ถือศีล 2 แบบ แบบโลกีย์กับแบบโลกุตระเป็นอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ถือศีล 2 แบบ แบบโลกีย์กับแบบโลกุตระเป็นอย่างไร _กฤษณ์ไกรวิชย์ เบญจเจริญกุล . ศีล 5 มี 2 แบบ 1.แบบโลกีย์ 2.แบบโลกุตระ ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ ศีลแบบโลกียะก็คือ ถือศีลแบบมิจฉาทิฏฐิท่านเรียกว่าถือศีลแบบ สีลัพพตุปาทาน คือยึดศีลยึดพรต ปฏิบัติไปตามจารีตประเพณีที่มันเสื่อมแล้วทุกวันนี้ปฏิบัติกันส่วนมาก ไม่ได้เป็นศีลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิปฏิบัติกันไป เขาก็มีศีล ศีลก็ของพระพุทธเจ้าจริงๆศีล 5 เป็นต้น ศีล 8 เขาก็ยังมีศีล 10 เขาก็มี อย่างศีล 5 ถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ 2 ไม่ลักทรัพย์ 3 ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ศีล 4 ไม่พูดปด 5 ไม่ดื่มสุรา เขาก็ปฏิบัติตามนั้น ถึงขั้นไปวัดไปนอนวัดแล้วปฏิบัติศีล 8 อุโบสถศีล มันก็ได้ผลเกิดความชินของมันเกิดความชำนาญ ก็ได้บ้าง แต่มันไม่เป็นศีลอีกแบบหนึ่งคือแบบโลกุตระ แบบโลกุตระเป็นอย่างไร ก็คือแบบจรณะ 15 วิชชา 8 เดี๋ยวนี้ไม่รู้เรื่องกันแล้วว่าคืออะไร ก็ปฏิบัติแบบโลกีย์อย่างที่อธิบายไปแล้ว แบบโลกุตระหรือแบบตามคำสอนพระพุทธเจ้าตามพระอนุสาสนีคือ เมื่อถือศีลแล้วก็รู้ว่า ศีลนี้ท่านให้กำหนดเรื่องอะไร เช่น ศีลข้อ 1 ก็แปลชัดๆง่ายๆว่าไม่ฆ่าสัตว์ ที่จริงเนื้อหาบาลีว่าปาณาติปาตา มันลงลึกไปถึงขั้น ปาณะ ไม่ตกร่วงทางจิตวิญญาณถึง ปาณะ วันนี้จะไม่ลงลึก แบบโลกุตระ เมื่อปฏิบัติศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เราก็ต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 เราก็ต้อง สำรวมสังวร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีความเกี่ยวข้องอะไรในชีวิตอย่างตื่นอยู่ก็ต้องมีโพชฌงค์ มีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ ที่จะให้รู้ตัวทั่วพร้อม เมื่อไปสัมผัสแตะต้องกับสัตว์ โดยเฉพาะคน คนนี้แหละคือสัตว์ตัวสำคัญที่ต้องเกี่ยวข้องกัน วันๆหนึ่งเราถือศีลข้อที่ 1 เกี่ยวข้องกัน เมื่อสัมผัสกับคนแล้วเราเกิดกิเลส เราก็ต้องมี ชาคริยานุโยคะ
อ่านต่อ
อ่านวิจัยสติปัฏฐาน 4 กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ต้องรู้ตัวทั่วพร้อมร่างกายภายนอกเราสัมผัส สัมผัสคนนี่แหละ เกิดกิเลสกาม เกิดกิเลสปฏิฆะ ก็ต้องให้รู้ตัวทั่วพร้อม รู้แล้วเราก็ปฏิบัติ โภชเนมัตตัญญุตา คุณต้องได้ประโยชน์โภชนะ ไม่ใช่คุณได้แต่กิเลส ไม่ใช่คุณได้โกรธได้กาม ได้ประโยชน์คุณสัมผัสแล้วจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันจะต้องกินหรือใช้ ถ้าเป็นอาหารกินก็ว่าไป ถ้าเป็นสิ่งที่ต้องใช้ประโยชน์ ร่วมกันใช้ประโยชน์ ร่วมกันทำประโยชน์ โภชเน โภชนะ แล้วมันจะเกิดกิเลสอะไรขึ้น ลองอ่านจิตอ่านใจ อ่านกิเลสในเวทนา กิเลสในสัญญาในสังขาร รู้จักแล้วแยกกิเลสได้ ธัมมวิจัย แล้วก็ชัดเจนว่า ไอ้กิเลส ถ้ารู้ที่มีปฏิภาณรู้จักหน้ากิเลส กิเลสมันเห็นตัวรู้ ฝึกไปเถอะ ใหม่ๆคุณเห็นกิเลส กิเลสมันจะยังไม่หนีแต่ฝึกไปเถอะแล้วกิเลสมันตัวเก่าอย่างเก่านี่แหละ ตัวใหม่ที่กระทบเมื่อไหร่คุณก็อ่านออกกิเลสตัวนี้เห็นหน้าอีกแล้ว พลังงานของปัญญา พลังงานของปฏิภาณที่รู้แค่ว่ามันเป็นกิเลสนี่แหละ จะมีอำนาจ เรียกว่าตัวปัญญาตัวธาตุรู้ มันจะมีธรรมฤทธิ์สูงขึ้นๆ สักวันหนึ่งถึงขีดกิเลสไม่อยู่แล้วไม่รอหน้า ธรรมฤทธิ์จะเกิด อธิบายเป็นรูปธรรมจริงให้เห็น ฝึกไปเถอะแล้วมันจะเป็นอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นคำว่าปัญญา ความโง่หรือกิเลส อวิชชา ก็ตาม ปัญญามากิเลสไป อวิชชาหาย ภาษาพูดได้อย่างนี้ แล้วสภาวะธรรมปฏิบัติแล้วจะเกิดผลอย่างนี้ คือการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ยิ่งอธิบายสัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา ยิ่งปฏิบัติไปเจอหน้ากิเลสลักษณะนี้อีก ฉีดตอนแรกหน้าด้านไม่เคยอายเลยว่าเราจะมีกิเลส ไม่อายเลย ดีไม่ดีกอดคอกิเลสไปด้วยกัน ด้วยกันเลวด้วยกันโง่ด้วยกันเสพด้วยกันไปใหญ่เลย พอมารู้ตัวแล้วเฮ้ยผิดแล้วนะ ไปคบผีคบมารคบอะไรนี่ จะรู้สึกตัวละอาย เราแสดงออกแสดงกิเลสออกไป แต่ก่อนไม่เคยรู้สึกตัวไม่เคยสำนึกไม่เคยขายขี้หน้าไม่เคยรู้สึกว่าน่าละอาย แต่พอเกิดปฏิภาณปัญญาขึ้นมาจะรู้สึกว่าน่าอาย ติดตามดูพวกเราเคยผ่านมาแต่ก่อนไม่ค่อยได้มีหิริ หิริมันไม่ได้มีตัวตนที่อายอย่างเหนียมๆเป็นรูปหยาบ แต่มันอาย ถ้ามันขึ้นถึงมีคุณธรรมความอายต่อสิ่งที่เราเคยทำมา เคยประพฤติมาแสดงกิเลสโลภ แสดงกิเลสโกรธ แสดงกิเลสราคะ แสดงกิเลสโคตรจัดจ้านอะไรก็แล้วแต่จะรู้สึกเลยว่า แต่ก่อนนี้เราหยาบคาย แสดงกิเลสราคะก็หยาบคาย แสดงกิเลสโทสะก็หยาบคาย เราก็จะรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวความเกิดญาณปัญญาเราเกิดเราก็ พลังงานของปัญญามันมีฤทธิ์ที่จะหยุดยั้ง ความไม่ดีความชั่วขึ้นมาได้จริง ปฏิบัติไปมันก็จะยิ่งมีพลังมีฤทธิ์มีอำนาจของปัญญา กิเลสก็ยิ่งไม่เกิด ความเฉลียวฉลาดที่เป็นปัญญายิ่งสูงถึงขีดเลย มีพลังฤทธิ์ที่จะ ไม่มีอาการของกิเลสเกิดทางกายวาจา โดยเฉพาะจิตก็มีพลังอำนาจสูง สัญญาเป็นปัญญาที่สูงส่ง มีพลัง อาการเหล่านั้นไม่ทำทางกายวาจาและใจนี่แหละเป็นตัวประธานทั้งศรัทธา ทั้งปัญญาเต็มสภาพคู่ สมบูรณ์แบบ เรียกว่าพหูสูต เป็นผู้สูงสุดตั้งแต่หิริโอตตัปปะตั้งแต่ละอายจนกระทั่งเกรงกลัว พลังงานของความรู้พลังงานของสำนึกมันเป็นความเจริญ เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีตัวสำนึก โอ้โห แต่ก่อนนี้ไม่รู้จริงๆ มันโง่มันทำตามเหมือนกันหมดปุถุชนทั้งนั้น พอมาเป็นอาริยะชนแล้ว ของพระพุทธเจ้านี้อาริยชนสูงสุด แล้วพลังงานศรัทธา มีหิริ โอตตัปปะ พหูสูต แล้วก็เพียรทำสัทธรรม 7 คือคุณธรรมของฌาน ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ลักษณะจิตของ สัทธรรม 7 เกิดขึ้นเรื่อยๆเป็นคุณธรรมของ ฌาน ฌาน จะไปนั่งหลับตาเข้าออกลมหายใจ นี่คือ ฌาน สภาพวิจัยวิจารณ์แล้วแยกกิเลส ลดกิเลส เราลดได้เก่งขึ้น ดีขึ้น กิเลสดับได้มากขึ้นก็เป็นอุเบกขาเป็นพลังสูงสุดมีพลังอำนาจ ทำความบริสุทธิ์แห่งจิตได้เรียกว่าอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา คือพัฒนาการของจิตก้าวหน้าขึ้นถึงขั้นบริสุทธิ์ที่สมบูรณ์แบบ อุเบกขา 5 นี่คือการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ถึงขั้นฌานที่ 4 ก็สมบูรณ์แบบ ทั้งหมดจรณะ 15 มีวิชชา 8 หรือถ้าจะขยายความ 1.วิปัสสนาญาณ 2.มโนมยิทธิญาณ 3.อิทธิวิธญาณ 4.โสตทิพย์ญาณ 5.เจโตปริยญาณ 6.บุพเพนิวาสานุสติญาณ 7.จุตูปปาตญาณ 8. อาสวักขยญาณ มันจะรู้ด้วยวิปัสสนารู้ด้วยการเห็นไม่ใช่ไปหลับตา ผัสสะคือเห็น ลืมตาปฏิบัติจะรู้ด้วยญาณแล้วแยกแยะวิจัยวิจารณ์กิเลสออก ทำให้กิเลสลดได้ก็คือมีฤทธิ์ทางใจ มโนมยิทธิ เป็นวิชชาข้อที่ 2 กิเลสมันก็ลดขึ้นเรื่อยๆเก่งขึ้นเรียกว่า อิทธิวิธญาณ หลากหลาย อิทธิฤทธิ์ทางใจที่ทำให้กิเลสมันลด ไม่ใช่เป็นฤทธิ์ที่ทำให้เหาะเหินเดินน้ำดำดินได้ ที่เป็นฤทธิ์ของอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ต้องใช้อนุสาสนีปาฏิหาริย์ที่ทำให้กิเลสลด กิเลสลดก็คือ เจโตปริยญาณ 16 เป็นมาตรวัดกิเลส 6 คู่ ในญาณข้อที่ 5 ทำได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นโสตทิพย์ อิทธิวิธญาณ เก่งขึ้น ตรวจสอบด้วยเตวิชโช เรามีการสิ้นอาสวะหรือยังไม่สิ้นอาสวะ เรามีปัญญา มีความรู้ในการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปงมงายดับจิตเฉยดื้อดื้อทื่อ ไปหนีไปอะไรกันยังไม่มีภาษา ตาอีกต่างหากมันเป็นโมฆะจริงๆมันออกนอกรีตศาสนาพระพุทธเจ้า นี่คือสิ่งชี้บ่งความเสื่อมศาสนาพุทธ ไปทำออกนอกรีตแล้ว อาตมาทำงานมา 50 กว่าปี กระเตื้องที่ไหน ยังหลับหูหลับตางมงาย ศรัทธาอาจารย์ที่พาไปเป็น เดียรถีย์ ซึ่งไม่ใช่พุทธแล้วไป อาตมาพูดความจริงนี่ก็ สงสารอย่างไม่รู้จะสงสารอย่างไรแล้ว แต่เขาก็จะต้องว่าอาตมาว่า ไปว่าไปด่าเขาแล้วตัวเองถูกหรือเปล่าไม่รู้ตัว แล้วก็มีคณะน้อยเดียวแล้วทำเป็นเบ่งทำเป็นใหญ่ทำเป็นถูกต้อง ใครรับรอง เถรสมาคมไม่ได้รับรองจะเอาตายด้วยซ้ำมาทำเบ่ง มันก็น่าเห็นใจ น่าเห็นใจเขาเพราะเขาต้องถือมวลใหญ่ถือที่สืบทอดกันมานานๆแล้วต่างๆนานา จนกระทั่งอดีตที่สืบทอดมามาได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่ว่าจะเป็นสายบ้านหรือสายป่า สายป่านั่งหลับตา คนก็นิยมชมชื่น สายบ้านนั่งหลับตา คนก็นิยมชมชื่น สายที่สัมมาทิฏฐิอย่างโพธิรักษ์ คนก็ว่าอะไรวะ มันมีแต่จืดชืดสายโพธิรักษ์อันนี้มันจืดชืด เขามีแต่ชมชื่น ไม่เป็นไรยิ่งจืดชืดยิ่งสบาย ที่จริงไม่ใช่จืดชืดหรอก พวกเรานี้จืดชื่นยิ่งจืดยิ่งชื่น กิเลสนี้จืดลงไปยิ่งชื่นเป็นจิตจืดชื่น ไม่ใช่จืดชืด อธิบายถือศีล 2 แบบแล้วไม่อธิบายต่อ โลกียะโมฆะ ไม่ได้ประโยชน์ โลกุตระถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ถือศีลเป็นอย่างนั้น เห็นไหมว่ามันเสื่อมมีที่ไหนศีลตามจรณะ 15 แม้แต่พระก็ไม่มี พระมีแต่วินัย ผิดวินัยก็ปลงอาบัติกัน สุดท้ายก็สังฆาทิเสสกันเยอะโดยเฉพาะเรื่องเงิน ปาราชิกด้วยเรื่องเงิน เยอะแยะไม่ปลงอะไรหรอก พูดไปก็ไปว่าเขา ผ่าน 661129 ถือศีลให้รู้รูปนาม ให้เกิดปัญญาจนอวิชชาหายไป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก