อยู่เมืองพุทธเมืองพรหมนั้นดีเหลือแต่ทำให้มีอรหัตตผล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข29 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

อยู่เมืองพุทธเมืองพรหมนั้นดีเหลือแต่ทำให้มีอรหัตตผล _ใบแพร นาวาบุญนิยม... พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ คำว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ได้ยินจนคุ้นหู ท่องจนขึ้นใจ เพราะเป็น ทฤษฎี แต่พอเจอภาคปฏิบัติก็ไม่ธรรมดาเลย ถ้าไม่ได้เรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า เมื่อต้นๆ เดือนที่ผ่านมาได้เป็นผู้ว่าราชการ (เป็นหวัด โรคหวัดก็มีหลายสายพันธุ์ ตามที่ได้รับรู้มา มีหวัดร้อน หวัดเย็น หวัดใหญ่ หวัดธรรมดา แต่บางหวัดก็ไม่ธรรมดา เล่นกับเราแรงๆ แต่ก็ยังสรุปไม่ได้หรอกว่า โรคหวัดแข็งแรง หรือว่าร่างกายของเราไม่แข็งแรง เป็นหวัดเขาบอกให้ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนเยอะๆ ก็ปฏิบัติตาม ไม่สนใจว่าจะกลางวันหรือกลางคืน นอนกับนอน ไม่หิว ไม่อยากอะไร รู้แต่ว่าปากขมถึงคอ ยาที่กินก็สมุนไพรที่เราผลิต เกือบยอมแพ้ สมุนไพรไม่ได้เรื่อง ยาฝาหรั่งน่าจะดี แต่ด้วยเป็นคนที่ไม่ชอบกินยา ทั้งยาไทย ยาเทศ สุดท้ายก็สมุนไพร เอาอยู่ ปกติชีวิตประจำวันก็ไม่ได้เจ็บป่วยถึงกับต้องล้มหมอนนอนเสื่อบ่อยนักอายุจะขึ้นเลข ๗ แล้ว นับได้ไม่ถึง ๑๐ ครั้งหรอก เคยได้ยินบางคนพูดว่า ตายไม่กลัว แต่กลัวเจ็บ กลัวปวด กลัวความทรมาน แต่ชีวิตเราโชคดีที่ได้มาปฏิบัติธรรม ได้เรียนรู้ กายนอก กายใน จึงแยกแยะได้ถูก ปล่อยวางได้เป็น (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... วันนี้พ่อท่านจะมาเทศน์ส่งท้ายนะครับ พ่อครูว่า... ไม่ไหวจริงๆ วันไหนที่มีแรงก็จะมาเทศน์ นี้ก็พูดไปแล้วเป็นวันสุดท้ายที่จะมาเทศน์ตามเวลา ต่อไปก็จะเทศน์ตามรายสะดวก ทั้งนั้นแหละทั้งสภาพสังขารร่างกายกับความเจตนารมณ์ที่ควรจะเทศน์ ก็ค่อยว่ากันบอกกัน เพราะฉะนั้นพวกเราก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่นา จัดเตรียมให้ใครเทศน์ อาตมาจะเทศน์ พวกคุณจะเทศน์ร่วมก็ได้ไม่เทศน์ร่วมก็ได้

อ่านต่อ

อย่างวันนี้เอาเก้าอี้มา มาก็นั่งโต๊ะยาวอยู่คนเดียวก็ไม่มีปัญหาอะไร _จากที่จะต้องทนทุกข์ เวทนาในกายสังขาร กลับเกิดเป็น สภาวะธรรมสังเวช ในกายสังขาร ที่นับวันจะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เกิดความสลด หดหู่ใจ ถ้ากายขันธ์ต้องตายไป พ่อครูว่า... ไม่ต้องสลดหดหู่ ถึงแม้ว่าคุณจะเคยทำชั่วมาก็ตาม แต่ถ้าทำใจได้ดี ยิ่งเราเรียนมาแล้ว เข้าใจแล้ว ทำใจอย่างนี้ได้ ยิ่งเป็นเหตุปัจจัยให้แก่เรานี่แข็งแรงมากเลยนะ ที่จะมีช่วงพัฒนาต่อไปในจิตวิญญาณหรือว่าจิตนิยามของเราที่จะต่อขันธ์ที่มันเรายังไม่จบมันก็จะต่อขันธ์ไปอย่างมีพลัง อย่างมีปัญญาอย่างมีความรู้ _แต่จิตวิญญาณยังเต็มไปด้วย กิเลส ตัณหา เราก็ต้องกลับมาเกิดอีกชาติแล้วชาติเล่า พ่อครูว่า... แน่นอนเป็นการศึกษา ใบแพรพูดอย่างนี้ได้เพราะเข้าใจ สรุปคงได้ จะตายแล้วนะแต่ยังไม่หมดกิเลสเลยสลดหดหู่ใจ เวลาเจ็บป่วยก็เหมือนยมทูตมาเตือนไม่ให้ประมาท ไม่ให้หลงระเริงยินดีไปกับสิ่งรอบกาย _ เวลาเจ็บป่วยก็เหมือน ยมทูตมาเตือน ไม่ให้ประมาท ไม่ให้หลงระเริงยินดีไปกับสิ่งรอบกาย ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ก็เป็นผู้ที่ได้สั่งสมบารมีมาระดับหนึ่งแล้ว ไม่ต้องไปรับทุกข์อะไรมากมายเหมือนอย่างชาวโลก ชาวโลกีย์ พ่อครูว่า... อันนี้ก็พูดอย่างคนเข้าใจไม่ต้องไปรับทุกข์เหมือนชาวโลกีย์ ชาวโลกีย์ไปหลงแย่งชิงกัน จะเป็นไบเดน จะเป็นปูติน จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่จะเป็นดาราเตะบอล เป็นดาราแอนโทเนีย โฟร์ซิล อะไรพวกนี้ก็ตาม ระเริงอยู่อย่างนั้น หลงระเริงอยู่ เขาก็ยังหลงอยู่อย่างนี้ แล้วเขาก็จะเวียนเกิดเวียนตายอยู่กับไอ้ความหลงบ้าๆบอๆ ที่ไม่รู้จักจบพวกนี้ไป มันน่าได้ น่ามี น่าเป็น เขาก็ไม่มีไม่จบ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้อยากจะไปเป็นปูติน อยากจะไปเป็นไบเดน อยากจะไปเป็นแอนโทเนีย อยากจะเป็นดาราเตะบอล เป็นใครก็แล้วแต่ แม้แต่ที่สุดอยากจะเป็นปราชญ์ อยากจะเป็นผู้รู้ แต่อยากเป็นปราชญ์ อยากเป็นผู้รู้หรืออยากเป็นพระพุทธเจ้าก็ยังดี อยากมาเป็นอย่างนี้ก็ยังเข้าท่า ก็ตีทิ้งไอ้ที่อยากโลกๆ อย่างที่เป็นปูตินก็ดี ไบเด็นก็ดีหรือใครๆก็ดีหรือแม้แต่แอนโทเนียอยากเป็นปราชญ์อยากเป็นพระพุทธเจ้าก็ยิ่งดี อยากแล้วก็ต้องเข้าใจว่าแล้วเราจะทำเหตุอย่างไรมาถึงจะถึงผลของความเป็นพระพุทธเจ้าหรือความเป็นปราชญ์แบบนี้เราก็ต้องศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิว่าเหตุก็ต้องตรงต้องถูก เหตุทำอย่างนี้ได้ผลก็ต้องถูกแน่ เหตุสมบูรณ์เต็ม ผลก็คือเหตุที่สมบูรณ์นั่นแหละ ที่เราทำสำเร็จ ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้เราก็ทำอะไรก็สำเร็จตามที่เราเข้าใจ เอาต่อ _ได้มาอยู่เมืองพรหม เมืองพระโพธิสัตว์ พ่อครูว่า... เมืองพรหมคือเมืองที่สะอาด พรหมคือความบริสุทธิ์ความสะอาดหรือพระเจ้า พระเจ้าในความหมายของศาสนาเทวนิยมก็คือผู้ที่ไม่รู้อำนาจจิตใจ ไม่รู้อัตตา แต่ พระเจ้าหรือพรหมของพุทธนั้นคือผู้ที่บริสุทธิ์จากกิเลส พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรานี่แหละคือผู้ที่เป็นพรหมธรรม เป็นผู้มีธรรม พรหมธรรม หรือธรรมกาย อะไรอย่างนี้เป็นต้น ถ้ารู้ภาษาดีแล้วจะเรียกว่าพรหมธรรมก็คือ มีธรรมอันบริสุทธิ์จากกิเลสเป็นธรรมกาย ก็คือมีความรู้สูงขึ้นไปอีกถึงขั้นว่ากายคืออะไร แล้วกายเหล่านั้นเป็นกายที่เป็นพรหม เป็นกายที่บริสุทธิ์จากกิเลส กายคือความเป็นภายนอกกับภายใน กายคือจิต ถ้าไม่มีจิตไม่ใช่กาย และคนปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ก็จะต้องมาทำจิตไม่ให้มีกาย จะสลับกันแล้ว ในขณะที่คุณเป็นจิตวิญญาณ คุณก็ต้องทำจิตของคุณ อย่าให้มีกาย คุณทำให้ไม่มีกายได้ คุณก็ไม่มีเวทนา แล้วไม่มีเวทนาที่เป็นเวทนาทุกข์ สุข คุณไม่มีกาย คุณไม่มีทุกข์สุข เป็นลักษณะของพีชนิยาม เป็นลักษณะของพืช พืชไม่ทุกข์ไม่สุข คุณทำใจในใจให้เป็นพืชได้นั่นคือฐานอรหันต์ เป็นพฤติกรรมของผู้ที่ทำใจในใจถึงขั้น ถ้าทำได้อย่างเด็ดขาดคือจบกิจ ก็นั่นแหละคือเป้าหมายของศาสนาพระพุทธเจ้า ที่เรียกใช้คำว่าจบกิจ อรหันต์ทำจิตใจไม่สุขไม่ทุกข์ทำจิตใจเป็นพืชได้ ทั้งๆที่เป็นจิตนิยาม เพราะฉะนั้นจิตนิยามของพระอรหันต์คือ จิตที่สูงส่ง เพราะจิตอรหันต์คือจิตเป็นพรหมจิตที่บริสุทธิ์สะอาดไม่สุขไม่ทุกข์เป็นจิตที่ไม่มีกิเลสถาวรแล้ว เพราะฉะนั้นได้อาศัยไม่สุขไม่ทุกข์ด้วยและเป็นจิตที่ประเสริฐเป็นจิตไม่สุขไม่ทุกข์ คนทั้งหลายที่ยังหลงงมงาย ที่ยังมีบาปมีบุญยังมีสุขมีทุกข์นี่แหละ ตัวนี้แหละ เพราะฉะนั้น เมื่อพ้นสุขทุกข์แล้วนี่จะรู้เลยว่าจิตคือ อนัตตา จิตคืออนัตตา ไม่ใช่ตัวตนหรอก เพราะหมดสุขหมดทุกข์แล้วนี่ อ๋อ หมดสุขทุกข์แล้วเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็หมดยึดถือ จิตก็ไม่เป็นจิตแล้ว จิตก็สลายเป็นดินน้ำไฟลมไป เพราะจิตเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา ผู้เป็นอรหันต์ทำจิตเป็นอนัตตาได้แล้ว ไม่เป็นอัตตาแล้ว ทำได้แล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อทำได้แล้ว คุณจะตายด้วย สุญญตนิพพาน จะตายด้วย อนิมิตนิพพาน จะตายด้วย อัปนิหิตตนิพพาน คุณก็เลิกเลย ก็จบ ถ้าตายด้วยนิพพาน 3 แต่ถ้าคุณยังไม่ตายด้วยนิพพาน 3 คุณจบแล้วนะ เป็นอรหันต์อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์ อาตมาพูดได้ เพราะ อาตมามีธรรมะอันนั้นแล้วจึงเอามาอธิบายได้ ยืนยันไว้ไม่ผิด สุญญตนิพพาน อาตมาทำได้ แต่อาตมาตั้งจิตยังไม่ตาย ยังไม่จบ อาตมาตั้งปณิธานเพิ่มอย่าว่าแต่ 0 เลย จะเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ นี่ก็เป็นสิ่งที่เป็นจริง อาตมาก็พูดความจริงสู่ฟัง นี่ก็อธิบายขยายความไปไกลลึกนะ _ลักษณะของเมืองที่เวลานอน ไม่ต้องใส่กลอนประตู เวลาไม่อยู่บ้านก็ไม่ต้องล็อคกุญแจ พ่อครูว่า... เป็นเมืองพรหมจริงๆ _สู่แดนธรรม... สมบัติบนบ้านไม่ค่อยหายหรอกครับแต่จอบนี่หายบ่อย ซื้อแล้วซื้ออีก พ่อครูว่า... แสดงว่าพวกเราเป็นกสิกรกัน _เวลากินก็มีอาหารลอยมาเต็มตู้ เหมือนเป็นอาหารทิพย์ อยากกินเผือกๆ ก็มา อยากกินมันๆ ก็มี เหมือนเป็นแก้วสารพัดนึก มีให้กินทุกอย่าง อุดมสมบูรณ์ พ่อครูว่า... ไม่ได้มีทุกอย่างหรอก อยากกินเย็นตาโฟคุณก็ต้องไปซื้อข้างนอก ก๋วยเตี๋ยวยังทำบ้างแต่เย็นตาโฟไม่ได้ทำ หรืออยากกินฮอทดอกไม่มี ฮอทดอกที่นี่ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น ไม่ทุกอย่างหรอก แต่เราเห็นว่าขนาดมีเท่านี้ก็มากมายเหลือหลาย อุดมสมบูรณ์ _อยากอาบน้ำ ดื่มน้ำ น้ำ ก็ไหลมา เทมา ไม่ต้องไปซื้อ ไปหา ไปหาบ ไปคอน ชีวิตแสนสุขสมนั่งชมวิหค พ่อครูว่า... อาตมาเคยพูดถึงเรื่องน้ำ ที่บ้านราชไม่เดือดร้อนเรื่องน้ำเลย ต่อท่อตั้งแต่ตรงโน้นถึงตรงนี้ กิน อาบดื่มน้ำแร่เลย จริงๆไม่ใช่น้ำธรรมดา เพราะว่ามันมีบ่อน้ำแร่ เขาต่อสายสูบลงไปถึงใต้ดินต้นทางที่น้ำมา ที่เราเอาน้ำนี่มาใช้ ไปตรวจได้เลยเอาไปตรวจ _สู่แดนธรรม... เข้าห้องน้ำก็เป็นน้ำล้างส้วม พ่อครูว่า... น้ำล้างส้วมก็เป็นน้ำแร่ น้ำก๊อกที่ส้วมดื่มได้สบายเพราะเป็นน้ำแร่ นอกจากน้ำที่จะใช้รดพืชผักพืชพันธุ์ธัญญาหาร เราต้องดูดเอามาจากคลอง เพราะน้ำแร่มันไม่เหมาะสมเพราะธาตุอาหารมันสู้น้ำคลองไม่ได้ ถ้าจะทำกสิกรรมจะต้องมีท่อน้ำดูดมาจากคลองต่างหาก มันมีใช้สมบูรณ์แบบว่างั้นเถอะ คิดละเอียดๆดูดีๆอย่างใบแพรเขาร่ายมานี่ มันสุดยอดเมืองพรหม เมืองสวรรค์จริงๆนะ _เหลือแต่อยากเป็นอรหันต์ให้กันไม่ได้ ต้องปฏิบัติเอาเอง เวลาอยู่เงียบๆ จะเห็นภาพพระโพธิสัตว์ ที่มีแต่ความเบิกบาน แจ่มใส แม้กายสังขารของท่านจะเกิด เวทนา บ่อยๆ จนต้องเอ่ยออกมาทางวาจา ว่าไม่ไหวแล้ว หลายครั้ง แต่ด้วยท่านเป็นผู้ที่อยู่เหนือโลกแล้ว (โลกอบาย โลกธรรม โลกอัตตา) ท่านจึงไม่มี ธุลีหมอง มีแต่ความเบิกบาน แจ่มใสอยู่ตลอดเวลา แม้กายธรรมท่านก็สอนลูกๆ อยู่เสมอ ให้เป็นผู้รู้ ตื่น เบิกบาน พ่อครูว่า... กายขันธ์ของอาตมาจะว่าไปแล้ว มันหมอง มันเหี่ยว มันเสื่อม มันโทรม มันเสื่อม กาย ร่างกาย ร่าง บอดี้ สรีระ ไม่ใช่ “กาย” ต่างกันนะ สรีระ กับ กาย กายหมายถึงจิตเป็นหลักแต่มีภายนอกด้วย ถ้าร่างไม่มีจิต สรีระไม่มีจิตร่วม ต้องเข้าใจให้ชัดถ้าสัมมาทิฏฐิไม่ได้ มิจฉาทิฏฐิร่างปนอยู่กับกาย โดยเฉพาะทุกวันนี้ยืนยันได้เลยแม้แต่พจนานุกรมบาลีก็แปล สรีระร่างกายผิด ต้องเป็นสรีระร่างอย่างเดียวไม่ใช่มีกาย กายต้องมีจิตร่วมด้วย เพราะฉะนั้นพจนานุกรมบาลีผู้ที่แปลสรีระว่าร่างกายนี่ คนผู้นี้ยังไม่สัมมาทิฏฐิแม้แต่คำว่ากาย ผิดตั้งแต่คำว่ากาย แปลไม่ได้ สรีระไม่ได้แปลว่าร่างกาย สรีระแปลว่าร่างเท่านั้น เอากายเข้าไปต่อ แสดงให้เห็นเลยว่า คุณยังไม่สัมมาทิฏฐิคุณยังไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิใน สักกายทิฏฐิ กายคำแรก _สู่แดนธรรม... เขาอาจจะหมายถึงร่างของคนเป็นอยู่ก็ได้ครับ พ่อครูว่า... ไม่ๆๆ ร่างคนเป็นก็ช่าง ร่างของคนเป็นก็ต้องแสดงถึงความเป็นร่างเท่านั้น สรีระไม่มีจิตร่วม ต้องชัดเจนตรงนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นก็เลอะเทอะกันไปใหญ่เลย มี insert พจนานุกรม สรีระเขาแปลว่าร่างกาย สรีระต้องแปลว่าร่างเฉยๆ , สรีรยนต์ เครื่องยนต์คือร่างกาย นี่ก็ผิดอีกเพราะเข้าใจกายผิดแล้วก็เลยขยายความต่อจากสรีระเป็นกายหมด ผิดหมด จะใช้คำว่ารูปร่างก็ได้ ในรายละเอียดพวกนี้มันมีความยาก _ขอจบด้วย ปัจฉิมโอวาท ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปรินิพพานว่า สังขาร ทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลาย จงยัง ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ ประมาทเถิด ขอกราบค่ะ พ่อครูว่า... เป็นคำตรัสที่รวมให้รู้ทุกอย่าง สังขารเป็นตัวที่ 1 ของอวิชชาในปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาท เพราะอวิชชาจึงมีสังขาร เพราะฉะนั้นสังขารที่เกิด เพราะอวิชชาจึงมีสังขาร เพราะฉะนั้นสังขารที่เกิดเพราะอวิชชา หรือด้วยอวิชชา คนผู้นี้ก็คือผู้ที่ยังไม่รู้จักสังขาร เป็นผู้ที่จัดการกับสังขารไม่ได้ ไม่รู้จักเหตุที่จะดับสังขาร เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้จักเหตุที่จะดับสังขาร สังขารก็เป็นปัจจัยมีปัจจัยเป็นวิญญาณ ก็คือจิต วิญญาณหรือจิตหรือธาตุรู้ของคน เพราะฉะนั้นอวิชชาอยู่ สังขารก็มีอวิชชาไม่รู้ มันก็มาเป็นวิญญาณ วิญญาณด้วยอวิชชา วิญญาณที่ยังไม่มีความรู้ วิญญาณก็เข้าใจเละเทะไปหมด วิญญาณคือธาตุรู้ที่ต้องมีกาย วิญญาณคือธาตุรู้ต้องมี 2 สภาวะเป็นอย่างน้อย ปรุงแต่งกันเรียกว่าสังขาร ต้องมีอย่างน้อยมี 2 มีภายนอกภายในหรือมีกายกับจิต จะเรียกว่ามีร่างกับจิตก็ได้ แต่เป็นคู่กันจริงๆนะ คือหมายความว่ามี Body แล้วก็มีจิตที่รู้ร่วมกัน Body คือร่าง สรีระ เพราะฉะนั้นแยกวิญญาณให้ได้เป็น 2 คือนามกับรูป เป็นปัจจัยของวิญญาณ พระพุทธเจ้าถึงสอนให้ศึกษาเรื่องนามรูป ก็จะอาศัยซึ่งกันและกันไปตลอด นามรูปอาศัยกันเป็นวิญญาณ ฉะนั้นพอเป็นวิญญาณ ก็มีร่าง มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอกเรียกว่า กายภายนอก กายภายนอกก็จะมีกาม มีกามเป็นกิเลสเจ้าเรือน ผู้อวิชชาทั้งหมดไม่รู้จักกาม ไม่รู้จักกาย ไม่รู้จักภายนอก กายหรือกามภายนอกไปหลงว่ากามมีคุณ เสพกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โผฏฐัพพะ) 5 เสพกามติดกาม ไม่รู้จริงๆหรือแม้รู้แล้วด้วยพยัญชนะรู้ด้วยบัญญัติ รู้ด้วยคำสอน แต่จิตของเราก็ยังติดอยู่ เสพติด มีอัสสาทะ มีรสอร่อย มีต้องได้ ต้องมี ต้องเป็นอยู่ เช่น มหาบัวเป็นต้น ติด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ภายนอก แค่ติดในรสของสิ่งเสพติด ไม่ใช่กวฬิงการาหารด้วยซ้ำ กินหมากพลูไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่ กวฬิงการาหาร แล้วก็เสพติด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โผฏฐัพพะ) มันโดยเฉพาะ ไม่ใช่อาหาร ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องไปกิน แต่ไม่มีความรู้ถึงการเสพติด ไม่มีความรู้เรื่องกาม ก็มีกามคุณ 5 นี่อยู่ ตลอดชีวิต ตั้งแต่ติดมาจนกระทั่งตาย ไม่รู้ว่าตอนตายเขาใส่พานใส่อะไรไปให้ไหม (โยมว่า..เขาทำอยู่แล้ว) คุณไปเดา เขาอาจจะไม่ทำก็ได้ แต่เชื่อกันว่าน่าจะทำ นี่เป็นความไม่รู้ แม้แต่แค่ กาม เป็น กามาทีนวะ เป็นโทษไม่ใช่เป็นคุณ มันก็ไม่รู้ยังเสพยังติดอยู่ในชีวิตตลอดจนตาย ก็ไม่รู้แล้วก็ไม่มีหิริไม่มีโอตตัปปะว่าเราเสพเราติดกิเลสพวกนี้ ไม่มีเลยหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ ไม่อายต่อกิเลส เสพกาม ต่อหน้าต่อตาพวกคุณเฉย เสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ขออภัยนะที่อาตมาต้องเอามหาบัวมาอธิบายใช้เป็นเหตุปัจจัย ที่จะขอเป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะยืนยันอธิบายธรรมะ ก็ขอบคุณมหาบัวที่ไม่ได้อนุญาตหรอก แต่อาตมาบังอาจเอาเองหยิบมา เพราะมาอธิบายแล้วเป็นคน Popular เป็นคนที่รู้จักกันดีไง แต่ท่านก็ทำสิ่งที่ผิดถือว่าหลอกก็หลอก คือเป็นความไม่ถูกต้องก็ทำให้คนเข้าใจผิด เสียหายไปถึงศาสนาไปถึงคำสอนพระพุทธเจ้า เพราะท่านเป็นตัวแทนท่านเป็นนักบวช ของพุทธศาสนา เป็นภิกษุและสอนผิด หลอกให้คนหลงผิดตาม แล้วมันก็พาให้ เต็มเลยนี่ ลูกศิษย์ลูกหา ผิดตามไปกันมากกว่าอาตมา อาตมามีลูกศิษย์น้อยกว่ามหาบัวเยอะ ก็เป็นการทำลายศาสนา เป็นการทำลาย เพราะท่านไม่มีปัญญาพอที่จะรู้ชัดเจนท่านไม่มีเจตนาทำ ถ้านึกว่าท่านมีเจตนาจะสร้างสรรค์ความถูกต้องแต่ท่านไม่ถูกต้อง อาตมาก็บอกไปไม่รู้กี่ทีแล้วว่า อาตมาไม่เชื่อว่าท่านไม่รู้ความถูกต้อง แล้วท่านก็กลบเกลื่อนความถูกต้องนั้น อย่างติดยาติดหมากพลู อาตมาไม่เชื่อว่าท่านรู้ว่ามันเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ไม่เชื่อว่าท่านไม่รู้ ก็พูดมาหลายทีแล้ว ซึ่งหน้าที่อาตมาพูดเพื่อให้รู้ว่าคนในโลกนี้มันหลอกกันได้หลอกกันสนิท คนก็ยังหลงใหลมาเชื่อถือ อาตมาไม่ได้ไปลบหลู่ไม่ได้อยากให้คุณต้องไปชังมหาบัวเลย มันไม่มีชังหรอกมีแต่สงสาร สงสารมหาบัว ฟังให้ดีนะอาตมาพูดสัจธรรม จิตอาตมาไม่ได้มีความชังมีแต่สงสาร สงสารมากก็ตรงที่ว่า ถ้าสมมุติว่าท่านเข้าใจผิด ท่านเข้าใจว่าท่านไม่ได้มีกิเลสจริงๆท่านเข้าใจผิดอย่างนั้นจริงๆ อย่างนี้ยิ่งสงสารมากที่สุด เพราะว่าถ้าท่านเข้าใจสิ่งที่เป็นกิเลสอยู่ แล้วท่านก็มีกิเลสอยู่เต็มๆรูป แล้วท่านก็หลงว่าท่านไม่มีกิเลส แล้วมันจะทำความสว่างให้เขาได้อย่างไร มันมืดสนิทนะใช่ไหม โอ้ย…อาตมาหมดทางที่จะช่วย _สู่แดนธรรม... ท่านมีความรู้เกินนั้นอีกครับ ท่านเคยพูดว่ามันไม่ได้เป็นอันตรายต่อนิพพาน พ่อครูว่า... ถูกท่านพูดถูก เพราะท่านยังไม่รู้จักนิพพานเลย เพราะฉะนั้นท่านก็บอกว่านิพพานมันเป็นอย่างนี้สิ ถ้าอย่างนี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ก็ฉะนั้นอันนี้ไม่ใช่กิเลส ท่านก็เห็นว่า นิพพานมันก็ต้องเป็นอย่างที่ท่านสร้างภาพเอาไว้ ซึ่งมันไม่ตรงกับพระพุทธเจ้าหรอก นิพพานก็คือคุณต้องเลิกติดหมาก เริ่มต้นหยาบๆเลย ท่านก็ยังไม่เลิกเลย นิพพานของท่านก็คือวิมานอะไรอย่างหนึ่ง วิมานโง่ๆ เป็นนิพพานรูปอะไรก็ไม่รู้ มิจฉาทิฏฐิ _สู่แดนธรรม... ท่านบอกว่ามันเป็นแค่เรื่องของขันธ์ในการเคี้ยวหมาก พ่อครูว่า... นี่ก็คือปฏิภาณความฉลาดแกมโกงหรือ เฉโก ของมหาบัว อธิบายใช้โวหารวาทกรรม หลอกลูกศิษย์ลูกหาให้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของขันธ์ ขันธ์จากอะไร รูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ คือขันธ์ 5 ก็ไม่รู้จักขันธ์ 5 _สู่แดนธรรม... นิพพานเป็นสมมุติท่านว่าอย่างนั้นครับ พ่อครูว่า... พอ พูดไปมันยิ่งกินลึก ว่า ไปว่ามหาบัว ถ้าไม่ว่าแล้วอาตมาก็ไม่รู้จะเอาสิ่งที่ไม่ถูกมาเป็นตัวอย่างพูดตรงไหน ไอ้นี่มันเป็นของชัดเจนก็เอามายืนยัน จริงๆนะ อาตมาก็ขอบอกอีกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า อาตมาไม่ได้เกลียดชังมหาบัว ไม่ได้ข่มมหาบัว แต่สงสารมหาบัว สงสารลูกศิษย์มหาบัว ที่พลอยงมงายไปตามมหาบัว แล้วมันไม่สุดสงสารได้ยังไงใช่ไหม มันไปหลงผิดกันไป ตามกัน โอ้โห..เป็นกระบวนเลย จ่าโคนำหน้าลูกโคก็โง่ ลูกฝูงก็โง่ไปตาม อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส นำทางไปร้อง งัวๆๆๆ มาจากคำว่าโง่ งัวๆๆๆ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่อาตมานำเอาวรรณะ 9 มายืนยันอธิบาย ซึ่งทุกวันนี้ศาสนาพุทธมันเสื่อม เขาไม่รู้เรื่องแล้ว วรรณะ 9 นี่อาตมาเอามาจากใน พระวินัยปฐมปาราชิกกัณฑ์ ท่านตรัสไว้อยู่ในนั้น ซึ่งไม่ค่อยรู้กันหรอก ท่านเอามาสอนภิกษุทั้งหลายเพื่อให้เป็นไปอย่างวรรณะ 9 วรรณะ คือขั้นชั้น ภาษาอังกฤษว่าคลาส ชั้นวรรณะ 9 คือความเป็นคนคลาสสิค 9 ชั้น เป็นคนชั้น 1 ไม่ใช่ไฮโซนะ คลาสสิคนี่ต่างจากไฮโซ ไม่ใช่คนชั้นสูงแบบไฮโซ แต่นี้เป็นคนคลาสสิค 9 อย่าง เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) 2 ข้อสุดท้าย 8 กับ 9 ชาวอโศกเรามี ผู้ที่ไม่สะสมแล้ว ขยันทำงานไป ถ้าจะว่าไปแล้วอาการ 2 อย่างนี้ เป็นเครื่องชี้บ่งถึงความเป็นอรหันต์ได้ ไม่มีตัวตน อยู่กับหมู่ สร้างสรรค์ ไม่สะสม เอาเข้ากองกลางหมด มั่นใจในกองกลาง อยู่กันอย่างแบ่งแจกกันกิน ร่วมกันกิน ร่วมกันใช้ ร่วมกันสร้าง ตัวเองหมดความขี้เกียจ ความ กุสีตะโกสัชชะอะไรไม่มี มีแต่ความขยัน รู้พัก รู้เพียรให้แก่ชีวิต เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์สมบูรณ์แบบเลย ข้อ 8 ข้อ 9 นี้ สรุปง่ายๆ ไม่สะสม ไม่มีอะไร มันก็ไม่มีตัวตน ไม่มีของของตนแล้ว แต่ขยันสร้างสรรค์ เราสร้างสรรค์ เรามีสิทธิ์ในสิ่งที่สร้างสรรค์ เราทำงาน เราผลิต เราทำไอ้โน่นไอ้นี่อะไรก็แล้วแต่ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมที่พวกเราจะต้องมีกินมีใช้ คุณไม่ได้ปลูกผัก แต่คุณเป็นคนไปเก็บผลเอามาทำกับข้าว มันก็สร้างสรรค์ ร่วมกันทำกันคนละจุด คนละหน่วยที่มันจะต้องเกิดผล ที่จะต้องอาศัยในชีวิต _สู่แดนธรรม... ถ้าอย่างนั้นวรรณะ 9 นี้ ทั้งหมดทั้ง 9 ข้อมันเป็นคำตอบที่คุณช่อทิพย์ หนูทองถามไว้ตั้งแต่แรกว่า จะรักษาศาสนาพุทธต่ออีก 2,500 ปีได้อย่างไร พ่อครูว่า... เออ ได้ๆ ก็เอาดูที่ว่ามีวรรณะ 9 นี้ไหมอยู่ในคน คนมีวรรณะ 9 มีไหม มี อยู่ที่ไหน อยู่ที่อโศกหรือ อยู่ที่คนเดียวหรือ หลายคนหรือ 2 คน 3 คน เขาบอกว่า ไม่ถึงแสน อยู่ในชาวอโศกไม่ถึงแสน เราก็ไม่รู้ว่าถึงหรือไม่ถึงแสน ก็คนที่จะปฏิบัติตามแบบอโศก มีอย่างอ่อนอย่างจางมันก็มีไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องไปได้เยอะ _สู่แดนธรรม... เพราะว่าในวรรณะ 9 บอกว่าจะมีเศรษฐกิจแนวใหม่ พ่อครูว่า... พูดไปหมดแล้ว เป็นเศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบเป็นคุณสมบัติของผู้ที่มีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แล้ว เป็นคนไม่สะสม ก็ต้องเป็นคนจน อัปปิจฉะ ก็เป็นคนจน เป็นคนมักน้อยกล้าจน ไม่สะสม เป็นคนใจพอ อธิบายไปหมดแล้ว แต่มี 0 ไม่มีสมบัติ ไม่มีเงินทองเลย อยู่ไหน ก็อยู่กับหมู่กองกลาง อยู่กับหมู่ สาธารณโภคี อธิบายชัดเจนทุกอย่างเป็นเครื่องยืนยัน เราก็ปฏิบัติธรรมตรงตามพระอนุสาสนี ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าสำเร็จผล นี่คือมรรคผลที่ แท้จริง ชาวอโศกเป็นอยู่แล้ว ชีวิตที่เป็นอยู่จริง เป็นชีวิตที่มีมรรคผลของคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องยืนยัน เพราะฉะนั้นคนที่เขาไม่เชื่อ เขาไม่รู้ เขาดูไม่ออก เพราะเขาไม่มีปัญญา เขาไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไปถูกล้างสมองเป็นมิจฉาทิฏฐิไป แล้วก็ไปหลงยึดติดสิ่งที่ผิด ไปนับถือสิ่งที่มิจฉา จนกระทั่งสมองเสียหมด พอสัมมาทิฏฐิมาประกาศตัวก็ไม่รู้ได้ นอกจากไม่รู้ได้แล้วหาว่า จะไปทำลายสิ่งที่เขาติดอยู่ถืออยู่ หาว่าเราจะไปทำลายเพราะเราไปพูดเป็นปฏิปักษ์ หรือตรงกันข้ามหรือว่าของเขาผิดว่าของเราถูก เขาก็เลยยิ่งเห็นว่าเราจะไปเป็นกบฏ เรากำลังจะทำลาย ที่จริงเรากำลังจะล้างสิ่งผิด จะทำลายให้สิ่งที่คุณยึดถือผิดให้ออกต่างหาก แต่เขาไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง นี่เป็นเครื่องชี้บ่งถึงความเสื่อมของคนส่วนใหญ่จริงๆเลย อาตมาทำงานมา 50 กว่าปีนี้ ได้ผลมาประมาณนี้ อาตมาบอกหลายทีแล้วว่าได้ผลขนาดนี้ก็ภูมิใจพอใจ แต่น้อยๆ แต่น้อยก็เป็นหัวเชื้อที่จริง เป็นสัจธรรม อรหันต์มีจริงในที่นี้ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มีจริงในที่นี้ มีโพธิสัตว์ในชาวอโศก นี่แหละ คนที่เขาไม่ศรัทธา ไม่มีปัญญาเป็นมิจฉาทิฐิ เขาก็หาว่าพวกเราหลงตัวเองก็พูดไป ก็ไม่มีปัญหาก็เป็นจริงเขาก็ต้องเข้าใจอย่างนั้นเพราะความจริงของเขาๆเห็นอย่างนั้นจริงๆ ความจริงของเขาเขาเห็นอย่างนั้น เขาเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ มันจะไปบังคับกันได้ยังไง เพราะฉะนั้นจบมันก็จบด้วยนานาสังวาส อันนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดคำว่านานาสังวาส มันเป็นหลักการตัดสินของพระพุทธเจ้า ที่ตัดสินความสุดวิสัยของคนแล้ว ความเห็นของเธอก็อย่างหนึ่ง ความเห็นของอีกคนหนึ่งก็อีกอย่างหนึ่ง ขัดแย้งกันแล้ว ลงกันไม่ได้แล้ว ไปด้วยกันไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นก็เมื่อไปด้วยกันไม่ได้แล้วก็อยู่ด้วยกันเถอะ มาอยู่ด้วยกันก็คือคำว่าสังวาส อยู่ร่วมกันเถอะ ร่วมกันอย่างไร ก็ร่วมกันอย่างนานา ต่างคนก็ต่างเข้าใจกันคนละอย่าง เพราะฉะนั้นการประกาศด้วยปัญญาว่า คุณมีความเห็นของคุณอย่างนั้นเราไม่บังอาจ อย่างที่อาตมาประกาศแยกเป็นนานาสังวาสกับเถรสมาคม เถรสมาคมเขาไม่รู้เรื่องเพราะประกาศตอนแรกเขาก็รู้สึกว่ามันงั้นๆ อย่างไรก็ไม่รู้ พ.ศ.2518 จนถึง 2532 วันร้ายคืนร้ายผีเข้า กลับมาเล่นงานเราทั้งๆที่มาเล่นงานก็เป็นอาบัตินะ อธิกรณ์อะไรเราไม่ได้จะมาวุ่นวายกับเราก็ไม่ได้แต่ ปฏิโกสนา ตำหนิกัน ว่ากันแรงๆ ว่ากันอย่างชัดๆอธิบายแรงๆอย่างที่อาตมาพูดทำอยู่นี่ได้ อย่าให้มีการฟ้องร้อง เขาก็ฟ้องร้อง อย่าให้มาทำเป็นคดีขึ้นมา ถ้าเป็นคดีขึ้นมาผิด อย่างนี้เป็นต้น เขาก็ทำอย่างผู้ไม่รู้จริงๆ น่าสงสาร เถรสมาคมทำกับอาตมาทำกับอโศก ทำผิดธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าตลอด อย่างที่อาตมาเขียนอยู่ใน ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส สาธยายอ้างอิงหลักฐานธรรมวินัยไว้เห็นชัดเจน ว่าน่าสงสารความเสื่อมของศาสนานี่ เขาทำแล้วเหมือนเด็กๆไม่เดียงสา ทำไปแล้วก็นึกว่าตัวเองถูกต้องยืนยัน นี่มันเป็นการแสดงเป็นเครื่องชี้บ่งว่า หมู่ใหญ่เสื่อมจริงๆเลย ฉะนั้นอาตมาเอาสัจธรรม เอาโลกุตรธรรม เอาสิ่งที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้ามาอ้างอิงยืนยันหลักฐานต่างๆพูดความจริง มันเป็นความจำนน เป็นความจำเป็น เป็นความจำใจ จำต้อง บอกว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์อาตมามีมาเอง อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ อาตมานี่แหละเอาโลกุตระจริงๆ มาประกาศถูกต้อง เพราะมันสูญไปแล้วหมดแล้ว อาณิสูตร อะไรต่างๆยกอ้างอ้างอิงทั้งนั้น อาตมาไม่ได้พูดลอยลม อาตมามีสิ่งที่อ้างอิงยืนยันทั้งนั้น ไม่ได้พูดปากเปล่า โชคยังดีที่อาตมาก็พูดแล้วว่ายังมีพระไตรปิฎกของพระพุทธเจ้ายังอยู่ แล้วก็นับถือกันพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน อันนี้โชคดีมากเลย อาตมาก็อ้างอิงยืนยันพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็จึงอยู่รอด ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่รอด รักษาอยู่ได้ ทำงานมาตลอดจนกระทั่ง จะตายอยู่แล้ว อายุขัยก็แย่เต็มทีแล้ว

อ่านกวี วรรณะ 9 ต่อท้ายก็แล้วกัน วรรณะ ๙ (ปฐมปาราชิกกัณฑ์) ๑ เลี้ยงง่าย ๒ บำรุงง่าย มีเป้าหมาย เพื่อหลุดพ้น ด้วยจิต ๓ผู้ กล้าจน บังเกิดผล เป็น ใจพอ ๔ ๕ทรง สัล-เลข ธรรม บุญหนุนค้ำ ฌานหลอมหล่อ ๖ให้ ศีล-เคร่ง หากพอ- กะเทินก็ บ่เป็นตา ๗ อาการ น่าเลื่อมใส น้อมนำใจ ผู้ศรัทธา ให้เกิด ด้วยปัญญา ใช่ลีลา มายาวี อยู่อย่าง ๘ ไม่สะสม พฤติพรหม-(ม)จารี งามพร้อม ด้วยจิตพลี ตามวิถี ผู้ดำรง ๙ วิริ-ยารัมภะ ยังฐานะ ให้มั่นคง เส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน