570929_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง ล้างอัตตาอย่างโลกุตรธรรม.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570929_ ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง ล้างอัตตาอย่างโลกุตรธรรม

พ่อครูว่า … วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557 ที่ บวร ปฐมอโศก วันนี้มาพร้อมกับไอ คำว่า ไอ แปลว่าฉัน เขาล้อว่าเป็นตัวตน แต่ที่จริงอาตมาไ อ เพราะสรีระมันไม่สมดุล แต่ที่พูดว่าไอนี่เป็นตัวตน นี่คือความลึกซึ้ง ยึดถือในสิ่งที่เป็นคุณธรรม ความรู้ที่ลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า ที่ค้นพบตัวตน ตัวตนเป็นตัวสำคัญ ตัวร้ายของชีวิตคน ชีวิตสัตว์มันสอนไม่ได้ ไม่รู้เรื่อง ส่วนคนยังมีที่เรียนรู้โลกุตรธรรมได้ แต่ถ้าไม่เรียนรู้ขั้นโลกุตรธรรม ก็ไม่มีสิทธิ์รู้จักความเป็น ตัวตน หรือ อัตตา ความรู้เรื่องตัวตนจึงเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งมากที่สุด ศาสนาอื่นมากมายก็ศึกษา เขาก็มาถามพระพุทธเจ้าว่า อัตตามีหรือไม่ ต่างๆนานาสารพัด แต่ศาสนาพุทธมั่นใจสมบูรณ์แบบ ในการรู้จักอัตตา เกิดจากนามธรรมเราไปยึดมั่นถือมั่น โดยเฉพาะไป ยึดในอัตตาที่เป็นอกุศล ทำจิตให้ยึดมั่นถือมั่นในอกุศลต่างๆ พระพุทธเจ้าก็เลยเอาเรื่องนี้มาสอน ท่านค้นพบเรื่องนี้แหละ เป็นโลกุตรธรรม คำว่าโลกุตระ เป็นเรื่องย ิ่ งใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้ ท่านเรียกว่าความเป็นโลกคือ โลกียะ ได้แก่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จริงๆ ความสุขนั้นคือ อัตตา ได้ลาภ มาก็สุข ได้ยศมาก็สุข ได้สรรเสริญก็สุข เมื่อ เสื่อมก็ทุกข์ และก็ยังมี กาม กับ อัตตา อีก ได้เสพกาม สมใจก็สุข ไม่ได้ก็ทุกข์ ได้บำเรออัตตาก็สุข จริงๆแล้วอัตตาเป็นสิ่งอาศัยในชีวิต อัตตทัตถสุข ก็เป็นสุขของอัตตา ซึ่งสุขทั้งในกาม และอัตตาก็เป็นเท็จ ท่านตรัสว่า อัตตกิลมถะ ความเป็น อัตตาที่มีสุข อยู่ ก็ ต้องมีทุกข์เสมอ ไป มันเป็นของคู่กัน หากหมดสุขหมดทุกข์แล้ว ก็ไม่มีโลกียะ คำว่า สุขทุกข์เป็นโลกียะ หมดสุขทุกข์ ก็หมดโลกียะธรรม บรรลุ เป็นโลกุตรธรรม แม้จะเป็นผู้มีอัตตาบริส

อ่านต่อ

ุทธิ์แล้ว เป็นอัตตาที่ไม่ต้องล้างกิเลส เหตุแห่งทุกข์สุขแล้ว อัตตานั้นก็ยังมีอยู่ รูปขันธ์ นามขันธ์ที่สะอาดหมดแล้ว สิ้นอาสวะ อวิชชา อนุสัยหมด สะอาดทั้งหมด ในขันธ์ 5 แล้ว ก็ยังมีตัวตนที่สะอาด แม้มีตัวตนสะอาดแล้ว ก็ยังเป็นกิลมถะ มันเป็นภาระที่ยังทำความลำบาก มันเจ็บป่วยก็ลำบาก มันไม่สมดุล เป็น ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ต้องหาอาหารให้มัน แม้แต่มันมี วิบาก ตามมาทันก็ทุกข์ มี ทุกขันธ์ พยาธิทุกข์ อาหารปริเยติทุกข์ นิพัทธ์ทุกข์ วิปากทุกข์ แม้มีขันธ์ก็ทุกข์ เป็น กิลมถะ ผู้จะรู้ว่า ขันธ์ 5 นี้เป็นภาระ เป็นความลำบาก ถ้าอยู่ในฐานอนาคามีจะชัด เพราะอยู่ในฐานในจิต ส่วนโลกภายนอกนั้น อนาคามีหมดทุกข์สุขกับข้างนอกหมดแล้ว ในกามภพ จะมีบ้างมีสุขทุกข์ที่เหลือ แต่ผู้ที่ขันธ์ 5 สะอาด ก็ยังเป็น กิลมถะ หรือยังมี ทรถะ มีความยังเป็นกังวลที่จะมีเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันยังไม่เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน คือเลิกสูญไปเลยจริงๆ วันนี้จะขยายความว่า เราจะล้างอัตตา ล้างกิเลสให้หมด อย่างโลกุตรธรรม จะเป็นอย่างไร? วันนี้ ไม่ได้สอนนิสิต วนบ. ที่บ้านราชฯ ตอนนี้อยู่ปฐมอโศก เป็นรายการพิเศษ ให้ทางบ้านส่งประเด็นมาถามไถ่ หรือเสนอความเห็นได้ 085-1790229 ศานาพุทธ ไม่เหมือนศาสนาอื่น สำคัญๆที่สองประเด็นคือ 1 .เป็น อเทวนิยม และเป็น 2 . โลกุตระ

ในพระไตร ปิฎก เล่ม 31 ข ้อ 620 ท่านตรั ส ไว้ชัด เรื่องโลกุตรธรรม ว่ามีเท่าไหร่ [ 620 ] ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 อริยมรรค 4 สามัญผล 4 และนิพพาน ธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระ ฯ ผู้จะเข้าเขตโลกุตระขั้นแรกสุดต้องรู้จัก กาย ผู้มีญาณปัญญารู้จัก สักกายะ ใน สังโยชน์ 10 ข้อที่ 1 เมื่อ รู้กาย ก็ให้พิจารณา กายในกาย คือปฏิบัติอ่านรู้ความเป็นจริงขององค์ประชุม กาย คือประกอบไปด้วย รูป และ นาม คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ท่านย่อไว้ 4 คำ อ่านรูป คำว่า รูปนี้คือ นามรูป ส่วนรูปตัวแรกหมายถึง ดิน น้ำ ไฟ ลม ข้างนอก แล้วชีวิตก็เกี่ยวข้องกับ ดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อเกี่ยวข้องก็มีวิญญาณมาเกี่ยวข้อง เกิดรูปต่างๆอีก พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้รูปเหล่านั้น ปฏิบัติล้างกิเลสในรูปเหล่านั้น เป็น มหาภูตรูป 4 และ อุปาทายรูป 24 เกิดกิเลสในนาม รูปเหล่านี้ กายในกาย ประชุมกันเป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรม ผู้ปฏิบัติต้องปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 มีกาย ที่เชื่อมโยงไปเวทนา มันมีจิตในองค์ประชุมนั้น เวทนาที่ซ้อนกันอยู่ สังขารกันอยู่ เป็นจิต ในพระไตร ปิฎก มีทิฏฐิ 62 ในโลกที่ผิด เป็นคนที่อาศัยขันธ์ในอดีต กับอาศัยขันธ์ในอนาคต คนที่ระลึกตามขันธ์ใน อดีต มี 18 จำพวก ส่วนคนที่ฟุ้งไปใน อนาคต มี 44 จำพวก รวมแล้ว เป็นทิฏฐิ 62 ซึ่งทั้งอดีตกับอนาคต ไม่เที่ยง และสิ่งที่เที่ยงก็มี สิ่งที่ไม่เที่ยงก็มี อะไรก็อนิจจังไม่คงที่ พระพุทธเจ้าสอนลัทธิที่สอน ทิฏฐิ ปัจจุบัน 5 เรียกว่า ทิฏฐธรรม แต่ในปัจจุบัน 5 คนที่ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ก็จะหลงไปและยึดได้ความสมใจใน ทิฏฐิ 5 เป็นสุดยอดของความต้องการคือ 1 .กาม 2 .ฌาน 1 3 . ฌาน 2 4 .ฌาน 3 5 .ฌาน 4 ทั้งหมดรวมเป็น ทิฏฐิ 67 ซึ่งมีทิฏฐิที่ผิดอยู่ 62 และมีทิฏฐิที่ถูก แต่ก็มีผิดอยู่ด้วย อีก 5 ธรรมะพระพุทธเจ้ามี ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ทุกวันนี้การสอนศีล ที่เขาสอนกัน สอนว่าศีลมีอานิสงส์แค่ กาย กับ วาจา แบบนี้สอนผิด เพราะอย่างใน กิมัตถิยสูตร ในพระไตร ปิฎก เล่ม 24 ท่านบอกชัดว่า ศีลมีอานิสงส์ 10 อย่าง ธรรมดาจิตปุถุชนจะมีความเดือดเนื้อร้อนใจ วิปฏิสารอยู่ตลอดเวลา เช่น เรานั่งตรงนี้ เราก็มีความสบายโปร่ง คุณอาจมีทุกข์เพราะเป็นหนี้หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ตอนนี้ก็มาหาทางสบายโดยมานั่งตรงนี้ หรือว่ากลบเกลื่อนโดยการไปกินเหล้า หรือไปนั่งหลับซะ ลืมส ิ่ งที่เป็นวิปฏิสารไปชั่วคราว จริงๆแล้วคุณมีวิปฏิสารตลอดเวลา แล้วมีหลักอะไรปฏิบัติแล้ว ลดความวิปฏิสาร ก็คือ หลัก ศีล สมาธิ ปัญญา ใจนั้นต่างหากที่เดือดร้อน ไม่ใช่อยู่ที่ร่าง แต่ว่ากายนั้นจะมีนามร่วมด้วย กายที่ไม่มีนามมารู้ด้วยก็เป็น กายที่อวิชชา ปุถุชนที่ไม่ได้เรียนรู้กาย ก็อวิชชาทั้งนั้น

เร ิ่ มต้น ปฏิบัติศีล พระพุทธเจ้าว่าจะ มีอานิสงส์ 10 เป็น 1 . อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2 . ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3 . ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4 . ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5 . สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6 . สมาธิ (จิตมั่นคง) 7 . ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8 . นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9 . วิราคะ (คลายกิเลส) 10 . วิมุ ต ติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน)

แต่ไปสอนว่า ศีล ปฏิบัติได้แต่ กายกับวาจา ก็ผิดไปจากที่พระพุทธเจ้าสอน ส่วนการจะได้สมาธิเขาก็ไปนั่งหลับตา ซึ่งผิดทางพุทธ พระพุทธเจ้าก็เคยทำผิดตอนออกบวชใหม่ๆ ส่วนพระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้ก็สอนเรื่อง โพธิปักขิยธรรม 37 ท่านกำกับสมาธิของท่านเลยว่า เป็น สัมมาสมาธิ แล้วจะเกิดได้ ต้องปฏิบัติหลัก อาริยมรรค 7 ข้อ ตรัสใน มหาจัตตารีสกสูตร เล่ม 14 ข ้อ 252

อาตมารู้ว่าจะต้องใช้องค์ประกอบศิลป์อย่างไร ให้คนใส่ใจฟังธรรม อาตมาเลือกใช้สิ่งที่ตรงกันข้ามกันอย่างให้ได้สัดส่วน เป็นศิลปะระดับอภิธรรม ระดับปรมัตถ์ เป็นเรื่องยาก เป็น Abstract รู้ได้ยาก ที่สอนกันมาเขาสอน ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างไม่ตรงไม่สัมมาทิฏฐิ อย่างการนั่งสมาธิหลับตานั้นไม่ใช่ของพุทธ แต่เป็นสมาธิแบบเก่าโบราณ ส่วน สมาธิพุทธ ต้องปฏิบัติมรรค มี คิด พูด ทำ อาชีพ และท่านเรียก องค์รวม ของ การคิด พูด ทำ ว่าเป็น กัมมันตะ และกรรมที่เป็นกรรมเลี้ยงตน คือ อาชีพ นี่คือการปฏิบัติสมาธิของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติในกรรมทั้งหมด เกิดวิบากเป็นทุกฏ หรือสุกฏ ก็เกิดที่กรรม การล้างเหตุแห่งสุขทุกข์ ที่เป็นตัวร้ายเป็นตัวเลวของจิต เมื่อชำระไปได้เรื่อยๆจนหมด ก็เลิก ไม่ต้องชำระ การชำระท่านเรียกว่า บุญ ส่วนส ิ่ งที่ดีกลางๆเรียกว่า กุศล จิตดีก็เรียกกุศล จิตไม่ดีก็เรียกอกุศล ส่วนการชำระกิเลสก็เรียกว่าบุญ เป็นการชำระจิตสันดานให้สะอาดบริสุทธิ์( สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ ) การชำระจิตนั้นในขณะที่เคร่งคุมอยู่เต็มที่เรียกว่า ฌาน 1 มีวิตกวิจาร แล้วอ่านผลว่าตนทำได้ มีปีติ มีสุข สุขเพราะทำกิเลสลดได้ ไม่ใช่สุขอย่างโลกๆ สุขอย่างทำให้เกิดผลกิเลสลดได้ ลดทุกข์ได้ ลดทุจริต ก็เกิดสุจริตขึ้น ( สุกฏ ทุกฏานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก ) ในโพธิปักขิยธรรม 37 เริ่มที่ กายในกาย ต้องรู้สักกายะ แล้วปฏิบัติธรรมมีบุญ คือลดกิเลสได้ เร ิ่ มมีผล ก็พ้นสักกายทิฏฐิ ทำได้อย่างไม่สงสัยเลย ทำให้กิเลสลดได้

ต่อไปเป็นการตอบปัญหา?

ถามว่า _ผมมีลูกสาวเป็นลูกเลี้ยง ผมอายุ 61 ลูกอายุ 41 ปี ลูกทะเลาะกับผม ผมตบหน้าลูก 1 ครั้ง ลูกข่วนหน้าผม เขาเป็นลูกทรพี เขาจะตกนรกขุมไหน?

พ่อครูว่า. ..เมื่อมีเหตุให้ต้องลงโทษ อาตมาไม่มีความรู้ว่านรกมีกี่ขุม? อาตมาไม่เก่งแบบเขา ส่วนอาตมาที่รู้อาตมาก็บอก เขาก็หาว่าอาตมาอวดดีอวดเก่ง แต่อันใดอาตมาไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้?.... อย่างนี้พ่อก็อาจเป็นทรพาก็ได้ ตบลูกด้วยจิตโกรธ อาตมาสอนคุรุว่า ถ้าจะตีเด็ก ไม่ให้คุรุที่เป็นคู่กรณีตีเด็ก ต้องให้เข้าคณะกรรมการตัดสินว่าให้ใครตี โดยไ่ม่ใช่คู่กรณี เขาก็จะตีด้วย การลงโทษ ไม่ได้ตีด้วยโกรธ คุณตีด้วยโกรธ คุณก็มีนรก คุณก็เป็นทรพา ลูกก็เป็นทรพี ส่วนการทะเลาะกัน ใครเร ิ่ มก่อก่อนก็ไม่รู้ แล้วยังมีใครเหมาะควรกว่ากัน จะถูกตบหรือไม่? แต่การตบด้วยโกรธมันผิดแล้ว แต่ถ้าจะตบแล้ว ก็ต้องบอกว่าจะตบหน้านะ ลูกผิดแล้ว ต้องไม่มีจิตโกรธนะ แต่จะตบลงโทษด้วยเมตตาก็มี อาตมาไม่ห้ามลงโทษนะ แต่ตีต้องไม่มีนรก ตีให้เกิดการรู้ตัว ให้สำนึก คุณต้องดูตัวเองด้วย จะตีลูก แต่เพราะถือดีถือตัวว่าเลี้ยงเขามา ก็เลยถือเป็นเจ้าของเขา จะตบตี ก็ทำตามใจ โดยไม่บอกให้รู้ตัว อาตมากล้าท้าเลย ถ้าจะตบลูกโดยบอกเป็นกิจลักษณะว่า จะลงโทษลูกนะ ว่าลูกผิดจริง และบอกก่อนว่าจะตบ แล้วลูกจะไม่โกรธหรือโกรธน้อยกว่าไม่บอกแน่ และอาตมาไม่รู้ ขุมนรก ส่วนขุมนรกนั้นคนไปสร้างเอา แต่ที่จริงมันไม่มีหรอก มันมีที่เป็นการตกต่ำจริงในแต่ละคน แต่ว่าไปปั้นนรกเอานี่ก็มิจฉาทิฏฐิแล้ว เป็น มโนมยอัตตา ไม่จริง หลอกกัน ไม่มีจริง ถ้าคุณรู้อย่างอาตมา อาตมาเคยเล่นนั่งหลับตาไสยศาสตร์ ทำผิดมาก่อน มันมีเป็นอุปาทาน แต่ตอนนี้อาตมาเลิกแล้วแต่มันมีนามธรรมที่เป็นนรกจริงๆ เป็นสัจจะจริงยิ่งกว่าที่คุณพูดอีก มันตกนรกทุกข์ร้อนมากกว่าอีก

ถามว่า… คนเราตายแล้วจะไปไหน วิญญาณจะเร่ร่อนอย่างไร? พ่อครูว่า ...นี่คือการเอาอดีตมาฟุ้งไป เมื่อเคยได้ยินได้ฟังมาก็ฟุ้งไปในอนาคต อาตมาก็จะตอบคุณว่า...คนเราตายแล้ว ร่างเขาก็เอาไปเผาไปฝัง นี่ไม่ใช่กายนะ เพราะจิตไม่มีแล้ว เขาก็เอาร่างไปจัดการ ส่วนวิญญาณนั้นมันมี แต่แค่ตอนคุณสัมผัสด้วยทวารทั้ง 6 ในปัจจุบัน พอพ้นปัจจุบันไปมันก็เป็นอดีต เป็นสัญญาไปแล้ว ตอนตายไปก็เหมือนกัน คุณก็มีแต่สัญญา ซึ่งมีอุปาทาน คุณไม่มีสวรรค์ไม่ทันได้ปั้นสวรรค์หรอก เพราะตอนที่คุณมีชีวิตอยู่ คุณทุกข์สุขก็บันทึกไว้ในจิตเป็นกิเลสอนุสัยอาสวะทั้งนั้น คุณเติมนรกให้ตัวเองทั้งนั้น แต่ตอนตายไป คุณก็อยู่กับอนุสัยอาสวะนั้น ส่วนสวรรค์นั้นน้อยหาได้ยาก ตายแล้วจึงตกนรกเป็นหลัก ส่วนสวรรค์เพ้อนั้น ก็ได้ยาก คนฝึกสะกดจิตหลับตาทำสมาธิ ก็จะมีพลังทำสวรรค์เพ้อในภพได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้จริง เพราะมันชำนาญในการสร้างสรรค์ทางทวารนอกมากกว่า คุณก็ไปตกนรกหนัก เพราะไม่มีทวารนอกให้เสพติดเหมือนตอนมีชีวิตอยู่ ในโลกนี้คนตายไปก็ไปตกนรก คนอรหันต์ขึ้นไป ตายไปก็อยู่ที่ชั้นดุสิต เป็นฐานพักได้ แต่อนาคามีนั้นก็ยากอธิบาย แต่ผู้ใดว่าจิตวิญญาณตายไปจะเร่รอนออกไป ผู้นั้นขุดศาสนาพุทธ เหมือนภิกษุสาติ

ถามว่า… จะชำระกิเลสวิธีไหนที่จะได้ผลเร็ว พ่อครูว่า ...ก็ต้องดูให้ดีระวังสังวร เรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิ ล้างตัวเหตุสำคัญ หากคุณสังวร กิเลสก็ไม่เข้า และต้องลดกิเลสตามบทปฏิบัติ ก็จะลดได้ แต่หากไม่รู้จักสังวร และไม่รู้วิธีปฏิบัติ กิเลสคุณก็จะเข้าตัวคุณทุกลมหายใจเข้าออกแม้แต่นอนหลับ อาตมาไม่ได้พูดเกินจริงนะ ถามจริงๆนอนหลับทุกข์มีไหม นอนหลับสุขมีไหม? นั้นแหละ การรู้สึกว่ากิเลสมากขึ้นนี่ดี เป็นคนปฏิบัติธรรมรู้จักกิเลส

ถามว่า… อยากทราบมหาจัตตารีสกสูตรไม่ทราบมีขายที่ไหน? พ่อครูว่า… อยู่ในพระไตรปิฎก หรือคัดลอกมาจากพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข ้อ 252 _ 281

ถามว่า… หนูสวดมนต์ แผ่ส่วนกุศลให้เขาที่ยังเป็นๆ เขาจะได้รับหรือไม่? พ่อครูว่า… การสวดมนต์ คือ การท่องบทมนต์ ถ้าบทมนต์ของพระพุทธเจ้า ถ้าจะเอามาสวดท่อง ต้องท่อง ถ้าต่อหน้าคนต้องพูดคนเดียว อย่าไป ท่องตั้งแต่สองคนพร้อมกันให้ฆราวาสฟัง จะอาบัติ ปาจิตตีย์ อันนี้ไม่รู้กันทำกันทั่วไป แต่ถ้าเอาประณามคาถาคือ คำที่แต่งขึ้นสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า เช่น บทพาหุง เป็นต้นก็ทำได้ ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ให้สวดพร้อมกัน ก็เพราะจะเป็นการร้องให้คนอื่นฟังเท่านั้น แต่ถ้าสวดคนเดียวก็เป็นการอธิบาย การสวดนั้นทำให้คนติดบทมนต์ และศาสนาที่เอาบทมนต์ไปสวดหากินเป็นการทำลายศาสนา ได้บาปกันทั้งสิ้น สวดอย่างนี้ท่องพร้อมกันนี้ สวดได้แต่ท่องเพื่อจดจำมาสวดพร้อมกัน แต่ไม่ใช่ว่าไปสวดให้ฆราวาสฟัง ให้หลงติดบทมนต์ไปทำมาหากิน ไม่ได้ทำเป็นพิธีการ พระพุทธเจ้าท่านกันไว้ไม่ให้เอาไปสวดทำมาหากิน ซึ่งถ้าจะไปสวดที่ไหนก็สวดประณามคาถาเท่านั้น อย่างเก่งก็มีทำนองนิดหน่อยเป็นสรภัณยะเท่านั้น ไม่ได้เจตนาว่าใครนะ แต่เขาทำบาปทำลายศาสนา ก็ต้องพูด การสวดมีสองแบบ สังคีติ กับ สังคายนา คือการสวดเพื่อทบทวน บทไหนผิดก็แก้ให้ถูก การสวดมนต์แผ่ส่วนกุศล พระพุทธเจ้าไม่เคยสอน เพราะส่วนกุศล หรือบุญ มันแบ่งกันไม่ได้ สุกฎทุกฏานัง กัมมานังผลังวิปาโก ใครทำก็ของคนนั้น ติดตัวตนเป็นเอกะเลย แบ่งกันไม่ได้ ถ้าส่วนกุศลหรือบุญแบ่งได้ พระพุทธเจ้าก็แบ่งแจกอรหันต์เลย แต่นี่ทำไม่ได้

ถามว่า… นายกฯท่านนี้พ่อท่านเห็นว่าเป็นคนดีหรือไม่? พ่อครูว่า… เป็นคนดี ตอนนี้อาตมาเห็นว่าท่านทำดี แต่ข้อบกพร่องมีแน่ อรหันต์ก็มีข้อบกพร่อง พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่อรหันต์แน่ ก็ต้องมีบกพร่อง แต่ตอนนี้เขาทำดีต้องสนับสนุนใครไม่สนับสนุน โง่ …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน