571204_ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู เรื่อง พระปรมาภิวาทะ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571204_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู เรื่อง พระปรมาภิวาทะ
พ่อครู… วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ที่บวร ราชธานีอโศก
พระปรมาภิวาทะ
1 . วันพิเศษพสกทั้ง ไผทไทย รำลึกน้อมภูวไนย ผ่านเผ้า เทิดทิตอิศเรศไอ- ศุริยะ ยิ่งเทอญ คุณค่าฟ้าปกเกล้า เลิศล้นบารนี
2 . ไทยมีกีรติก้อง ด้วยพระ วิริยะกรุณมหะ กว่าพร้อง ปรมาภิวาทะ ยิ่งวิเศษ สุดเลย คือ“แบบคนจน”ต้อง ทึ่งอึ้งคำสวรรค์
3 . ทรงสรรคำอีกย้ำ ชัดเจน “อาว์ล็อสอิสอาว์เกน” ยิ่งซ้อง เสริมพระอริเยนทร์ เปรื่องปราชญ์ ปรีชญาณพฤทธิ์พ้อง พุทธแท้เธียรธรรม
4 . พระคำวิเศษนี้ อาริยะ ใช่ตรัสแต่วาทะ แค่ถ้อย ราชจริยวัตระ ประจักษ์สิทธิ์ พิสูจน์เทอญ ทรงกิจไว้ไม่น้อย กว่าร้อยเกินพัน
5 . พระสรรพระสฤษฎ์ให้ โลกระบือ คำใหญ่ยิ่งนั้นคือ ทิฏฐิฟ้า เคยมีฉะนี้หรือ ในโลก ที่ตรัสให้คนกล้า มักน้อยมาจน
6 . ปกครองคนด้วยแบบ ขาดทุน ปรมัตถ์นี้คือบุญ แน่แท้ ชำระกิเลสคุณ ใหญ่ยิ่ง โลกวัดมิได้แม้ ฉลาดด้วยปริญญา
7 . วาทะนี้กว่าพื้น ปุถุชน ทั้งขาดทุนทั้งจน สุขได้ สละชี้อัศจรรย์คน อาริยะ ประหลาดแน่แต่จริงไซร้ เพราะแท้พุทธธรรม
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า น.ส.พ. เราคิดอะไร ( สไมย์ จำปาแพง ประพันธ์) 28 ต.ค. 2557
เป็นบทอาศิรวาทที่นำเอา สุดยอดที่เป็นพระปรีชาญาณ เป็นทุกอย่าง เป็นพระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ พระวิสุทธิคุณ ที่คนนั้นถ้าเข้าไม่ถึง ตามพระปัญญาไม่ได้ จะไม่รู้จักไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัส เป็นพระคำวิเศษนี้ เป็นคำยิ่งใหญ่ เป็นพระปรมาภิวาทะ เป็นคำตรัสที่อาตมาว่าเป็น ทิฏฐิฟ้า คือทฤษฎี หลักการใหญ่ ที่รวมความเข้าใจ หลักเกณฑ์ ที่ไม่เคยมีมาในโลกที่ผู้บริหารประเทศให้ เอาแบบคนจน หรือ ขาดทุนข
อ่านต่อ
องเราคือกำไรของเรา มาบริหารประเทศ ไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์เท่าที่เคยได้ยินกันมา เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ อาตมาภูมิใจที่ได้เกิดมาในสมัยของพระองค์ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ ตลอด 60 กว่าปี ที่ครองราชญ์ ครองราชย์ พศ. 2489 มาถึงปีนี้ก็ ได้ 68 ปีแล้ว เป็นเครื่องชี้วัดชัดเจนว่าพระองค์มีความลึกซึ้งถึงยอดอาริยะ มีคุณธรรมของสังคมที่สุดยอด เกี่ยวกับมนุษยชาติไม่ได้เป็นเรื่องคนๆเดียว แต่เป็นปัญญาที่ให้แก่สังคม ทรงให้ทฤษฎีฟ้า หรือทิฏฐิฟ้า คือ เศรษฐกิจพอเพียง ,แบบคนจน, ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา,ก็ความหมายเดียวกัน ว่าต้องมา มักน้อย สันโดษ ลดกิเลส ไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่สะสมกอบโกยแย่งชิง ไม่ใช่ที่คนต้องมามีนิสัย แนวคิดแบบนั้น คนควรมาเป็นแบบคนจน คือคนไม่เอาไว้กับตนมาก หากจะบริหารแบบคนจน ต้องเป็นคนจนแบบดี ไม่ใช่จนแบบกระจอกงอกง่อย อดอยาก แบบนั้นไม่ควรเป็น แต่จะต้องมาเป็น คนจนมหัศจรรย์ เป็นคนจน มีสุข มีสมรรถภาพ มีประโยชน์ต่อโลก ต่อมนุษยชาติ เป็นเรื่องอาริยบุคคลของพระพุทธเจ้า ซึ่งผู้จะเป็นได้ต้องเร ิ่ มตั้งแต่เป็นโสดาบัน ขึ้นไป ไม่ได้หมายถึงนักบวชที่เป็นพระเท่านั้น ทฤษฎีนี้ใช้ได้หมด ไม่ว่านักบวช หรือฆราวาส แต่ถ้านักบวชได้ผลจริง ก็จะต่อผลไปถึงประชาชน คุณธรรมจะถ่ายเทไปให้แก่พุทธศาสนิกชน ถ้าภิกษุเป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ก็ต้องถ่ายทอดให้แก่ประชาชน แล้วจะเป็น อาริยประเทศ ซึ่งไม่ใช่แบบอารยะประเทศ ที่ในหลวงตรัสว่า ก้าวหน้าอย่างมาก อันนี้ที่ท่านบอกว่า เราไม่เอาก้าวหน้าแบบนั้น แบบนั้นคือถอยหลังอย่างน่ากลัวด้วย สาระอันยิ่งใหญ่ที่เป็นทฤษฎีวิเศษในการบริหารปกครอง ที่มีคนถามในหลวงว่าท่านบริหารบ้านเมืองแบบไหน? ท่านก็ว่า บริหารแบบคนจน ไม่ได้ตรัสเล่นๆนะ อาตมาก็ยกตัวอย่างชาวอโศกประกอบ เพราะเป็นได้จริงแล้ว ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างนี้ “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่..ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จ ะ มี แ ต่ถ อ ย ห ลั ง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า“แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...” แบบคนจนนี่คือ เศรษฐศาสตร์ชั้นยอดเยี่ยม เลย คือคน อัปปิจฉะ คือ มักน้อย หรือ กล้าจน ช อบในความมีน้อยๆ ไม่สะสม (อปจยะ) สะพัดออกไป สองคำนี้ยืนยันชัดว่าเป็นคนจน เป็นอื่นไม่ได้ แล้วเป็นสุขไหม? ก็สุขสิ แล้วมีตัวอย่างไหม?...ก็อ้างอิงชาวอโศกได้ เพราะไม่ได้จนแบบกระจอก แต่จนแบบมี อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสะ คือ กถาวัตถุ 10 หรือแม้แต่หลักตรวจสอบ ธรรมวินัย 8 วิราคะ วิสังโยคะ อปจยะ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ วิริยารัมภะ อปจยะ หรือใน วรรณะ 9 คือ สุภระ สุโปสะ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ สัลเลขะ ธูตะ ปาสาทิกะ อปจยะ วิริยารัมภะ ซึ่งในสูตรที่ว่ามานี้มี คำที่ซ้ำกันมากที่สุด ค ื อ อัปปิจฉ ะ กับ สันตุฏฐิ มี วิริยารัมภะ ด้วย เป็นคนสูงด้วยสัจธรรม มีศีล เป็น วรรณะ อาจแปลว่าผิวพรรณ แปลว่าชั้นวรรณะ ไม่ใช่วรรณะโลกีย์ที่ข่มเหงกัน แต่ว่าวรรณะนี้เป็นสัจธรรม เป็นความประเสริฐของมนุษยชาติ เป็นจิตไม่เห็นแก่ตัว เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สูง เจริญประเสริฐจริง แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติไม่ตรงคำสอน ปฏิบัติไม่ได้ตามพระ อานุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ก็ไม่เกิดผล ถ้าปฏิบัติเป็นไปเพื่อความเจริญ หากไม่มักน้อยลง ถ้าไม่เดินทางมาเป็นคนจนก็ไม่เข้าท่า ไม่ตรงธรรมะพระพุทธเจ้า คนก็ไปอธิบายเลี่ยงจากสาระแท้ ก็ทำให้คำสอนนี้ พระอนุสาสนีย์นี้เสื่อม ที่จริงคำสอนท่านไม่เสื่อมแต่คนเข้าใจเสื่อม ศาสนาพุทธก็เสื่อมลง นี่คือ อาสภิวาจา คือคำที่องอาจแกล้วกล้า ที่สมเด็จทวดของพระพุทธเจ้ารุ่นก่อนๆ บรรพชนของพระพุทธเจ้าที่เป็นศากยวงค์ ตั้งแต่แยกมากจากพระราชบิดา ก็บอกว่าพวกนี้กล้าหาญหนอๆ คืออาสภิวาจา สิ่งประเสริฐส ิ่ งนี้ อาตมาเอามาขยายความยืนยันให้รู้ว่า เรามีสิ่งประเสริฐ ของในหลวง คืออันเดียวกันสอดคล้องกับอาริยธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องวิสามัญ ยิ่งใหญ่สุดยอด ถ้าผู้สนใจ รักประเทศชาติ รักความเจริญก็น่าจะเข้าใจให้สัมมาทิฏฐิแล้วส่งเสริม เมืองไทยเป็นพุทธกว่า 95 % ท่านผู้นำศาสนาโดยตรง ก็น่าจะศึกษาให้ดีแล้วนำพาตนและพุทธศาสนิกชนปฏิบัติ ไม่ต้องกระดี๊กระด๊าประกาศไปนอกประเทศ เพราะที่ทำกันนี่ ไม่เป็นอาริยธรรมแท้จริง แล้วก็เสียเวลาทุนรอนแรงงานไปประโคมกัน อาตมาว่าเป็นการทำลายศาสนาพุทธนะ ให้ทำในวงการศาสนาเราให้จริงให้สอดคล้องกับพุทธวจนะ ให้มีอานุสาสนีปาฏิหาริย์เถิด ทฤษฎีพระพุทธเจ้าคือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือ วิชชาจรณะสัมปัณโน จรณะ 15 เร ิ่ มด้วยศีล แล้วก็ อปัณกปฏิปทา คือหลักปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 ข้อ โดยมีศีลเป็นบาทฐาน กรรมฐานของแต่ละฐานะ ฐานะพื้นเร ิ่ มตั้งแต่ศีล 5 เป็นหลัก ศีลที่เรากำหนดเป็นกรรมฐาน ไม่ใช่เอาไปท่องพุทโธ หรือเอาลมหายใจเป็นกรรมฐาน อย่างนี้มันแต่สมถะไม่ใช่วิปัสสนา
ศีลข้อ 1. ปาณาติปาตาเวรมณี 2 . อทินาทานาเวรมณีสิกขา 3 . กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี 4 . มุสาวาทาเวรมณี 5 . สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานาเวรมณี
ศีลข้อ 5 นี้ระดับศีล 5 เอาความมัวเมาในอบายต่ำหยาบก่อน แล้วปฏิบัติถือศีล ก็คือปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไปด้วย ไม่ฆ่าสัตว์_ไม่เอาของใครในฐานะเป็นขโมย_ผัวเดียวเมียเดียว เรื่องเพศ หรือเรื่องกามคุณ 5 ก็อย่าฟุ้งเฟ้อจัดจ้าน ใน ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นอบายหรือสัตว์นรกต่ำ หรือถือดีถือตัวมีความเป็นอัตตาตัวตนสูง แล้วยึดติดมาก ต้องเข้าใจก่อนเบื้องต้น แม้ถือศีลแค่กายกรรม วาจา เท่านั้น ถ้าใครควบคุมได้ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของใคร ไม่มีทุจริตกรรมในฐานะแห่งความขโมย เมืองไทยน่าเศร้า แม้ผู้รักษากฎหมายก็เป็นขโมยตัวเอ้เอง ไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกที่ไหน ทุกคนกลายเป็นนกกระจอกเทศไปหมด ไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าเข้าใจ ทำได้แค่ภายนอก โดยจิตยังไม่ถึง ก็มีผลแล้ว แต่ไม่ได้ว่าคือ การบรรลุนะ ตัวที่จะบรรลุนั้น จิตจะต้องเจริญ เข้าสู่ ฌาน สู่ สมาธิ แล้วมี อธิปัญญา อธิวิมุติ จิตเจริญโน้มน้อมไปสู่ที่สูง(อธิมุติ) ไปสู่นิพพานไม่ตกต่ำ อวินิปาตธรรม คือโสตาปันนะ ไม่ลงต่ำ และแข็งแรง อวินิปาตธรรม เที่ยงแท้ เข้าสู่ สัมโพธิปรายนะ เป็นอาริยบุคคล เมื่อชีวิตเราไม่ทำร้ายสัตว์ จิตเราก็จะมีผล ได้กำจัดโทสะมูลจิต ลดได้จริง อ่านจิตออก ปฏิบัติศีลเป็นปรมัตถ์ เป็นอภิธรรม เป็นอาริยธรรม หากปฏิบัติแยกศีลออกจากสมาธิ ออกจากปัญญา ก็ไปยึดกรรมฐานแบบสมถะ กสินดิน น้ำ ไฟ ลมที่ให้จิตจดจ่อสมถะ ก็ไม่เป็น สมาธิของพระพุทธเจ้าที่รู้องค์รวมของสังขาร มีโยนิโสมนสิการได้ถูกต้อง ถ้าทำแบบแยกส่วน ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่ได้โลกุตรผล ที่เป็น โลกุตระ 46 เพราะเมื่อปฏิบัติศีล ก็ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัส มีปัจจัยต่อเนื่อง ต้องรู้ตั้งแต่สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา ภพ ชาติ ชรามรณะ โศกฯ เมื่อไม่เรียนรู้ก็ไม่รู้ สังขาร ที่เป็น องค์ประชุมของรูปและนาม ตากระทบรูป ประสาททำงานเป็นปสาทรูป โคจรรูป ก็เป็นการดำเนิน เกิดวิสัยรูป เกิดอารมณ์ความรู้สึก เมื่อกระทบสัมผัส พอมีประสาททางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อดำเนินโคจรไปกระทบรูป เสียง กลิ่น รส เกิดบทบาทเป็นภาวรูป เกิดจิตวิญญาณ ในปฏิจจสมุปบาทว่าปฏิบัติต้องมีผัสสะ 3 ตากระทบรูป หูกระทบเสียง กลิ่นกระทบจมูก กายกระทบเย็นร้อนอ่อนแข็ง ก็จะเกิดวิญญาณ จะรู้วิญญาณได้ต้องมีญาณปัญญา รู้นามรูป อ่านอาการวิญญาณออก อาการวิญญาณ เป็นสิ่งที่ ถูกรู้โดย ญาณปัญญา คนที่ยังชอบล่าสัตว์ ล่ามากิน อยากกินปลา ก็ไปล่าปลา เห็นปลาตัวงาม กำลังไข่ในท้องกำลังดีเลย ก็เกิดอาการอยาก ขออภัยท่านผู้มีอาชีพประมง ท่านก็ต้องรับวิบากไม่ละเว้น แม้จะฆ่ามากิน ยิ่งฆ่าเล่นฆ่าหัว นักกีฬาล่าสัตว์คะนองยิ่งบาปมากขึ้นอีก เมื่อตากระทบแล้ว รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าฆ่านะ ย ิ่ งรู้ว่าสัตว์มีชีวิต ไปเอาปลาตัวนั้นมา ย ิ่ งทุกวันนี้ทอดปลาตอนเป็นๆเลย มันพะงาบๆจะตายก็ตายไม่ได้ ทำไมเหี้ยมโหดเช่นนี้นะ ใครสั่งใครสอนมา ให้ไปทำลายชีวิตสัตว์ ซึ่งมันมีพยาบาท เวรานุเวร ต่อเนื่องกันไป เป็นกรรมวิบาก คุณไม่ต้องเอาสัตว์มาเลี้ยงชีพก็ได้ ถ้าไทย เป็นคนไม่ฆ่าสัตว์เลย สัตว์ก็จะเยอะ อยู่กันอย่างเอ็นดู วิญญาณจะสมานกัน คนเราใจร้ายไปเอามากิน หรือมันมาทำร้ายนิดหน่อย ก็ไปฆ่ามัน คนเป็นคนต้องสูงกว่า รู้ว่ามันมีชีวิตของสัตว์เราก็เลี่ยงได้
ถ้าคุณงดเว้นการฆ่า จิตคุณจะเมตตาขึ้น จะรู้สึกเลยว่า ชีวิตเราเจริญขึ้น การเห็นสัตว์แล้วเมตตา จิตเรามีรังสีแผ่ อาการเมตตาเกิดจริงกับสัตว์เลยตอนเห็นๆ ไม่ใช่ว่าไปนั่งแผ่เมตตา แต่นี่สัมผัสกับสัตว์จริงแล้วเมตตาเกิด แต่ก่อนเราเห็นแมลงตกในโถส้วมเราไม่เคยใยดี ราดน้ำส่งเลย แต่พอมาถือศีลข้อนี้จิตเกิดจริงเลย ว่าแมลงตกในโถส้วม ก็เอาอะไรมาตัก หรือบางคนกลัวมันตายก็เอามือไปจ้วงช่วยมันเลย นี่คือการแผ่เมตตา เป็นราสี รังสี แผ่เลย ปฏิบัติเลย การไม่กินเนื้อสัตว์นี่แผ่เมตตาเป็นจริงเลย ไม่ต้องไปนั่งท่องแผ่เมตตาเลย แต่อาตมาพา ไม่กินเนื้อสัตว์นี่ได้แผ่เมตตาจริง เลย ฟังกันมาแค่นี้ถ้าได้สภาวะเข้าใจก็คุ้มแล้วที่มานั่งฟังกัน 2 ชม.นี่ หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อยมันมาเราก็ทำปัดมันเบาๆ แต่ก่อนนี่สัตว์มาก็ว่าอย่ายุ่ง บี้มันเลย แต่เดี๋ยวนี้ทำอย่างเมตตา นี่คือเกิดอธิจิตสิกขาเลย คุณเกิดสภาวะแล้ว พอฟังอาตมานี่ หรือ ศีลข้อ 2 ใจมันไม่อยากได้ของคนอื่น แต่ก่อนนี่เผลอไม่ได้ จะต้องหาทางเอามาให้ได้ ไม่ได้ด้วยเล่ก็ด้วยกล ไม่ได้ด้วยกล ก็เอามนต์คาถา หรือฆ่ามันเลย แต่จิตเราปฏิบัติแล้วก็ไม่เกิดอาการอย่างเก่า ศีลข้อ 2 นี้อย่างน้อยเราไม่ทุจริต อยู่ในกฎหมายในกรอบสังคม แม้ทุนนิยมจะสร้างกฎเกณฑ์ที่บาปหลายอย่าง เช่น เงินเดือนข้าราชการ เป็นเงินเดือนบาป ที่เอาเปรียบประชาชน มีแต่จะมากขึ้นๆ แต่ประชาชนนี่ลดลงๆๆ เป็นการเอาเปรียบกันมาก แต่ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วจิตจะเกิด แต่ก่อนขี้โลภทุจริต แต่พอถือศีล อาชีพไหนก็ลดโลภ ไม่เอาเปรียบ เกิดผลทางจิต ปฏิบัติไปจะมีผล เห็นว่า จิตเราลดโลภ จริงๆ แม้ไม่ไว้ใจตนก็ยักไว้ก่อน แต่หลายคนแน่ใจว่าลดได้ จนไม่ต้องมีเลย ฝากชีวิตไว้กับเพื่อนกับผู้อื่นที่พึ่ง เกิด แก่ เจ็บ ตายกันได้ สังคมเรามีหลักประกันสังคมถึงขั้นสาธารณโภคี ดูแลกันไปจนตายจากกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นญาติสายโลหิต แต่เป็นพี่น้องทางธรรม เป็นญาติทางสังคม ยิ่งใหญ่ เชื่อมไปถึง สาธารณโภคี
ส่วน ศีลข้อ 3 นั้น จะ ลดราคะ ได้ เมื่อกระทบสัมผัสต่อเพศตรงข้ามจะสังวรสำรวม ก็เร ิ่ มต้นที่จิตแล้ว ยิ่งคุณสำนึกใช้ปัญญา อ่านจิตเป็นว่าอาการราคะเกิดทางอาหาร ทางเพศ เกิดมาอย่างน้อยก็กดข่ม ยิ่งพิจารณาในใจเรามันไม่แรงขนาดออกไป เราก็ดูว่ากิเลสเรามันไม่มีจริง ไม่มีตัวตน แต่เราเลี้ยงมันไว้เป็นอนุสัยไว้นาน โง่มานาน ก็ไล่มันไปๆๆๆ สัตว์นรกก็ไม่มีในจิตได้ ปัญญาคุณถึงที่ก็ไม่เอา ราคะก็ไม่เกิด จิตก็ไม่มีราคะ หรือเราไม่เห็นมันลดทันทีก็เห็นความจางคลายเบาบาง ไม่ว่าในกามคุณ 5 ศีลจะเกิด จะมีปัญญารู้ว่า อาการโทสะ ราคะ เราลดได้ ศีลข้อ 4 ก็ไม่ต้องโกหก การโกหกไม่มีโกหกสีขาวว่าให้ทำได้นะ มีแต่เมืองไทยนี่แหละให้ทำได้ สรุปว่าการปฏิบัติธรรมมี ศีลเป็นบาทฐาน แล้วมีการอยู่กับเครื่องอุปโภค บริโภค โดยเฉพาะอาหารที่มีกามคุณ 5 อยู่ในนั้นเกี่ยวกับศีลทั้งนั้น เราก็ล้างกิเลสไป จนเกิด ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ซึ่ง วิมุติเป็นอานิสงส์ที่แท้จริง ที่เขาสอนกันว่าสอนศีลปฏิบัติที่กายกับวาจาเท่านั้น เป็นการสอนผิด เมื่อปฏิบัติอปัณกปฏิปทา โดยมีศีลเป็นบาทฐานก็จะได้ผลเป็น สัทธรรม 7 คือ ศรัทธา เชื่อถือ หิริ คือละอายต่อการทำผิดศีล เราละอายที่จะทำให้สัตว์ตาย จะเกิดเมตตาในจิต โอตตัปปะ จะกลัวต่อบาป และมีพหุสัจจะคือเกิดความจริงเป็นผลทางจิต และมีวิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ทั้งหมดหล่อหลอมเป็น ฌาน 1 , 2 , 3 , 4 แล้วเกิด วิชชา คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ศีล สมาธิ ปัญญาจะเกื้อกูลกันเป็นหนึ่งเดียว
ปฏิบัติศีล 5 ได้ผลถึง จิตก็เป็นโสดาบัน ตั้งแต่เรื่องหยาบๆ อาตมามีเพื่อนตอนทำทีวีไทย คนนี้เขาว่าเจองูที่ไหนต้องตามไปฆ่า ไม่ฆ่าไม่ได้ อย่างนี้จิตพยาบาทกันมาก แต่เราปฏิบัติศีล 5 แล้วจิตจะเกิดเมตตา ลดพยาบาทได้ เมื่อเป็นโสดาบันก็จะได้หลักที่ได้ผลเป็น อานุสาสนีปาฏิหาริย์ เมื่อปฏิบัติแบบพอเพียง แบบคนจน ก็จะลดความกระเหี้ยนกระหือรือ ลดราคะ โทสะ โมหะ ก็จะเป็นคนใจดีเกื้อกูล ช่วยเหลือกันและกันจะสร้างมนุษย์ให้เป็นคนที่เสียสละ ไม่ต้องไปตั้ง สนช. สปช. อะไรต่างๆนานาหรอก แต่ว่าถ้าปฏิบัติพุทธธรรมได้จะสะดวกมากเลย เมืองไทยมีของดี มีพระโพธิสัตว์ มีศาสนาพุทธ อยู่ สถาบันศาสนาพุทธก็ยังมีอยู่แท้ๆ และก็ระดับโลกก็ยกให้ จงทำให้สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติอาริยธรรมให้ได้ผลแท้จริง ประเทศชาติจะได้อยู่เย็นเป็นสุข เป็นอาริยะแบบคนจนด้วย ปะหลาดที่สุด เจริญแบบนัยของในหลวงนี่แหละ
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น
ถามว่า… ติดตามดูท่านนานแล้วท่านสอนไม่เหมือนใคร อยากถามว่าอรหันต์ ต้องดูตอนตายแล้ว ดูกระดูกเท่านั้นใช่ไหม? พ่อครูว่า ...ที่ว่าดู กระดูกเป็นพระธาตุ นั้น อาตมาก็ ไม่เคยเห็นในพระไตรปิฎก นะ หากใครเจอก็เอามายืนยันกับอาตมานะ อยากเห็นหลักฐานใน พระไตรปิฎก อาตมาเข้าใจว่ากระดูกก็คือ ธาตุที่จับตัวกัน กระดูกที่จะจับตัวเป็นพระธาตุ เป็นเรื่องพลังงานฟิสิกส์ ไม่ได้เกิดจากคุณธรรม พวกสายที่ทำจิตให้เย็น พวกนั่งสมาธิหลับตานี่ทำได้เก่ง จะเป็นพระธาตุแบบนี้เยอะ สวยงาม เป็นลักษณะธรรมชาติธรรมดา ไม่ใช่เรื่องคุณธรรม พระพุทธเจ้าไม่เคยรับรองเป็นแม้โสดาบัน ท่านจะรับรองว่าเป็นโสดาบันคือ ต้องได้ทำสติปัฏฐาน 4 ได้ผล แต่ไม่ได้หมายถึงว่าพระที่ปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมจะมีจิตเย็นกระดูกเป็นพระธาตุได้ แต่สายปัญญาจิตจะไม่เย็นอย่างพระสารีบุตร พระธาตุไม่สวยเท่าพระโมคคัลลานะ อย่าเอาเรื่องพระธาตุมาบอกว่า ใครเป็นอรหันต์ ต้องเอาที่ โพธิปักขิยธรรม 37
พล.เรือตรีมินทร์ถามว่า … ต่อไปนี้ผิดศีลหรือไม่? 1 .ฉีดยาฆ่าเชื้อโรคในร่างกาย? พ่อครูว่า. ..คุณจะกลัวบาปให้เชื้อโรคกินตายก็แล้วไป คือสัตว์นี่สัตว์เซลล์เดียวไม่มีพยาบาทหรอก พวกพีชนิยาม ไม่มีพยาบาท แต่พอเป็นสัตว์เซลล์เดียวก็เพิ่งวิวัฒนาการก็ไม่มีพยาบาทหรอก มีรายละเอียดมากเลย อาตมาว่าเอาชีวิตไว้ก่อน เชื้อโรคนี่เป็นสัตว์ชั้นต่ำมาก แต่คนนี่ไม่รู้กี่ล้านเซลล์ ก็ต้องเข้าใจให้ดี รู้ลำดับบ้าง
2 .ฝันว่าขโมย เงินจากตู้เอทีเอ็ม? พ่อครูว่า ...ถ้าเป็นอกุศลจิต จิตที่ปรุงแต่งอยู่มีสองอย่างคือ จากความจำกับเรื่องกิเลส อย่างความจำที่เคยทำเรื่องเลวร้ายก็โผล่มาในความจำได้ พระพุทธเจ้าไม่เอาผิดในความฝัน มันสุดวิสัย
3 .อยู่เป็นโสดผิดศีลไหม? พ่อครูว่า ...ไม่ละเมิดศีลหรอก ศีลย ิ่ งเจริญต่างหาก
4 .เล่านิทานเรื่องโกหกผิดศีลไหม? ตอบ..อยู่ที่เจตนา ...นิทานถ้าเล่าแล้วเกิดกิเลสมากขึ้นก็ผิดศีล แต่ถ้าเล่าแล้วเป็นกุศลก็ไม่บาป
5 .สูดควันสุราที่ลอยมาในอากาศผิดศีลไหม? พ่อครูว่า. ..คุณจะไม่ต้องดมอากาศก็เอาเถอะนี่มันละเลียดเกินเสียเวลา
ถามว่า… เคยชมรายการทีวี อินกับเรื่องราวจนน้ำตาไหลเลย ดีหรือไม่ดี? พ่อครูว่า. ..มีสองนัย น้ำตาไหลเพราะสมใจในกิเลส อย่างคนโกรธมากจนน้ำตาไหล นี่เป็นสัญชาติญาณคน โดยเฉพาะโกรธแล้วทำอะไรเขาไม่ได้ ก็ร้องไห้ หรือได้สมโลภ ซาบซึ้งก็ร้องไห้ อย่างนางสาวไทยพอเขาตัดสินก็ร้องไห้โฮ นี่คือน้ำตาไหลในกิเลส แต่อีกอย่างคือ ซาบซึ้งในสัจจะ ต่อให้เป็น อาริยะก็น้ำตาไหลได้ ขนาดนี้ทุกวันนี้อาตมาก็ยังน้ำตาไหลได้เลย อันนี้เป็นของดี แต่อย่าปล่อยให้แรง จนเป็นอุพเพงคาปีติ จนเต้นดีดทำแรงเป็นกายกรรม ก็ให้เข้าใจแล้ว เป็น ผรณาปีติ ธรรมดา แต่ทุกคนก็มีสัญชาติญาณระงับไว้ เพราะคนดูภายนอกไม่เข้าใจได้
ถามว่า… ที่บ้านมีผึ้งทำรัง หากเราไล่ด้วยควันไฟ จะบาปไหม? พ่อครูว่า ...ก็ไม่ถึงบาปหรอก เพราะไม่ควรอยู่ด้วยกันก็เชิญออกด้วยควัน ว่าที่นี่ไม่ควรอยู่นะ ก็ถ้าเผื่อว่ามีวิธีไล่ไปพอสมควรก็ไม่ถือว่าบาป
ถามว่า… อธิวิมุติตรงกับวิโมกข์ ข้อที่ 3 หรือไม่ พ่อครูว่า ...วิโมกข์ข้อที่ 3 คือ สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ ซึ่งสุภันเตวะคือ สิ่งที่น่าพึงได้พึงเป็น ผู้ที่ปฏิบัติได้ผลเป็น อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ คือ จิตโน้มน้อมไปสู่ความเจริญ อย่างจิตโสดาฯ เข้ากระแสแล้วก็ไปสู่ที่สูง แล้วจะไป อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ไม่ตกต่ำแน่นอน ลักษณะอธิวิมุติก็คือจิตเจริญ อย่างในวิโมกข์ข้อ 3 ก็คือจิตเจริญขึ้น แต่มีนัยว่าเจริญแบบฤาษีกับแบบพุทธนั้นต่างกัน
อย่างในวิญญาณฐีติ 7 ข้อที่ 4 กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน..กายคือ องค์ประชุมของจิตที่มีนิโรธแล้ว เช่น พวกสุภกิณหะ เป็นภาษาที่ใช้เรียกทั้งพวกมิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ ที่เข้าใจในนิโรธต่างกันไป จิตดับเป็นแบบฤาษีกับกิเลสดับจากจิตแบบพุทธนั้น แม้เจตนาจะนิโรธมีกายอย่างเดียวกัน ดับเหมือนกัน แต่ฤาษีได้อสัญญีสัตว์ สะกดจิตไว้ชั่วคราวไม่เที่ยงแท้ แต่ของพุทธดับแล้วเที่ยงแท้ กายที่ได้ดับเหมือนกัน สัญญาอย่างเดียวกัน แต่นัยลึกซึ้งต่างกัน
ถามว่าง… คำว่าสัมบูรณ์กับสมบูรณ์ ต่างกันไหม? ตอบ..เหมือนกันไม่ต่างกันเลย
ถามว่า… ชีวิตรูป กับชีวิตินทรีย์ต่างกันไหม? พ่อครูว่า… ชีวิตรูป คือ องค์รวม แต่ ชีวิตินทรีย์ คือ อาการ คือลักษณะ มีน้ำหนัก ของความเป็นชีวิตสัตว์ในจิต
ถามว่า… ปัดมดออกจากตัวผิดศีลไหม? พ่อครูว่า ...ถ้าปัดมันแรงก็ผิดศีลนะ ต้องปัดด้วยเมตตา ปัดมันเบาๆ
แจ้งว่า… จากผู้เดือดร้อนเรื่องปลวก หากใครมีวิธีไล่โดยมันไม่ตาย ก็บอกมาที่เบอร์ 089 657 8634
ถามว่า… สีที่พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ใช้เป็นสีจีวรมีสีอะไรบ้าง? พ่อครูว่า. .. 1 . สีครามล้วน 2 . สีเหลืองล้วน 3 . สีแดงล้วน 4 . สีบานเย็นล้วน 5 . สีดำล้วน 6 . สีแสดล้วน 7 . สีชมพูล้วน พ ระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 169
ถามว่า… อาชีพผมกสิกร ทำไส้เดือนบาดเจ็บบาปไหม? พ่อครูว่า ...พวกเราถึงพยายา ม ทำสวนทำไร่ โดยไม่ขุดให้อยู่กับไส้เดือน ให้ช่วยให้ดินดี เราสร้างดินปรุงดินให้ดี จะมีพลังงานช่วยกันดี เป็นดินเป็นมีอาหารพึ่งพากัน ก็พยายามศึกษาวิธีการสร้างดินให้ดีโดยไม่ต้องขุดมาก
ถามว่า… วัดที่บ้านมีพระสองรูป รูปหนึ่งมีพฤติกรรมคล้ายเณรคำ อีกรูปหนึ่งบวชได้สองเดือนก็คล้ายผู้หญิง โยมอยากทำบุญกับพระดีพูดเพราะ ทำอย่างไรดี พ่อครูว่า ...คุณไม่อยากทำกุศลกับพระปฏิบัติไม่ดี เราก็ไม่ต้องร่วมส่งเสริม ไม่ต้องกลัวว่า ศาสนาจะเสื่อม ขอพูดตรงว่านั่นไม่ใช่พระ จะไปส่งเสริมทำไม ยุคนี้ เขาเป็นกันทั้งนั้น อะไรผิดศีล ผิดจากที่พระพุทธเจ้าสอน มีหมดเสียแล้วในศาสนาพุทธ พูดยากที่จะไม่กระทบคนผิด อาตมาทำงานยาก ก็ได้แต่พยายามพากเพียร ก็ขออภัยที่ต้องตำหนิ ให้ปรับปรุงกันก็แล้วกัน ท่านในทำดีอยู่แล้ว ก็อนุโมทนา แต่ท่านที่ทำผิด แล้วให้เขาเข้าใจว่าถูก เช่นรดน้ำมนต์กันอยู่นี่มันผิด เป็นเดรัจฉานวิชชา ใน จุลศีล มัชฌมศีล มหาศีล ที่เป็นศีลของศาสนาพุทธใช้สร้างศาสนา แต่วินัยนี่เหมือนกฎหมายอาญามีบทลงโทษ แต่ ศีล นี่ เป็นธรรมนูญหลัก ไม่มีบทลงโทษ ความเสื่อม ที่มี คือ ไม่ปฏิบัติตาม ศีลของพระ แต่ถ้าพระเข้าใจรักษาศีลได้ ศาสนาพุทธจะไม่บ้าๆบอๆอย่างทุกวันนี้เลย เละเทะจริงๆ แม้แต่ดอกไม้ธูปเทียนเป็นวัตถุอนามาส เป็นสิ่งที่พระไม่ควรยุ่งเกี่ยว ในศีล 8 มาลา คันธะ ก็ให้เว้นขาดแล้ว แต่ธูปเทียนพระพุทธเจ้าก็ให้เว้นในศีลพระ ไม่ให้รดน้ำมนต์ แต่เดี๋ยวนี้มีวัดไหนไม่ทำกัน
ถามว่า… ทำไมมดถึงกลัวน้ำคะ พ่อครูว่า ...รู้ได้อย่างไรว่ามดกลัวน้ำ แต่ดีนะมดมันก็คงไม่อยากลงน้ำ น้ำไม่ใช่ที่อยู่ของมด น้ำเป็นที่อยู่ของปลา สัตว์บกก็มีอยู่บนบก มันก็คงไม่อยากอยู่ในน้ำ มันคงลำบากที่จะว่ายน้ำ หากินลำบาก … จบ