ของพุทธคือยึดอย่างมีปัญญา ยึดและวางอย่างเป็นลำดับ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ของพุทธคือยึดอย่างมีปัญญา ยึดและวางอย่างเป็นลำดับ SMS วันที่ 15 - 16 พฤศจิกายน 2566 _จากลูกเพื่อ…น้อมกราบนมัสการพ่อด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ ลูกกราบขอโอกาสเล่าประสบการณ์จากการได้มาร่วมทำงาน (เริ่มมาก่อนตั้งแต่อยู่ข้างนอก) และ อยู่บ้านอโศก รวมระยะเวลาประมาณ 9 เดือน ลูกขอกราบขอบพระคุณท่านสมณะ สิกขมาตุ และญาติธรรมที่เมตตาให้โอกาสลูก แม้งานหลายอย่างลูกไม่เคยทำ มาถึงตอนนี้ลูกมองดูอาการในจิตตัวเองแล้วมองเห็น “อาการยึด” ที่เกิดขึ้นจากบางงาน และ บางบุคคล ที่ทำให้จิตเหนื่อย หนัก เศร้าหมอง บางทีมีน้อยใจบ้าง แต่ลูกมองเห็นว่า “ความฉลาดอันน้อยนิดของตัวเอง” นี้มันคืบคลานเข้ามาแล้ว อย่างเงียบๆ โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งจากช่วงแรกที่เริ่มทำงาน ลูกก็ทำงานอย่างเต็มที่ แต่ทำอย่างปล่อยวางและไม่อยากหวังเรื่องผลของงาน คือ ทำแล้วงานที่ทำมาจะถูกเลือกนำมาใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ (แต่ก็ควรประเมินผลจากการทำงานเป็นระยะด้วยไหมคะ ว่า เรายังมีประโยชน์ในการสร้างงานที่มีคุณค่าต่อกลุ่มงาน) และไม่ต้องการอ้างเป็นเจ้าของผลงาน (เพื่อไม่ให้ยึด) พ่อครูว่า... ดีอ่านอาการมีลักษณะธรรม ตอนนี้อ่านอาการของไอ้เจ้าตัวยึด ตัวอุปาทาน ตัวยึดนี่ อุปาทายติ กิริยาปัจจุบัน การยึดจับได้เร็วเป็นปัจจุบัน มันยังไม่เป็นตัวอุปาทาน “อุปาทาน” มันเป็นตัวอดีตแล้ว ยึดตัวตนไว้ ถ้า “อุปาทายติ” มันเป็นตัวปัจจุบันที่ยึดเลย ถ้าโง่หนักก็จะยึดกลายเป็นเชื้อกลายเป็น “อุปาทิ” เชื้อในตัวกิเลสฝังไว้ในอนุสัยเลย อ่านรู้ทันถึงขั้นเป็นตัว “อุปาทายติ” ไปดูปัจจุบันอ่านให้ทัน อันนี้แสดงว่าเราได้ปฏิบัติธรรมะถึงความจริง คำว่า “ความจริง”คำนี้สำคัญมาก ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ไม่ถึงความจริง ไม่ถึงตัว อุปาทายติ ไม่ถึงตัวปัจจุบันชาติปัจจุบันธรรม จับอาการมันเกิดปั๊บไ
อ่านต่อ
อ้นี่ตัวจริง พอผ่านปัจจุบันไปนี้เป็นจริงไหม ไม่จริง อนาคตยังมาไม่ถึงไม่เป็นจริงตัวจริงคือปัจจุบันตัวนั้นจับทัน เราก็จะเห็นอาการจริง ยิ่งมีปฏิภาณปัญญา สามารถอ่านรู้ตัวจริงตัวนี้ได้ว่าคืออะไร เราปฏิบัติธรรม ศึกษาในพวกเราอย่าง ดร.เพื่อ บรรยายมาตัวนี้ เขาจับตัวปัจจุบันนี้ได้ นี่คือสัจจะตัวจริงตัวแท้ ที่เห็นรู้และอ่านมันออกว่ามันเป็นตัวอุปาทาน มันเป็นตัวอาการยึด มันมีตัวยึดเป็นตัว อุปาทายติ เป็นกิริยา อาการยึดอันนี้สำคัญ _ช่วงแรกได้จิตใสๆ ทุกอย่างดีงามเลยค่ะ ส่วนการยึดที่ตัวบุคคล ก็เกิดอาการยึดบุคคลที่ลูกได้ร่วมงาน หรือ ท่านที่ลูกได้คบคุ้นสนิทมากขึ้นบ้าง พ่อครูว่า... จริงๆ แล้วการยึดในตัวบุคคล เราไม่ได้ยึดถึงขั้นเป็นอุปาทาน ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เป็นแต่เพียงเรายึดอาศัย อย่างเรายึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ อันนี้เราก็ใช้ภาษาไทยนี่ว่าความยึด ยึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเป็นที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ หรือยึดครูบาอาจารย์ ยึดแม้แต่คำภาษาธรรมะที่เราใช้เพื่ออาศัยเอามารู้ สื่อเข้าไปถึงสภาวะอย่างนี้เป็นต้น หากจะไม่ยึดอะไรซะเลยมันไม่ได้เลยในโลก เพราะฉะนั้นคำว่า “ยึด” คำนี้ละเอียดลออ ไม่ยึดอะไรเลยก็คือคนบ้าแล้ว แต่ยึดต้องยึดอย่างมีปัญญา _ลูกเข้าใจว่าเขาก็เป็นของเขาแบบนั้น คิดว่าเราไม่ได้สำคัญอะไร ใยใครเขาต้องสนใจเรา พ่อครูว่า...ภาษานี้อาตมาเข้าใจว่า คิดว่าเราไม่ได้สำคัญอะไร ไยใครเขาจะต้องสนใจเรา ก็หมายความว่า อย่าไปสำคัญตัวเอง ใช่ไหม ความนี้หมายความว่าอย่างนั้น _มาถึงตอนนี้ ลูกมองเห็นว่า “เจ้าตัวยึด” คือมหันตภัยเงียบจริงๆ ที่มาโดยลูกไม่ได้ตั้งตัว ลูกพยายามฝืน สู้กับมัน มองเห็นความ “ไม่อยาก” ที่ต้องสลัด “ความยึด” ออกไป หลายครั้งที่ลูกฝืนกระทำสิ่งที่ตรงข้ามกับความยึดนี้ พยายามหาเหตุผลต่างๆ มาหักล้างความยึดนี้ ผลการต่อสู้สลับกันแพ้บ้างชนะบ้าง ทำให้เหนื่อยหน่าย บางครั้งคิดว่า หากเราทำงานนี้ แล้วทำให้ “เพิ่ม” กิเลส เราสมควร “เลิก” ทำไปเลยหรือไม่ แต่ก็มีความคิดอีกอย่างขึ้นมาว่า เราไม่ควรหนี มันเป็นประโยชน์มาให้เราฝึกลดกิเลส และงานที่ทำล้วนเป็นงานที่เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น พ่อครูว่า...อันนี้อาตมาก็ว่าคิดถูกแล้ว เพราะว่างานที่พวกเราทำนี่ส่วนใหญ่เป็นงานที่มีประโยชน์ไม่เป็นงานที่เป็นโทษ _ลองมาคิดดูว่าเป้าหมายของเราว่ามาทำงานที่นี่เพื่ออะไร ต้องการ ให้คนรู้จัก? คำชม? ให้คนยอมรับ? หรือ อะไรกันแน่ ลูกรู้ตัวว่า ตน ”โง่” and “absolute โง่!” แม้อาจมีแวบที่ทำให้เราอยากหนีจากแรงกดดันภายในจิตของเราเอง แต่ลูกมองไม่เห็นว่าจะหนีไปที่ไหนอื่น พ่อครูว่า...อันนี้ชักจำนนแล้ว อันนี้ดีไหม ดีนะ ความรู้สึกว่าอยู่ที่นี่ไปแล้ว ก็มองไม่เห็นว่าจะไปอยู่ที่อื่นเดี๋ยวนี้ไปที่อื่นทำไม _เพราะลูกจะหนีมันไปไม่พ้น แม้จะไปข้างนอก หรือที่ไหนๆ หากเบื่อและเหนื่อยหน่ายกับมันยังไม่พอ หากฆ่ามันไม่ตายก่อนตาย แม้ลูกต้องเกิดมาใหม่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องเจอ “มัน” อีก…กราบขอความเมตตาจากพ่อให้สัมมาทิฏฐิ และขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... เดี๋ยวจะได้ขยายความ ในรายละเอียดที่พูดมานี้ทั้งนั้นแหละครบ เป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว อย่างที่บรรยายมานี้เป็นอาการที่ถูกต้องแล้ว เป็นธรรมะที่คนผู้ปฏิบัติธรรมแล้วจะมีอาการที่เข้าใจตนเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อม เข้าใจอาการของจิต ที่มันยึด อาการส่วนมากที่พูดมานี้ อาการยึดนี่คือตัว“อุปาทาน”นี้แหละ เป็นอาการที่สุดยอดเลย แม้ที่สุดบรรลุธรรมแล้ว ก็อย่ายึดว่า “เป็นเรา-เป็นของเรา” ขนาดสุดท้ายเป็นพระอรหันต์ มีอรหัตผลแล้ว ก็เป็นตัวตนอยู่เป็นอัตตา แต่เป็นอัตตาที่สิ้นกิเลสแล้ว อาศัยอัตตาอยู่ แต่อย่ายึดว่า อัตตานั้น “เป็นเรา-เป็นของเรา” อย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งอันนี้มันละเอียดลออมาก ธรรมะของพระพุทธเจ้า อันนี้บรรยายบอกผลของการปฏิบัติประพฤติ การได้มาศึกษา ก็ดี เข้าใจแล้วก็มีมรรค มีผลใช้ได้ 661117 นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก