อธิษฐานตอนใส่บาตรเช่นไรให้สัมมาทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
อธิษฐานตอนใส่บาตรเช่นไรให้สัมมาทิฏฐิ _เช้าๆ ก่อนใส่บาตร คนแก่จะอธิษฐานว่า นิพพานปัจจะโย โหตุ ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้ว่า นิพพานเป็นอย่างไร เรียนถามพ่อครูว่า จะบอกให้เขาอธิษฐานใหม่ว่าอย่างไร จึงเป็นสัมมาทิฏฐิคะ? พ่อครูว่า... ตอบประเด็นที่ถามมา ... ถ้าให้อาตมาบอกเขาอาตมาก็จะบอกว่า อธิษฐานแปลว่า ตั้งจิต คุณตั้งจิตเสร็จแล้วคุณก็พูดตามที่คุณตั้งจิตนั่นแหละพูดเป็นภาษา แล้วคุณพูดคำว่าอธิษฐานคือ การตั้งจิตเริ่มต้นคุณก็บอกว่า “ขอ” นั่นคือไม่ใช่อธิษฐาน นั่นคือเป็นศาสนาเทวนิยม มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพระเจ้า มีผู้บันดาล ขอให้ผู้บันดาล ให้สิ่งนั้น อันนี้ให้อะไรนิพพานปัจจัยให้เป็นปัจจัยแก่การบรรลุนิพพาน ขอให้การใส่บาตรนี้ เป็นปัจจัยแห่งการบรรลุนิพพาน คุณใส่บาตรเป็นทาน ทานอาหารให้พระเอาไปรับประทานหรือฉัน เลี้ยงขันธ์ เลี้ยงชีวิต สืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้า ฟังดีๆอาตมาจะอธิบายละเอียดลงไปลึกหน่อย คุณให้อาหารแก่ผู้ที่ปฏิบัติผิดมิจฉาทิฏฐิ พระนั่นแหละ มิจฉาทิฏฐิ คุณให้อาหารพระมิจฉาทิฏฐิ สืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า พระที่ได้รับการให้อาหารก็ไปประพฤติมิจฉาทิฏฐิผิดต่อไปสืบทอดศาสนาพุทธ ถามจริงๆว่าคุณได้บาปหรือได้บุญ (บาป) นี่ลึกๆหน่อย ฟังดีๆ ทีนี้จะให้คนไปรู้ว่าแล้วพระที่ผิดหรือไม่ผิดนี่ เขาก็ไม่สามารถรู้ได้ ชาวบ้านทั่วๆไปก็รู้ไม่ได้ จะทำยังไง อันนี้เป็นประเด็นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมด คุณก็ดูตามปฏิภาณของคุณว่า พระนี้น่าจะเป็น สาวกสังโฆ เป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านะ ดูน่าเคารพ ดูตามปฏิภาณตัวเอง เห็นแล้วว่า เออ ใช่พระ แต่เห็นแล้วว่า โอ้โห ขออภัยพูดชัดๆ พระมานั่งคอยเฝ้าร้านใส่บาตร หรือรับแต่เงิน อย่างนี้ก็คัดทิ้งไป จะไปใส่ทำไม นี่พูดหยาบๆชัดๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่มีความสำรวมมาบิณฑบาตคือ มาแสดงธรรมไม่ได้ลอกแลก ไม่
อ่านต่อ
ได้อยากได้อะไร แต่ใครอยากจะศรัทธาเลื่อมใสก็มาใส่เอง อะไรพวกนี้ อาตมาอธิบายไม่หมดแต่เขียนเรื่องบิณฑบาตเป็นหนังสือเล่มไว้ เพราะฉะนั้นแค่พฤติการณ์พฤติกรรมของภิกษุ มันก็มีนัยยะสำคัญที่อธิบายกันได้เยอะแยะ เพราะฉะนั้นจะไปถามถึงว่า ใส่บาตรนี่เป็นเหตุปัจจัยที่จะไปถึงนิพพานได้ไหม ได้ ถ้าคุณทานตรงตามคำสอนหรือว่าอนุสาสนี ทานอย่างไรทานอย่างไม่มี สาเปกโข นี่ได้เลย ได้เป็นเหตุปัจจัยได้มรรคผล คุณทำใจในใจ มนสิการ ทำทานก็ทำอย่างไม่มีจิตว่าต้องการสิ่งตอบแทน อย่าว่าแต่ไปเอาพยัญชนะว่า ขอให้ได้นิพพาน ไม่ต้อง จิตว่างเปล่าจากการต้องการสิ่งตอบแทน นั่นคือ ทานที่มีอานิสงส์สูงที่สุด เพราะฉะนั้นต่อจากนั้นก็มีอะไรอีก ปฏิพัทจิตโต สันนิธิเปกโข ปริภุญชิตสามีติ ก็เป็นทานที่ยังไม่มีอานิสงส์สูง ยิ่งไม่มีอานิสงส์ไปเรื่อยๆ เอาไว้ให้เป็นผลที่จะไปสำหรับให้ผู้ตายไปชาติหน้า หรือตัวเองไปในชาติหน้า มันไม่ได้เรื่องอะไรเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น สรุปแล้ว คุณเข้าใจแล้วนี่ จะทำทานใส่บาตรหรือจะทำทานอะไรก็แล้วแต่เป็นวัตถุ คุณก็จะมนสิการ มีปัญญา รู้ว่าจะทำใจในใจอย่างไร พูดไปแล้วอธิบายไปแล้ว จะเป็นเหตุปัจจัยให้ไปนิพพาน จิตของคุณทำทานอย่างว่างเปล่า ทำทานอย่างไม่ต้องการอะไรอีกเลย แม้แต่สวรรค์นิพพานที่เป็นภาษา เป็นตัวเป็นตน เป็นรูปธรรม อรูปธรรมก็ไม่มี นั่นคือ ทำทานด้วยจิตว่าง ทำทานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทานคือให้แล้วจบเลย นั่นดีที่สุด จะว่าเป็นนิพพานไหม นี่แหละนี่แหละ ถ้าฝึกจิตมนสิการได้อย่างนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้ถึงนิพพาน อธิบายรายละเอียดจนสุดแล้ว 661120 อโศกมีแค่แสนจะสืบแก่นศาสนาได้อย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #47 ราชธานีอโศก