570930_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติ ดับภพชาติอย่างไรให้ถูกเป้า.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570930_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก เรื่อง ดับภพชาติอย่างไรให้ถูกเป้า
พ่อครูว่า … วันนี้อังคารที่ 30 ก.ย. 57 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 11 ที่ บวร สันติอโศก วันนี้เป็นวันที่อาตมายังไม่ได้เข้าระบบการสอน มหาวิชชารามนาวาบุญนิยม โดยใช้รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม เทศน์อยู่ที่สันติอโศก อาตมาบรรยายไปเมื่อวาน ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมส่งประเด็นเข้ามาได้ สองหมายเลขโทรศัพท์ 085-9492980 , 082-4430271 หรือส่งทางไลน์ได้ วันนี้จะบรรยายเรื่อง ภพ ชาติ ซึ่งคนไม่ค่อยเข้าใจกันดี แล้วไปสร้างภพ สร้างชาติกัน พอพูดถึงภพ คนก็ไปนึกถึงโลกหน้า ภพหน้า โลกนี้ ภพนี้ ซึ่งเขาหมายถึงภพหน้าที่คนตายไปแล้วไปภพหน้า อย่างนี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติสิ ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ มันต้องมาสนใจปัจจุบันที่จะปฏิบัติ ไม่อย่างนั้นก็จะล้างภพจบชาติไม่ได้ ถ้าไม่มีการเกิด ชาติ แล ะ ภพก็จะไม่มี ภพก็ดับ จริงๆ ภพไม่ต้องไปดับ หรอก แต่ให้ดับชาติ นี่แหละ เมื่อชาติดับภพก็ดับ ทีนี้ถ้าไปเข้าใจว่า ภพชาติ นั้นเป็นเรื่องเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ ตายไปก็เกิดชาติใหม่ ก็ไม่ได้ศึกษา เราจะดับภพก็ไม่ให้เกิดชาติหน้า เราดับชาติ ภพก็ไม่มี ตายจากชาตินี้ ภพก็ไม่มี ทีนี้อะไรคือ ชาติ ….คือตัณหา (ยิงเปรี้ยงเข้าเป้าเลย) อาตมาไป เอเชี่ยนเกมส์ ก็ยิงตรงเป้าเป๋งเลย ไม่ออกนอกเป้าเลย การ ดับชาติ คือ ดับตัณหา (สมุทัยของอาริยสัจ) พอดับตัณหาได้ก็ไม่มีภพ ตัณหาที่มีภพ คือ กามตัณหา รูปภพ อรูปภพ กามตัณหา คือต้องการภพที่เป็นกาม หรือกามภพ แล้วข้างในเรียกว่าภวภพหรือ ภวตัณหา ตัณหาที่ต้องการภพ(ภว คือภพ) เรียกว่า รูปภพ อรูปภพ ถ้ากามก็ดับได้ ชาติของกามก็ดับได้ ภพก็ดับ รูปเราดับได้ ทางตาหูจมูกลิ้นกาย เมื่อสัมผัส ถ้ามีตัณหาก็มีอาการเกิดทางจิต แม้ไม่สัมผัสก็เกิด ยิ่งสัมผัสก็เกิด สัมผัสทาง
อ่านต่อ
ตา หู จมูก ลิ้น เกิดสัมผัส ต้องอ่านตรงนี้ ตอนนี้แหละ เราก็พยายามดับกิเลสตัวนี้ ดับได้มันก็ตายไปจบไป เป็นต้น ปฏิบัติตัวแรก ต้องปฏิบัติกามก่อน ก่อนจะปฏิบัติต้อง มีความต้องการดับชาติ ก็คือตัณหานั่นแหละ แต่คนไปติดใจว่า ถ้ามีตัณหาก็บรรลุไม่ได้ ก็เลยขัดข้อง ก็เราอยากดับกามภพ รูปภพ อรูปภพ อยากดับ แต่มันเกิดอยากแล้วก็ไม่ต้องคิดให้อยาก ไม่อยากมันก็ไม่เกิดอะไร ก็เป็นเช่นนั้น เพราะไปติดบัญญัติภาษา พุทธไม่สอนให้ดับเวทนา ดับสัญญา ไม่จำเป็นต้องไปดับทั้งหมด เวทนาในเวทนา สัญญาในสัญญา ต้องอ่านเข้าไปถึงตัวปรุงแต่งในสังขาร ต้องรู้รายละเอียด แล้วก็ดับ การจะดับภพ ชาติ นั้นต้องมีการดับภพชาติ คำว่า ภว ก็คือภพ วิภว คือความต้องการไม่มีภพ เป็นตัณหาไปล้างภพ ไปล้างกามตัณหา ภวตัณหา เมื่อล้างได้ก็จบ ไม่มีภพ ก็ต้องตามหาชาติที่ทำให้เกิดภพ ทีนี้ถ้าไปเข้าใจว่าการเกิด ชาติ คือการเกิดในท้องพ่อท้องแม่เป็นชาติ และในพระไตร ปิฎก เล่ม 16 ข้อ 7 ว่า ชาติคืออย่างไร ท่านก็ว่ามี ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ชาติ ในพระไตร ปิฎก ท่านแปลว่า การเกิด สัญชาติ คือความบังเกิด โอกกันติ คือความหยั่งลง นิพพัตติ คือการเกิด และ อภินิพพัตติ คือการเกิดจำเพาะ แล้วจะจำเพาะอย่างไร จะสาธยายให้ฟัง นี่คือการปรากฏแห่งขันธ์ทั้ง 5 การเกิดเหล่านี้ ท่านไม่ให้ดับขันธ์ทั้งหมด แต่ก็พูดกันสั้นๆลัดๆว่า ดับเวทนา ดับสัญญา ว่าคือนิโรธ เช่นแปล สัญญาเวทยิตนิโรธ ว่า คือการดับสัญญา ดับเวทนา แต่ของพระพุทธเจ้าไม่ให้ดับสัญญา ภาษาบาลีเรียกว่า “ อสัญญี ” อันนี้พระพุทธเจ้าไม่เอาแบบนี้ ก็ค้านแย้งว่าดับสัญญา แต่ที่จริงใช้ สัญญาดับ แต่ตัว สัญญา นี้ เป็นตัวกำหนดรู้แจ้งว่า นี่คือความดับ สัญญาที่รู้แจ้งว่า ดับชาติได้สิ้น สัญญาก็กำหนดรู้ ก่อนจะเกิดปัญญา มันเรียนรู้ก่อน เมื่อเจอความดับ คือ จิตดับกิเลสได้ ก็หมดหน้าที่สัญญา คือ ส่งเป็นปัญญา นั่นคือ สัญญาดับ ที่จริงไม่ได้ดับ แต่หมดหน้าที่ เพราะเห็นแล้วรู้แล้วว่าเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ดับเฉยๆ แต่รู้หมดและรายงานเป็นปัญญา รายงานจบก็จบสัญญา การจบสัญญาคือเรียกว่า สัญญาดับ โดยโวหาร แต่ไม่ใช่ว่าไม่รับรู้ แต่รู้ยิ่งเลยว่าดับ อยู่ๆ วิหารติ แล้ว รู้ลึกว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องดับ ตัณหาคือสิ่งที่ต้องดับ ตัณหาคือ อุปาทาน อุปาทาน คือ ความกบดานนิ่งๆ เป็น อนุสัย อาสวะ กลบใต้ก้นบึ้งของจิต พอมันเคลื่อนไหวออกมาแสดงบทบาท จากตัว สั่งสมเป็นอุปาทาน พอมันอยาก ก็เกิดเป็นตัณหาขึ้นมา จะรู้ง่ายเมื่อมันเคลื่อนไหว แต่ถ้าใครมีญาณหยั่งลึกรู้อุปาทานว่าเรายึดอยู่ ก็ยิ่งเยี่ยมยอด ดับตัวไหนก็ดับได้เหมือนกัน ดับตัณหา อุปาทานได้ ภพก็ดับชาติก็ดับ นี่คือการดับภพชาติ ดับที่สมุทัยหรือตัณหา อุปาทาน จะดับตัณหาอุปาทาน จะไปนั่งหลับตาสมาธิแล้วยกจิตขึ้นวิปัสสนา คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ก็เป็นเรื่องของวิมานในจิต เป็นภพชาติ เป็นการดึงเอาสัญญามาคิด ไม่ใช่การสัมผัสหลัดๆ มีกายสังขาร ครบทั้งนอกและใน คำว่า กายสังขาร มีทั้งสองอย่าง คำว่ากายไม่ได้หมายถึงร่างภายนอก แต่ตัวสำคัญคือนาม คือจิต เจตสิก กายคือจิต ในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่จะดับกาย ให้เกิดกายสงบ เรียกว่า กายปัสสัมภยัง หรือ กายปัสสัทธิ กายปัสสัทธิ แม้ในพจนานุกรมไทยก็แปลว่า ความสงบรำงับของกอง เวทนา สัญญา สังขาร ไม่ใช่หมายถึงร่างภายนอก เลย กายสังขารที่สงบ รำงับ เป็นไฉน ท่านก็บอกว่าความ เป็นฌาน การทำฌานคือ การทำใจ ให้สงบรำงับ คือให้ กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ให้มันรำงับ นี่คือ เป้าหมายแท้ของฌาน คือ ทำที่จิต ไม่ได้หมายถึงว่า ร่างไม่กระดุกกระดิกเลย แต่ ดับตัวกวนในจิต คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน คือการดับชาติ ชาติดับ ภพก็ดับ การดับตัณหาอุปาทาน ได้แล้วคือ ผู้มี วิภวตัณหา ไม่มีภพแล้ว ดับภพชาติแล้ว ส่วน อานาปานสติ ผู้ใดจะทำแบบนั่งตั้งกายตรงดำรงสติ ในที่ใดก็ตาม ที่แจ้งลอมฟาง (ไม่ใช่ในป่า แต่ในเมืองในชนบทที่มีกองฟาง) ท่านพูดเผื่อให้คนที่ปฏิบัติ ที่จริงอานาปานสติ ปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออก และ ปฏิบัติสติปัฏฐานไปด้วย ถ้าทำสติปัฏฐานไม่เป็น แล้วแยกอานาปานสติออก โดยไม่เข้าใจว่า คือการปฏิบัติในทุกอริยาบท ทุกลมหายใจเข้าออก แต่ถ้าจะไปปฏิบัติในป่าในเขาในถ้ำหรือที่แจ้งลอมฟางก็ดี ท่านเผื่อไว้ให้คนที่ปฏิบัติแบบนี้ที่มีมากอยู่ แต่ท่านก็ให้ปฏิบัติโดยให้เชื่อมต่อกับภายนอก แม้เล็กน้อยเหลือ แต่ลมหายใจที่เป็นสิ่งภายนอกที่เบาบางที่สุด ก็อย่าให้ทิ้ง อย่าขาดข้างนอก (พหิทารูปานิ ปัสสติ) ให้อ่านข้างนอกด้วยข้างในด้วย เรียกว่า กายสังขาร หากขาดลม เข้าไปแต่ข้างใน ไม่มีกายสังขาร จะหมายถึงแค่ จิตสังขาร ในขณะที่มีกองลม ต้องสัมผัสลมภายนอก ไม่ใช่แค่ลม ยังมีดิน น้ำ ไฟ ด้วย ที่กระทบสัมผัส ทุกทวาร ก็ต้องกำหนดรู้ อ่านวิญญาณที่เกิด วิญญาณคือ เจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร ท่านแยกให้เรียนรู้ชัดมากเลย ในปฏิจจสมุปบาท ท่านแยกให้เรียนรู้ นาม_รูป คือ มหาภูตรูป (รูป) และ อุปาทายรูป (นาม) และนาม คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ต้องมีผัสสะทางทวารทั้ง 6 ไม่ใช่ว่าไม่มีผัสสะ อยู่แต่ภายใน สุดท้ายถึงขั้นผัสสะดับ ขออธิบายลัด ไม่ใช่ว่าผัสสะดับหมายถึงดับทวารนอก ไม่กระทบเลย แต่สัญญาก็ไม่ดับเลย สัญญาทำงานรู้ จนตัวเหตุปัจจัยสมุทัยดับ ก็หมดหน้าที่สัญญา เช่นเดียวกับผัสสะดับคือ ผัสสะหมดหน้าที่แล้ว เพราะมันดับเหตุที่ทำให้วุ่นวายแล้ว ดับโดยมีผัสสะ ข้างนอกด้วย และในนาม เป็นปฏิจจสมุปบาท ข ้อ 14 ว่า นาม_รูปเป็นไฉน? ... นาม ได้แต่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ และรูป รูป คือ มหาภูตรูป 4 กับ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป อีก 24 คือ อุปาทายรูป วิญญาณ คือ เจตสิก 3 (เวทนา สัญญา สังขาร) และ สังขาร ไปแจกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ ดังนั้น วิญญาณ ก็คือ นาม 5 (เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) อย่างในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง เจตนา คือ ตัณหา นั่นเอง เมื่อมีตัณหา จากผัสสะ ก็เกิดการปรุงแต่ง ก็อ่านการปรุงแต่งคือ มนสิการ ก็จัดการจิตปรุงแต่ง ชำระมัน ปรับปรุง ทำให้ดี เอาตัวร้ายออก เอาตัวดีไว้ ทำอย่างแยบคายเรียก โยนิโน มนสิการ ทำอย่างลงไปถึงที่เกิด (ชาติ) ที่เกิดคือ สัมภวะ ให้มนสิการอย่างมีสัมภวะ คือทำให้ถึงแดนเกิดที่เกิด การเกิด คือถ้าตัวผีเกิด คือ ชาติ สัญชาติ ส่วน โอกกันติ คือตัวกลาง คือความหยั่งลง อะไรหยั่งลง? ถ้าทำให้กิเลสดับ ก็เกิดความหยั่งลงใหม่ คืออุบัติเทพหยั่งลง เป็นเทวดาโลกุตระ แต่ก่อนเป็นเทวดาสมมุติ สัมผัสปรุงแต่งให้กิเลสจัดการหมด แต่ตอนนี้เราจัดการกิเลส มนสิการคือ การจัดการเอามันออก กำจัดมันให้ได้ ตัวเหตุนี่ จะเกิดขณะมีผัสสะ และต้องมีเจตนามุ่งหมาย ใน โลกียะ ปุถุชนมีเจตนาในการเสพกาม เสพอัตตา เป็นสุขในการเสพอัตตา เสพกาม คือโลกธรรมด้วย เกิดเป็นคนโลกๆ กิเลสเจริญงอกงาม เมื่อเราไม่เอาแบบนี้ก็ต้องเรียนรู้กำจัดกิเลส เมื่อกำจัดได้ ก็เกิดใหม่เป็น อุบัติเทพ จนกิเลสจางคลายถึงดับได้ เมื่อดับจนกิเลสไม่เกิด คือ นิโรธ หมายความถึงความดับ มันมีญาณเห็น มีการกำหนดรู้ อย่างเห็นแจ้งๆ สัจฉิ อย่างรู้ของจริงตามความเป็นจริงของปรมัตถ์เลย อะไรดับก็ตัณหาคือ ผีดับ และอะไรเกิดก็คือ เทวดาอุบัติ เทพดับ ถ้าดับได้เกลี้ยงก็เป็นวิสุทธิเทพ ตัวกลาง โอกกันติ คือการทำความหยั่งลงสู่ความสำเร็จ หรือหยั่งลงไม่สำเร็จ แต่ถ้าไม่มีความรู้ ทำอย่างอวิชชา ก็เกิดกิเลสหนาขึ้นตลอดกาลนาน เพราะอวิชชา ทุกคนมีเจตนาอย่างไร ก็เจตนาเกิดสุขเท็จ อลิกะ ทั้งกามสุข และอัตตทัตถสุข การเกิดจำเพาะนั้น ไม่ใช่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ เป็นการเกิดของ โอปปาติกะ คือจิตวิญญาณเกิด เมื่อดับชาติได้ จนกระทั่งเป็นการเกิด แบบ นิพพัตติ ,อภินิพพัตติ ก็คือตัวเกี่ยวข้องกับนิพพาน นี่คือการเกิดของนิพพาน เป็นการเกิดของส ิ่ งที่บริสุทธิ์จากกิเลส คนมันก็จะงง สับสนว่า มาหา นิพพาน คือ มาหาการตาย แล้วจะทำไมต้องมีการเกิด นั่นคือ เกิดอย่างเฉพาะเลย ถ้าไปยึดภาษาก็เป็นภพชนิดหนึ่ง ยึดติดแค่ภาษา เรียกว่า อัตวาทุปาทาน ไม่รู้สัจจะสภาวะ คุณยึดภาษาก็งงภาษา ทำไมนิพพานคือดับ แล้วมาพูดเรื่องเกิด คือ อภินิพัตติ (เขาแปลว่าเกิดจำเพาะ) ดังนั้น การเกิดคือ การดับ การดับคือ การเกิด จะรู้จัก ภพ ชาติ มากขึ้น การดับภพ คือปฏิบัติอย่างนี้ และการไม่ได้ดับภพ แล้วไปหลงผิดกันเต็มบ้านเมืองพุทธ คือการไปสร้างภพ การสร้าง วิมาน (คือ ภพ ) เช่น เขาสร้างวิมานบุญ จะได้บุญ ก็ไปสร้างวิมานไปว่า ทำทานเยอะๆ เรียกว่า บุญใหญ่ บุญมโหฬาร เป็นภพชาติ เป็นยึดขันธ์อนาคตมิจฉาทิฏฐิ ปั้นมาหลอกกันไป เพ้อพกไปตามวิมาน ผู้ใดหลงพวกนี้อยู่กับการถูกหลอกด้วยภพทั้งสิ้น และหลอกกันทั่วไปหมดในวงการศาสนาพุทธ แทบจะหาไม่ได้ ที่ไม่หลอก เขาสร้างวิมานในฝัน ฝันว่าจะได้ลาภ พวกโรงเรียน มหาวิทยาลัยที่ฝันว่าจะได้ลาภ ได้วิมาน เป็นการสร้างภพที่จะต้องได้ในอนาคตทั้งสิ้น มีการทำปฏิกิริยาลูกโซ่ หาคนทำทาน เป็นDirect sale มอมเมากันด้วยนิพพานที่เป็นภพ เขาก็จะคบคนรวย แล้วคนรวยนี่อยากรวย มีโลภจัดก็เลยสนใจ ก็เลยได้คนรวยเท่านั้น นี่คืออุบายอโกศล ของที่เขาทำกัน มีวิบากบาปมหาศาล หลอกให้คนหลงตกนรก มหานรกอเวจี กิเลสนี่เป็นตัวนรก กิเลสจะต้องได้มากใหญ่โตไม่จบสิ้น นี่คือฝ่ายลืมตาสร้างภพ พวกไม่รู้จัก ทินนัง เป็นพวก นัตถิ ทินนัง ในสัมมาทิฏฐิ 10
ส่วนพวกศีลพรต เขามีทาน ศีล ภาวนา ให้เกิดผลนรก เขาไม่รู้จัก ยิตถัง ( ยัญพิธี ) คือมิจฉาทิฏฐิ ผู้ที่มิจฉาตั้งแต่ข้อแรกคือทาน ไม่รู้ว่าต้องทำใจอย่างไรในการทานว่าให้มีผลอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน ลดละหน่ายคลายกิเลส แต่มันกลับทำให้เกิดกิเลสหนาขึ้น เต็มไปด้วยโลกีย์ อาตมาก็ขออภัยด้วย แล้วก็ขอโขกสับด้วยไม่ยั้งมือ เพราะมันนานมาแล้ว อาตมาก็อายุปูนนี้แล้ว ทำงานศาสนามา 55 ปีมาแล้ วก็ไม่ขอยั้งมือแล้ว ขอพูดสัจจะให้ชัด ขอยิงเข้าเป้าเลย แม้พันเมตร เข้ากลางเป้าเลย แล้วเป้าเท่าเส้นผมเท่านั้น ถูกเป๊ะเลยไม่มีพลาดเป้า ขอยืนยัน ทุกวันนี้อาตมาไม่ได้ตามล่าอะไร อาตมาตามล่าเวลาอย่างเดียว อย่างอื่นไม่กลัวหรอกกลัวแต่เวลาเท่านั้นทุกวันนี้ ทำงานไม่ทันเวลาเลย เดี๋ยววันๆ จะแก่ได้อย่างไร? เรื่องของ ศีลพรต เรียกว่า ยิตถัง หรือยัญพิธี เขาแปลกันอย่างนี้ แต่เนื้อแท้ก็คือการปฏิบัติศีลพรตนั่นเอง ให้เกิดผล เป็นภาวนา การเกิดผล คือ อัตถิ ไม่เกิดผลก็คือ นัตถิ แต่การไปแปล ภาวนาว่าปฏิบัติก็ผิดแล้ว ภาวนา คือ การเกิดผล คำว่า หุตัง ก็คือ ผล วิธีปฏิบัติศีลพรต ก็มีแบบถูกต้อง สามารถทำให้เกิด นิพพัตติ อภินิพพัตติ ได้ไหม? เป็น อัตถิยัติถัง แต่ไปปฏิบัติไม่เกิดผล เช่นทำฌาน ทำสมาธิก็ไปนั่งหลับตา เช่นพระพุทธเจ้าทำผิดไปทำแบบฤาษีอยู่ 6 ปี ตอนภูมิธรรมท่านยังไม่ขึ้น เป็นช่วงระยะลิงลมอมข้าวพอง การไปสร้าง วิมาน ก็เป็น รูปภพ อรูปภพ แม้เขาอยากเป็นวิภวภพ แต่ก็ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไปนั่งหลับตา ซึ่งมีวิธีสารพัด อาตมาก็เคยนั่งมา ทำแบบผิดๆมา ก็รู้บ้าง ก็คือการไปสร้างภพชาติ เพราะไม่เข้าใจว่าภพชาติคืออะไร แค่กามภพ รูปภพ อรูปภพก็อ่านไม่ออก ก็ต้องมาเรียนรู้ตั้งแต่ กามภพ ต่อมาก็เรียนรูปภพ อรูภพ ก็เรียนอย่างลืมตา มีผัสสะ มีองค์ประชุม คือกาย สัมผัสแตะต้องข้างนอกมีข้างในรับรู้ มีองค์ประกอบเป็น กายสังขาร จนทำให้เกิด กายปัสสัทธิ กายสงบ จนเกิดเป็น กายปาคุญญตา หรือ กายกัมมัญญตา คือกายนี้ดับกิเลสได้ ก็เลยมีองค์ประชุมที่มีกรรมการงาน มี อัญญา คือ ญาณปัญญาวิเศษ เกิดการงานที่มี ญาณ กำกับ คือการงานที่ปราศจากกิเลส เป็นการงานอันดีเยี่ยม คือเหมาะควรแก่การงานอันไม่มีโทษ ท่านก็แปลมาเช่นนี้ก็ไม่ผิด กายปัสสัทธิ เขาแปลว่า ไปนั่งสมาธิ ร่างนิ่งๆ นั่นไม่ใช่ กายปาคุญญตา ซึ่ง กายมุทุตา คือ องค์ประชุมที่เกิดจากการทำให้เกิดความคล่องแคล่วของ กองสังขาร กองเวทนา กองสัญญา คือคล่องทั้งปัญญา ทั้งเจโต อาตมาแปล มุทุ ว่า หัว อ่ อน ทั้ง รู้เร็วไว จะ ปรับก็ได้เร็วไว เรามี วสี ปรับได้ง่าย เรียกว่า กายมุทุตา ไม่ใช่หมายถึง ว่ากายสงบ คือกายไม่ทำอะไร แต่กายกลับแคล่วคล่อง ทั้งเวทนาก็คล่องแคล่ว ไม่มีตัวต่อต้านแล้ว ไม่มีกิเลสตัณหา ก็ทำการงานได้ดีเหมาะควร ได้เยี่ยมยอด นัตถิ ยิตถัง คือวิธีปฏิบัติแล้วไม่ได้ผลบรรลุธรรม จะปฏิบัติหลับตาสร้างภพ ต้องได้มาก ได้ใหญ่ แต่มีสติ รู้จักสติ ว่าให้จิตว่างเฉย หยุดไม่ทำอะไร นี่ก็คือภพ เป็น อรูปภพ เป็นอากาศ เป็นความว่าง สร้างภพว่างๆ เป็นอรูปภพ ไม่ได้รู้ว่ากิเลสคืออะไร แล้วได้กำจัดกิเลส แต่มันเป็น วิกขัมภนปหาน ทำลืมไปไม่เกี่ยวข้องก็ทำให้ใจว่างชั่วคราว ก็ได้เสพความว่าง ติดภพว่าง ใครจะมาพูดอย่างไรฉันไม่ฟัง ให้มีสติอย่างเดียว ไม่รู้จัก สัมปชัญญา สัมปชานะ ต่อไปเลย จนถึง สัมมัปปัญญา ไม่เกิดเลยที่จะรู้ความจริงปรมัตถธรรม พวกมี สติลืมตา แล้วบอกว่าพอสัมผัสก็รู้เท่าที่รู้ ไม่ปรุงไม่สังขารอะไร หวานรู้หวานเปรี้ยวรู้เปรี้ยว รู้สักแต่ว่ารู้ แต่ไม่ได้หมดภพชาติ ไปติดความเบาว่าง อีก นี่คือ สมถะแบบลืมตา ซึ่งมีอีกหลายนัยที่ละเอียดกว่านี้ นี่ยกตัวอย่างนิดหน่อย ทีนี้ พวกหลับตา ก็ตัดภพเข้าไปดับปี๋ ส่วนมากก็สอนกสิณ ให้จิตไปเกาะกับกสิณ บอกว่า อย่าส่งจิตออกนอก ตัว คุณก็อยู่กับการ สร้างภพภายใน เรียกว่ากักขังจิต ล่ามโซ่ ตีผนังกั้น อย่าให้จิตออกไปจากห้องกรงนี้นะ ก็คือ ภพ แท้ๆ ขออภัยอาตมายิงเป้านักแม่นปืนจากระยะพันเมตรถูกเป้าที่เล็กเท่าเส้นขน อาตมาได้เหรียญทองก่อนเอเชี่ยนเกมส์นะ การสร้างภาพชาติ จึงมีนานาสารพัด ทั้งวิมานลืมตา และหลับตา นี่คือการสร้างภพชาติที่ มิจฉาทิฏฐิ สอนกันผิดๆ สภาพที่ดับแบบพุทธ จะได้เทียบเคียง พระพุทธเจ้าสอน ภพ 3 ภพ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ท่านก็ให้เรียนรู้ผัสสะทางทวาร 6 แล้วเกิดวิญญาณก็ อ่านวิญญาณ อ่าน เวทนา สัญญา สังขาร สัญญาก็กำหนดหมายรู้ว่า กระทบแล้วเกิดอะไร เกิดกิเลสแล้ว ก็ทำกิเลสให้ลด ลดได้ไหมก็รู้ ต้องทำตั้งแต่ตัวต้น คือกาย คือองค์ประชุม ตั้งแต่ภายนอกสัมผัสแล้วเข้าหาข้างใน จะเรียนรู้ต้องเรียนรู้ข้างใน แต่อย่าทิ้งกาย แม้นั่งดูลมหายใจก็อย่าทิ้งลมหายใจ วิโมกข์ 8 ชัดต้องสัมผัสด้วยกาย วิโมกข์ 8 มีแต่ในศาสนาพุทธมีถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ เมื่อเรารู้องค์ประชุมคือ กาย ตัวแรกคือ สักกาย ก็ต้องทำตอนลืมตา แม้หลับตาก็รู้สักกาย แล้วพิจารณากายในกาย แต่ก็ต้องรู้ว่าต้องเชื่อมโยงกับกายนอกกาย ต้องมีสัมผัส นาม มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เมื่อสัมผัสด้วยกาย ก็เป็นรสชาติ เรียกว่าเวทนา หรืออารมณ์ความรู้สึก ก็มาอ่านเวทนาในเวทนา สติปัฏฐาน 4 ก็ดูว่าอะไรเป็นเหตุ เป็น สราค สโทส สโมหะ มันเกี่ยวเนื่องทั้งกาย เวทนา จิต ธรรม เมื่อเราจับกิเลสได้ ชำระกิเลสได้ผล ก็คือได้ บุญ ได้น้อยก็ตาม ก็ถือว่าได้ส่วนแห่งบุญ ปุญญภาค เป็นส่วนของการชำระกิเลส คนไหนทำคนนั้นได้ ไม่ใช่ว่าคนอื่นแบ่งให้ได้ ออกนอกลัทธิพุทธพวกแบ่งบุญนี่อย่างกับปล้นทองคำแล้วมาแบ่งกันแต่บุญนี่แบ่งกันไม่ได้ พวกที่ ยึดกันว่า อาจารย์ท่านนี้เก่ง ขนาด ตายแล้วยังไม่เน่า เลย ผมก็งอกเล็บก็งอก เขาก็บูชากัน อาตมาก็ว่านรกแท้ๆ ไปบูชาอาจารย์ที่มิจฉาทิฏฐิ เพราะอาจารย์แบบนั้นยึดมาก เพราะพลังงานจิตดับ เหลือแต่ พีชนิยาม แต่ก็ให้อาหาร เล็บก็ยังงอก ผมก็งอก เขาไม่เข้าใจ ว่าเหลือแต่ พีชนิยาม เพราะ จิตวิญญาณขาด ก็ควรเลิก แต่ก็ยังไม่ปล่อย ก็อยู่กับร่างไม่ยอมปล่อย ยังยึดกับภพ ที่ตนติดคือ ร่างของตน ตัวเองยึดเองเป็นเอง ผู้ไม่รู้ก็ว่าเป็นบุญบารมี แต่หารู้ไม่ว่ายึดเข้าไปไม่รู้จักตาย อภิมหาบาปเลย นี่คือตายแล้วไม่ปล่อยวาง มีภพมีชาติ
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น
ถามว่า… จากระยอง ปริวัติ 3 คืออะไร ? พ่อครูว่า ...ปริวัติคือ ความหมุนรอบ 3 (มาจากอาการ 32 ) มันมี สัจจญาณ กิจจญาณ และ กตญาณ กับ อาริยสัจ 4 โดยรู้จัก 1 .ทุกข์ 2 .สมุทัย 3 .นิโรธ 4 . มรรค ทุกข์ก็รู้ว่าเป็นสัจจะเช่นนี้ แล้วก็สามารถรู้ทุกข์แล้ว ปฏิบัติเรียกว่า กิจญาณ เพื่อให้ทุกข์หาย ก็ปฏิบัติลดเหตุแห่งทุกข์ โดยทำมรรค ปฏิบัติมรรค แล้วก็รู้สัจจะ รู้เหตุของทุกข์ แล้วก็พยายามดับ จนเห็นสัจจะว่าดับก็รู้ เกิดทั้ง 4 นี้ปฏิสัมพัทธ์ จนดับได้เสร็จก็จบเสร็จ เรียกว่า ปริวัติ 3 โดย อาการ 32 ท่านเรียกว่า ปริวัติ 3 อาการ 32
ถามว่า… ปฏิบัติสมาธิแบบลืมตา เร ิ่ มต้นทำอย่างไร? พ่อครูว่า ... ก็ดีคุณตั้ง ไม่กินเนื้อสัตว์เป็นศีล เป็นกรรมฐาน เมื่อสัมผัสกับเนื้อสัตว์เมื่อไหร่อย่างลืมตา ถามว่าสมาธิลืมตาทำอย่างไรก็ลืมตา สัมผัส สัมผัสแล้วอ่านจิต บางคนตั้งแต่เห็นเนื้อดิบเลยอยากกิน อยากได้เนื้อดิบ เอาไปทำแกงต้มกิน เกิดกิเลสเลย บางคนก็ไม่เกิดกิเลสกับเนื้อดิบ แต่เกิดกิเลสกับเนื้อสุก หรือว่าเอาเข้าปากเลย ได้กลิ่นเลยก็เกิดกิเลส ได้สัมผัสก็อร่อยเลย จัดเลย คุณก็ต้องรู้กิเลสที่อยากสัมผัส อยากเสพรส ทางทวาร ทั้ง 5 คุณก็เกิดกิเลส อ่านอย่างนี้ตั้งแต่มันอยาก ก็อย่าให้มัน มีปฏิ วิรติ เวรมณี คือ งดเว้น เว้นขาดอย่าให้มัน ให้พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง มันไม่แท้ มันพาทุกข์ ความอยากนี่ทำให้เราต้องหามาบำเรอ มีเท่าไหร่ก็ควักให้มันแลกเอามา เป็นภาระเพราะเราติดอยู่ จริงๆมันเป็นกิเลส คุณไม่ต้องได้มันมาก็เอาอย่างอื่นแทนได้ เนื้อสัตว์ไม่ต้อง เอาอย่างอื่นแทนได้ ก็ให้ศึกษาจนเห็นว่ามันไม่แท้ ไม่เที่ยง เรากินอย่างอื่นก็ได้ กิเลสไม่เกิดอีกในจิต ก็คือ อนัตตา
ถาม ว่า… พ่อครูว่า... วิภวตัณหา ที่นักปฏิบัติธรรมต้องทำ จะรู้ได้ และจะปฏิบัติ อย่างไรว่าเป็นวิภวตัณหาแท้จริง ไม่ใช่เป็นแค่ภวตัณหา หรือเป็น วิภวตัณหาเก๊ๆ.... พ่อครูว่า… คุณ ต้องรู้สักกายะ เช่น มันอยากกินเนื้อสัตว์ คุณก็ต้องพยายาม เมื่อรู้จักตัวตน ของเหตุ ตัวสมุทัย ต้อง วิขัมภนปหาน คือกดข่ม แต่ถ้าใช้ปัญญา เพ่งเผาเป็นไฟฌาน ปฏิบัติแล้วจะเกิดผลเป็น สัมปชลติ ไฟฌานเผาไฟราคะ โทสะ โมหะ พลังฌานมันมีพลังสูงกว่ากิเลส คุณก็ไม่ต้องติดยึดไม่เป็นทาส คุณก็ต้องปฏิบัติอย่างนี้ก็รู้ของจริงว่า กิเลสนี้ ไม่มีภพ ชาติไม่เกิด ที่เคยเกิดกิเลส มันไม่เกิด คุณก็รู้ได้ว่านี่คือ วิภวตัณหา จะหมดกามคุณ ก็รู้ว่าไม่เกิดเมื่อสัมผัส แล้วก็ไปล้าง ภวภพ ต่อไปอีก ล้างรูปภพ อรูปภพ ก็ดับเป็น วิภวภพ
ถามว่า… จากคุณสุขได้ เมื่อใจพอ....ตอนนี้ลูกตัดการเที่ยว โดยไม่อยากไป พ่อครูว่า ...คนยังเที่ยวอยู่คือ คนเที่ยว เป็นภาษาน่าเกลียด อันนี้เรื่องจริง อาตมาเป็นคนไม่เที่ยวแต่ไหนแต่ไรแล้ว คำว่า เที่ยว ภาษาไทยคือ ยังหารสชาติ นามธรรมคุณยัง อวจร หาที่เกิด เกิดนรก แล้วก็หลงว่าคือสวรรค์ เกิด สวรรค์หลอกคือนรกแท้ๆ เมื่อหยุดอวจร ก็คือหมดเที่ยง
ถามว่า… บุพเพนิวาสาสุสติญาณต่างจากเตวิชโชอย่างไร? พ่อครูว่า ... การ เตวิชโช ทบทวน คือ เหมือนการ ลงบัญชี ว่าเราได้ผัสสะแล้วเกิดกิเลสอย่างไร เราได้ทำ ปหาน 5 อย่างไร จนสัมผัสอีก ก็ไม่เกิดจริงๆ หมื่นครั้งแสนครั้งก็ไม่เกิดอีก เกิดญาณตัดสินได้ว่า จบกิจ แล้ว กตญาณ แล้ว
ถามว่า… เกิดมาชาตินี้เรามีพละกำลังเยอะ เลยถูกเขาใช้แรงงานเยอะ ชาติก่อนเราไปใช้งานเขาเยอะหรือไม่นะ พ่อครูว่า… อาจใช่ แต่มันมีเรื่องซับซ้อนกว่านั้น เช่น ชาติก่อนเราไปฆ่าเขา ชาติต่อไปเราก็ถูกฆ่าอีก สลับไปมาไม่รู้จบ ถ้าชาติหน้าเราอยากเป็นวัวก็ไปฆ่าวัว ก็เลยพาซื่อว่าชาติหน้าเราอยากเป็นอรหันต์ ชาตินี้เราก็เลยไปฆ่าอรหันต์สิ ก็ไม่ใช่อย่างนั้นทีเดียว
ถามว่า… ถ้าต้องการดับชาติ ต้องดับที่ปัจจุบันธรรม การคิดเป็นแค่ มโนมยอัตตา แต่ถ้าเราดับปัจจุบันไม่ทัน แล้วเราพิจารณาตาม แล้วกำหนดว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เราจะทำให้มันอ่อนลง ดับได้ง่ายขึ้น เรียกว่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ ได้ไหม แล้วบุพเพนิวาสานุสติญาณต่างกับมโนมยอัตตาอย่างไร พ่อครูว่า… คือระลึกถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แต่เขาไปแปลกันว่าระลึกถึงชาติก่อน ก็ต้องไปนั่งหลับตาสมาธิว่า เกิดชาติก่อนเป็นใคร อย่างนั้นอย่าไปนึกถึงมันเลย แต่ บุพเพ นิวาสานุสติญาณ คือ การเกิดของรูป_นาม ของกิเลส เราตรวจสอบว่า ได้ดับเหตุของอกุศลหรือไม่? หากเรานั่ง หลับตา ตรวจหรือ ไม่หลับตาก็ตรวจได้ จิตได้ทบทวนก็ถือว่าได้ตรวจสอบ เป็นประโยชน์ เหมือนลงบัญชี เป็นอุปการะมาก แต่ ไม่ใช่ทางเอกในการปฏิบัติ
ถามว่า… การที่เราจะทราบว่าเราหยั่งลงถึงที่เกิดหรือยัง? คือเราต้องจับนิวรณ์ ๕ ได้หรือไม่ บางครั้งเราหยั่งลงคือจับกิเลสได้แต่ปหานไม่ได้คือเราหยั่งลงหรือไม่? พ่อครูว่า… คุณกำหนด รู้กายในกาย แล้ว เจาะลงถึงอารมณ์ ได้ แยกแยะอารมณ์ ได้ว่า มีจิตเป็นเหตุ คือ สราค สโทส สโมหะ ว่า อาการกาม หรือ พยาบาท คืออย่างไร คือตัวที่คุณอ่านได้ คือคุณ หยั่งถึงที่เกิด แล้ว แต่คุณว่ายังละกิเลสไม่ได้คือ หยั่งลงแต่ ปหานไม่ได้ คือ ไม่พ้นศีลพตปรามาส ถ้าคุณทำได้แม้ วิกขัมภนปหาน ก็ ได้แต่ไม่ถาวร จนกว่าจะมีไฟฌาน ที่ชัดคมแหลม มีวสีอำนาจให้กิเลสยอมแพ้ต่อหลักฐานความจริง ว่าอันนี้ดีกว่า จริงกว่าประเสริฐกว่าจริงๆ ก็หยั่งลงสู่นิพพานเลย
ถามว่า… โครงการพันๆคนบ้านราชฯถึงจำนวนเท่าไหร่แล้วครับ พ่อครูว่า ...หลายปีแล้วยังไม่ถึงพัน จำนวนเท่าไหร่ยังไม่เที่ยง ถ้าตอนงานก็เกินพัน แต่ปกติก็ไม่ถึงพัน เหลือ 500 หรือ 400 ถ้าออกมาทำงานข้างนอกก็เหลือ 200 พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งที่ยากมี 3 อย่าง คือ 1 .ได้เกิดมาเป็นคน นี่ก็ยาก 2 .การเกิดของพระพุทธเจ้า 3 .การประกาศพุทธศาสนา เผยแพร่ธรรมวินัยพระพุทธเจ้าให้รุ่งเรือง(ถูกต้องด้วย) แต่เดี๋ยวนี้ธรรมะพระพุทธเจ้าที่ผิดๆ มิจฉาทิฏฐิรุ่งเรืองแต่สัมมาทิฏฐิแย่ลง ขออภัยที่พูดตรงพูดความจริง ไม่ได้เจตนาร้าย เกิดมาเป็นคนอย่าเสียชาติเกิด ชิงหมาเกิด ให้หมาตัวใดตัวหนึ่งมาเกิดดีกว่า
ถามว่า… ทิฏฐิ 62 คือ อดีต 18 อนาคต 44 ไม่รวมปัจจุบันอีก 5 ใช่ไหม? พ่อครูว่า. ..ใช่ ทิฏฐิ 62 ก็คือ อดีต 18 บวกกับ อนาคต 44 ซึ่งอดีตกับอนาคตหากใครยึดก็คือ มิจฉาทิฏฐิ อดีตแก้ไม่ได้แล้ว แต่อนาคตมาไม่ถึงจะไปยุ่งทำไม ควรอยู่กับ ปัจจุบัน 5 เป็น ทิฏฐธรรมนิพพาน คือทำนิพพานในปัจจุบันให้ได้ต่างหาก ถ้าคุณเข้าใจนิพพานผิด 5 ประการ คนหนึ่งยึดเอากามเป็นนิพพาน โดยไม่รู้หรือโดยเจตนา(พวกลัทธิเสพกามเต็มเหนี่ยวให้ไปนิพพาน) หรือหลงว่าสุขคือ นิพพาน ซึ่ง ทิฏฐิ 62 คือมิจฉาทิฏฐิ แต่อีก 5 คือท่านจัดไว้แยก เพราะพาไปนิพพานได้ ถ้าทำได้ถูก คุณก็ได้ฌาน ถ้าสมบูรณ์ก็อยู่กับกามกับฌาน เป็นตัวปฏิบัติแท้ ส่วนใครติดกับอดีตปัจจุบันคือ ติดภพทั้งสิ้น ถามว่า… ดีใจ ได้ฟังธรรม เทศกาลกินเจ ผู้น้อยกินเจ แต่ก็ต้องกังวลว่าต้องทำอาหารเนื้อสัตว์ให้พ่อ จะพ้นวัฏฏะได้อย่างไร? พ่อครูว่า ....เราไม่มีเจตนาว่า เป็นของเรา แต่เรามีภาระจริงๆ ว่าต้องทำให้พ่อ เราก็ต้องทำตัวอย่างให้เห็นว่า กินมัง สวิรัติ ดีอย่างไร ไม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive