570813_พุทธชีวศิลป์(๘)วนบ. เรื่อง กายนี้สำคัญอย่างไร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข24 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570813 พุทธชีวศิลป์( 8 )วนบ. เรื่อง กายนี้สำคัญอย่างไร?

วันนี้วันพุธที่ 13 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก พ่อครูว่า...วิชานี้เราจะพูดเรื่องธรรมะให้มาก อาตมาเจตนาต่อภพภูมิการศึกษาให้ไปจนที่สุดบรรลุธรรมกันถึงอรหันต์เลย เจตนาเช่นนั้น ต้องตั้งใจ เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นศาสนามีเนื้อแท้คุณธรรม สามารถศึกษาให้สัมมาทิฏฐิได้ แต่ศาสนาพุทธได้กร่อนลงไป เสื่อมลงไปตาม อาณิสูตร ซึ่งชาวอโศกเราได้ฟื้นความรู้ความจริงแท้ของพุทธขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง ทั้งที่พวกเรายังไม่ได้ดีมากนักหนาเท่าไหร่ แต่ก็มีรูปธรรมยืนยันได้เพราะมีหลักฐานธรรมะพระพุทธเจ้า มีพระไตรฯ เราก็เอามาตรวจสอบมันก็ตรงนะ อาตมาว่า ก็ไม่ได้เพี้ยนอะไร อย่างนี้จึงทำให้เราเข้าใจมีปัญญาตรวจสอบตาม และมีหลักฐานที่กระแสหลักเขาก็ถือพระไตรฯฉบับเดียวกันไม่เพี้ยนอะไร พอมาดูแล้วก็ว่าดี ตรวจสอบแล้วเยี่ยมเลย เราก็ไม่เห็นปัญหาอะไร เรามาเรียนต่อกันที่ ปฏิจจสมุปบาท ให้อ่านนาม_รูป ซึ่งนามที่จะปฏิบัติท่านให้ศึกษาอาการของ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มนสิการเป็นการจัดการทำใจ เพื่อปรับปรุงตกแต่งทำให้ขึ้นสู่ดี ส ิ่ งไม่ดีก็ดับออกกำจัดออก ส่วนผัสสะคือจะต้องปฏิบัติในลักษณะที่มี ท่านจึงจัดให้อยู่ในหมวดนาม ถ้าไม่มีผัสสะ ก็ไม่เกิดวิญญาณ ผัสสะมีสิ่งสองคือนามและรูป พอเราเข้าใจผัสสะ แล้วตัวสำคัญอีกตัวคือ เจตนา ก็คือตัณหานั่นเอง ...ท่านให้ปฏิบัติรู้จักตัณหาที่เกิดจากทวาร 6 แต่ในตัวตัณหาหรือเจตนานี่มี 3 คือ กาม_ภว_วิภวตัณหา เป็นตัวเหตุใหญ่สมุทัยที่จะต้องกำจัด จะเกิดจริงเมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง มีเวทนา 6 ตัณหา 6 คือรับครบทุกทวาร มีผัสสะอยู่ในปัจจุบัน เกิดองค์รวมเรียกว่าวิญญาณ แล้วแตกออกเป็น เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม หรือแม้แต่ กายในกาย ก็คื

อ่านต่อ

อจิต คนไทยว่ากายไม่ใช่จิต เขาว่าชีวิตคนก็มีกายกับจิต ก็เลยแยกส่วน คำว่า กายจึงมีนัยลึกที่ไม่ทิ้งนามธรรม ต้องมีนามธรรมร่วมตลอด กายจริงๆแล้วหมายเอานามธรรมธาตุรู้ที่ร่วมอยู่ แต่ภาษาไทยเอาคำว่า กายไปใช้ผิด จนกายนั้นเป็นแค่รูปร่างนามธรรม ไม่มีนามเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยซ้ำ มันเลยผิดไปคนละขั้ว การปฏิบัติในเรื่องของกายนั้นสำคัญที่สุด จะพยายามทวนคำว่ากายนี้ให้มาก เพราะมันสำคัญ คำว่า กายนี้เป็นองค์ประกอบของรูปนาม ในโลกุตระ 46 มี(คือ โพธิปักขิยธรรม 37 บวกกับ โลกุตระ 9 ) ล. 31 ข. 620

เร ิ่ มต้นตั้งแต่ กายในกาย ต้องเข้าใจ กายสังขาร คือองค์ประชุมของรูปและนามทั้งนอกและใน มีครบ ส่วนวจีสังขาร มีแต่ภายใน โดยเฉพาะในภายในของวจีสังขาร อาจไม่เกี่ยวกับมหาภูตรูปเลย เพราะวจีสังขารเกิดจากการปรุงแต่งของนามธรรม เป็นมโนวิญญัติยังไม่เป็น กายหรือวจีวิญญัติ ยังอยู่ในมโนกรรม เป็นมโน กายสังขารคือองค์รวม ส่วนวจีสังขารคือส่วนที่อยู่ในจิต ที่มีมโนเป็นประธาน เป็นพฤติกรรมของมโนกรรม เมื่อปรุงแต่งออกมา ส่วนจิตสังขารคือหมายเอาองค์รวมของจิต จะไม่เอาภายนอกเลยก็ได้ ไม่เอากายก็ได้ วจีสังขารยิ่งละเอียดกว่าจิตสังขาร เพราะเป็นผลของการปฏิบัติอภิสังขาร คือได้ชำระกิเลสแล้วหรือชำระไม่ได้ ถ้าชำระไม่ได้ก็เป็นวจีสังขารที่เป็นผีอยู่ ก็ทำงานตามที่มันเป็น เช่น เป็นผี หรือเทวดาก็แล้วแต่ เมื่อปฏิบัติ จะต้องปฏิบัติตั้งแต่ กายในกาย ตั้งแต่กายนอก มาประชุมร่วมกัน แล้วเนื่องเข้ามาภายใน เป็นองค์ประชุม

ถ้าเรากำจัดเหตุแห่งอวิชชา ตั้งแต่มีสัมผัส เราต้องอ่านกายตัวแรกคือสักกายะ อย่างเห็นๆ หลัดๆ มีญาณหยั่งรู้ มีปัญญาเห็นของจริงแล้ว ไม่ใช่ได้แค่นึกคิดเอา มีวิปัสสนาญาณเห็นอยู่รู้อยู่ เห็นแล้วก็วิตกวิจารวิเคราะห์วิจัยลงไป อาการเหล่านี้คืออาการจิต ถ้าอวิชชามันปรุงปุ๊บเลย เป็นองค์รวมเลย พอปรุงแล้วเรียกว่ามันเป็นเทวดาหรือเป็นผี มันสุขก็เป็นเทวดา มันทุกข์ก็เป็นผีเลย เราก็อ่านวิจัยลงไป แล้วมีวิธีด้วย ว่ากระทบรูปแล้วอยากได้ถ้าได้มาก็สุขแต่ถ้าถือศีลแล้ว ฉันจะเว้นขาดไม่เอา เพราะไปตกเป็นทาสมันก็ต้องเว้นออกขาดออก ก็จะเห็นมันดิ้น เห็นตัวตนของผีชัดๆ เลย เห็นเวทนาชัด ก็วิจัยเวทนาในเวทนา องค์ประชุมกายเดียวกัน แต่เรียกคนละสถานะ เรียกว่าพ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา แล้วเราก็ปฏิบัติตามที่เรียนรู้มา ตามศีลพรต ปฏิบัติให้มันสำเร็จ อย่าให้แค่เห็นมันแตะต้องลูบคลำ แต่กำจัดมันไม่ได้ ถ้ากำจัดมันไม่ได้ก็ไม่พ้นศีลพตปรามาส แม้มีญาณอ่านรู้เห็น เจตสิกแล้ว เราก็ปฏิบัติลดละโดยสัมมัปปธาน พอกิเลสหมดไปก็ไม่เห็นเสื่อมเลย มันเป็นอบายไม่เห็นต้องมีเลย เราจะเห็นเลยว่าเราบ้าไปปรุงมันทำไม การปฏิบัติอย่างนี้เรียกว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย นี่คือปฏิบัติตามวิโมกข์ 8 ข้อที่ 3 จนเรามีสัญญา และกาย อย่างพุทธ แต่พวกฤาษีจะกำหนดนิโรธ อย่างมืดดำดับ มันต่างกันอย่างมีนัยซับซ้อน ต้องใช้สัญญาในการกำหนดรู้จึงจะรู้ว่าคือสัตว์ เทวดา สัตว์นรก สัตว์พรหม มีอาการ ลิงค นิมิตอย่างไร ต้องกำหนดหมายรู้จริง รู้กาย ทั้งรูปและนามทั้งนอกและใน เมื่อทำให้กิเลสลดได้ จนถึงอุเบกขา วางเฉย ซึ่งของพุทธ เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา แต่ของโลกีย์เป็นเคหสิตอุเบกขา วางเฉยของโลกียะไม่ได้ดับกิเลส เป็นธรรมชาติ เป็นการกดข่มไว้ บางครั้งมันก็เฉย ไม่ผลักไม่ดูด กลางๆ บางครั้งคราว อาตมาเรียกอุเบกขาพักยก แต่ของศาสนาพุทธนั้นมันดับเหตุให้ถาวรเลย พักถาวรตายสนิทไม่เกิดเลย เป็นการวางเฉยที่ มืดดำดับ แต่ของพุทธเป็น แบบรู้สว่าง มีจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เขาอาจรู้เดาๆ ได้เป็นตรรกะ แต่ไม่เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ องค์ประชุมของนิโรธก็คือยังมีกายอยู่ ต่างกันกับองค์ประชุมของฤาษีที่ไม่มีกาย ไม่มีจิต ไม่มีรูป ไม่มีนามเลย มีแต่ความดำมืด กิณหะ แต่ของพระพุทธเจ้ามีองค์ประชุมคือ กาย มีความว่าง มีนิโรธรู้ว่ากิเลสคืออะไร มีองค์ประกอบของเหตุปัจจัย จึงมีกายอยู่ ไม่ได้ดับกาย ยิ่งจิตยิ่งไม่ดับใหญ่ ยิ่งเห็นแจ้งสว่างมีอาโลกา ชัดๆ เลย มีดวงตาสัมผัสอยู่ แต่ไม่ใช่ตาเนื้อ เป็นธรรมจักษุ เอาคำสอนพระพุทธเจ้าตรวจสอบก็ตรงกันทุกอย่างเลย กายของพระพุทธเจ้าที่ให้ปฏิบัติ ตั้งแต่เร ิ่ มจนวิโมกข์เลย เมื่อได้ความว่างแล้วก็ให้ตรวจตั้งแต่ ความว่างเป็นอากาศ ตรวจขณะมีทวาร 6 รับวิถี ก็ว่างสว่างโดยมีจิตวิญญาณธาตุรู้ แล้วก็ตรวจอีก ตรวจว่าแม้เล็กแม้น้อยก็ไม่ให้มี แล้วก็ตรวจว่าไม่มีสิ่งใดไม่รู้ นานาสัญญา ก็ตรวจสอบขณะมีของจริงผัสสะ ตรวจสอบแล้วๆ เล่าๆ ทั้งปัจจุบัน อดีต พยากรณ์อนาคตได้เลยว่าเที่ยงแท้ถาวร ไม่มีอดีต อนาคต เพราะทุกปัจจุบันกระทบสัมผัสก็กิเลสเป็นสูญ มันเด็ดขาดสมบูรณ์แบบแล้ว นี่คือลักษณะธรรมะของพระพุทธเจ้า สรุปแล้ว คำว่า กาย จึงเป็นตัวชี้บ่งสถาวธรรมที่ต้องเรียนรู้ให้ชัดให้ดีแล้วนำไปปฏิบัติ ตั้งแต่เร ิ่ มจนสำเร็จสูงสุด ต้องมีสัมผัสจึงปฏิบัติได้ จึงเรียกว่ามีกายได้ ถ้าไม่มีสัมผัสก็ไม่เกิด กาย ถ้ารูป กับรูป สัมผัสกันก็ไม่เกิด กาย ไม่เกิดอายตนะไม่เกิดผัสสะ เพราะไม่มีเหตุปัจจัย มาไล่ละเอียด ของนามธรรม เ ริ่ มจากเวทนา ในเวทนา ก็คือเจตสิกปรุงร่วมเป็นสุข เป็นทุกข์ เราก็เรียนรู้ว่าในเวทนามีตัวอะไรมาปรุงแต่ง รู้เจโตปริยญาณ 16 ว่ามีตัวอะไรมาปรุง จนเราชำระได้ก็เป็นปุญญาภิสังขาร เมื่อชำระได้หมดก็ อปุญญาภิสังขาร สั่งสมให้ตกผลึกเป็นอเนญชาภิสังขาร

ผู้หมดกิเลส ก็ปรุงแต่งสังขารได้ แต่ไม่มีกิเลสร่วมปรุง เรียกว่า อสังขาริกัง ไม่มีตัวตนมาเกี่ยวข้อง แต่ปรุงเพื่องานเพื่อผู้อื่นไม่ได้เพื่อตัวเอง จะเพื่อตัวเองเช่นได้เสื้อผ้ามาก็ไม่ได้เอามาเสพอย่างโลกเขา อาหารก็กินเอาธาตุที่พักอาศัยก็หลบแดดฝน ไม่มีอะไรเป็นเรื่องเลอะฟุ้งซ่านไป จะเป็นปัจจัย 4 บริขารเครื่องใช้ก็ไม่ได้เสพส่องอะไร ให้รู้ชัด ย้อนไปถึงอายตนะ 6 เมื่อทำโยนิโสฯ จัดการกิเลสหมด เป็นวิภวตัณหา สัญญาก็สะอาด เป็นสังขารที่สะอาด เราไปทำงานการเมืองก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเรา ไม่ใช่พูดโก้ๆ แต่เป็นสภาวะจริง เวทนาก็เป็นอุเบกขาเวทนา เป็นที่อาศัยในอรหันต์ แม้แต่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานก็ปรินิพพานในฌาน 4 ที่อุเบกขานี้ พระอนุรุทธะก็ตรวจตาม พระพุทธเจ้าท่านก็ไปอรูปฌาน แล้วก็กลับมาที่อุเบกขา อาตมาอธิบายได้เพราะว่าฐานนิพพานอยู่ที่อุเบกขา ตัณหาก็มี 6 ทำให้กามตัณหา ภวตัณหาสิ้นไป แล้วมีแต่วิภวตัณหา อุปาทานก็หมดไปหายไปไม่ยึดแล้ว ภพก็หมด ชาติก็หมด ชรามรณะก็หมดไป ของกิเลสที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ความทุกข์หรือความสุขเท็จก็ดับไป ชรามรณะอันนี้ไม่ใช่ของร่างกาย แต่อรหันต์หมดกิเลสแล้ว ร่างกายก็ยังอยู่เลย โดยเฉพาะโศกะปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ หายไปไม่เจอหน้าเลย แม้มีบททดสอบมาตลอดเวลา ทั้งวัตถุบุคคลเหตุการณ์ ก็ไม่เกิดทุกข์อะไร อาการพวกที่ว่าคุณก็ต้องรู้จักอาการเหล่านั้นจริง อาการเหล่านั้นต้องถูกรู้โดยญาณของคุณ คุณต้องรู้แม้ที่สุด ชีวิตของกิเลสก็หายไป ชีวิตินทรีย์กิเลสหายไป เหลือแต่ชีวิตของพรหม เราอาศัยอาหารต่างๆกิเลสก็ไม่เกิด ผัสสะ 6 ก็บริสุทธิ์สะอาดตลอด ผัสสะต่างๆที่เกิดก็ไม่มีอะไร ในปุตตมังสสูตร เรื่องอาหาร

ในขณะมีกวฬิงการาหารก็ไม่เกิดกิเลส อ่านในขณะมีผัสสะก็ไม่เกิดเวทนาที่เป็นเคหสิตะ แล้วมันอุเบกขาแบบไหน เป็นเนกขัมมะหรือเคหสิตะ แล้วมันจะมีโทมนัสไหม แต่มีโสมนัสได้ไหม ก็ได้ เป็นแบบโลกุตระทำจิต อภิปโมทยังจิตตังได้เป็นเครื่องอาศัย คุณต้องปฏิบัติรู้แม้นิดแม้น้อยก็ต้องทำมาแล้วทำอดีตปัจจุบัน ให้สูญ แต่คุณจะอนุโลมอาศัยไปกับโลกด้วยเบิกบานแจ่มใส เพราะฉะนั้นเมื่อคุณผ่านอาหารรูปแล้ว คุณสามารถทำให้กิเลสว่างถึงอากาสธาตุได้ จิตมันว่าง คุณก็อนุโลมกับเขาได้ไม่มีโศกะปริเทวะ มีแต่เบิกบานแจ่มใส อภิปโมทยังในอานาปานสติสูตร คุณก็จะอ่านรู้อาการของมัน มาถึง ปริเฉทรูป เป็นอากาสธาตุ แล้วคุณก็จะรู้อาการเคลื่อนไหวที่ออกมาเป็นวิญญัติ คุณก็รู้ว่าจะปรุงออกมาให้เร็ว เป็นเสียงอย่างหนักเร็วแรงเหมือนอาตมาก็ต้องอาศัยการปรุงไปด้วยบ้าง คุณจะรู้จัก กายวิญญัติ วจีวิญญัติ คุณมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ก็ต้องประมาณรู้ว่าจะออกไปอย่างไร กำหนดรู้เป็นวิการรูป 5 เป็น ลหุตา เป็นมุทุตา เป็นกัมมัญญตา ประมาณให้ดี จิตคุณจะต้องมีลหุ ต้องมุทุ ต้องเป็นจิตที่เบาไม่หนัก แต่คุณจะปรุงหนักนั้นเจตนาของคุณไม่ใช่บำเรอใจของตนที่ปรุงหนักเพราะบำเรอใจ จิตต้องมุทุ แววไวทั้งเจโตทั้งปัญญา เปลี่ยนแปลงได้เร็วไวไม่ติดขัด แต่ไม่ดัดไปทางชั่วเลย คำว่า วิแปลว่า วิเศษ การแปลว่างาน วิการรูปคืองานอย่างวิเศษของใจ เราเอาส ิ่ งชั่วออกไปแล้วก็มีแต่ส ิ่ งวิเศษในจิต เพราะทำลหุตา มุทุตาได้ ท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ แปลมุทุตาว่า ความเบาบาง จิตคุณบางเบาแต่จะปรุงให้หนักก็ได้ มุทุตา ท่านแปลว่าความอ่อนไว ยืดหยุ่นเร็วไว จิตหัวอ่อน ปรับได้ทั้งปัญญาและเจโต elasticity

กัมมัญญตา การกระทำด้วยปัญญา อันประเสริฐยิ่ง ในกวฬิงการาหารก็สามารถดูแลเวทนา 108 ได้เป็นอุเบกขาเวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ ส่วนตัณหาก็มีแต่วิภวตัณหา เป็นจิตพรหมที่มีทั้ง เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา จิตนี่เร็วยิ่งกว่าแสง ไอสไตน์ค้นพบเร็วเท่าแสง แต่ของพระพุทธเจ้านี่ค้นพบเร็วกว่าแสงอีก ที่เราใช้อยู่นี่ก็เร็วกว่าแสงแล้ว ถ้าทำได้ดีกว่านั้นอีกก็ย้อนไปดูอดีตได้อีก อย่างไอสไตน์ว่าถ้าคุณทำความเร็วได้ยิ่งกว่าแสงก็จะย้อนอดีตได้ก็ตรงกันเลย พูดถึงเรื่องไม่มีอารมณ์ อาตมาแต่ก่อนดูหนังไม่สนุกเลย คุณยายดูหนังไม่เป็น บ้านอยู่หน้าโรงหนัง เจ้าของโรงหนังก็บอกยายให้ไปดูหนัง ยายก็ว่า ไปดูอีหญั๋ง ...มารู้ทีหลังว่า ยายนี่เป็นโพธิสัตว์ ไปช่วยลูกหลาน ไม่มีอารมณ์โลกีย์อะไร ท่านก็ทำตามบารมี ก็รู้จักเขาดูหนังได้ฟรี เจ้าของโรงหนังบอกให้ไปดูท่านก็ไม่เคยไป อาตมานี่เข้าไปดูฟรี บางเรื่องดูหลายรอบ แต่ก่อนมีรสแต่ก่อน แต่ตอนนี้ปฏิบัติธรรมแล้วหมดรส อาตมาก็เป็นลิงลมอมข้างพอง ไปกับเขาบ้าง พอเราตื่นมาก็ง่ายสลัดได้ง่าย ที่มันหลอกเราก็หมด ให้พิสูจน์เถอะ ถ้ากิเลสพักยก ตัวอย่างทิดกล้าทำปิดเป่ายาง เมื่อวัยเราผ่านไป มันพักยก แล้ววิธีกระทุ้งให้กิเลสออกมา จะทำอย่างไร?...ตอบ..อันนั้นเป็นเรื่องของโลก ผ่านวัยไปแล้วก็ไม่ทำแล้วมันก็ลิงลมอมข้าวพองตามวัย พอคุณล้างกิเลสอื่นได้ดี กิเลสตัวนี้มันตัวจ้อยก็เป็นสมมุติโลกแค่นั้นเอง แต่ถ้าคนมีกิเลสจริง นี่ก็เป็นกิเลสแบบเด็กตามวัย ถ้าจิตมันมีกิเลสอยู่มันก็พักยก ชาติหน้าก็มี เพราะผ่านวัยไปแล้ว ว่าโตแล้วไม่ทำ ไปเป็นผู้ใหญ่เต๊ะท่าเหมือนผู้ใหญ่ไม่ทำตามโลกเขา แม้เราไม่ได้ล้างมันก็เป็นกิเลสตัวน้อยที่เราทำกิเลสตัวใหญ่ก็ไปคลุมมันเราไปไล่ทำทุกอย่างไม่ได้หรอก มันมีเป็นหลายล้านตัว

ในขณะตัวเองมีกิเลสก็อย่าไปทำอนุโลม หากเราไม่ได้ถึงมุลจิตตุกัมยตาญาณ ต้องให้ตายก่อนกิเลสตายก่อน ค่อยอนุโลม หากมันตายแล้วเคาะโลงเท่าไหร่มันก็ไม่ออกมากินแต่หากมันไม่ตายก็เสร็จมันสิให้กิเลสโต ต้องผ่านญาณต่างๆมา ให้อุเบกขามันแข็งแรงค่อยอนุโลม ต้องทำให้เด็ดขาดสิ คุณงามความดีมาก สบายมาก บอกพ่อครูว่า ผมเป็นคนมีปัญญา ไม่มีปัญหา ตั้งแต่อยู่กับพ่อท่านมา 30 กว่าปีแล้วยังไม่เคยเป็นแบบนี้เลย ….พ่อครูว่า คนไม่มีปัญหา มีสองอย่างคือ คนมีปัญญากับคนโง่ ไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร? ส.ด่วนดีถามว่า...พ่อครูอธิบายว่า เราจะเรียนรู้วิญญาณขณะมีผัสสะ เรียนรู้วิญญาณผี เทวดาเก๊ ขณะมีผัสสะทางทวาร 6 แล้วเตวิชโช จะเป็นอย่างไร?...ตอบ...ในขณะเตวิชโช เราระลึกถึงอดีตชาติ ในชาตินี้แหละ ไม่ต้องข้ามชาติหรอก ว่ามันมีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยอย่างไรที่เราเกิดกิเลส เราเกิดอารมณ์อย่างไร เราได้ปฏิบัติจริงขณะเกิดอาการไหม? เช่นคนนี้พูดไม่ถูกหู กิเลสมันเกิดปั๊ปเลย หรือว่ากิเลสไม่เกิดหรือเราจัดการกิเลสอย่างไรก็ไม่รู้ มันไม่ใช่การปฏิบัติลดละล้างกิเลส เพราะมันเป็นแค่สัญญา ก็แค่สมมุติเอา คุณต้องเจออีกหลายที แล้วทำจริง ว่ามันได้หรือไม่ได้ แล้วตรวจสอบลงบัญชีว่าได้หรือไม่ได้ มันเป็นเรื่องเกิดจริงเป็นจริง มันเกิดรอบใหม่ของชาวอโศก รอบใหม่นี้มันเกิดสำหรับอาตมาทำงานมาสี่ทศวรรษ กำลังขึ้นทศวรรษที่ 5 ก็เริ่มเข้าหา 6 ถ้า 6 หรือ 7 นี่ยิ่งสนุก รอให้อาตมาอายุประมาณ 95 ปีก 15 ปีประมาณนั้น อาตมายังเดานะ เอ๊อาตมาอายุ 100 นี่คนจะมาฉลองนะ อายุ 100 จะไม่ธรรมดา คนจะมาฉลองอาตมาเดานะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน