นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ . เรียนถามพ่อครู รัฐจะแจกเงิน 1 หมื่น ทั้งที่ต้องไปกู้มาให้ ทำแบบนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือซ้ำเติมให้แย่ลงครับ คนที่เคร่งศาสนาแถบตะวันออกกลาง สอนจนทำให้เกิดสงคราม สอนแบบนี้คนสอนศาสนา สอนผิดหรือสอนถูกครับ พ่อครูว่า...อาตมาไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่คนบริหารเศรษฐกิจ โดยเฉพาะไม่ใช่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าอาตมาจะเคยเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์นะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะ แต่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ปริญญากับเขา เป็นนักศึกษาแต่ไม่ได้ไปเอาใจใส่การเรียนอะไร จนสอบได้ เพราะฉะนั้นอาตมาก็คงบอกได้ตามประสา ที่อาตมาจะรู้เรื่องเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ตามประสาของอาตมา แบบอาตมา จะว่าอาตมาไม่มีความรู้ในความหมายคำว่า เศรษฐศาสตร์ของเขาที่ใช้กันอยู่ในโลก เศรษฐศาสตร์คืออะไร เศรษฐกิจคืออะไร เพราะฉะนั้นที่เขาจะทำกันนี่ เขาก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์เขาเป็นปริญญาโทนะ นายกเศรษฐานี่ ปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์นะ แล้วเขาทำเศรษฐกิจส่วนตัวของเขา โอ้โห ร่ำรวยส่วนตัว เพราะอะไร.. วิจัยเรื่องเศรษฐศาสตร์ให้ฟัง นี่เป็นเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ เศรษฐศาสตร์โดยเศรษฐกิจโดยความหมายง่ายๆพื้นๆประสาลูกทุ่ง หมายความว่า การทำงานอาชีพ ที่อยู่กับสังคมเขาได้ ชนิดที่เป็น 1.เป็นประโยชน์คุณค่าต่อชีวิตคนทุกคนในโลก ใหญ่อย่างนั้นเลย งานที่เราทำลงไปอยู่ในสังคม เป็นเศรษฐศาสตร์เป็นเศรษฐกิจ ทำลงไป นิยามความเป็นเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจฉบับโพธิรักษ์ 1. เป็นประโยชน์คุณค่าต่อชีวิตคนทุกคนในโลก 2. ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นภัยต่อใครๆต่ออะไรเลย 3. ไม่ยึดบุญยึดคุณกับใครเลย 4. มีแต่คุณลักษณะของการให้ การเสียสละ การทำเพื่อผู้อื่น 5. จึงเท่ากับมีพลังงานที่เกิดอยู่ ที่สร้างสรรค์ให้แก่ทุกสรรพสิ่งอยู่ในโลก ไม่
อ่านต่อ
ปรากฏตัวเจ้าของ 6. คนผู้สร้างเอง ทำเองก็ทำชนิดไม่มีตัวตน ไม่ถือว่าของตน 7. ฉะนี้ล่ะคือ ปัญญาของผู้ไม่มีตัวตน 8. และคือความจริงที่เป็นปรากฏการณ์จริง เกิดอยู่ในโลกให้แก่โลกให้แก่มนุษยชาติ แก่ธรรมชาติ 9. สิ่งดีพิเศษพิเศษสุดนี้ ไม่ลึกลับ อยู่แต่ในห้วงจินตนาการหรืออยู่ในห้วงความคิดเท่านั้น แต่มีจริงแท้สัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จริงๆ นิยามความเป็นเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจฉบับโพธิรักษ์ อาตมาพาพวกเราทำเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจชนิดนี้อยู่จนประสบผลสำเร็จแล้ว ผลสำเร็จที่ได้ก็เป็นเศรษฐกิจที่ชาวอโศกเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ทำได้ถึงขั้นเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สมาชิกของชุมชน ชาวอโศก สมาชิกของชุมชนชาวอโศก เสียภาษี 100% ทำแล้วเอาเข้าส่วนกลางหมดทุกคนมาเป็นคนจน เพราะเมื่อไม่รับรายได้ ไม่สร้างรายได้ให้แก่ตัวเองแต่รายได้ผลได้ สิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ก็มีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ไม่ขาดหกตกหล่น สิ่งที่สร้างด้วยน้ำมือความสามารถเช่นกสิกรรมเราทำได้ หรือจะเป็นช่างทำอะไรอย่างอื่นอีกบ้างก็ทำขึ้นมากินมาอาศัยใช้ โดยไม่ได้คิดค่าแรงงาน ไม่ได้คิดค่าตัว ทำงานขึ้นมาให้กินใช้ร่วมกันอย่างพอใช้พอเพียง แม้จะต้องมีเงินมีรายได้บ้าง เราก็มีสิ่งที่จะมีทางหมุนเวียนจากภายนอกเข้ามาด้วย และกิจการที่เราจะทำงานสัมพันธ์กับข้างนอก จะเรียกว่าค้าขายจะเรียกว่าธุรกิจ ของชาวอโศกก็มีหลักการหลักเกณฑ์ว่า ไม่ได้ไปเอาเปรียบเขา แย่ที่สุดขายต่ำกว่าราคาตลาด รองลงมาขายเท่าทุน รองลงไปอีกขายขาดทุน นอกนั้นก็แจกฟรี อย่างนี้ เป็นต้น เราไม่ใช่ว่าเราตั้งหลักการหลักเกณฑ์พวกนี้ไว้โก้ๆ แต่เราประพฤติจริง ทำจริง แล้วเราก็อยู่รอด ชีวิตของเราก็อยู่สบาย สบาย คำว่า สบาย คำนี้นี่ ภาษาไทย มันสบายทั้งจิต มันสบายทั้งการเป็นอยู่ สบายทั้งการที่จะมีการอยู่ร่วมกัน แล้วก็มีการกระทบกัน สัมพันธ์กันก็ไม่เกิดความอวิวาทะ ไม่มีวิวาท สามัคคียะ เอกีภาวะ เป็นหนึ่งเดียวกันสงบดี มีแต่การเกื้อกูลกัน(สังคหะ)ช่วยเหลือเกื้อกูลเอื้อเฟื้อเจือจานกัน อยู่กันอย่าง ครุกรณะ ปิยกรณะ เคารพกันรักกัน ระลึกถึงกัน สาราณียะ ที่อาตมาพูดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่เป็นเรื่องดี เรื่องจริงที่ทำได้ตรงตามคำสอนพระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าที่เราชาวอโศกปฏิบัติมันได้ อย่างมี สาราณียธรรม 6 พวกเราเป็นจริงไหมเป็นจริงอยู่กันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภที่ได้มาโดยธรรม เอามารวมกันกินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคี ลาภธัมมิกา ต่างคนต่างมีศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ต่างคนปฏิบัติต่างตามทิฐิของตนที่อยู่กันแล้วเป็นสามัคคีสมานกัน ศีลก็ต่างคนต่างมีต่างระดับกันไป ศีล 5 เสมอศีล 5 ศีล 8 เสมอศีล 10 ศีล 8 ศีล 10 เสมอศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เสมอ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล สิ่งเหล่านี้เป็นการพิสูจน์ความจริงว่า คำสอนพระพุทธเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ว่ายังปฏิบัติได้มรรคได้ผลไหม นี่เป็นการได้มรรคได้ผลที่แท้จริง ซึ่งอาตมาเองนี่อาตมาก็สงสารคนไทยชาวพุทธ ที่เขาได้เสื่อม เขาได้มิจฉาทิฏฐิไปหลงยึด จารีตประเพณียึดครูบาอาจารย์ที่เข้าเคารพนับถือเป็นปราชญ์เป็นผู้รู้แท้นำพากันอยู่ จนกระทั่งเกิดเป็นลักษณะสองพวก อาตมาเกิดมาในยุคนี้ก็มาเห็นว่าเขาผิดกัน เราก็ไม่เอา เราไม่เอาเราก็ขอแยก เขาจะให้เราสึกเราก็ไม่สึก เราจะไปสึกทำไมเราบวชเป็นสาวกพุทธเจ้า บวชตามจารีตประเพณีแล้ว กดขึ้นมาได้เราก็ไม่สึก ก็ทำตามของเราที่เข้าใจก็มาเป็นนานาสังวาส เขาไม่รู้นานาสังวาสอีก ก็ทำอาบัติมาละเมิดมาจัดการผิดธรรมวินัย ถ้ามาประกาศนานาสังวาสตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2518 อยู่มาได้ วันร้ายคืนร้าย ก็เกิดปราชญ์นำพากัน ขึ้นมา ร้องว่าอโศกผิด ต้องจับนะ บ้าจี้ขึ้นมา มาจัดการเรา จัดการเราพ.ศ 2532 เราอยู่มาตั้งแต่ 2518 ก็ดูดีอยู่นะ ถูกฉีดสเตียรอยด์หรือยังไงไม่รู้ เงียบๆไปได้ตั้งหลายปี 2532 ฤทธิ์ของสเตียรอยด์หมดไปทำยังไง มาทำ จะต้องเอาเรื่องโพธิรักษ์เอาเรื่องให้ได้ เอาละไม่พูดมาก เสร็จแล้วก็จนกระทั่งหลายปีเลย กว่าจะระงับอธิกรณ์เรื่องนี้ลงไปได้ สร้างอธิกรณ์ซึ่งผิดธรรมวินัย นานาสังวาสกันแล้วห้ามอธิกรณ์กัน แต่คุณจะ ปฏิกโกสนา กันได้ ตำหนิกันแรงๆอย่างไรก็ได้ในธรรมวินัยว่าไว้หมดแล้ว แต่ปราชญ์เอกเขาละเมิดวินัยอาบัติ เราก็ต้องจำทนเพราะเราเป็นผู้น้อยผู้เล็ก ทำยังไงก็ต้องยอมให้เขาทำ จนสุดท้ายก็หมดการฟ้องร้องทางโลก ให้ทางฆราวาสเป็นผู้ตัดสินอีก ซึ่งทางธรรมวินัยมันเป็นไปตามธรรม เขาทำอะไรอาตมาไม่ได้ แล้วเขาก็ลึกๆเขาก็ไม่กล้าหรอกเพราะอาตมาทำมาทีไร อาตมาก็อ้างยันพระไตรปิฎกๆ เขาก็รู้สึกว่าไปไม่ได้ สรุปแล้วเขาไปไม่ได้ มันจำนน ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่จะต้องเกิดจริงเป็นจริง ถ้าไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดจริงเป็นจริง มันก็ไม่ส่อแสดง มันก็ไม่มีสภาพจริงที่จะยืนยันให้ได้ว่า อันไหนผิด อันไหนถูก ถ้าอาตมาผิดเขาก็ถูก ถ้าเขาถูกความจริงของพุทธศาสนาจะเจริญ ตอนนี้อาตมาป่านนี้ 50 ปีอยู่ไม่รอดหรอกถ้าอาตมาผิด แต่นี่อาตมาพิสูจน์ยืนยันตัวเองแล้ว อยู่มาถึง 50 ปียิ่งยืนยัน และถ้ายืนยันไปต่อได้อีก อาตมาก็ถึงยังไม่อยากตายง่ายๆจะต้องนำพาพวกเรานี้ นำพาไปอีก ให้มันแข็งแรงให้ตั้งมั่นลงไปในสังคมศาสนาพุทธนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นจะตายยังไงก็ยังไม่ยอมตายง่ายๆ แล้วจะพยายามฝืนขันธ์ไป มันเมื่อยมากเลยนะ พูดอีกทีก็ยืนยันว่าจะตายแล้ว มันเมื่อยมากแต่มันก็ต้องฝืนขันธ์เพราะเห็นแก่ศาสนา เห็นแก่ชาวพุทธศาสนิกชน ชาวพุทธที่มีผู้ได้ประโยชน์ ได้จริงๆ และอาตมาก็เชื่อว่าทุกวันนี้ คนเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความขัดแย้งหรือคลายความยึดติดเกิดขึ้นเห็นจริงเห็นจังมาได้เรื่อยๆทุกวันนี้ มันเป็นไปอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นก็ทนเอา จะเหน็ดจะเหนื่อยจะเมื่อยจะล้าก็เอา พักผ่อนมันยาวพักผ่อนมาก อาตมาทุกวันนี้นอนจริงๆเลย นอนพักผ่อน มันไม่มีอะไรที่จะดีกว่าที่จะเป็นยา สู้พักผ่อนไม่ได้ 661117 นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก