571202_ธรรมาธรรมะสงคราม พ่อครู+อ.กฤษฏา ศีลคือกรรมฐานแท้.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข31 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571202_ธรรมาธรรมะสงคราม พ่อครู+อ.กฤษฏา ศีลคือกรรมฐานแท้

อ.กฤษฎาว่า … วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557 วันนี้เรามาจัดรายการที่สันติอโศก ผมขับรถมาก็เกิดคำถามว่า สติคือกาย หรือ กายคือสติ หรือไม่? อารมณ์ที่มันเกิด เราบอกตนว่าเราต้องมีสติ แล้วมันเกี่ยวข้องกันหรือไม่ สติกับอารมณ์ เราควรทำใจในใจอย่างไร ใน สติปัฏฐาน 4

พ่อครูว่า...อาตมาตอนนี้จะเน้น อานาปานสติ , กายคตาสติ และ สติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ใครจะใช้ภาษาว่าทำสมาธิ ซึ่งที่จริงธรรมะพระพุทธเจ้าต้องมี ศีล สมาธิ ปัญญา แต่เขาก็จะคิดว่า ศีลนั้นคนมีศีลธรรมเป็นคนดี แต่ทั้งที่ ศีลนั้นพาไปนิพพาน พามีสมาธิ พาไปนิพพานได้ แต่เขาเข้าใจไปเช่นนี้แล้ว ให้ตรวจสอบให้ดี ว่าทุกวันนี้ นักปฏิบัติธรรม หรือพุทธ ศ าสนิกชน ที่เข้าใจกันพอบอกว่าคนมีศีล ก็คือคนดี แล้วพอบอกว่าใครมีสมาธิ นั้นก็ว่าต้องปฏิบัติธรรม แต่คนมีศีลนั้นก็ไม่ใช่ปฏิบัติธรรมเท่าสมาธิ เขาเข้าใจว่าศีลแค่กุศล แต่สมาธิเป็นเรื่องการทำใจ ส่วนปัญญาก็แยกไปอีกอย่างว่ากันไป ให้เรียนให้ท่องเอาให้ได้ปริญญา เป็นต้น ความจริงแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นปฏิบัติแยกกันไม่ได้ ศีล เป็นกรรมฐาน ของการปฏิบัติ กรรมฐานท่านแปลไว้ว่า อารมณ์เป็น ที่ตั้งแห่งงาน การเจริญภาวนา หรือที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต หรือวิธีฝึกอบรมจิต นี่คือกรรมฐาน หรือกัมมัฏฐาน ในภาษาบาลี ท่านก็ไปใช้อธิบายในการปฏิบัติธรรมะ เช่น ปฏิบัติสมาธิ ท่านก็ว่าต้องมี กัมมัฏฐาน ที่จริง กัมมัฏฐานก็คือมีศีล ศีลนี่เป็นกรรมฐานของแต่ละฐานะบุคคล ตั้งแต่ศีล 5 แล้วปฏิบัติศีล 5 ให้เกิด อธิจิตสิกขา หรือ ปัญญา วิมุติ ให้ได้ คนนี้เหมาะกับศีล 8 หรือศีล 10 ก็ปฏิบัติให้เกิดอธิจิตสิกขา หรือปัญญา วิมุติ ให้ได้ นี่เป็นความเข้าใจ

อ่านต่อ

ของอาตมา พาทำจนเกิดผล ปรมัตถ์เป็นโลกุตรธรรมด้วย ขอยืนยันว่า ปฏิบัติศีล ตั้งแต่ศีล 5 ก็ เป็นโลกุตรธรรม มรรคผลของพุทธคือโลกุตรธรรม ต่างจากศาสนาทั่วไปที่ได้แต่คุณงามความดี กาย กับ วาจา นั้น เป็นประโยช์ต่อสังคม ต่อผู้อื่น แต่ ใจ ที่เปลี่ยนแปลงได้นั้น เป็นประโยชน์ตน โดยตรงเลย ที่ต้องแยก อย่าง มรรคองค์ 8 ที่เป็นทฤษฎีใหญ่ ตัวปฏิบัติก็คือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ซึ่งก็เป็นองค์รวม ปฏิบัติศีลให้เปลี่ยนแปลงจิตได้ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังความเป็นอรหันต์ให้บริบูรณ์ ไปโดยลำดับ ใน กิมัตถิยสูตร 1 . อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2 . ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3 . ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4 . ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5 . สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6 . สมาธิ (จิตมั่นคง) 7 . ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8 . นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9 . วิราคะ (คลายกิเลส) 10 . วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 1 , 208 )

คำว่า กรรมฐาน ท่านแปลว่า อารมณ์ที่ตั้งแห่งงาน การเจริญภาวนา ฟังคำแปลแล้วอาตมาก็ชัดเจนว่า กรรมฐานเขาคงหมายถึงตั้งอารมณ์ไว้อย่างหนึ่ง เป็นคำกลางๆ อีกอันที่ท่านแปลว่าที่ตั้งแห่งงาน ทำความเพียร ฝึกอบรมจิต ก็หมายความว่า เกิดบทบาททำใจในใจเท่านั้น หรืออีกอันคือ วิธีฝึกอบรมจิต อาตมาก็สรุปได้ว่า กรรมฐานคือ การทำให้เกิดผลที่จิต แต่อาตมาขยายความกรรมฐานว่า กระทำความฐานะ ที่เหมาะควรของแต่ละคน ถ้าการงานคือ การประพฤติธรรมให้เกิดจิตอบรมจิต เป้าหมายเราคือต้องทำใจในใจให้เป็นสมาธิ เข้าเป้า เป็นฌาน สมาธิ วิมุติ กรรมฐานก็เลยไกลไปจาก ศีล แล้วท่านก็เลยไปคิดว่า กรรมฐานคือ ท่องคำว่า พุทโธ กำหนดลมหายใจเข้า_ออก ก็คืออบรมจิตไม่เกี่ยวกับศีลเลย แต่อาตมาว่ากรรมฐานหมายถึงศีล แล้วเมื่อมีกรรมฐานก็ปฏิบัติตาม โพธิปักขิยธรรม 37 และ จรณะ 15 มี สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ในสามข้อหลังนี่คือ หลักปฏิบัติที่ไม่ผิด คำว่า ชาคริยานุโยคะ คือให้จิตตื่นหลุดพ้นจากโลกีย์ ต้องมีสติสัมปชัญญะ รู้องค์ประกอบ นอกและในเต็ม ไม่ใช่ไปหรี่ในภพ หรือแม้แต่ลืมตา เปิดทวารทั้ง 5 แต่คุณกลับไม่ตื่นจากเมาโลกีย์ ใน อัตตทัตถสุข และ กามสุขัลลิกะ ศีล เป็นบาทฐานในการปฏิบัติให้เกิดสมาธิ แต่ว่าเขาปฏิบัติกันได้แค่กายกับวาจา แต่ว่าสมาธิต้องไปแยกตัวไปนั่งหลับตา ส่วนคนมีศีล ก็ได้แค่กายกับวาจา เท่านั้น สมาธิต้องนั่งเข้าภวังค์ อาตมาต้องเน้นเรื่องนี้ อาตมาไม่ได้พาออกนอกลู่นอกทางคำสอนพระพุทธเจ้านะ อาตมาพูดขยายความนี่ดูเหมือนใหญ่โตนะ แต่ด้วยความจริงใจในภูมิอาตมา เห็นว่า คนที่มีภูมิอาริยะที่จะยกย่องกันเป็นอาริยะ หรืออรหันต์ในเมืองไทย อาตมาว่าไม่ได้เกิดจาก อานุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ไม่ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า แต่เป็นเรื่อง อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ แล้วได้เจโตสมถะเป็นหลัก เป็นเจโตวิมุติ ไม่ได้ทำด้วยไตรสิกขา ไม่ได้ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 อย่างโลกุตรธรรม ไม่ได้เห็นจิตเราที่เนกขัมมะได้ จิตเรามีธรรมะที่ทรงไว้ แยกเวทนา เนกขัมสิตะกับเคหสิตะออก

อ่าน สราค สโทส สโมหะ ออก แล้วทำให้เกิด วีตราค วีตโทส วีตโมหะ จนเป็น สังจิตตัง หรือ วิกขิตตังจิตตัง เป็น จิตหดหู่หรือฟุ้งซ่าน อาตมาแปลบาลี อย่างใช้สภาวะ ไม่ได้ตีภาษาทิ้งด้วย อย่างพระที่ท่านเคยสอนว่า ธรรมะพระพุทธเจ้านี่ให้ตัดสะ อย่างนะโมตัสสะ ภควโตฯ นี่ท่านให้ตัดซะ นี่คือท่านแปลตามสภาวะด้วยญาณความรู้ลึกของท่านไม่ได้แปลตามภาษาเลย ท่านไม่รู้ว่ามันแปลอะไร ก็เลยแปลว่าตัดซะ ถ้าไม่เข้าใจที่ท่านหมายถึงเนื้อธรรมะ เข้าเนื้อหาเลยนะ ก็จะตีทิ้ง ท่านเอาแต่ภาษา และที่ท่านทั้งหลายบอกว่าบรรลุนั้น ไม่ได้เป็นไปตามอานุสาสนีย์ เช่น ตั้งแต่คำว่ากรรมฐานนี่ท่านก็ปฏิบัติไม่ถูกแล้ว ท่านตีศีลทิ้ง แต่ที่จริงศีลนี่เป็นฐานของแต่ละคน พระพุทธเจ้าหมายถึงอย่างนี้

[๖๒๐] ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 57 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อริยมรรค 4 สามัญผล 4 และนิพพาน ธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระ ฯ

เวลาปฏิบัติธรรม สติเป็นตัวหลัก อบรมกายคตาสติ ให้เกิดอานาปานสติ แล้วมี สัมมัปปธาน 4 เหมือนคุณไปขุดเพชร แล้วเจอเพชรแวววาวนิดหน่อย ก็จะยิ่งยินดี มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ลืมกินลืมนอนเลย ฉันเดียวกัน เวลาคุณปฏิบัติธรรมเกิดมรรคผลแล้ว จะยินดีในการปฏิบัติ แต่หากทำอย่างเสียไม่ได้ เล่นๆหัวๆ ไม่มีทางปฏิบัติถึงขั้นสูงสุด ต้องมีอิทธิบาทหนุนตลอด แล้วจะได้อินทรีย์ 5 พละ 5 ท่าน ตรัสรู้ ก็คือ ท่านรู้แล้ว แล้วก็ เอาความรู้นี้มาตรัส คำว่าตรัสรู้คือพระพุทธเจ้ารู้แล้วเอามาประกาศ ผู้ใดรู้อย่างพระพุทธเจ้าตรัสตามคำสอนพระพุทธเจ้ารู้มรรคผลตรง อานุสาสนี ปาฏิหาริย์ ก็ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า เมื่อผู้ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 หรือโพชฌงค์ 7 ก็คือสติให้เกิดองค์แห่งการตรัสรู้ คือได้หน่วยองค์ธรรมตรัสรู้ วิธีปฏิบัติคือ 1 . สติสัมโพชฌงค์ --> สติปัฏฐาน 4 2 . ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ --> สัมมัปปธาน 4 3 . วิริยสัมโพชฌงค์ --> อิทธิบาท 4 4 . ปีติสัมโพชฌงค์ --> อินทรีย์ 5 5 . ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ --> พละ 5 6 . สมาธิสัมโพชฌงค์ --> โพชฌงค์ 7 7 . อุเบกขาสัมโพชฌงค์ --> มรรคมีองค์ 8

สูงสุดในมรรคองค์ 8 ก็เป็นสัมมาสมาธิ เป็นส ิ่ งชัดเจน หยาบจนถึงละเอียด

อ.กฤษฎาว่า..สติเป็นเหมือนไม้ร้อยพวงมาลัย พ่อครูว่า … ขาดสติไปไม่มีการปฏิบัติได้ สติคือ ความระลึกรู้ตัว รู้นอก รู้ใน ถ้าคนเรามีสติ คนธรรมดาก็มีสติสัมปชัญญะสามัญ แม้ผู้ปุถุชน หรือกัลยาณชน หรืออาริยบุคคล ปุถุชนเป็นโจรก็ต้องมีสติ สติปุถุชน เป็นคนเลว อย่างไม่มีความรู้หรือไม่ก็ได้ ก็ชั่วทั้งนั้น ใช้สติ สัมปชัญญะ อย่างปุถุชน แต่ถ้าเสียสติ คือไม่รู้จักองค์ประกอบภายนอกเลย สติ ปุถุชน ไม่เข้าถึงจิต ใช้สามัญสำนึกแล้วกิเลสเป็นตัวขับเคลื่อน สังคมเลยบรรลัย แต่พอมาเป็น กัลยาณชน ก็มีสติระลึกถึงความดี พยายามสังวร หรือปฏิบัติธรรมรู้ข้างนอก องค์ประชุมภายนอก และภายใน ปุถุชนทำตามกิเลสเป็นหลัก ส่วนกัลยาณชนก็ควบคุมได้มากกว่าปุถุชน รู้กฎของสังคม รู้ศีลธรรมก็ทำดี ยิ่งปฏิบัติธรรมก็ย ิ่ งตั้งใจให้บรรลุตามที่รู้ แล้วแต่ว่าสัมมาทิฏฐิหรือไม่ แต่ก็อ่านจิตยังไม่ชัดเจน สติปัฏฐาน ยังไม่รู้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม สติปัฏฐาน 4 นั้น ปุถุชนก็มีสติ แต่กายของเขามี แต่ กายโลก เป็นสามัญสำนึกนอก แล้วไม่สังวรไม่รู้ชั่วดี แต่กัลยาณชนสังวรรู้ดีชั่ว แต่ไม่ได้เข้าถึงปรมัตถ์ ปุถุชนกับอาริยชนต่างกัน ที่มีญาณอ่านกายในกาย ถ้าเร ิ่ มตั้งแต่กายในกาย ทำได้สัมมาทิฏฐิ ก็คือ เป็นโลกุตระขั้นแรกเลย แล้วอ่านต่อมาถึงเวทนา จิต ธรรม ปรับปรุงจิตให้เกิด ปุญญาภิสังขาร จะเป็นอาริยบุคคลได้ ต้องเร ิ่ มตั้งแต่กายในกาย ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ กายคตาสติ ก็เหลว ในกายคตาสติ วันนี้สู่แดนธรรมก็เลยมีข้อความมา ที่มีคนถามคุณสู่แดนธรรมาว่า

ถาม ว่า… ภาษาบาลีที่ใช้กับคำว่า แน่นิ่ง ที่พ่อครูเทศน์วันอาทิตย์กะท่านจันทร์ พ ระไตรปิฎก เล่ม 14 คือคำว่าอะไร? พ่อครูว่า… เดี๋ยวเอาคำที่ถูกต้องทั้งประโยคให้นะ เพราะคำเต็มๆ นั้น ระบุไปที่ว่า มีแต่จิตภายในเท่านั้น ที่แน่นิ่งจาก เคหสิตะ สรสังกัปปา หรือนิ่งจากความดำริพล่านไปด้วยกามฉันทะ และอกุศลต่างๆ (แต่ส่วนร่างกายนั้นเล่าไม่ต้องนิ่งหรอก เดินไปเดินมา เอี้ยวตัว ทำการทำงาน เคี้ยวกลืน ทำอะไรๆเป็นชีวิตปกติได้อยู่) คำเต็มๆ ก็.. ไม่ว่าจะมีอิริยาบทต่างๆ ใดๆ ก็ทรงสอนให้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ละดำริพล่านที่อาศัยเรือน มาจากคำว่า "เคหสิตา สรสังกัปปา เต ปหีนยันติฯ" ( ปหีนะ ก็คือ ประหาร ดำริพล่าน คือ สรสังกัปปา ) คำว่า อาศัยเรือน ก็คือ เคหสิตา เรือนหรือเคหะ ก็หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอก แม้กายนอกจะเกี่ยวกับเรือนโลก แต่ก็มีแต่ใจหรือจิตภายในเท่านั้นที่ ตั้งมั่น แน่นิ่ง

เตสํ ปหานา เพราะละ ประหาร (ความคิดพล่านดังกล่าวนั้นเสียได้)

อชฺฌตฺตเมว จิตฺตํ สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ จิตภายในเท่านั้นที่ตั้งมั่น (สันติฏฐติ) และ แน่นิ่ง (สันนิสีทติ)

เอโกทิโภติ สมาธิยติ เป็นธรรมะอันเอก(ไม่มีสอง) ผุดขึ้น และตั้งมั่น"

เล่ม 14 / 295

พ่อครูว่า...ในการปฏิบัติ กายคตา คือองค์ประชุมของรูปและนาม ทั้งภายนอกและภายใน แต่ไม่มีภายนอกก็ได้ เป็น จิตสังขาร ในอานาปานสติ ก็ให้เรียนรู้ กายสังขาร ซึ่ง กายหมายถึงจิตวิญญาณเป็นหลัก คำว่า กายต้องเอามาใช้มาก ตั้งแต่ กายในกาย กายสังขาร สักกายะ ต้องรู้ว่ากายหมายถึงนอกหรือใน พระพุทธเจ้ายืนยันว่าแม้จะมีกายสักขี แต่ถ้า ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็ไม่มีทางบรรลุอรหันต์ ได้เลย แม้อาสวะบางอย่างจะหมดได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่รับรองว่าเป็นอรหันต์ ยิ่ง วิญญาณฐีติ 7 หรือ สัตตาวาส 9 หากเข้าใจกายไม่ได้ ก็ปฏิบัติให้พ้นความเป็นสัตว์ไม่ได้ ทั้งวิญญาณฐีติ 7 ก็ไม่ได้ คุณไม่รู้ว่า สัตว์นรก เทวดา มาร พรหม นี่คืออย่างไร คือ องค์ประชุมของรูปและนาม นี่แหละ คือสัตว์เหล่านี้

เวลาปฏิบัตินั้น อารมณ์ ก็คือ กาย กรรมฐาน นั้น ต้องเห็นข้างนอก มีภายนอกตลอดเวลา ในภาคปฏิบัติสามัญ เร ิ่ มตั้งแต่เรียนรู้เบื้องต้นเป็นโสดาบัน ต้องฆ่าสัตว์นรก อบาย เมื่อฆ่าได้ก็เป็นโสดาบัน แล้วก็เป็นสกิทาคามมีหากฆ่าสัตว์ในกามภพได้ ถ้าฆ่าสัตว์ในกามภพได้หมด ก็เป็นอนาคามี ไม่ได้ให้ไปนั่งหลับตา แต่ก็มีทวารทั้ง 5 เปิด มีผัสสะอยู่ในชีวิตประจำวันตลอด แม้ล้างสังโยชน์เบื้องสูง ก็ยังมีชีวิตอยู่กับโลกอย่างเปิดทวารรับรู้ เป็นแต่คุณไม่มีกิเลสกับภายนอกแล้ว เหลือแต่กิเลสภายใน เมื่ออนาคามีดับรูปภพ อรูปภพได้อีก ก็ยังคงลืมตาเต็ม มีองค์ประชุมครบ แต่สัตว์ไม่มีแล้ว ในคนสัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ ก็ได้กายต่างกัน อย่างพระอาริยะสัมมาทิฏฐิแล้ว หรือคนมีสติปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติกระทบสัมผัสมีสติเต็มรู้ตัวทั่วพร้อม มหาภูตรูปก็มี ปสาทรูป โคจรรูปก็พร้อม จับตรงหทยรูปได้ เห็นชีวิตรูปของสัตว์นรกเริ่มต้นเลยใหม่ๆ โสดาบันก็จับสัตว์อบาย ก่อน ถ้าสัมมาทิฏฐิจะจับชีวิตสัตว์นรกได้ เห็นกาย ได้ ไม่ใช่เห็นเป็นรูปร่างนะ แต่กายคือ รูปและนาม องค์รวม เป็น สัตว์โอปปาติกะ ที่สอนกันมาเดี๋ยวนี้ที่นับถือกันเป็นอรหันต์ว่า อย่าไปอ่านไปสนใจตำราให้ปฏิบัติไปนั่งหลับตาอย่างเดียว ไม่ให้จิตออกข้างนอก ต่างจากที่อาตมาอธิบาย และขัดกับหลัก วิโมกข์ 8 ด้วยที่ในข้อ 2 ต้องมี อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ ที่อาตมาพูดนี้ ขอเน้นที่ กายคตาสติ อานาปานสติ ให้สังเกตคำว่า ...จิตย่อมละความดำริพล่าน ที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ ละดำริพล่านที่อาศัยเรือน ท่านแปลมาจากคำว่า "เคหสิตา สรสังกัปปา เต ปหีนยันติฯ" (ปหีนะ ก็คือประหาร ดำริพล่านคือ สรสังกัปปา) คำว่าเรือนคือ ตา หู จมูก ลิ้น กายที่เป็นแบบคนโลกๆ มันน่าสงสารคนปฏิยัติผิด ประเทศไทยมีชาวพุทธ 95 % แต่ไปปฏิบัติผิดๆจากพุทธ สังคมประเทศถึงได้โกงกันได้ขนาดนี้ ขอใช้ศัพท์ไทๆนะ มันถึงหน้าด้านในการทำชั่วขนาดนี้ เพราะคุณธรรมได้รับการหล่อหลอมมาอย่างนี้ ก็ได้ผลเช่นนี้ ถ้าทำได้ตามพระพุทธเจ้าสอน อย่างคุณธรรมโสดาบัน จะไม่โกงทางกายกับวาจาแล้ว แม้ใจจะมีอยู่ ยิ่งไปบริหารประเทศ มีครูบาอาจารย์ ตั้งแต่สังฆราชไปยันเจ้าคุณต่างๆที่นับถือกันเป็นอรหันต์ แล้วศีล 5 นี่ถ้าทำได้บรรลุ สมมุติว่าถ้ามีครูบาอาจารย์สัมมาทิฏฐิ ผู้บริหารประเทศต้องมีอย่างน้อยศีล 5 ประเทศไทยจะไม่แย่ขนาดนี้ ไม่โกหกสีขาว ไม่รับส่วยแน่ แต่เพราะเหตุจากศีลธรรม คุณธรรมหรือศาสนาพาพุทธศาสนิกชนเป็นเช่นทุกวันนี้ ขออภัยที่พูดจริงใจ ประเทศจึงล้มเหลว

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น

ถามว่า… กายคตาสติ กับอานาปานสติ ต่างกันตรงไหน? พ่อครูว่า. ..ต่างกันตรงที่ว่า อานาปานสติ ท่านเน้นเข้าไป ภายใน ส่วน กายคตาสติ เน้นออกมา ภายนอก แต่ทั้งสองอันนี้มีทั้งภายในและนอก ด้วยกันทั้งคู่ กายคตาติ คือมีสติรู้องค์รวมของนอกและใน ส่วนอานาปานสติก็ต้องมีสติตลอดทุกลมหายใจเข้าออก รู้กายด้วย ให้รู้ อาการ ลิงค ทั้งมหาภูตรูป และอุปาทายรูป ด้วย คุณต้องรู้ว่าไม่ได้แยกกันเลยสองอย่างนี้ แม้แต่อานาปานสติ ก็มีนอกเหลืออยู่ อย่าทิ้ง สัพกาโยปฏิสังเวที ต้องอ่านรู้ทั้งนอกและใน แต่เน้นไปที่จิต

ถามว่า… ขออธิบาย สัมมัปปธาน 4 สติปัฏฐาน 4 พ่อครูว่า. .. ปัฏฐาน หรือ ฐานะ คือ กรรมฐาน คือกระทำ ปฏิบัติตามฐานะ สติก็คือตัวเอาไปปฏิบัติทั้งหมด ทั้ง กาย เวทนา จิต ธรรม กายก็ลึกเข้าหา กายในกาย เวทนาก็ลึกถึง เวทนาในเวทนา จิตก็ลึกเข้าไปใน จิตในจิต จนถึง ธรรมในธรรม ต้องรู้คำว่ากายให้ลึกซึ้ง กายคือเจตสิก 3 (เวทนา สัญญา สังขาร) คำที่ผิดพลาดมากคือ กาย กับ บุญ เพราะเข้าใจผิดสองคำนี้ก็เลยไม่มีพระอาริยะที่แท้จริง อาตมาจะขออยู่ไป 151ปี เพื่ออธิบายส ิ่ งเหล่านี้ เพราะอาตมาจริงจังต่อศาสนาพุทธ ใครจะมาแย่งความเป็นลูกพุทธเจ้าก็มา ยินดีต้อนรับ ท่านผู้รู้ก็ได้แปลไว้ว่า...คำว่า กาย หรือกายา ก็คือ กองแห่งเจตสิก แต่ผู้ปฏิบัติไม่ได้โยนิโสฯเอง แต่ไปแปลกายว่าคือร่าง เช่น กายลหุตา คือความเบาของเวทนา สัญญา สังขาร เป็นต้น กายปาคุญญตา ก็แปลว่าความคล่องแคล่วของกอง เวทนาสัญญาสังขารหากไม่เข้าใจกายอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่มีทางปฏิบัติได้เป็นอาริยบุคคล

ถามว่า… คำว่า ธรรมเอก ผุดขึ้น หมายถึงอย่างไร? พ่อครูว่า .. .เอก คำนี้คนจะไปแปลว่า เป็นหนึ่ง เยี่ยมยอด เป็นการหลุดพ้นอิตถีภาวะ เป็นเอกบุรุษได้ เป็นเอโก ไม่มีเพื่อนสอง หมายความว่า จิตไม่มีกิเลส เป็นธรรมะโลกุตระที่สำเร็จผล เช่น ฌาน ก็มีเอกัคคตา

ถามว่า… พระผู้เห็นธรรมโดยธรรมชาติ จากความสูญเสียอย่างหนัก จะถือว่าเป็นผู้บรรลุธรรมโดยปัจเจกหรือไม่? พ่อครูว่า . ..จะเป็นพระหรือผู้ปฏิบัติธรรมก็ตาม ธรรมชาติ คือ สิ่งปรุงแต่งทั้งหมด ถ้าธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว ธรรมะ นั้น ดับชาติหมด เหลือแต่ธรรมที่ทรงไว้ และ ธรรมที่ทรงไว้ ไม่มีภพ แล้ว ท่านไม่มีภพ เป็นแต่ วิภวภพ แล้ว ไม่มีธรรมชาติโลกีย์ แต่มีธรรมที่ท่านอาศัย … คำว่า บรรลุธรรมอย่างปัจเจก คือของตนเอง เป็นสิ่งที่เห็นได้เอง ปัจเจกบุคคล ถ้าแปลทั่วไปก็คือ ตัวใครตัวมัน ไม่เกี่ยวกับใคร ก็แปลทั่วไป แต่ภาษาธรรม ปัจเจกคือ ผู้บรรลุธรรม ตั้งแต่เริ่มต้นบรรลุ ท่านบรรลุไตรลักษณ์ ท่านเห็นอนิจจัง ลดกิเลสได้ กิเลสทำให้ทุกข์ ท่านก็ทำให้กิเลสดับจนเที่ยงแท้ถาวร ไม่มีตัวตนกิเลสได้แล้ว อนัตตาแล้ว อย่างนี้เป็น ปัจจัตตลักษณ์ เป็นลักษณะ 3 ที่บรรลุด้วยตน เรียกว่าปัจเจกได้

ถามว่า… เวลานั่งสมาธิทำอย่างไรไม่ให้ฟุ้ง พ่อครูว่า. ..สมาธิที่นั่งนั้น คุณต้องใช้กดข่มอย่างเดียว กดดื้อๆ หรือหลอกให้จิตจดจ่อกับอะไรสักอย่างเป็นกสิณ คือสมาธิหลับตาทั่วไปก็ไม่ฟุ้ง แต่ถ้าจะทำสมาธิแบบฟุ้งก็อย่านั่งทำเท่านั้น

ถามว่า… ผู้น้อยก็เคยเป็นแบบอ.คือถ้าทำอะไรอยู่ แต่ใจลอย!สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ผู้น้อยก็ทำงานฝีมือไม่ได้! งานทุกอย่างต้องใช้สมาธิ มีสติตั้งมั่นอยู่กับงานที่กำลังทำอยู่!ถ้าไม่มีสติใจลอยก็ทำงานต่อไปไม่ได้! การมีสติรู้อยู่ทุกขณะจิตเรียกว่า สมาธิแบบไหน?? พ่อครูว่า ...เป็นสมาธิสามัญที่ใช้กับการทำงานทั่วไป แต่สมาธิแบบพุทธ ปฏิบัติกรรมการงานต้องให้ลดกิเลส แม้ทำงานก็มีสติ ถึงสติสัมโพชฌงค์ได้ มี สติ สัมปชัญญะ สัมปชานะ สัมปัชลติ ฯลฯ ทำงานร่วมด้วย แล้วทำได้จะยิ่งมั่นคง เป็น concentration ไม่ใช่ meditation ที่เป็นสมาธิสามัญทั่วไป ของสมาธิพระพุทธเจ้าเป็น supra concentration เป็น supra-mundane เป็นสมาธิพิเศษ ลืมตาทำ

_0824039xxxถามว่า …นมัสการ พ่อครู สมณะ สิกขมาต เจริญธรรมญาติธรรม ทุกท่าน! ผู้น้อยก็นั่งสมาธิ แต่บ่ได้นั่งกรรมฐานตามแบบบรมครูที่เคยสอนมา แต่นั่งทำสมาธิอยู่กับงานฝีมือเอาสติไปจดจ่ออยู่กับปลายพู่กัน เพ้นท์รูปพระแม่กวนอิมไป ฟังธรรมพ่อครูไปแบบนี้เรียกว่าสมาธิอะไร? ตอบ. ..ก็เป็น meditation จดจ่อกับการเขียน ไม่ได้มีสติปัฏฐานเลย พิจารณาแต่ว่ารูปจะสวยอย่างไร ไม่ได้มีปรมัตถ์ เป็น สมาธิโลกีย์ … จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน