อโศกมีแค่แสนจะสืบแก่นศาสนาได้อย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข29 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

อโศกมีแค่แสนจะสืบแก่นศาสนาได้อย่างไร _ช่อทิพ หนูทอง . ชาวอโศกทั้งในและนอกบวร สมณะ สิกขมาตุ รวมถึงชาวแพทย์วิถีธรรม รวมแล้วไม่น่าจะถึงแสนคน เรียนถามพ่อครูว่า คนแสนคนนี้จะช่วยสืบทอดศาสนาพุทธต่ออีก 2,500 ปี ได้อย่างไรคะ? พ่อครูว่า... นั่นสิ คนไม่ถึงแสนคนจะสืบทอดศาสนาพุทธต่อไปอีกอย่างไร ก็ตอบว่าเท่าที่มันมีเนื้อ เนื้อของ คำว่า สืบทอดศาสนาพุทธ จริงๆคำว่า “พุทธ” ศาสนาพุทธมันยังมีอยู่โดยรวม ตีกินไปหมดว่าพุทธ โดยรวมมันยังมีอยู่ แต่เข้าไปถึงแก่น แก่นของพุทธมันไม่มีแล้ว ทีนี้เมื่อไม่มีแล้วจะทำยังไง เมื่อไม่มีก็ต้องมีผู้ชี้ ที่รู้กันว่าจริงๆคืออะไรแล้วเอาแก่นมาใส่ นี่พูดเป็นรูปธรรมเลย ต้องพยายามเอาแก่นมาใส่ เพราะฉะนั้นจะเอาแก่นใส่จะใส่ยังไง ใส่เข้าไปด้วยสภาพยังไง แก่นนี่ ประกอบไปด้วยกระพี้ ประกอบไปด้วยเปลือก ประกอบไปด้วยสะเก็ด แล้วมันก็ไม่มีต้นดอกใบเอง ไม่ใช่ต้น ใบ ผล ดอก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... ผมคิดคำตอบขึ้นมา นะครับ ว่า เขาเป็นห่วงว่าปริมาณคนแสนคนไม่ใช่ศาสนา ถ้าคิดอย่างนั้นนั้นไม่ถูกนะครับ การสืบทอดศาสนาต้องหมายถึงว่า แม้มีคน 5-6 คนที่ได้เป็นอรหันต์ นั่นก็เท่ากับว่าได้สืบพระพุทธศาสนาแล้วนะครับ พ่อครูว่า... ตอนศาสนาพุทธจะเกิดมีพระพุทธเจ้าองค์เดียว แล้วก็นำแก่น นำเปลือก นำกระพี้ นำสะเก็ด นำต้นดอกใบที่เป็นของแท้นะ ต้นดอกใบ อันนี้เป็นธรรมะที่ต้องแยกกันเป็นสำคัญ พอเริ่มต้นที่จะเป็นศาสนาพุทธนั้นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เริ่มต้นด้วยศีล ศาสนาพุทธไม่เริ่มต้นด้วยศีลไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเป็นพุทธนั้นต้องนับที่ศีล เริ่มต้นมีศีล 5 หรือยัง ถ้ายังไม่มีศีล 5 หรือมีศีล 5 ไม่ครบ คนนั้นยังไม่ใช่พุทธ คำว่ามีศีล ไม่ใช่ไปท่องเอา มีศีลคือต้องประพฤติได้ อย่างน้อยประพฤติ

อ่านต่อ

ด้วยรูปของกายกรรม วจีกรรมข้างนอก พฤติกรรมทางกายพฤติกรรมทางวจี ไม่ละเมิดไม่ผิด ก็ยังดี เพราะยังไงๆ กายกรรม วจีกรรมก็จะมาจากจิต แม้ว่าจิตยังไม่มีสภาวะเป็นตัวสะอาด แต่เป็นกิเลสอยู่ก็ตาม ก็รู้แล้วล่ะว่าอย่าฆ่าสัตว์นะ อย่าไปเที่ยวได้รุนแรงอะไรนะ ไม่ฆ่าและไม่รุนแรง อย่าไปทุจริตนะศีลข้อ 2 ศีลข้อ 3 ระวังอย่าไปหลง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) อะไรอย่างนี้เป็นต้น ศีลข้อ 4 ก็เรื่องวาจาศีลข้อ 5 ก็เรื่องของจิต เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ความหมายและไม่รู้ว่าความหมายเหล่านั้นเรามีพฤติกรรมหรือพฤติการณ์ ที่เราเองมีจิตเป็นตัวประธาน มีเจตนา จนกระทั่งเจตนาเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องมีจุดมุ่งหมาย ไม่ต้องมาส่งสัญญาณ ไม่ต้องมาบังคับ ไม่ต้องมาตั้งใจที่จะเป็นเลย แต่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แม้มีเหตุ มันชวนให้ฆ่า มีเหตุชวนให้ทุจริต มีเหตุชวนให้หลง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ก็ไม่ทำให้เรานี่หลงปรุงแต่งอย่างเต็มที่ ปรุงแต่งอย่างเต็มใจ ยังเข้าใจมีสติสัมปชัญญะ สังวร ว่าอย่างนี้เป็นกิเลส มีหิริ มีโอตตัปปะ เพราะว่ามีศรัทธา และมีความรู้ในศรัทธานั้นแล้วเป็นเบื้องต้น เพราะฉะนั้นจะเกิดกิเลสก็มีหิริตามสัทธรรม 7 ถ้าคนที่มีแรงถึงขั้นหิริ โอตตัปปะก็ดี ก็จะห้ามได้ จะระงับได้ จะไม่ละเมิด ไม่ทำให้ศีลมันขาด เป็นพหูสูต เจริญไป ก็จะมีคุณสมบัติหรือคุณธรรมที่เกิดมีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต ผู้ที่มีปัญญา มีสติ ก็มีวิริยะพากเพียร ว่าทำอย่างนี้ถูก เป็นสัทธรรม ก็จะเกิดศรัทธามีปัญญา มีสติ มีพหูสูต ก็จะเกิดการไม่ละเมิดศีลที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ ข้อ 1 ก็ตาม ข้อ 2 ก็ตาม ข้อ 3 ก็ตาม ข้อ 4 ข้อ 5 ก็ตาม คุณได้ปฏิบัติอย่างนี้เกิดผล ก็จะเกิดพลังงานในจิตเรียกสภาวะพลังงานที่มีความสามารถ มีทั้งความรู้มีทั้งความจริงของจิตที่ทำได้ มีทั้งความรู้ทั้งความจริงของจิต ที่สามารถมีพลังทำสำเร็จไปได้ดียิ่งขึ้นๆๆดีขึ้น ก็คือฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 นี่คือ ความเป็นฌาน คือพลังงานของปัญญา พลังงานความรู้ที่มีธรรมฤทธิ์ ทำให้เราเจริญ ทำให้เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้มีศีล เพราะฉะนั้นคำว่า มีศีล จึงไม่ใช่ว่า วันนี้วันพระไปไหนไปถือศีล ถือศีลที่ไหน ไปวัด แล้วก็ไปโสเหล่กันที่วัด ไม่กินข้าวเย็น ก็หลับนอนกันไป ตื่นเช้ามาก็เสร็จแล้ว ไปถือศีลแล้ว ไปอุโบสถเลยนะ ไปอยู่วัดเลย ไม่ใช่ ไม่ใช่ตามจารีตประเพณีเพียงเท่านั้น คุณจะไม่ไปวัดแต่ปฏิบัติถูกต้องอย่างที่อาตมาว่า ที่ไหนก็ตามแต่ คุณอยู่ที่ไหนก็ตามแต่ จริงๆก็อยู่ในชีวิตประจำวัน ชีวิตปกติสามัญ แต่คุณทำได้ตรงตามที่อาตมาอธิบายว่า การปฏิบัติศีลหรือมีศีลคืออะไร ศีลทำให้เกิดฌาน ศีลทำให้เกิดปัญญา ฌานคืออธิจิต ศีลทำให้เกิด อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ จนที่สุดทำให้มันดับกิเลสหมดกิเลสได้ นั่นแหละคือศีล นี่แหละคือที่ได้ขยายความคำว่าศีลอย่างสำคัญแล้ว ทุกวันนี้ไม่ได้มีการรู้รายละเอียดอย่างที่อาตมาพูด ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้เอามาจากตำรา แต่เอามาจากความเป็นจริง แล้วความเป็นจริงนั้นก็คือ ที่อาตมาได้ปฏิบัติมาเป็นได้ มีได้ แล้วเอามาพูดนี่พูดจากของตัวเองก็มาพูด ใครจะบอกว่าพูดไม่ได้ตรงตามพระพุทธเจ้าพูดก็จริง เป็นคำต่อคำไม่ตรงตามพระพุทธเจ้าพูดหรอก อาตมาพูดตามอาตมานี่แหละ ใครฟังแล้วบอก อย่างนี้เข้าท่าเห็นดีก็มาเอา ใครเห็นว่าไม่ดีก็ไม่ต้องมาเอา บอกว่าไม่ตรงกับพระพุทธเจ้าก็แล้วไป ทีนี้ที่บอกว่าจะต่อ ชาวพุทธหรือว่าชาวอโศก พูดใหญ่นะ บังอาจ บอกว่าจะเป็นผู้ที่จะมาสืบทอดศาสนาพุทธ สืบทอดอะไรก็พูดไปหมดแล้ว สืบทอดเนื้อแท้หรือแก่น ที่จะเป็นโลกุตระ ศีลลดกิเลสได้ จิตลดกิเลสจริง ปัญญาทำให้กิเลสลดจริง วิมุติกิเลสลดจริงๆ คือสัจจะ สรุปลงไปให้ฟัง อาตมาทำมาถึงวันนี้มีคนปฏิบัติได้จริง เมื่อกี้ขึ้นต้นแล้วว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกองค์เดียว เสร็จแล้วท่านก็มีบารมี ท่านก็พยายามให้คนอื่นฟังและปฏิบัติตามได้จนเกิดผลเป็นโลกุตรธรรมจนเกิดศาสนามาจนถึง 2,500 กว่าปี แต่มันมาเสื่อมลงไปมากพอถึง 2,500 ปีขึ้น เสื่อมไม่เหลือโลกุตรธรรม คือไม่เหลือธรรมะที่เป็นศาสนาพุทธเป็นแก่นแท้ สาระแท้ของพระพุทธเจ้าแล้ว นี่ไม่ได้พูดเล่นหรอกพูดจริงๆ มีแต่ของเก๊ วิมุติ นิพพาน อรหันต์เก๊ๆ ซึ่งอาตมาพูดไปอย่างจริงใจ พูดอย่างไม่เกรงใจ พูดอย่างบอกความจริง พูดอย่างสงสารที่เขาหลงผิดกันว่าเขาได้อรหัตผล ได้อรหันต์ แล้วก็ชิวๆนับถือกันเดี๋ยวนี้ก็ยังมีคนนับถืออรหันต์เก๊มากกว่าโพธิรักษ์อยู่เดี๋ยวนี้ก็เถอะ ในชาวพุทธเมืองไทย ที่อาตมาทำงานมา 53 ปีนี้ ได้คนมาเข้าใจ เชื่อถือ ปฏิบัติตามไม่ได้เศษเสี้ยวของอาจารย์ใหญ่ๆที่เขานับถือกันหรอก อย่าว่าแต่ขั้นที่จะเป็นอรหันต์พาไปได้นิพพานเหมือนเขาเชื่อมหาบัว เป็นต้น แม้แต่ไม่ได้เชื่อมหาบัว แค่หลวงพ่อคูณ เขาก็นับถือกันมากกว่า โพธิรักษ์เยอะ หลวงพ่อทวดเขาก็นับถือเยอะ หลวงพ่อทวดเก่งอะไร เหยียบน้ำทะเลจืด เอ้อศาสนาพุทธดีนะ ทุ่นเศรษฐกิจไปอย่างหนึ่ง ถ้าน้ำจืดไม่มี ก็ให้หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดแล้วเอาไปกินเอาไปใช้ อย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งขออภัยอาตมาพูดไปเหมือนไปลบหลู่ครูบาอาจารย์ที่เขานับถือบูชากัน เหมือนไปลบหลู่ แต่ไม่ได้ลบหลู่หรอก แต่อาตมาอธิบายสัจธรรมให้ฟัง ไม่งั้นมันก็เลอะเทอะไปหมดเลย มันก็ไม่เข้าแก่น เข้าสารอะไร เข้าเนื้อ เข้าอะไรแท้ๆ ฉะนั้นคนที่ปฏิบัติได้อย่างวันนี้ เมื่อไม่มีอาตมานำแก่น นำโลกุตระที่อาตมามั่นใจว่าโลกุตระเป็นเช่นนี้ ประพฤติได้ มีได้ จนพวกเราสามารถฟังเข้าใจเอามาปฏิบัติได้จริง เกิดองค์รวมตรงตามคำสอน เช็คได้ อาตมาอ้างอิงยืนยันว่าพวกเรามาถึงขั้น มีสาราณียธรรม 6 มีวรรณะ 9 พุทธพจน์ 7 อะไรพวกนี้ ที่อาตมาพูดนี้พวกเราเข้าใจกันนะ ว่ามันหมายถึงอะไรบ้าง มันก็ยืนยันว่าตรงตามพระอนุสาสนี ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้านะ คนมีศีลจริงๆซึ่งศีลอธิบายไปแล้วเมื่อกี้ มันเป็นอย่างนี้มี มีอธิจิต ได้จิตมา จิตนำพาพวกคุณมา จิตของคุณได้บรรลุธรรมมาคุณจึงมา คุณไม่ได้บรรลุธรรมคุณไม่ได้มาหรอก ที่นี่ไม่ได้พาให้คุณได้โลกธรรม ไม่ได้ให้คุณแย่งชิงลาภ ชิงยศ สรรเสริญ โลกียสุขเป็นโลกีย์ไม่ใช่ มันทวนกระแสมันคนละเรื่องกันมาทางนี้ ไม่ได้ไปเป็นคนโลกธรรม แต่มาเป็นคนโลกุตระ ไม่ได้เป็นคนโลกียะ อาตมาพูดนี่ถูกไหม คุณเข้าใจตัวเองไหม นี่อาตมาว่าทางนี้คนข้างนอกเขาจะฟังยังไง คนเข้าใจศาสนาพุทธว่าเป็นอย่างไร สำนักนี้สอนเนื้อแก่นเขาเป็นอย่างไร เขาก็สอนตามที่เขาเข้าใจ แต่ละเจ้าๆแต่ละสำนักก็เชื่อว่า นี่แหละเนื้อๆแก่นๆของศาสนาเป็นอย่างนี้ อาจารย์หัวหน้าเจ้าสำนักนำพาเป็น บางคนก็โอ้โห กว้างมาก อย่าว่าแต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเลย คำสอนของอาจริยวาทก็รวบรวมสอนพูดเต็มไปหมด จนไม่รู้ว่าแล้วแก่นสรุปลงไปที่จะทำมันยังไง มันก็ได้แต่รู้เต็มหู เต็มหัวหมดเลยนะ พอรู้มากๆก็เขียนตำราก็ได้มาก สาธยายก็มาก คนก็เข้าใจง่าย เข้าใจว่าช่างรู้ธรรมะศาสนาพุทธ แต่ไม่รู้ว่าพุทธอะไรบ้าง พุทธของอาจารย์ต่างๆนานาของเกจิอาจารย์ต่างๆ ของอรรถกถาจารย์ ของใครต่อใคร ที่มันเพี้ยนไปแล้วต่างๆนานาที่เอามาเก็บสรุปรวมเอาไว้ ก็เรียกว่า นี่ของพุทธนี่ก็ของพุทธ ยกตัวอย่างง่ายๆตื้นๆ นี่ก็ของพุทธ นี่นะเอามันยังไง ยถาวารีวหา .... ก็ทำท่ากรวดน้ำอย่างนี้ก็ของพุทธนะ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนอย่างนี้แต่เขาไม่รู้จริงๆนะยังอยากกรวดน้ำกัน ยถาวารีวหาปูราปาริปูเรนติ เป็นการนำคำของพระเจ้ามาด้วย เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าด้วยมาแอบอ้าง แล้วเอามาแต่งต่อใส่เข้าไปแล้วก็มาทำเป็นพิธีการ บอกว่าศาสนาพุทธอะไรวะ ไม่มีหยาดน้ำ ไม่มียถา ไม่มียถาสัพพีไม่ใช่ศาสนาพุทธ ถึงขั้นนั้นเลย คนตื้นๆเขินๆอย่างนี้มีเยอะ ใส่บาตรทำไมไม่มียถาสัพพีเลยว่ะ ท้วงเลย แต่ก่อนไม่ถึงขั้นที่ใส่บาตรแล้วพระจะมี ยถาสัพพีให้นะ ซึ่งเพิ่งจะเริ่มมีมาไม่นานนี้นะ ไม่นาน ยังไม่ถึง 50 ปี หรือไม่ถึง 20 ปี ไปบิณฑบาตแล้วก็ต้องให้พรต้องสวดยถาสัพพี ซึ่งไม่ถึง 20 ปีผ่านมาอย่างว่า นี่มันคือเนื้องอก มันเป็นพวกมะเร็งศาสนาพุทธทั้งนั้น ที่พูดนี่อย่านึกว่าเป็นเรื่องเล่นๆ เป็นเรื่องผิวเผินนะ มันเป็นเรื่องชี้บ่งถึงความเสื่อมของศาสนาพุทธ อาตมาพูดหนักเลยนะ พูดชัดเลยว่า ยังกรวดน้ำกันอยู่ มีสิญจนยัญ มันไม่ใช่พุทธเลย มันเนื้องอกแท้ๆของศาสนาพุทธ ถือน้ำเป็นสื่อไปถึงวิญญาณล่องลอย ใช้การจุดธูปเทียนบูชาขึ้นไป จะทำพิธีกรรมเรื่องธรรมะอะไรก็ใช้ธูปเทียน มันก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว นี่มันเครื่องชี้บ่งของความหมดแล้วศาสนาพุทธ หมดแล้วนะ ฟังให้ชัดอีกที มันไม่ใช่ ฟังอาตมาพูดชัดเจนแล้วมันแรง แล้วบอกว่าคนแสนคนนี้จะช่วยสืบทอดศาสนาพุทธไปถึง 2,500 ปีไหม คุณพูดมาก็จริง มันจะช่วยได้ไหม คนประมาณแสนคนจะสืบทอดไปถึงอีก 2,500 ปีถึง 5,000 ปีไหม อาตมาก็ว่าอาตมาจึงยังไม่ยอมตาย จะให้มันได้มากกว่าแสน ให้มันได้สักแสนกับอีก 1 คนแสนกับ 2 คน 3 คนให้ได้ เพิ่มไปอีกเท่าที่มันจะได้มากที่สุด กันเหนียวหรือว่าเผื่อพอไปเรื่อยๆ จริง เราไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์เดียว ท่านทำศาสนาพุทธมาได้จนถึงวันนี้ เรามาสืบทอดก็เป็นผู้ต่อยอด สืบทอดไปเรื่อยๆ ได้หรือไม่ได้เราก็ทำเต็มที่ อาตมาบอกแล้วพูดแล้ว ว่าอาตมาเกิดมาสืบทอด เกิดมาต่อเชื้อศาสนาพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะสืบทอดโลกุตระ ว่ามันไม่มีแล้วแล้วก็ยืนยันตามหลักฐานพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอาณิสูตรว่า จะหมดไป โลกุตระไม่มี แล้วก็จะมี สยังอภิญญา มา อาตมาก็บอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา มา สยังอภิญญา แปลว่า เป็นผู้มีมาเอง อาตมาก็มาประกาศว่าอาตมาไม่มีอาจารย์ ชาตินี้เกิดมาไม่มีอาจารย์ แล้วเอาอะไรสอน เอาที่มีในตัวเอง มีมาจากไหน จากชาติก่อนๆ ที่อาตมามีโลกุตรธรรมแล้วจึงมาเทศน์ลงไป บรรยายลงไป มันก็ไม่เหมือนกับที่เขาหลงผิดกัน มันก็ถูกแล้วนี่ ถ้าอาตมาบรรยายอยู่เหมือนกับเขาบรรยายอยู่มันก็ไม่เสื่อมอะไรนี่ แต่นี่มันไม่ใช่ เขาไปคนละเรื่องเลย แล้วเขามาตีอาตมาด้วยว่าอาตมาผิด อ้าว มันก็ชัดเจนแล้วนี่ ว่าไอ้นั่นมันผิดแน่ ไอ้นี่ถูกแน่ ถ้าอาตมาผิดเขาถูก เขาก็เจริญอยู่ อาตมาไม่มาถึงวันนี้หรอกทำงานมาไม่ถึงวันนี้หรอก อ้างพระไตรปิฎกก็ยิ่งหักคออาตมาเองเลย มันจะไปเข้าได้ยังไง อ้างสาราณียธรรม 6 อ้างวรรณะ 9 อ้างพุทธพจน์ 7 อ้างศีล สมาธิ ปัญญา อ้างจรณะ 15 วิชชา 8 มายืนยันอธิบายให้รู้ว่า มันลงกันนะ ปฏิบัติลงกันนะ ตามคำสอนพระพุทธเจ้า ตรัสไว้อย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ ตรงกันไหม ลงกันได้ไหม มาสอบทานมาตรวจตรา มาให้คะแนนดูสิ เพราะฉะนั้นอาตมามีหน้าที่ อาตมาก็พูดไปไม่รู้เท่าไหร่แล้วอาตมาจะยังเกิดอยู่จะยังไม่ยอมตาย แล้วอาตมาบอกแล้วว่าอาตมาเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ ตาย ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้แล้ว ที่อธิบายไปจนหมดแล้วยืนยัน แต่อาตมายังไม่ตาย อาตมายังจะมาสืบทอด ยังจะมาทำหน้าที่ ก็เพราะว่ามันเสื่อมจริง แล้วมันก็ฟื้นขึ้นมาได้จริง อาตมาตายไปพวกคุณก็จะเลิกปฏิบัติตามที่อาตมาพาทำไหม (ไม่) แล้วไม่ได้อย่างนี้คืออะไร..มันก็ได้แล้วนี่ อาตมาว่าพวกคุณไม่ได้พูดเล่นหรอก พออาตมาตายปุ๊บแล้วพวกคุณก็กลับไปทำเหมือนอย่างเถรสมาคมทำหมดเลย อาตมาไม่เชื่อ คุณก็ปฏิบัติเท่าที่คุณทำได้ มีหมู่มีกลุ่ม คุณจะรวมกันแน่นถ้าอาตมาตาย คือที่รวมกันแน่นเพราะเดี๋ยวจะถูกข้าศึกศัตรูตีแตกได้ นี่เป็นปฏิภาณของคนที่จะเข้าใจได้ อ้าว ก็ขยายความกันพอสมควร 661120 อโศกมีแค่แสนจะสืบแก่นศาสนาได้อย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #47 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน