570815_วิชาสรรค่าสร้างคน(๙)วนบ. เรื่อง กายอันหลากหลายลึกซึ้ง.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข4 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570815 วิชาสรรค่าสร้างคน( 9 )วนบ. เรื่อง กายอันหลากหลายลึกซึ้ง

วันนี้วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก เราก็จะอธิบายความมีค่าของคน โดยอาตมายกเอาลักษณะบุญนิยม ตั้งแต่ ข้อที่ 1 ทวนกระแสก็พูดไปแล้ว ทีนี้มาถึงเข้าเขตโลกุตระ นี่จะต้องอธิบายกันอีกนาน บุญนิยม จะต้องมีความเป็นโลกุตระ ซึ่งก็คือลักษณะที่ต่างจากโลกียะ โลกี ยะคือลักษณะธรรมดาทั่วไป ยืนยันได้ว่านอกจากศาสนาพุทธ ไม่มีศาสนาอื่นเป็นโลกุตระ ศาสนาอื่นก็พยายามศึกษาแก้ไขจิต แต่ไม่มีญาณปัญญาแจ้งจริง เท่าพระพุทธเจ้าที่สามารถรู้จัก จิต เจตสิก รูป นิพพาน แจกละเอียด และมีญาณหยั่งรู้ หยาบ กลาง ละเอียด จนถึงอรูป ลึกๆ ลักษณะของบุญนิยมที่สมบูรณ์ 11 ประการ 1 .ทวนกระแส(คนละทิศกันกับของทุนนิยม) 2 .ต้องเข้าเขตโลกุตระ 3 .ทำได้ยาก(ยกเว้นผู้มีบารมีจริง) แม้ยากก็ต้องทำ 4 .เป็นไปได้(ไม่ใช่ฝันเฟื่อง) อาตมาก็พยายามอธิบาย มันลงตัวกับพระวจนะ 5 .เป็นสัจธรรม(ของจริงของแท้สำหรับมนุษย์และสังคม) ซึ่งสัจจะมีทั้งสมมุติและปรมัตถสัจจะ เราไม่ยึดมั่นในความจริงของโลก แต่อาศัยใช้ได้ เรียกว่ารู้สัจจะทั้งหมด 6 . “กำไร” ของชาวบุญนิยม หรือจะเรียก รายได้ หรือ ผลประโยชน์ สำหรับตนก็คือ ส ิ่ งที่ได้ให้ออกไป คุณค่าที่ได้สละจริง เพื่อผู้อื่น เพื่อมวลมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย จึงเรียกว่า บุญ คือการชำระสละออก เอาออกจนหมดตัวหมดตน หมดความเป็นสัตว์ ให้ชีวิตินทรีย์ อย่างหยาบ กลาง ละเอียด ในสัตตาวาสให้หมดไปได้ ต้องเรียนรู้สัตตาโอปปาติกา ถ้าเ ริ่ มต้นรู้สักกายะตัวแรกแล้วทำให้ลดได้เป็นผลพ้นศีลพตปรามาส วิชาพระพุทธเจ้าชัดเจนว่า สัตว์ทั้งหลายต้องออกไป 7 .สร้างคนให้ประสพผลสำเร็จเป็นหลัก วิชาการของพระพุทธเจ้าคือวิชาการสร้างคนให้บรรลุความจริง ล้างก

อ่านต่อ

ิเลสเป็นหลัก แล้วท่านล้างกิเลสสำเร็จแล้วก็รู้โลกด้วย อยู่กับโลกด้วย เพราะมีหลักที่ไม่หนีจากโลก มีมรรคองค์ 8 ดำเนินชีวิตไปกับสังคม ก็ดีขึ้นๆ ไม่เป็นภัยแต่มีประโยชน์ต่อสังคมด้วย 8 .ต้องศึกษาฝึกฝนจนจิตเกิดจิตเป็นเรียกว่าบรรลุธรรมตามลำดับ จึงชื่อว่า “เป็นผลสำเร็จจริง” ต้องจับกิเลสที่เกิดได้ แล้วทำให้มันดับ จนมันไม่เกิดอีกต่อไป พวกอภิธรรมก็ว่าจิตเกิดดับตลอดเวลา แต่พระพุทธเจ้าท่านหมายให้จิตที่เราต้องกำจัดคือจิตอกุศล ต้องจับกิเลสที่เป็นเหตุ แล้วปฏิบัติจนกิเลสถูกฆ่า ตายสนิท สัมผัสอีกเมื่อไหร่ มันก็ไม่เกิด นี่แหละคนเห็นความเกิดความดับของจิต พวกที่เรียนกันง่ายๆว่าจิตเกิดดับตลอดเวลา ไปเห็นความจริงให้ได้ว่ามันเกิดดับตลอดเวลา แล้วความจริงคุณรู้จิตเกิดดับได้จริงไหม แล้วตัวไหนจะไม่ให้เกิดอีกได้ นี่คือคนรู้ความเกิดดับของจิตแท้ๆ 9 .ความร ่ำ รวยอุดมสมบูรณ์ไม่อยู่ที่ส่วนบุคคล แต่อยู่ที่ส่วนรวมหรือส่วนกลาง 10 .เชิญชวนให้มาดูหรือพิสูจน์ได้ดุจเดียวกับพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ที่เราเรียนนี้เป็ น วิชชาศาสตร์ มี วิ ชชา 9 จริงกว่าวิทยาศาสตร์ 11 .จุดสัมบูรณ์คือ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ พึ่งแก่ เจ็บ ตายกันได้ ความเป็นญาติพี่น้อง คือ พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันได้ นี่คือญาติแท้ๆ แม้คลอดตามกันมา พ่อแม่เดียวกัน แต่พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันไม่ได้ มันไม่ใช่ญาติหรอก มิตร สหายพึ่งกันได้ยังเป็นญาติกันมากกว่า ถ้าคำว่าญาตินั้นหมายถึงแค่สายโลหิตก็ไม่ได้ความหรอก แม้แต่สัตว์ก็สืบสายโลหิต แต่ความเป็นพี่น้องภราดรภาพนี้ลึกซึ้งกว่าสายโลหิต

สันติภาพ ก็ไม่ได้หมายถึงสงบอย่างทื่อๆ แต่สงบที่กาย คือองค์รวมไม่มีกิเลส กายวิเวก แม้จิตก็ไม่มีกิเลสเป็นจิตวิเวก หรือเอาตัวกิเลสเลยก็ไม่มี เป็นอุปธิวิเวก คำว่าวิเวก ที่สงบแบบโลกุตระคืออย่างไรก็คือกิเลสหมดนั้นเอง สงบจากกิเลส จึงอยู่กับสังคมได้อย่างไม่เป็นพิษภัย มีแต่อบอุ่นสบาย สมรรถภาพ คือ ความรู้ความสามารถ ของพุทธนั้นไม่ลด มีแต่เพ ิ่ ม คนมีปัญญารู้ว่าสมรรถภาพเราก็ควรเพิ่ม ถ้ามีเวลาโอกาสเราก็ทำส ิ่ งเป็นประโยชน์ หากไม่มีประโยชน์ก็ไม่ทำ ทำอย่างอื่น เช่นคุณจำลองมีความสามารถในการเย็บกระทง ก็ไม่เห็นต้องทำทุกวัน ให้คนอื่นทำได้ เราก็ทำสิ่งที่เหมาะควร ไม่บกพร่อง มันจึงเจริญ บูรณภาพ คือสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลา แม้จบกิจก็พัฒนาได้ เช่นอาตมาก็พัฒนานิรุติปฏิภาณ ดีขึ้นเรื่อยๆ มีภาษาคำพูดที่รู้มากอธิบายได้มากขึ้น เป็น นิรุติ ปฏิภาณ ทำประโยชน์ได้ยิ่งขึ้น อรรถะ ธรรมะ นิรุติ ปฏิภาณ เรารู้เนื้อแท้แล้วทรงส ิ่ งดีเป็นธรรมะไว้ในเรา สิ่งที่เป็นอธรรมไม่ทรงไว้ในเรา เรารู้เนื้อแท้เป้าหมายสาระ กลับมาอธิบายโลกุตระ ว่าหมายเอาอะไร ก็มีโลกุตระ 9 หรือโลกุตระ 46 จะรู้ได้เป็นได้อย่างไรก็ต้องรู้ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ...อรหัตตผล แล้วนิพพานเป็นโลกุตระ 9 เกิดได้ต้องสั่งสมตั้งแต่โลกุตระ 1 ในโพธิปักขิยธรรม 37 เร ิ่ มแต่ กายในกาย กายนั้นเน้นที่นามธรรมเป็นหลัก ถ้ากายนี้ไม่มีนามธรรมร่วมด้วย เอาแต่หมายถึงข้างนอก เป็นร่างเป็นรูปเท่านั้นก็จบเห่เลย คำว่า กายนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในไตรปิฎกมากมาย อาตมาคัดมาพอสมควร จากพจนานุกรม กายกัมมัญญตา คือ ความคล่องของกาย ความเป็นของควรแก่การงานของกองเวทนา สัญญา สังขาร

แล้วเวทนา สัญญา สังขาร นี้คือนาม ก็หมายถึงเอานามเป็นหลักเลย ทุกอย่างมันควร เพราะได้รับการเลือกเฟ้น จัดแจงจัดการให้เป็นวจีที่ดี กัมมันตะที่ดี อาชีวะที่ดี แต่ท่านไม่ได้บอกถึงข้างนอกเลย ท่านตรัสว่าควรแก่การงานแห่งกองเวทนา สัญญา สังขาร ซึ่งเป็นนามธรรม หากไม่ชัดเจนในสภาวะจริงแล้วคุณก็พูดเลอะ อธิบายก็เลอะ สำคัญมั่นหมายก็เลอะ ก็จะไปปฏิบัติการงานว่าอันนี้ดีว่าไม่ผิดกฎหมาย หรืองานนี้เจริญเพราะเป็นผลดี เอาที่ตัววัตถุข้างนอกโน่น พอมาแปลในนี้ท่านเขียนไว้ดี กายกลิ ท่านแปลว่า กายโทษ หรือสิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย คือองค์ประชุมของส ิ่ งเป็นโทษในจิต หรือแม้จะเกี่ยวกับภายนอกด้วย แล้วมีตัวสำคัญคือ กลิ หรือกลี เป็นตัวเป็นโทษ อย่างชื่อคุณนี่มี ตัวกลี ก็คือตัวเลวไม่ได้หมายถึงรูปเลย มันหมายถึงกิเลสชัดๆ อันนี้ในพจนานุกรมไม่มีเค้าแห่งนามธรรมเหลือเลย กายยังคะ คือองค์ของกาย (ท่านแปลว่าอวัยวะแห่งกาย) ท่านแปลอย่างนี้ไม่มีนามธรรมร่วมเลย คำว่า อาการ 32 ก็หมายถึงอวัยวะทุกอย่าง แม้แต่อิริยาบถที่รวมกันเป็น 32 ท่านให้รู้อาการ ว่ากายคืออาการเคลื่อนไหวของขา อาการของตับไตไส้พุง ไปหมายถึงวัตถุ ไม่ใช่ แต่หมายถึงจิตใจเราไปยึดเอาเป็นตัวเราของเรา มันจะเจ็บตรงไหนก็มันยึดเป็นเราของเรา ถ้าไม่ยึดก็ไม่เจ็บมาก กิเลสเข้าไปยุุ่งเกี่ยวทุกอย่าง กายคตะ คือสิ่งที่ไปในกาย สิ่งที่อยู่ในกาย เขาก็เลยเข้าใจไปว่า คือเลือด กระดูก อวัยวะภายใน ก็พาซื่อ ที่จริงคตะคือการดำเนินไป กายคตาสติ ก็ให้มีสติเรียนรู้กาย เขาไม่เข้าใจก็ไปดูแต่ก้าวหนอ ย่างหนอ เนื้อมันสลายไปไม่ใช่เราของเรา แต่ที่จริง คือ ให้ดูที่จิต ให้มันแยกตัวจากความยึดมั่นถือมั่น ที่มันดำเนินไปในชีวิตเรานี่แหละ

กายถาม คือกำลังแห่งกาย ที่จริงไม่ใช่เอากำลังร่างแบบนักมวยนั่น แต่ที่จริงหมายถึงกำลังแห่งใจที่ออกมาเป็นองค์รวมของกาย วาจาใจ รวมออกมาเป็นนัจจะ คีตะ วาทิตะ ทั้งกาย วาจาใจ กายทรถ ท่านไปแปลในพจนานุกรม ว่า ความกระวนกระวายแห่งร่างกาย , ความทุกข์ของกาย มันก็ไปกันใหญ่เลย ที่จริง ทรถะ นั้นเป็นความลำบากเดือดร้อนใจกระวนกระวายใจที่น้อยกว่า อัตกิลมถะ แม้พระอรหันต์ก็มีความลำบากแห่งองค์ประชุมนี้บ้าง เช่นทำงานนั้นติดขัดอยู่บ้างก็ลำบากบ้าง คนเข้าใจคำว่ากายไม่ชัดเจนถูกสภาวะก็ปฏิบัติไม่หานิพพาน กายทุกข์ ไม่ได้หมายถึงทุกข์แต่ร่าง กาย ทุจริต การทุจริ ตที่ไม่ได้หมายแต่ร่างภายนอก แต่หมายถึงนามธรรมที่เป็นมโนบุพพังฯ เราต้องตามไปแก้ที่จิต กำจัดเหตุ แต่เขาตัดส่วนแยกส่วนไปเลย เขาระงับกดข่ม กาย วาจา ใจไว้เฉยๆ ไม่ได้ละล้างเลย อ่านใจไม่เจอ ไม่ได้พิจารณาถึงจิตเลย ไม่เข้าถึงตัวบงการเหมือนจางซูเหลียง ในเรื่องเล็บครุฑ ที่บงการให้ชีพ ชูชัย ตัวพระเอกต้องทำตามตลอด เราต้องจัดการตัวร้ายให้ได้ แล้วข้างนอกจะดับไปด้วย คือไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาสวะจึงจะสิ้นไปเกลี้ยง กายทุฏฐุลลัง คือประพฤติชั่วหยาบ สถุล ในองค์ประชุมของกาย กายธาตุ ท่านแปลว่า ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของร่างกาย คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ความจริงแล้วลึกซึ้งแล้วไม่ผิด ความจริง กายนั้นรวมถึงดินน้ำไฟลม ไม่ขาดข้างนอกเลย เป็นองค์รวม แต่ต้องมีนามธรรมอยู่เสมอ นี่คือกายธาตุ ถ้ามีแต่ดินน้ำไฟลม ไม่ใช่กายธาตุ เป็นแต่รูปธาตุ กายปัสสัทธิ ความสงบระงับแห่งนามธรรม หรือเจตสิก ความสงบรำงับแห่ง กองเวทนา สัญญา สังขาร เขาแปลถูกนะ แต่เวลาปฏิบัติก็เอาแต่ให้ร่างมันสงบ ถ้าแยกเอาแต่จิตสงบก็ยังถูกนะ แต่ไม่ได้หมายความว่า ร่างกายนิ่งแข็ง แต่หมายถึงองค์ประชุม ตั้งแต่ดินน้ำไฟลมที่เราสัมผัสอยู่ แล้วเราทำให้กิเลสไม่มาทำงานร่วม จะชั่วคราวหรือถาวรก็แล้วแต่เรียกว่า กายสงบไปเรื่อยๆ กายปาคุญญตา คือความคล่องแคล่วแห่ง กองเวทนา สัญญา สังขาร กายมุทุตา (ท่านแปลว่า ความอ่อนของร่างกาย ความอ่อนแห่งนามธรรมคือเจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร )ก็ถูกต้องในคำแปลอันหลัง คือจิตมันอ่อนไว ปรับได้ง่ายแววไว ไม่ได้หมายถึงร่างเลย หมายถึงจิตอย่างสำคัญเลย จะไปเรียน อุปาทายรูปไม่ได้เลย ในวิการรูป ก็มืดหน้าเลย กายลหุตา ท่านแปลว่าความเบาแห่งร่างกาย หรือความเบาแห่งเจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร คำแปลอันหลังนี้ถูก กายวิการ ท่านแปลว่าความพิการทางร่างกาย คำว่า กายในพระไตรฯ นั้นหมายถึงองค์รวมของกายและจิตทั้งนั้น แต่ ท่านแปลไปในส่วนใหญ่ของหนังสือเลยคือหมายเอาแค่ร่าง ทำให้การปฏิบัติโลกุตรธรรมไม่ได้ผล เพี้ยนไป มากเลย ชัดเจนว่า ท่านไม่ได้เข้าใจคำว่า กายนี้อย่างสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์เลย กายวิเวก เขาก็เอาร่างหนีไปเลย หนีจากสังคมหมู่กลุ่มไปเลย คำว่า สัลลีนะ แปลว่าหลีกเร้น ไม่ได้หมายถึงเอาร่างหนีไป แต่หมายถึง ไม่มีกิเลสเป็นเพื่อนสอง กายสัญเจตนา ,กายสักขี ,กายยิกทุกข์ คำว่ากายยิกทุกข์ไม่ได้หมายถึงแค่ร่างนี้ปวดเจ็บแต่หมายถึงองค์รวมจากภายนอกมาทำให้จิตเป็นทุกข์ เน้นนอก ถ้าเป็นเจตสิกทุกข์เน้นใน กายินทริยะ ท่านแปลว่า คือสิ่งที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ถ้าเป็นนักมวยก็ต้องเอาศอกเข่าใส่คู่ต่อสู้ตามหน้าที่ถ้าแปลอย่างนี้ แต่ที่จริงคือหน้าที่ของจิตที่เกิดอยู่ในองค์ประชุม มีกำลังอย่างไร? ก็ทำงานตามองค์รวม ตามหน้าที่ของเจตสิกต่างๆ

ปฏิบัติธรรมนั้นขาดคำว่า กาย ไม่ได้ ตั้งแต่เร ิ่ มต้น จะต้องรู้จักคำว่า กาย ตั้งแต่ สักกายะ เร ิ่ มปฏิบัติเราก็ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ตัวแรก คือ กายในกาย เมื่อเริ่มต้นมีญาณอ่านรู้กาย จับจิตเจตสิกได้ ประชุมกันเป็นสังขาร แน่นอนว่าอวิชชาตัวแรกของเราจะปรุงแต่งแบบปุถุชน โดยไม่เราไม่ได้คิดห้ามกันเลย มันมีกิเลสเป็นตัวการใหญ่ในกายินทรีย์ จนเราเรียนรู้ดูกายในกาย มันมี เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจ้าเรือนในนั้น แยกออกมีอุบายโกศล วิธีของพระพุทธเจ้าคือไม่ให้มัน มันอยากต้องการอะไรก็ไม่ให้มัน มันจะดิ้น ว่าเป็นโลภะ โทสะ โมหะ ถ้าจับได้ไม่ผลักก็ดูดนี่แหละ เมื่อจับอาการมันได้ก็รู้สมุทัย รู้กายในกายแล้วดับเหตุแห่งองค์ประชุมที่เป็นตัวการใหญ่ แล้วกำจัดตัวเหตุนี้มันก็ทรงไว้ด้วยธรรมในจิตเรา ถ้ากำจัดไม่ได้มันก็ทรงไว้เป็นอธรรมในจิตเรา ยิ่งปุถุชนยิ่งไม่ได้กำจัดเลย น่ากลัว คนทางโลกไม่ศึกษาธรรมะ แต่ละเวลาวินาทีได้แต่กิเลสทั้งนั้น ทั้งขึ้นทั้งล่องได้สมชอบก็กิเลสไม่ได้สมชอบก็กิเลส ได้สมชังก็กิเลสไม่ได้สมชังก็กิเลส พระพุทธเจ้าว่าคนเราเกิดมาแล้วตกนรกมีมากกว่าที่ไปสวรรค์ ที่ไปสวรรค์เท่ากับดินที่ติดนิ้วมา แต่ที่เหลือดินที่เหลือตกนรกหมด เราก็ทำการปหาน ตามสัมมัปปธาน ทำได้แล้วรักษาผล ทำให้มากให้บ่อย ทำซ้ำทำทวนตรวจสอบให้ได้ตลอดให้มากๆ ต่อไปเป็นการถามหรือการสรุปประเด็น พ่อครูว่า...ต้องเห็นว่า ใจเรามันเบาหรือนัก หรือมันเกิด มันก็หายไปไว เราก็รู้ว่ามุทุ หรือว่ามันยากมันไม่ค่อยหาย ได้ลองหน่อยก็ดีนะ เป็นต้น เราจะอ่านน้ำหนักของมันได้ ว่ามากหรือน้อย มุทุที่เร็วไว แต่ลหุนี่บางเบา มันยังต่องแต่งอยู่ มันยังหนายังมากก็รู้ หรือยืดยาดก็รู้ แต่ถ้ามันเบามันเร็วขึ้นเราก็รู้ จนกระทบแล้วจิตเราก็เบา เบานี่พระอรหันต์ทั้งหลายก็อาศัยความเบา พระอรหันต์อาศัยลหุตา มุทุตา อาศัยกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลักณะอุปจยะ สันตติ ชรตา มันจะเกิดเราก็อาศัยใช้มัน แล้วมันก็พัก เราจะต่อหรือไม่ต่อเราก็ตัดหรือต่อได้เป็นสันตติ อันนี้ไม่ต่อเลยก็ได้ อันที่จะเสื่อมทำให้มันหมดไปก็ทำได้ ถ้าไม่พยายามปรุงมันมันก็ไปหาชรตา และเรายังทำไม่เที่ยงยังไม่เด็ดขาด ถ้าจะให้ดับก็ดับได้ ถ้าจะให้ต่อก็ต่อได้ ถ้าเด็ดขาดเป็นนิจจังได้หรือไม่ หรือยังไม่เด็ดขาด มันจะอ่านรู้นามธรรมเหล่านี้ได้เลย เรื่องสัตว์อย่าไปต่อเชื้อต่อพันธ์ุกับมัน สัตว์มันไม่รู้มีจิตของมันจะอาฆาตหรือผูกพันก็ไ่ม่รู้ เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ … อัตตาทำให้เรากลัว กลัวทำไม่ดี กลัวเสียท่า น่าอาย กลัวสารพัด … สุขคือการสมเสพ อยากจะได้ตามที่เราอยาก อยากจะผลักออกตัดออก อยากทำร้าย มันก็สมกิเลส ถ้าเราไม่มีอาการเหล่านั้นก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ลองดูว่ากิเลสตัวไหนที่เรากำจัดมันได้ ถ้าได้สัมผัสก็ยังสุขอยู่ไหม แต่ทั้งที่จริงไม่ได้มาก็ไม่เป็นอะไร แต่เมื่อได้มาเมื่อไหร่ก็สุข แต่ถ้ายังโหยหาอาวรณ์อยู่ก็ยังต้องห่าง แต่ถ้าไม่โหยหา เมื่อได้สัมผัสทางทวาร 5 มันก็เกิดตามจริงของมันเป็นเช่นนั้น แต่ความเคยชินนี่ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ ความจริงแล้ว มันจำนี่มันจะนาน ต้องชัดว่าเราไม่โหยหามันแล้ว

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน