สวดอภิธรรมตามแบบฉบับสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สวดอภิธรรมตามแบบฉบับสมณะโพธิรักษ์ _งามฟ้าดิน รักไทย . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ ลูกมีความสงสัยว่า ผู้ที่ปฎิบัติธรรมโดยหลงยึดภาษาจากพระไตรปิฎกเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีสัมมาทิฎฐิ จะสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่คะ กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า... ประเด็นถามมาแค่นี้เอง ตอบเปรี้ยงเลย ว่า ไม่ได้ ก็คุณพูดมาเหตุปัจจัยพลความคุณพูดชัดอยู่แล้ว ยึดภาษาจากพระไตรปิฎกอย่างเดียวโดยไม่มีสัมมาทิฏฐิ แล้วมันจะสามารถบรรลุได้ไหมล่ะ ไม่ต้องถามอาตมาหรอก ใช่ไหม ถามใครก็ได้ ก็มันบอกอยู่โต้งๆอยู่แล้ว ก็มันไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ยึดไปเถอะ ยึดพระไตรปิฎกจริงแต่ยึดอย่างมิจฉาทิฏฐิ แปลอีกที ไม่สัมมาทิฏฐิก็คือมิจฉาทิฏฐิ ยึดพระไตรปิฎกจริงแต่ยึดอย่างมิจฉาทิฏฐิแล้วมันจะไปบรรลุธรรมได้อย่างไร นะ เพราะฉะนั้นความรู้ในพยัญชนะในภาษานี้ อาตมาเกิดมาชาตินี้อาตมาไม่ได้เรียนบาลีตามที่เขาเรียนกัน มี ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ อย่างที่เขาเรียนกันอยู่เป็นตำรากันมหาศาลอาตมาไม่ได้เรียนนะ และอาตมาก็เชื่อว่าอาตมาเข้าใจไม่ผิด คือ เขาเพี้ยนไปจากสิ่งที่มันถูกต้องตามสภาวธรรม ฟังให้ดีนะตรงนี้ พยัญชนะที่เขาเรียนถูกตามพยัญชนะที่เขาเรียนตามครูบาอาจารย์วางหลักสูตรมา แต่มันค่อยๆเพี้ยน มันเป็นการปรุงแต่งภาษาและออกนอกเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า เป็นคำวิจิตร ที่อาจารย์รุ่นหลังสอน ออกนอกโลกุตระ นี่แหละคำสอนเหล่านี้ไม่ได้เข้าหาโลกุตระ ออกนอกโลกุตระ ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ แม้ ฉันทลักษณ์ พาออกนอกหมด อาตมากลับมาไม่รู้อิโนอิเหน่อย่างที่เขาใช้ อาตมามาเองเอาเองเป็น สยังอภิญญา เอาโลกุตระธรรมเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาสถาปนาลงไป จึงมาถึงวันนี้ยืนยันชัดเจนว่า คำว่า กาย คำแรก เขาก็ยัง มิจฉาทิฐิกัน เป็น
อ่านต่อ
สังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ สังโยชน์ ข้อที่ 1 เขาก็ไม่ได้แล้ว เขาก็ไม่เข้าใจแล้วว่ากายคืออะไร เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจคำว่ากายคืออะไรไม่ได้ เข้าใจผิดไป จากความจริง ล้มเหลวหมด กระดุมเม็ดแรกกลัดผิด เป็นปากกรวยออกไป ก็บานปลายออกไปผิดกว้างออกไปใหญ่เลย มาถึงวันนี้จึงไม่เหลือเชื้อ แล้วเขาก็กลับลำไม่ได้ มันไกลเกินโค้งกลับ มันไกลเกินโค้งกลับมา ไปไม่ได้ไปแล้วผิดทาง อาตมาก็ได้แต่เอามา อธิบายเอามาขยายความเอามายืนยันลงไปให้เห็น ว่า เมื่อกายผิด ก็พยายามดึงเข้ามาให้มันถูก คำว่า กาย คำนี้ เริ่มต้น กาย แล้ว คุณจะเริ่มมาปฏิบัติธรรม คุณก็จะต้องปฏิบัติตั้งแต่ กาย ธรรมะพระพุทธเจ้าเมื่อเข้าใจ กาย ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ คุณก็มาเริ่มปฏิบัติเข้าสู่ โลกุตรธรรม 37 คือโพธิปักขิยธรรม 37 โดยพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณากายในกายแล้วมันจะเชื่อมสัมพันธ์ปฏิสัมพัทธ์กันเข้าไปถึงเวทนาแล้วก็ปฏิสัมพัทธ์กันเข้าไปถึงจิต ปฏิสัมพันธ์กันเข้าไปถึงธรรม ไม่มีส่วนไหนขาดกัน ไม่ขาดกัน แต่ ของเขาตัดวิ่นหมดขาดกันระเนระนาด กายไม่มีแล้ว เขาดับจิตด้วยให้เวทนาไม่มีความรู้สึกข้างนอกข้างในไม่มี ดีไม่ดีดับเวทนา ดับสัญญาเป็นนิโรธไปพาซื่อออกไปนอกเขตเทศบาลศาสนาพุทธหมด เข้าป่าเข้ารกเข้าพง เป็นดียรถีย์หมด เพราะฉะนั้นคำว่ากายผิดไปแล้วมาพิจารณาโลกุตรธรรมข้อแรกกายในกาย คุณก็ผิดแล้ว คุณไม่มีกายไปหลับตา เมื่อไม่มีกายไม่มีสัมผัสภายนอก เวทนาก็ไม่มี เมื่อเวทนาไม่มี คุณก็งมงายนึกว่าจิต จริงเป็นส่วนหนึ่งของจิตคือสัญญา จิตในจิตคุณเหลือแต่สัญญา เพราะฉะนั้นจิตในจิตเจโตปริยญาน 16 จะต้องรู้จักกาม ตัวเริ่มต้นคือ กามาวจร มีกิเลสกามราคะเป็นข้อต้น เพราะฉะนั้นข้อต้นที่มีกามมีกิเลสในจิต จิตในจิตคุณไม่มีกาย ไม่มีกาม..ไม่มี คุณหลับตาเข้าไป โมฆะทั้งกระบวน จิตในจิต ไม่ได้มีทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย อะไรเกิดขึ้นเลย อาตมาขยายความยังไม่เก่งพยายามขยายความแล้ว การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้หนีไปจากกามาวจร คุณต้องอยู่กับสังคมเปิดมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มี กามคุณ 5 ให้รู้ กามาทีนวะ 5 ไม่ใช่กามคุณแต่เป็นกามโทษ กามาทีนวะ ให้รู้ว่ากามเป็นโทษไม่ใช่กามเป็นคุณ แต่มันเป็นอวิชชาและคุณก็หลงสังขารว่ามีกามเป็นคุณ คุณมาเสพกาม วิญญาณของคุณก็จึงเป็นวิญญาณผี เมื่อเป็นวิญญาณผี คุณก็ไม่รู้ ถ้าคุณรู้ตัวอีกว่าเฮ้ยศึกษาดีๆวิญญาณผีนะต้องเอาวิญญาณจริงที่มันเป็น 2 สิ มีนามมีรูปศึกษาให้ดีๆนะ แล้วนามรูปนี้ปลอมตัวเป็นอายตนะ อายตนะก็คือจับคู่กันเข้าไป ที่จริงอายตนะก็คือสังขารที่ปรุงแต่งเป็นขึ้นจับตัวกันจากนามรูปไปเป็นอายตนะเป็น 2 โดยหลง อาตมาวิจัยพยัญชนะ หลงประโยชน์อายะ หลง ตนะ ตนุ ตัวตนตัวเอง ภาษาไทยกับภาษาบาลีมันใกล้กันมากแล้วภาษาไทยมาจากภาษาบาลีอีกเยอะ มันตัวเองนี่แหละ ตน หรือ ตะนะ นึกว่าเป็นประโยชน์โดยอวิชชา มีกาม มีราคะตัวแรก ไม่ต้องไปพูดถึงตัวอื่นเลย รูปราคะ อรูปราคะ ไม่ต้องพูดถึง ตัวต้นนี้คุณยังไม่ปอกเปลือกเลย ยังเอาออกไม่ได้ คุณก็ล้มเหลวไปหมดอีก ไม่มีอะไรที่จะเป็นมรรคเป็นผลเลย ดันทุรังทำทู้ที้ๆๆไปเลอะเทอะไป เพราะฉะนั้นท่านก็บอกมาอีกในปฏิจจสมุปบาท พยัญชนะคุณก็ผิดอีก ท่านก็บอกอีกว่ามามีผัสสะมาตั้งหลักใหม่ซะ คุณก็จะมีเวทนามาผัสสะคุณก็จะมีกาย ต้องมีผัสสะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่ทำอีกแหละ ไม่กระเตื้องอีกแหละปฏิจจสมุปบาทไม่รู้เรื่องท่องได้แต่พยัญชนะเก่งขยายความตามอาจารย์ที่อธิบาย แค่นั้นตื้นอยู่กับพยัญชนะ ไม่ได้รู้จักสภาวะ ที่อาตมากำลังขยายความนี้ เป็นแบบอภิธรรม ปรมัตถธรรม บรรยายเข้าสู่จิตเจตสิกรูปนิพพานโดยไม่ฟังเสียงคำอธิบายของอาจารย์ก่อนๆหรอก อาตมาไม่เอาตามอาจารย์ก่อนๆ อาตมาเอาตามที่อาตมาสื่อให้คุณฟัง คุณจะเข้าใจได้ไม่ได้ก็ฟังไป หรือแม้แต่ข้างนอกอาตมาก็เชื้อเชิญให้ฟัง ไม่ใช่ท้าหรอก เพราะฉะนั้นเมื่อมามีผัสสะมีเวทนา จึงจะศึกษาจากเวทนา จึงมีตัณหามีอุปาทาน คุณต้องแยกตัณหาออก มันเป็นกิเลส Dynamic อุปาทานเป็นกิเลส Static ซึ่งอธิบายเป็นภาษาสมัยใหม่อย่างนี้มีดร.ทางศาสนาพุทธคนไหนอธิบายไหม อาตมาใช้ภาษาสมัยใหม่เอาภาษาปัจจุบันเข้าใจไหม รู้สภาวะดีด้วยใช่ไหม อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นให้ติดในพยัญชนะแกะพระไตรปิฎกมาขนาดนั้น ขณะนี้กำลังอธิบายปฏิจจสมุปบาทก็เอามาจากพระไตรปิฎกเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นสามารถรู้สภาวะจริงเลยว่าอาการของตัณหาเป็นอย่างนี้อย่างนี้อุปาทานเป็น Static เป็นอย่างนี้ คุณรู้แล้วคุณก็จัดการสร้างปัญญา สร้างฌาน สร้างปัญญา อาการของฌานของปัญญาจะเกิดจากหิริโอตตัปปะ เกิดจากปัญญาเกิดจากการรู้และก็เกิดสัจธรรม 7ศรัทธา ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ หรือพหูสูตหมายถึง คุณเป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องเลย หรือเมื่อคุณสัมผัสมีเวทนาเมื่อรู้ ตัวฉลาด อายตนะนี่คือฉลาด อ้อ คือกิเลสจับกิเลสได้ แต่ก่อนนี้เราไม่รู้จักตัวกิเลส กิเลสเป็นของน่าละอาย เราก็แสดงอาการของกิเลสหน้าตาเฉยหน้าแป้นแล้น สวยนะจ๊ะกิเลส ก็ไม่รู้จักกิเลสประเสริฐไหมจ๊ะกิเลส ออกมารู้ตัวก็บอกว่าเอ็งโชว์อะไรของเองวะ ฟังดีนะอันนี้อาตมาอธิบายธรรมะนะ พอรู้ตัวก็จะรู้สึกว่าตายๆๆไปโชว์กิเลส นึกว่ากิเลสเป็นของน่าโชว์มานานเลย ไอ้โง่เอ๊ย ผู้หญิงพูดเอาเองจะเรียกอะไร อาตมาเป็นผู้ชายก็บอกว่าไอ้โง่เพิ่งมารู้ตัว ทำไมแต่ก่อนไม่รู้ว่าตัวเองนี้แสดงของน่าอายออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกาม เรื่องปฏิฆะ อะไรก็แล้วแต่เรื่องขี้โลภ เรื่องขี้หลง เรื่องขี้โกรธ อะไรก็แล้วแต่ นี่บอกตัวใหญ่ๆเลย หรือตัวเล็กตัวน้อยก็ตาม คนที่รู้ว่าตัวเองได้แสดงกิเลสออกแล้วก็สำนึกละลาย นี่คือคนเกิดปัญญา ฟังให้ดีนะปัญญาคืออะไร ปัญญาคือ มันรู้หน้ากิเลส รู้กิเลสชัดๆ อธิบายมามากแล้วปัญญาคือความรู้ที่รู้จักกิเลส กิเลสคือมารคือผี พอรู้พอเห็นหน้าปัญญา มันวิ่งหนีหูตูบ มันเป็นสัจจะอย่างนั้น ต้องสร้างพลังงานปัญญาให้เกิด เพราะฉะนั้น ปัญญาจะเกิดจริงก็ต่อเมื่อคุณรู้ได้ด้วยตัวเองว่าแต่ก่อนนี้เราโง่แต่ตอนนี้เราเลิก พอรู้หน้ากิเลส กิเลสมันลดลงจริงเราเลิกมัน นี่คือการแพ้ชนะของการปฏิบัติธรรม การแพ้ชนะของการปฏิบัติธรรม ปัญญามันชนะกิเลส กิเลสมันแพ้ปัญญา ใช้พยัญชนะสื่อสภาวะให้ฟัง คุณมีไหมล่ะ เกิดชัดเจนไหมล่ะ มันละอายต่อความโง่ตัวเอง เห็นไหมล่ะคำสอนพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งโอ้โห กิเลสมันวิ่งหนี นั่นก็คือ คุณบรรลุธรรม คุณพัฒนาการปฏิบัติธรรม ก้าวหน้า มีมรรคผล ใช่ไหมคุณก็เจริญเป็นพหูสูตเป็นผู้รู้ พหูสูตไม่ใช่ 8 ท่องตำราเก่งเป็นเลินเน็ตแมน(Learned Man)หัวโตเดินนำหน้าไปเลย ใส่แว่นตาหนาเตอะไม่ใช่ นี่ก็พูดประชดประชันเขาไป พหูสูตคือ ผู้รู้ ผู้ที่บรรลุธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อคุณเองมีสัจธรรม 4 ตัวแล้ว เชื่อ เข้าใจ เกิดรู้ศรัทธา แล้วก็หิริแล้วก็โอตตัปปะบรรลุได้บรรลุเป็นพหูสูต คุณก็มีวิริยะสติปัญญา หนุนสัจธรรม 4 ข้อนี้เลย วิริยะอย่างนี้มันได้ต้องพากเพียรปฏิบัติถูกแล้วเราได้มักได้ผลแล้วเรา คุณก็จะมีสติจะบริบูรณ์ สติจะตื่นเต็ม สติจะแจ้งสว่างรู้ความจริง รู้ปฏิบัติอย่างไร มันเกิดความรู้ที่กว้าง ความรู้ที่สว่างความรู้ที่เปิดเผย โอ้ มันชัดขึ้นสตินี่ อาตมาขยายอาการของสติ วิริยะสตินั่นแหละปัญญาตัวท้ายของสัทธรรม 7 ก็บริบูรณ์ด้วยศรัทธา บริบูรณ์ด้วยปัญญา เป็นกำลัง 5 สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เกิดอาการกำลัง พลังงานคุณภาพของความเจริญ เจริญหมด ศรัทธาวิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อินทรีย์เจริญขึ้นไปเป็นพละไปเป็นผล เจริญที่สุดเป็นผลจากอินทรีย์เป็นพละอินทรีย์ 5 เป็นพละ 5 หรือเป็นผล 5 ฉะนั้นสภาวธรรมที่เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 ไม่ใช่มีแต่ปากเปล่าปากเปล่าๆ พูดกันพยัญชนะไปเถอะ ความหมายก็ไม่ผิดหรอกตื้นๆอย่างนั้น แต่คุณฟังที่อาตมาอธิบายนี่ มันเข้าถึงเนื้อของปรมัตถ์นะ ที่อาตมากำลังอธิบายใช่ไหม มันเข้าเนื้อถึงปรมัตถ์ อินทรีย์ 5 พละ 5 เพราะฉะนั้นพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมขึ้นมาแล้ว พอพิจารณา สติปัฏฐาน 4 คุณพิจารณาสติปัฏฐาน 4 ด้วยการประพฤติสัมมัปปธาน 4 คือ การพากเพียร พากเพียรปฏิบัติด้วยการสังวร สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน นี่เป็นสัมมัปปธาน 4 สังวรปธานคือ คุณลืมตาเปิดสังวรทวาร 5 ทวาร 6 ปฏิบัติถูกต้องตามพระพุทธเจ้าสอน จรณะ15 วิชชา 8 มี อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 เกิดจริง คุณก็ปหานปธาน คุณก็สามารถฆ่ากิเลสได้ ท่านสรุปไว้ที่สัมมัปปธาน 4 ปฏิบัติสังวรปธานถูกต้อง คุณจะประหารกิเลสได้ถูกต้อง เป็นสัมมัปปธานข้อที่ 4 ถึงจะเกิดผลภาวนาปธาน แต่เขาเข้าใจผิดเป็นการไปนั่งหลับตาภาวนา เห็นไหมเข้าป่า ภาวนาเป็นการเกิดผล ไม่ใช่เป็นมรรค ภาวนาไม่ใช่มรรคไม่ใช่มาปฏิบัติ ภาวนาคือไปนั่งหลับตาไม่ใช่ แต่ภาวนาคือการเกิดผล แต่มรรคนั่นคือสังวรปธานจนกระทั่งสามารถประหารกิเลสได้ ภาวนา อาหารกิเลสได้กิเลสมันลดมันดับลง มันจึงเป็นการเกิดผลเป็นภาวนา แล้วอนุรักขนาแล้วรักษาผลนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นอธิบายพยัญชนะของศาสนาพระพุทธเจ้าผิด พวกหลับตานี้ภาวนา หลับตาก็มืดบอดกันไปเรื่อยๆ เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านถามอุตตรมาณพ ว่าอาจารย์เธอสอนอย่างไรก็บอกว่า อย่าเห็นรูปด้วยตา อย่าได้ยินด้วยหู อ้อ..คือการสอนให้ทำตาบอด หูหนวก เท่านั้น อุตตรมาณพก็นั่งคอตกซบเซา เพราะท่านมีปฏิภาณปัญญารู้ว่า เราผิดแล้วหนอ แต่นี่ไม่มีปฏิภาณปัญญาอะไรเลยพูดไปเท่าไหร่ก็ ลมผ่านหู ไขหู ไม่รู้เรื่อง แทงด้วยหอก 100 เล่มเช้า แทงด้วยหอกกลางวันอีก 100 เล่ม แทงด้วยหอก 100 เล่มอีกตอนเย็นก็ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรเลย _สู่แดนธรรม... ท่านทั้งหลายอาจจะแอบฟังอยู่ก็ได้นะครับ พ่อครูว่า... ดี เป็นพระสารีบุตรที่นั่งอยู่เชิงเขาแล้วก็ฟังพระพุทธเจ้าสอนพระมารดา ดี เป็นอย่างนั้นก็ดี นี่แหละคือสื่อ สภาวธรรมที่แท้จริงว่าพระสารีบุตรคือผู้เอาสาระ แอบฟังอย่างที่สู่แดนธรรมว่า เขาอาจจะแอบฟัง อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนเทวดาก็คืออาตมาตัวแทนกำลังสอนมารดา ก็คือสงฆ์ทั้งหลาย อาตมาก็เคยอธิบายว่าสงฆ์ทั้งหลายนั่นแหละสอนสงฆ์ทั้งหลาย เพื่อที่จะให้เป็น ผู้ที่จะไปขยายผลไปออกลูกต่อไป ไปออกลูกธรรมะนะไม่ใช่อื่นหรอก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ายังไม่ชัดเจนหรือยังไม่เข้าใจถึงธรรมะได้นี่ก็มันก็เห็นได้ อย่างอาตมานี่เห็นแล้วก็เอามาพยายามขยายผลขยายความหมาย ขยายสภาวะ ขยายความจริงกันให้รู้ความจริงให้ลึกลงไปถึงความจริง ที่พูดจรณะ 15 นี้อธิบายไปแต่แค่ จรณะ ข้อ 11 คือถึงปัญญาข้อ 12 13 14 15 เป็นฌาน 1 2 3 4 ยังไม่ได้กล่าวถึง คำว่าฌาน จึงไม่ได้หมายความว่าไปนั่งสะกดจิตไปเข้าฌานออกฌาน แต่คือปฏิบัติจรณะ 11 ข้อนี้ เมื่อจรณะ 11 ข้อนี้เกิดพลังปัญญา ฌานคือปัญญา ปัญญาคือฌาน เป็นตัวเชื่อมต่อจากวิชชา 8 เพราะฉะนั้นก็สะสม การเกิดปัญญาก็คือฌาน 4 นี่เอง ไม่ได้มีไปหลับตาอะไรเลย การปฏิบัติจรณะ 11 ข้อนี้ถูกต้อง แล้วจะเกิดฌานเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นการจะเข้าใจฌานของพุทธของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เมื่อไปเข้าใจฌานผิดไปนั่งหลับตาเข้าฌานออกฌานอะไรมันเป็นเดียรถีย์ทั้งนั้น นี่มีในพระไตรปิฎก อาตมาก็พยายามจะหาพระไตรปิฎกข้อที่ชัดๆ อันนี้ที่บอกว่าฌานของพระพุทธเจ้า จะเป็นภิกษุจะเป็นฆราวาสที่โอภาปราศรัยกันบ้าง มันไม่มีเข้าฌานออกฌานอะไร _สู่แดนธรรม... มี 2 พระสูตรครับ พระสารีบุตรคุยกับพระอานนท์ ภิกษุณีธัมมทินนา พ่อครูว่า... คุยกับอดีตสามีวิสาขะอุบาสก สามีเก่า พูดถึงเรื่องไม่เข้า ไม่ออก เรื่องฌาน ไม่ได้เข้าไม่ได้ออกอะไร ฌานคือ ปฏิบัติลืมตาปฏิบัติแล้วจะเกิดพลังงานปัญญาไปตามลำดับฌาน หากไปเข้าใจฌานแบบเดียรถีย์สะกดจิตเข้าไปเพ่งแล้วเขาก็ไปตามพจนานุกรมว่าฌานคือการเพ่ง มันก็เลยไปหาก้อนไปหาจุดเฉยๆ มันไม่ใช่ พลังงานฌานคือว่างสว่างเปิดเผย เป็นทุกเม็ดเป็นปัญญาที่ละเอียดมันตรงกันข้ามกันเลยกับที่เขาเข้าใจคนละมุมกันเลย เห็นไหม พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าฌานวิสัยเป็น อจินไตย เข้าใจผิดแบบเดียรถีย์ มันก็เลยคนละโลกเลยซึ่งมันเป็นฌานวิสัยไม่ใช่เข้าใจง่ายๆ แต่พวกเราจะเข้าใจว่า พวกคุณมีฌานกันทั้งนั้นแต่ทางโน้น เขามีฌานฤาษี แต่ของพวกเรามีฌานพระพุทธเจ้า ฌานของพระพุทธเจ้ามันคนละแบบ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปกังวลหรอกว่าฌานมันจะเกิด คุณเกิดปัญญาที่เป็นปัญญาแท้ของศาสนาพุทธเถอะก็คือฌานนั่นเอง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าฌานก็คือปัญญาใช้ปัญญาก็คือฌาน ฌาน แปลว่าไฟ ก็ยังดีโชคดีในพจนานุกรมบาลีไทย ก็บอกเลยว่าฌานนี้คือ ไฟ คือเพลิง คือไฟเขาก็ยังมีคำนี้ เขาไปแปลว่าเพ่ง แล้วเขาก็ไปคิดว่า ฌานนี้คือเพ่งเข้าไปในจิตเข้าฌาน อันนั้นเป็นเรื่องที่เขาเข้าใจผิดว่ามันเป็นอย่างนั้นมากกว่าที่จะมาเข้าใจว่าเป็นไฟเป็นเพลิงเป็นพลังงาน อุณหธาตุ ที่อาตมาอธิบายความซึ่งมันสามารถละลายกิเลสได้ เผากิเลสได้ คำว่าเผา เขาก็รู้อยู่แล้วเขาก็ยังไปอยู่ในพจนานุกรมบาลีว่า ฌานนี่คือการเผา ฌาปนกิจนี่เห็นไหม ซึ่งรากศัพท์มาจากคำว่า ฌา ฌายะ ฌามะ รากความหมายแท้เดิมมันแปลว่าเผา แปลว่าอุณหธาตุ แปลว่าไฟ แปลว่าทำลายเลยปฏิกิริยาทำลาย แต่สิ่งที่ต้องการทำลายคือกิเลส ฌานนี่คือตัวนี้ สมณะฟ้าไท... วันไหนพ่อครูไม่มีแรงก็งดก็ได้ครับ พ่อครูว่า... คิดว่าก็คงต้องบอกอย่างนั้น การเทศน์ไม่ต้องตามกำหนด แต่ตามสะดวก อาตมาตายได้แล้วพวกเราเทศน์แทนได้แล้ว สมณะฟ้าไท... พวกเราก็ยังไม่เข้มแข็งพอ เราก็ต้องทำตัวเองให้เข้มแข็งพอ สรุป จบ 661117 นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก