้นน้อยมากกว่ามาก อาตมาได้แจกแจงไว้ว่ามีถึง “5 ขั้น” คือ 1.ลามก 2.ราคะ 3.สาระ 4.ธรรมะ 5.โลกุตระ ที่ยังไม่เป็น“ศิลปะ”เลย มี 1.ลามก 2.ราคะ สองลักษณะนี้แหละที่ยังไม่นับว่าเป็น“ศิลปะ” ยังไม่มีคุณค่าเลย “ลามก กับ ราคะ”นี้คนในโลกยังมี“อวิชชา”กันอยู่มาก จึงต้องลด“ลามก กับ ราคะ”กันอย่างสำคัญมาก ไม่ใช่เพิ่ม ส่วนข้อ 3 ขั้นเป็น“สาระ” ก็คือ เริ่มมี“สาระ” เป็นประโยชน์กับธรรมชาติก็ได้ เป็นประโยชน์แก่มนุษย์แก่สังคมได้ ซึ่งเรียกว่าเป็น“สาระ” ก็คือ“สารคดี” ยังไม่ใช่“ศิลปะ” เป็น แค่เรื่องของ“ความจริง”เท่านั้น เป็นวิทยาศาสตร์เป็นต้น หรือศาสตร์อื่นๆใดๆที่ให้ประโยชน์แก่ส่วนสรีระของชีวิต แม้จะคำนึงถึงความเจริญหรือเสื่อม“นามธรรม”หรือ“จิตวิญญาณ” ก็ยังแค่ผิวเผิน ยังไม่เอาจริงเอาจังกับด้าน“จิตวิญญาณ”หรือ“นามธรรม”อย่างถึงที่สุด วิทยาศาสตร์จึงไม่สามารถมี“ความรู้”ที่จะเข้าถึงหรือพูดถึง“จิตวิญญาณ”หรือ“พลังงาน”ก็ดีของจิตวิญญาณ “ตัวตน”ก็ดีของจิตวิญญาณ ที่เป็น“ความจริง”ได้จริงเท่าหมู่พวกที่มี“ความรู้”ทางศาสนา และข้อ ๔ ขั้นที่เรียกว่า “ธรรม” ก็คือ งานนั้นเริ่มมี“ประสิทธิภาพให้คุณค่าในทางชี้บอกความเป็น-ความมี ; ความได้-ความสูญ เป็นต้น คือ เริ่มมี“ความเป็นสองเทฺว)” “ธรรมะ ๒” เพื่อเกิดทั้งความรู้ และ“ความจริง”ใน“มิติ”ต่างๆของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกในมหาจักรวาล ที่มีทั้งกว้างทั้งลึก ทั้งรอบทั้งหลาย ทั้งความดี-ความชั่ว ทั้งความงาม-ความไม่งาม ทั้งความสูง-ความต่ำ ทั้งความมาก-ความน้อย ทั้งความหนา-ความบาง ท้ังความเบา-ความหนัก ทั้งความขึ้น-ความลง ทั้งความหายไป-ความมีอยู่ ทั้งความมีสาระ-ความไม่มีสาระ ทั้งความมีคุณค่า-ความไม่มีคุณค่า ทั้งความว่าง-ความไม่ว่าง ทั้งความควร-ความไม่ควร ทั้งความเป็นโลกียะ-ความเป็นโลกุตระ ทั้งความนิยม-ความไม่นิยม ทั้งความต้องการ(มีตัณหาดูด)-ความไม่ต้องการ(มีตัณหาผลัก) ที่สุด สูงสุดข้อ ๕ นี้คือ ภาวะที่เกินสามัญปุถุชนหรือโลกียธรรมในความเป็น“ศิลป์”คือ “มงคลอันอุดม” หมาย ความว่า มีฤทธิ์มีอำนาจในการพาเจริญไปสู่“โลกใหม่”คือ “โลกุตรธรรม” จะเริ่มนับว่า เป็น“ศิลป์”หรือไม่เป็น ต้องมี“ธรรมะ ๒” เป็นเครื่องชี้บ่งยืนยันทั้ง“ความรู้”และ“ความจริง” “ศิลป์”ทุกวันนี้“ไร้นิยาม”แล้วสนิทเด็ดขาด ไม่เหลือ “ความเป็น“ศิลปะ”เลยสักนิดสักน้อย มีกันแต่“ความหลอกลวง-ความเป็นเล่ห์ ; ความโกหกมดเท็จ-ความโง่ ; ความหลงละเมอเพ้อพก-ความสูญเปล่าไร้สาระ”ที่เลอะเทอะเละเทะสุดๆในโลกเต็มโลกที่หลงๆกัน 610801_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สวดมนต์ที่ผิดวินัยเป็นการทำลายศาสนา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน