390304 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 4 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2539
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์164 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

390304 กรรมฐานของอาริยชน ตอน 4 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ศีรษะอโศก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2539 เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 20 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

ขอบอกกล่าวกันซ่ะก่อน ว่าเรากำลังมาฟังกันเรื่องกรรมฐานของ อาริยชน คำว่า "อาริยชน" นี่อาตมาเจตนาเพื่อที่จะเรียกขึ้นให้ต่างไปจากที่เขา เรียกๆกันมา ในทางโลกนี่เขาเรียกว่า ความเจริญนี่ เขาเรียกอารยชน พวก Civilize พวก Civilize ที่เขาเรียกพวกอารยชน พวกโลกเขาเรียกกัน อย่างนั้น ทีนี้พวกทางศาสนานี่ เขาเรียกผู้เจริญหรือผู้ที่มีคุณวิเศษนี่ เขาเรียก อริยะ อริยบุคคล ถ้ายกย่องก็เป็นพระอริยะไปเลย เติมคำว่าพระ พระอริยะ หรือ อริยบุคคล ทีนี้คำว่าพระอริยะ หรือ อริยบุคคลนี่ คนก็เข้าใจไปในเชิงว่า พวก ที่เหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน หรือไม่ก็ผู้สงบ หยุด ไม่เอาอะไรกับใคร อยู่ในป่าช้า นั่งอยู่ในป่าช้ามันทั้งวันๆ อยู่ในนั้น ไม่รู้ไม่เห็นอะไรกับใคร ใครจะยังไงก็ช่าง คือ เอาแต่ตัวเอง ปลีกเดี่ยวไปเลย ทิ้งหมดเป็นฤาษีน่ะ ซึ่งมันสุดโต่งไปใน ทางเถรวาทที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้ ส่วนอารยชนนั้น ก็ไปหมายถึงคนแบบทางตะวันตก โน่น ทางอเมริกา ทางยุโรปนี่ อู๋ย! เจริญ ผู้เจริญ พวก Civilization นะ พวกที่ แหม เขารุ่งเรืองนะ ก็เอาอย่างเขาซิ เอาอย่างนั้นน่ะ นับถืออย่างนั้น เป็นพวกอารยชน ผู้มีอารยธรรม นี่ ลักษณะอารยธรรม เขาก็เป็นอย่างนั้น อาตมาก็เลยไม่อยากจะเรียกทั้งอารยะ คนชนิดที่ปฏิบัติธรรมของ พระพุทธเจ้าแล้วได้คุณธรรม ตามทางที่พระพุทธเจ้าท่านพาปฏิบัติที่ดีแล้ว ก็จะเกิดคุณ ลักษณะ คุณธรรมอันนั้นจริงๆ อาตมาว่ามันไม่เหมือนกันทีเดียวกับอายชน แล้วก็ไม่ ไปเหมือนทีเดียวกับอริยบุคคล แต่ก็เหมือนอารยชน

อ่านต่อ

แต่ก็มีส่วนเหมือนกับอริยบุคคล มีส่วนเหมือนในส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่เหมือนในส่วนหนึ่ง ทั้งสองคำนี่ ทั้งสองลักษณะนี่ แหละ อาตมาก็เลยเอามาบวกกันซะ เป็นอาริยชน เสร็จอาตมา (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น ตอนยุคหลังมา ตอนหลังๆมานี่ อาตมาก็ไม่เรียกตามทางโน้นเท่าไหร่ อาตมาก็เรียกเป็นอาริยชน เจตนาเรียกอาริยชนและพยายาม อย่างพวกเรานี่ ปฏิบัติไปแล้วก็เป็นอาริยชน ถ้ามีคุณค่า คุณธรรมนั้นๆขึ้นมา สามารถที่จะรู้จักตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เมื่อมันไปผัสสะ มันไปกระทบ ตาไปเห็นรูป หูไปได้ยินเสียง จมูกไปได้กลิ่น ลิ้นได้รส อะไรขึ้นมา เสร็จแล้วก็ไม่ได้หยุดยั้งแค่นั้น หรือไม่ เผลอสังขาร ปรุงไปตามเคยเคยเป็นนะ เห็นไอ้นี่ก็ อู๊ย! สวย ไปแล้วสวย อยากได้ เท่าไหร่? หมื่นเดียว แหม อย่างนี้เป็นต้น ต้นโป๊ยเซียนก็เป็นหมื่นๆนะ เดี๋ยวนี้ ต้นโป๊ยเซียนน่ะ ต้นละเป็นหมื่นๆ ซื้อกันไปประดับประดา เห่ออะไรกก็ ราคาแพงทั้งนั้นน่ะ สมัยอาตมาเป็นฆราวาส อาตมาก็เล่นต้นหมากรากไม้ เล่นบอนมั่ง บอนชนิดต่างๆ เรียกชื่อกันสารพัด ก็ต้องไปนั่งจำ ชื่อนี้ มันก็ตั้งกันขึ้นมานะ ใน ตอนที่อาตมาเล่นนี่ เขามีบอนชุดใหม่ บอนชุดหนึ่ง สั่งเข้ามาจากข้างนอกประเทศ เป็นชุดแบบใบเรียวๆ มันเป็นตระกูลพวกนั้นน่ะ ก็มาตั้งชื่อกันใหม่ ตั้งกันใหญ่เลย เริ่มต้นยุคนั้นพอดีเลย ที่อาตมากำลังเล่นอยู่กับเขาตอนนั้น แต่อาตมาก็ไม่ได้บ้า เท่าไหร่หรอก ไม่ได้เล่นบ้าๆ บอๆอะไรมากมาย เขาก็ขายกันแพงๆ ต้นๆหนึ่ง เป็นหมื่นอะไรอย่างนี้ ก็เหมือนกับเคยได้ยินมั้ยว่า อากาเว่ต้นละเป็นแสน มียุคหนึ่ง ต้นอากาเว่ อากาเว่คุณบุญชู โรจนเสถียร ต้นละเป็นแสน ซื้อกันมา ที่พูดประกอบไปนี่ ก็เพื่อให้เห็นว่า การอุปาทาน หรือสร้างสิ่งที่คนไปให้ เกิดความนิยม เป็นค่านิยม รสนิยม แล้วก็ตั้งค่าตั้งราคาขึ้นมาแบบโลกๆ หลง ใหลได้ปลื้มติดยึดเห็นว่าดี มันเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนๆ เราลองนึกดูคนเถื่อนคนป่านี่ คนที่เขาไม่ได้ออกมาเห็นโลกภายนอก ที่มันปรุงแต่งกันเยอะแยะ เป็นคนป่าๆ อยู่ เขาอยู่ถ้ำ อยู่อะไรต่ออะไร แม้เดี๋ยวนี้ ก็มีอยู่บ้างอะไร หรือประวัติศาสตร์ง่าย ๆที่เราก็เคยเรียนรู้ ลองย้อนตามไปดู คนเหล่านั้น เขาไม่ได้รับอุปาทาน เขาไม่ ได้มานั่งสมมุติด้วย อย่างโน้นอย่างนี้ น่าได้ น่ามี น่าอะไร เขาก็ไม่ เขาก็ไม่ ต้องไปซอกๆ แสวงหา ไม่ต้องไปอยากได้ ไม่ต้องไปติดไปยึด ไม่ต้องไปหลงว่า แหม ชุดนี้ นี่แสนนะนี่ แสนบาท ผ้าก็อาจจะผ้าเนื้อดีหน่อยนะ แต่มันก็ราคาก็อย่าง นั้นน่ะ ก็เท่านั้นน่ะ มันก็ไม่ถึงกับขนาดนั้นหรอก ลงทุนจริงๆ ก็อาจจะ เครื่อง ประดับก็ไม่เป็นเพชร ไม่ได้มีเพชรมีพลอยอะไรหรอกนะ อาตมาได้ยินนะ เคย ได้ยิน ยังจำได้อยู่ชุดหนึ่บง ตอนนั้นเขาบอกราคากันล่ะว่าแสนบาท คนก็ไปซื้อไป เลยนะ เป็นชุดตัดเรียบๆ ธรรมดานะ แต่มันก็ แหม ทำเป็นคุยเป็นโชว์ ใช้จิต วิทยาดีนะ เก่ง มีสิ่งที่ติดแปะประดับอยู่ มีขนนกอยู่ปอยหนึ่ง ติดอยู่ที่เสื้อตัวนั้นน่ะ เท่านั้นน่ะ อาตมาจำได้ เสื้อตัวนั้น เขาก็ซื้อกันไปแสนบาท อาตมาว่าไอ้ชุดนี้นี่ มัน ลงทุนไม่เกินหมื่นน่ะ อย่างดีให้มันหมื่นหนึ่งเอ้า มันก็ขายแสนบาท คนซื้อก็ซื้อไป ด้วยความผยอง (หัวเราะ) ภูมิพองใจ แต่ก็ฉิบหายไปแสน แล้วคนพวกนี้ เอา ไปแล้วต้องไปใส่ครั้งเดียวนะ ออกงานครั้งเดียว อย่าไปใส่ออกงานสองครั้งให้คน เห็นในระดับไฮโซด้วยกันเห็นนะ อู๊! ขายหน้ามาก ใส่เสื้อซ้ำ แสนบาทนี่ ใส่ทีเดียวเท่านั้น แล้วก็ทิ้งเลย ไม่ทิ้งก็เอากองไว้อย่างนั้นน่ะ อย่าเอาไปใส่ซ้ำอีก ไม่ งั้นเสียเหลี่ยมมาก เสียมาก โอ้โหย! ดูซิ จิตวิทยาสั่งคม มันทำให้คนเรานี่ผลาญ ขนาดไหน ฉิบหายขนาดไหน ก็แสนบาท มันน่าจะใส่มาตั้งแต่เกิด จนตายนะ มัน แพงเหลือเกิน ใช้มันให้คุ้ม นี่เปล่าหรอก (หัวเราะ) โดนเขายั่วอะไรไปอีก ไปใส่ครั้งเดียว แล้วก็ต้องแขวนเติ่งไว้อย่างนั้นน่ะ ทิ้ง อย่าไปใส่ซ้ำ อายมาก หาว่าไม่รวยจริง หาว่าไม่รวยจริง ใส่เสื้อซ้ำ โธ่! ไม่มีจะใส่แล้วหรือไง แน่ะ (หัวเราะ) แน่จริงมันต้อง ชุดนี้ก็ครั้งเดียว เอาใหม่มาอีก ใหม่ได้แพงๆมาอีก มาอวดกันทุกเที่ยวยิ่งดี นี่ มันเบ่งรวย เบ่งใหญ่ เบ่งโอ่อ่า เป็นกิเลสชนิดอัตตามานะ เบ่งกัน แล้วเขาก็ไม่รู้ตัว เขานี่เขาเรียกว่าสังคมชั้นสูง สังคมคนรวย สังคมคนที่ต้อง แสดงถึงฐานะอันมหาศาล ในมุมกลับมันก็ดีน่ะ ในมุมกลับของเศรษฐกิจเขาว่ามันดี มันจะได้ถ่ายเทเงินของพวกคนรวยๆ พวกนี้ออกมาบ้าง แต่มันซับซ้อนมาก คนที่ไม่ร่ำ ไม่รวยอะไรก็หลงตามว่า ไอ้ความที่จะยิ่งใหญ่อย่างนี้ รวยๆอย่างนี้น่ะมันดูใหญ่ ดู ยิ่ง ดูเท่ ดูสูงอะไร ก็อยากเป็นบ้าง แอ๊ค โดยความจริง ตัวเองก็ไม่มีทุนรอน ไม่มีเงินทอง ไม่มีฐานะเพียงพอ ก็ต้องทำ ทำตามเขา เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง แต่ ตัวเองน่ะ แค่หมาน้อย ไปทำเป็นขี้ก้อนใหญ่เหมือนช้าง ก็ตายกันมาเยอะแล้ว แล้วทุกข์ทรมาน ไม่เข้าใจกันน่ะ มีมาก มีน้อย มีอยู่ในสังคมนี่นะ ถ้าไม่ศึกษาธรรมะ พวกนี้ซับซ้อน หลงหรู หลงหรา หลงใหญ่หลงเห่อ เห่อไปเดี๋ยวนี้ อย่างทุกวันนี้นี่ สังเกตง่ายๆ ไอ้พวกคอนเสิร์ต พวกเพลงนี่ เห่อกันไปอย่างนั้นน่ะ แล้วมันก็ค้าก็ขายนะ ปลุกเร้า ใช้จิตวิทยา ทำอย่างโน้น อย่างนี้ โอ๊! ทำอย่างมาก เลยนะ เขาจะโปรโมตนักร้องคนหนึ่งขึ้นมา เพื่อที่จะให้ฮือฮาหลงกัน ไม่เห็นมันมี อะไรกันนักกันหนา หลงกัน เสร็จแล้วก็ออกเทปมาตลับหนึ่ง ติดปั๊บ ขายสามล้าน ตลับนี่ โอ้โฮ! คิดดูซิ ถ้าตลับหนึ่งร้อยบาท เดี๋ยวนี้ ร้อยบาทหรือเก้าสิบบาทโน่นน่ะ ตลับหนึ่งใช่มั้ย ร้อยบาท หรือเก้าสิบบาท ลงทุน สมมุติให้ลงทุนไปถึงห้าสิบบาท มันก็กำไรตลับละสี่สิบบาท ล้านตลับ ก็สี่สิบล้าน สามล้านตลับ ร้อยกว่าล้านน่ะ ภายในหนึ่งเดือนนะ ถ้ามันเห่อกันนี่ ภายในหนึ่งเดือนนะ ขายล้านสองล้านสามล้าน ตลับนี่ ภายในหนึ่งเดือนนะ พรึ้บ เพราะฉะนั้น มันก็ โอ้โฮ! ต้องมีคณะคิด ใช้จิต วิทยาวาง อื้อฮือ! คนนี้ จะทำไปยังไง จะมายังไง จะต้องแต่งตัวยังไง จะต้อง บ้าๆบอๆ ยังไงเขาก็ทำไปหมดเลย โปรโมตกันอย่างชนิด เดี๋ยวนี้ยิ่งใหญ่มาก เรื่อง โปรโมทนี่ ตั้งกันราคาแพง จ้างกันราคาแพงเลยนะ ใครมือทองประสบผล สำเร็จนี่ โอ้โห! ค่าตัวขึ้นลิ่วๆเลยนะ เสร็จแล้วคน พวกเด็กนี่ ก็อุปาทานหลงเห่อ ไปวูบ มันต้องแบ่งเงินจากกระเป๋าพวกนี้ไปมากๆ คนนั่นแหละ แต่มันก็ไปรวมอยู่ที่หนึ่ง เป็นวิธีการหาเงิน ใช้อุปาทานใช้กิเลสของมนุษย์ ใช้ความโง่ของมนุษย์ แล้วคนเหล่านั้น เขาไม่ได้นึกว่าเขาโง่นะ เขานึกว่าเขาทันสมัย เขาเป็นพวกที่ เป็นอารยชน เป็นคนทันสมัย เป็นคน dern dern มันแสลงมาจาก Modern Modernization เขาเดิร์น เป็นพวกเดิร์น ถ้าอย่างนั้นไม่เดิร์นนะ นี่เชย แล้วเขาก็ชื่นชมอยู่ในสังคมอย่างนั้นน่ะ ยิ่งอยู่ในกรุงในอะไรนี่ จะต่างกับพวกเขา ป่า พวกเถื่อนที่อาตมายกตัวอย่างขึ้นมา พวกนั้นเขาไม่ได้มาสมมุติด้วย เขาบอก มัน เป็นยังไง มันอร่อย มันสุข มันเป็นยังไง (หัวเราะ) ไม่รู้ เขาก็ว่าง เขาก็เฉยๆ เพราะฉะนั้น พวกเรานี่ ที่เราไม่ได้ไปติด ไปหลงอะไรกับเขานี่นะ เป็นพวกมีบุญ มี บุญ ไม่ได้ต้องไปงมงายอะไรกับเขา ไอ้ที่มันไปหลงติดมาแล้วน่ะซิ ต้องมาล้างกันอยู่ ขณะนี้ ทำไมมันยังไม่ออกหมดซะทีหนอ รู้ก็ว่ารู้แล้วนะ แต่ทำไมมันยัง โธ่! มันยัง แหม ยังไม่ออก ยังไม่หมด แต่พวกเราจะรู้ว่า เมื่อเราได้ฝึกเพียรทำไปจริงๆ ทำปัญญาให้แจ้ง หัด ละ ลด เลิก วาง ไม่ต้องไปปรุง ไปทำซับซ้อนทับถมใส่จิตของเราอีก เอ๊อ! มัน นานวันเข้ามันก็จางก็คลายก็เบา พวกเรามาปฏิบัติเข้าจะรู้สึก จะเข้าใจ บางคน บารมีดี อินทรีย์พละดี รู้สึกว่า เออ มันมีบาง จางออกได้ เห็นชัดๆว่า อืม! ไม่ เหมือนก่อน แต่ก่อนนี้จัดจ้านจี๋จ๋า แหม เราตองบังคับ เราต้องอดทน หรือไม่บังคับ ไม่อดทนกก็ให้มันเสวยเลยล่ะ หาให้มันเสพย์บำเรอ หาให้มันสมอกสมใจไปล่ะ แต่เดี๋ยวนี้ อื๊อ! ไม่เท่าไหร่ หรือแม้ว่าได้เสพย์ ก็รสชาติมันไม่เหมือนเก่า สวยก็ ไม่ชื่นใจเหมือนเก่า ไพเพราะก็ไม่เหมือนเก่า อร่อยก็ไม่เหมือนเก่า สัมผัสแตะต้องยังไงก็ไม่เหมือนเก่า สัมผัสทางทวารแล้ว 5 ทวาร 6 นี่ แล้วก็ไม่ เหมือนเก่า ไม่ฝันเพ้อ ไม่ แหม ครึมทางภวตัณหา ทางภพ ทางจิต คำนึงถึง อาวรณ์อาลัย หรือว่าโหยหาอะไรอยู่แต่ก่อน บ่อยๆ เดี๋ยวนี้ ไม่ ลืมๆไปเลย บาง ทีลืมไปเลย แม้มาเจอแล้วก็เฉย สิ่งเหล่านี้เราจะต้องอ่าน ต้องพิสูจน์ ต้องตรวจ สอบของเราจริงๆ ไม่ใช่เป็นความเสียหาย แต่ก่อนนี้ นี่อาตมาเองได้ยิน ได้ยิน อาตมาก็ไม่ได้ไปคิดนึกอะไรกับเขา มากหรอก ได้ยินเพื่อนๆฝูงๆ หรือผู้ชายด้วยกันนี่บอกว่า โอ้โฮ! คนเราเกิกดมา ถ้า กามตายด้านนี่ โอ้โห! ตายดีกว่า ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ทำไมนะ กามตายด้าน โอ๊! ต้องไปหายาโป๊ว ต้องไปหาอะไรๆ เดี๋ยวนี้ ก็ยังเป็นอยู่ข้างนอกเขาน่ะ แต่ก่อนนี้ อาตมาหนุ่มๆขึ้นมา เป็นผู้ชาย เขาพูดกับเขาบอกว่า เออ กามตายด้านนี่ เราก็ ต้องคิดไปตามเขานะว่า เออ ใช่นะ ถ้าขืนกามตายด้านนี่ คงจะต้องไม่ โอ๊!อยู่ไปดี กว่า ชีวิตไม่รู้จะอยู่ทำไม อยู่เพื่ออะไร แหม กามตายด้านแล้วนะ มาทุกวันนี้ โอ้โห! ทำไมมันไม่ตายด้านซักทีหนอ อะไรอย่างนี้นะ พวกเรามาปฏิบัติธรรมแล้ว ทำไมมันยากจัง ทำไมมันเหลือต่องแต่งๆอย่างนี้ บาง คนก็รู้สึกว่าทำไมมันลดช้าเหลือเกินนะ มันก็เป็นจริง เป็นจริงของแต่ละบุคคล มันลดช้า หรือบางคนลดได้เร็ว ลดแล้วก็ เออ ทำได้เข้าใจง่าย อ่านออก มันดู เหมือนมัน โอ้โฮ! ชัดแล้วก็ลงไป ก็เห็นความจริงว่ามันสงบระงับ กามนี่ บางจางลงไปนี่ โอ๊! ดี แต่ก่อนนี้ ความโกรธ ความแค้น ความพยาบาทอาฆาตก็ เอ๊! อย่างนี้ ไม่โกรธก็ไม่ใช่คนซิ แบบนี้เขามาทำกับเราอย่างนี้ เราก็ต้อง โกรธซิ ไม่โกรธไม่ได้ ไม่โกรธผิดน่ะ คนผิดปกติแล้ว อย่างนี้ไม่โกรธได้ยังไง อย่างนี้มันต้องโกรธ เป็นคน ถ้าเขามาทำอย่างนี้กับเราอย่างนี้ นี่มันต้องโกรธ ไม่โกรธมันไม่ถูกหรอก พวกนี้ Abnormal แล้วไม่ใช่คนธรรมดา เป็นคน พวกบ๊าบ้า อย่างนี้มันต้องสมควร สมควรแล้ว สมควรโกรธแล้ว ถ้าไม่โกรธ ก็ ผิดมนุษย์น่ะ อย่างนั้นน่ะ เป็นเรื่องปกติเขาน่ะ ความจริงไม่ใช่ พอเรามาศึกษาธรรมะจริงๆแล้ว เอ๊ะ! ไอ้ความ โกรธ เกิดอย่างนี้ มันกลับไม่ดี ถ้าเราไม่โกรธ โอ ! เราไม่ใช่ Abnormal แล้ว ไม่ใช่คนผิดปกติอย่างนั้นนะ กลับเป็น Supra normal กลับเป็นมนุษย์ พิเศษขึ้นมาต่างหาก มันไม่ปกติอย่างพิเศษ อย่างที่มีธาตุรู้ว่า อือ! ไม่โกรธได้ดี มาฝึกมาหัดเถอะนะ ไม่ต้องถือสาถือเคืองอะไร ใครจะทำยังไง ใครจะเป็นยังไง เราก็รู้ รู้เขา เออ คนนี้เป็นอย่างนี้ คนนี้หยาบ คนนี้ผิด คนนี้ทำอะไรไม่ค่อยดี ไม่ ค่อยงามอย่างนั้น อย่างนี้อะไรก็รู้เขา เตือนเขาได้ ช่วยกันได้ ทำให้ดีขึ้นมาเถอะ มีวิธีการช่วยกันเตือนกันขึ้นมาได้ ก็ทำ ถ้าเตือนไม่ได้ ก็ โอ!ไม่ดี หรือถ้าอยู่ ด้วยกันคนนี้นี่ ถ้าว่าเราตัดมาตรฐานเอาไว้แล้วว่าเกรดขนาดนี้น่ะ นี่คนนี้ ชั่ว ขนาดนี้แล้วนี่ ต้องเข้าหมู่แล้ว บอกกันอย่าเอาไว้เลย อย่าให้อยู่ด้วยเลย ขืน อย่างนี้ไม่ไหวหรอก มันพาลเสียหาย ลาก จูงดึงอะไรพวกเราลงไป ก็ว่ากันไป ขอร้องให้ออกไป อย่าให้อยู่ในนี้กันเลย ก็ต้องเลือกเฟ้น ต้องคัดอะไรอย่างนี้เป็น ต้น ไม่ว่าจะเป็นการโกรธ การมีราคะ มีกาม หรือว่ามีความโลภ โลภ จังเลย เห็นอะไรก็อยากได้ โลภไม่รู้จักพอ อยากได้จนกระทั่งถึงขั้นทำทุจริต ขโมย ไม่ใช่ของเรา ก็หาวิธีเอา โดยการขโมย หรือไม่ก็ใช้เล่ห์ใช้เหลี่ยมเอา เปรียบเอารัดชนิดนั้นชนิดีนี้ มันโลภ มันเห็นแก่ได้ สะสม หอบหามมาเป็นของตัว ของตน ได้มากๆ มีมากๆ เรื่องของปุถุชน หรือเรื่องของผู้ไม่ศึกษาธรรมะ ก็เป็น อย่างนั้น เป็นธรรมชาติ ได้มากเท่าไหร่ ก็ไม่รู้จักพอ แต่พอมาศึกษาแล้ว พิสูจน์แล้ว ยืนยันแล้ว เอ๊! ไม่มีนี่มันกลับยาก ทำยาก แต่ทำได้นี่ มันเป็นความดีจริงๆนะ แล้วก็อยู่ได้ด้วย ไม่มีก็อยู่ได้ด้วย จนกระทั่งกลายเป็นสังคม กลาย เป็นวัฒนธรรม กลายเป็นหมู่กลุ่มเหมือนอย่างพี่อย่างน้อง ภราดรภาพ พึ่งพาอาศัย กัน เหมือนพี่เหมือนน้อง เกื้อกูลกันได้ เป็นวัฒนธรรมของมนุษยชาติซึ่งเป็นสัตว์โขลง เป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่กลุ่ม ไม่ใช่สัตว์ปลีกเดี่ยว หรือ สัตว์แยกย่อย สัตว์แยกย่อยมันก็อยู่ตัวเดียว อยู่ปลีกๆไปตามประสา จะมีคณะก็เป็นครั้งคราว มา จับกลุ่มกันประเดี๋ญวประด๋าวแล้วก็แยกไป แต่ของเราจะอยู่รวมกัน มีอะไรก็ อยู่กัน อย่างสุขสบาย รวมกันอย่างไรก็ไม่แปลก แล้วก็ไม่ทะเลาะกัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ เห็นแก่ได้ ไม่อะไรต่ออะไร สังคมอย่างนี้ ก็เป็นอยู่สุข นี่เป็นอุดมการณ์ที่แม้แต่ ชาวโลกจริงๆ เขาก็เข้าใจ ชาวโลก ชาวปุถุชน ชาวสามัญนี่เขาก็เข้าใจ แต่ เขาไม่มีวิธี ไม่มีวิธีการที่จะทำให้มันลึกซึ้ง ให้มันลดละไอ้สิ่งที่เป็นตัวร้าย ที่ไป ทำลายความสงบเรียบร้อยความสันติสุข เขาไม่มีวิธี พระพุทธเจ้านี่ค้นพบวิธี มรรคองค์ 8 นี่แหละ ซึ่งจะต้องเข้าใจสภาพ คุณภาพระดับโพชฌงค์ คุณภาพระดับโพชฌงค์ ก็หมายความว่า จะต้องมาเรียนรู้ให้รู้ ว่าต้องใช้อะไรบ้าง? ใช้เครื่องมืออะไรบ้าง ในการพัฒนา ในการก้าวเดิน จึง เรียกว่าก้าวเดิน เพราะฉะนั้น จะก้าวเดินไปเป็นพุทธะ พระพุทธเจ้าหรือเจ้า แห่งพุทธะ นี่พาเดินด้วยก้าวเจ็ดก้าว เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเกิดมา พระพุทธ เจ้าท่านเคยตรัส มีสูตรหนึ่งบอกว่า พระพุทธเจ้าเกิด โพชฌงค์ 7 จึงเกิด คำพูด คำนี้ ก็เลยบอก อ๋อ! พระพุทธเจ้าเกิดมาเดิน 7 ก้าว การจะเดินไปเป็นพุทธะ ต้องใช้โพชฌงค์ 7 ก้าว ก้าวเดินอย่างโพชฌงค์ให้ได้นี่ พูดไปพูดมา ก็เลยบอกว่า พระพุทธเจ้านี่เป็นปุคลาธิษฐานเลย คลอดออกมาก็เดินก้าวปึ๊บๆๆไป 7 ก้าวเลยนะ พอคลอดปุ๊บ ตกปุ๊บออกมา ก็เดินเลย เดินแล้วก็เขียนดอกบัวรับด้วยนะ เดินมีดอก บัวรับเท้าเดิน พระบาท อาตมาเคยตั้งคำถามว่า เมื่อพระพุทธเจ้าคลอดปุ๊ดอออกมา แล้วก็เดินไป 7 ก้าว พอถึงก้าวที่ 7 ต่อจากนั้นไปทำยังไง ล้มลงเลย กลิ้ง เพราะว่าบอกว่าเดิน 7 ก้าว แค่นั้นนี่นะ แล้วต่อจากก้าวที่ 7 ทำยังไงล่ะ? พอ เดินไปแล้วค่อยๆ ย่อตัวลงนั่ง หรือว่าล้มลง ไม่มีใครอธิบายได้ (หัวเราะ) อาตมาก็ลองใช้ปฏิภาณเพื่อที่จะดักคนนะ ก็มันเชื่อถือนักหนา เชื่องมๆงายๆ เชื่อ อะไรคนประหลาดๆ แหม คลอดออกมาแล้วก็เดินได้ปุ๊บๆๆ ไป 7 ก้าวเลย ก็ แหม คลอดใหม่ๆ ยังมีกำลังเดินได้ตั้ง 7 ก้าว แล้วมันก้าวที่ 8 ก้าวที่ 10 ที่ 11 อะไรไปมันน่าจะ แหม เดินพ้นพื้นดินเหาะเลยมั้งนะ แต่ก็ตอบไม่ได้ว่าเป็นยังไงล่ะ ต่อจากก้าวที่ 7 ไม่รู้กันละ ล้มลงนอนแอ้งแม้ง เพราะหมดแรง หรือว่าเหาะไป เลย หรือว่าทำยังไงไม่รู้ (หัวเราะ) นี่ก็เป็นวิธีการซัก ดักให้จนทาง จนแต้มเท่า นั้นเองแหละ ความจริงแล้วเป็นปุคลาธิษฐาน ก็พูดกันไป จะไปเอาถึงขนาดนั้น ก็เข้าใจความจริงก็เอาเถอะ บางคนต้องใช้วิธีอย่างนั้นเลย เห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าเชิด ชูบูชา เป็นสิ่งประหลาด ต้องเอาสิ่งเหล่านี้ให้เขาได้รับความยอมรับนับถืออะไร กันก็มี ก็เอา ว่าไป ที่จริงแล้วก็หมายถึงโพชฌงค์ดังที่กล่าวแล้ว หมายถึงการก้าว ด้วยคุณธรรม จะต้องมีอันนี้นำพาก้าว ฟังดีๆ อาตมาจะอธิบายโพชฌงค์สัมพันธ์กั บมรรคองค์ 8 ต้องไปด้วยกันมาด้วยกัน ยิ่งกว่าเลือดสุพรรณ บรรหารนะ โพชฌงค์ กับมรรคองค์ 8 นี่จะต้องไปด้วยกัน มาด้วยกันเลือดสุพรรณเอ๋ย จริงๆนะ ต้องเลือดสุพรรณไปด้วยกันขาดไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น คำว่าโพชฌงค์นี่ แปลว่าองค์แห่ง...คือขีดเขต ขององค์ธรรมที่บุคคลนั้นจะต้องมีความสามารถทำให้เกิดขนาดนั้น ทำให้เกิดขนาดที่ เรียกว่าขนาดเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เป็นขนาดที่ต้องถึงด้วยคุณภาพขนาดนี้ จึงจะ พาตรัสรู้ พาก้าวไปเป็นพุทธะ พาเกิดพุทธคุณ พาเกิดเป็นพุทธะ เกิดพุทธะ พระพุทธเจ้าเกิดจึงจะมีโพชฌงค์ ศาสนาอื่น ไม่เข้าใจถึงขนาดนี้ แม้แต่พุทธ ศาสนิกชน หรือศาสนาพุทธในเมืองไทยนี่ก็ อาตมาไม่ใช่ดูถูกคนหรอกนะ ไม่ใช่ ดูถูกปราชญ์ท่านทั้งหลายหรอกว่าท่านก็ยังอธิบายสติ ให้เป็นสติ บอกว่ามีความต่าง ยังไง? สติบอกว่า การระลึกรู้ แล้วก็ไปสอนกันอยู่แต่ว่า สติระลึกรู้ แล้วเขาก็ ใช้เพียงสติระลึกรู้ธรรมดาเท่านั้นแหละ เป็นสติกัลยาณชน คุณภาพขึ้นมาถึงสติ กัลยาณชนก็ไม่ถึง หรือถึงได้ อธิบายกันมาว่าสามารถมีสติ ถึงกัลยาณชนได้บ้าง แต่ ถึงขั้นโพชฌงค์ละมันขนาดไหน? อธิบายได้มั้ย สติขั้นโพชฌงค์ หรือขั้นที่เรียกว่าเป็น สัมมาสติ ที่มีคุณภาพถึงขั้นว่าจะพาบรรลุธรรม พาได้บรรลุอาริยธรรม พาบรรลุ อาริยธรรมน่ะ เพราะตรัสรู้นี่ จะต้องบรรลุอาริยธรรม บรรลุคุณธรรมอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ของปุถุชน แต่เป็นของโลกุตรบุคคลนะ ของอาริยชนนะ คือเราแบ่งๆกัน อยู่ว่า อาริยชน หรือ อริยชนที่เขาเรียกกันนี่ มันไม่ใช่ปุถชน ปุถุชนกับอริยชนนี่เขา แบ่งๆกันอยู่จริงๆ พาเกิดอย่างนั้น พาถึงสภาพอย่างนั้นทีเดียวนะ เพราะฉะนั้น ก็จะต้องรู้ว่าคุณภาพระดับโพชฌงค์ นี่แหละมีสติ ทีนี้มี อะไรบ้างละ โพชฌงค์ที่จะต้องพาเดิน พาก้าว พาเจริญไปได้ พาพัฒนาไปได้ มีสติ ธรรมวิจัย วิริยะ นี่ละโพชฌงค์ตัวหลัก ถ้าเรารู้ว่า สตินี่นะ สติของเรานี่ สติในระดับธรรมดา ธรรมดาของพวกคุณไม่ใช่คนบ้า ไม่ใช่เสียสตะ คุณก็เป็นคนมี สติอยู่ธรรมดา แต่ถ้าคุณมีกิเลสอย่างไร คุณก็ไปอยู่กับกิเลสธรรมดา คนไม่ได้ศึกษา ธรรมะนี่เห็นมั้ย เขาก็มีสติทั้งนั้นน่ะ ทุกวันเขาก็มีสติ ตื่นเช้าจนกระทั่งจดเย็น แล้วก็ตื่นเช้าขึ้นมาจรดเย็น วันทั้งวัน เขาไม่เคยไป โรงพยาบาลประสาท ไม่ เคยไปโรงพยาบาลโรคจิต ไม่เคยสติเสียอะไรนี่ อาจจะมีสติตกบ้าง เป็นสติตกไปบ้างบางครั้งบางคราว เผลอๆไผลๆ นิดๆหน่อยๆ อะไรไปตามความจริง ก็เป็น ธรรมชาติเป็นธรรมดา แต่คำว่าระลึกรู้ตัวทั่วพร้อม เขาก็ระลึกรู้อยู่ตลอดเวลา อย่างนี้เป็น ยังไง กิเลสมันก็บงการอยู่ มีสติระลึกรู้ รู้ตัว รู้านี่ฉันเป็นฉัน ถ้าฉันมีฐานะหน่อยนะ นี่ เป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แต่ที่จริง จนจะแย่อยู่แล้วก็ต้องแอ๊ค ฉันก็มีสติรู้ เหมือนกันนะ อู๋ย! แอ๊คจังเลย นี่ฉันเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้อะไร หรือฉันจะทำให้ เป็นอย่างนั้น ก็รู้ตัวว่าฉันจะต้องทำอย่างไร ฉันจะต้องแอ๊คอย่างไร ฉันจะต้อง เป็นอย่างไร ก็เต็มบ้านเต็มเมือง ก็มีสติทั้งนั้นแหละ จะทำงานทำการ โน่นๆนี่ๆ ก็รู้ตัวอยู่ มีสติรู้ตัว ทำไปตามอำนาจกิเลส มันอยากอะไรก็บำเรอ ไม่เคยรู้เรื่อง ได้เปรียบเป็นเอา ดีไม่ดีมีสตินั่นแหละ ทุจริต แล้วต้องมีสติมากๆนะ อย่าให้ใครรู้ อย่าให้ใครเห็น เวลาปฏิบัติการจะขโมยเป็นต้น มีสติให้มาก ไม่มีสติ ไปขโมยตาย ตั้งแต่เดินเข้าไปแล้วละ (หัวเราะ) ใช่มั้ย ต้องมีสติรู้ตัว รู้รอบด้าน รู้พร้อม มี อะไรมาสัมผัสแตะต้องต้องรู้ มีปฏิภาณแววไว ระมัดระวัง ทำการนั้นให้ สำเร็จสมประสงค์ แม้จะทุจริตก็ตาม พวกนี้คือปุถุชนธรรมดาๆ ปุถุชนร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาจะทุจริต เขาก็มีสติ เขาจะทำการเอาเปรียบเอารัด เขาจะโกง เขาจะ เฉลียวฉลาดเฉโกยังไง ตอนนี้เขากำลังเลี่ยงใหญ่เลยนี่ กำลังโกหก กำลัง ลดเลี้ยว ใช่เล่ห์ใช้อะไร เขาก็ต้องมีสติ ใช้ความฉลาด ใช้จิตวิญญาณ ใช้จิตปัญญา ไม่ใช่ปัญญาหรอก เฉโกนี่ ใช้จิตความฉลาดเข้ามาปรุงให้เต็มที่ แต่เขาไม่สำนึก หรือว่าไม่คิดว่า โอ๊! อันนี้ชั่วหนอ อันนี้ดีหนอ มันควรจะเลิกชั่วนะ ประพฤติดีนะ เขาไม่คิดเท่าไหร่ นี่คือปุถุชนร้อยเปอร์เซ็นต์ สติก็เป็นสติปุถุชนร้อยเปอร์เซ็นต์ ทีนี้สติอีกระดับหนึ่ง สติระดับกัลยาณชน กัลยาณชนนี่ก็มีสำนึก มีการรู้ ตัว แล้วก็สำนึก แหม เราทำอย่างนี้ มันทุจริตนะ อย่างนี้มันชั่วนะ อย่างนี้มันไม่ ดีนะ ไม่งาม มีหิริขึ้นมาหน่อย เรียกว่าเป็นเทวดาขึ้นมานิดหนึ่ง เทวดาเป็นผู้มี ภูมิสูง ละอายต่อความชั่ว ละอายต่อบาป ละอายต่อสิ่งที่... พอมีปัญญาแล้ว มี สติ มีตัวธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดมีวิริยะ เพียร เป็นกัลยาณชน ก็ พยายามฝึกตนเอง พยายามมีสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีพฤติกรรมกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมก็รู้สึกตัว เพราะฉะนั้น พวกนี้ส่วนมาก จะปฏิบัติธรรม ปฏิบัติ ธรรมเราก็รู้สึกตัวนะ รู้จักกายกรรม อย่าไปทำทุจริต อย่าไปทำอกุศล ทุจริตเป็น อย่างไร อกุศลเป็นอย่างไร ก็เรียนพวกนี้ส่วนมาก ก็เรียนธรรมะ ฝึกฝนหรือไม่ เขาก็มีบุญบารมีของเขา เขาก็จะมีสำนึก มีปฏิภาณ มีความรู้ในตัวเองว่า เออ พยายามพัฒนาตนให้เป็นคนดี นี่ในโลกธรรมในโลกปุถุชน กัลยาณชน ก็ยังเรียกว่า ปุถุชนอยู่นะ ยังไม่มีสติ หรือธรรมวิจัยเข้าขีดสัมโพชฌงค์ หรืออาริยะ ฟังดีๆ อาตมากำลังตัดเกรดตัดขีด คุณฟังภาษาไปแล้วคุณก็ไปประมาณให้ดีว่า ขนาดนี้ ขณะนี้ คุณกำลังรู้ความแตกต่างของปุถุชนกับกัลยาณชนขึ้นมาแล้วนะ พอรู้ชัดขึ้นมั้ย อาตมา ทำนี่ ตัดเกรดกันตรงไน อะไรยังไง เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีสำนึก มีธรรมวิจัยแล้ว สติ แล้วก็มีธรรมวิจัย มี ความตั้งใจพากเพียร พากเพียรเพื่อละชั่ว ประพฤติดี ตามภูมิปัญญา ตามภูมิปัญญา เอํ๊ย! อย่างนี้มันชั่ว อย่าไปทำเลย อย่างนี้มันไม่ดีไม่งาม พยายามหยุดเถอะ ทำสิ่งดี เขาก็พากเพียรขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีความสำนึกมาก สังวรมาก มีภูมิ ปัญญารู้จักความชั่ว หยาบ กลาง ละเอียด เขาก็เลิกหยาบ เลิกกลางมา ขึ้นมา ละเอียดขึ้นมาได้มากขึ้นมากขึ้น ตามภูมิของเขา เขาก็เป็นกัลยาณชน สติสูงขึ้น กัลยาณธรรมสูงขึ้น ธรรมวิจัยก็วิจัยฝึกไป มันก็วิจัยไปได้ รู้จักธรรมะ รู้จักกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม รู้จักสังคมสิ่งแวดล้อม รู้จักฐานะอันที่ควรเรียกว่า อะไรเป็นกุศล อกุศล แม้แต่ว่าทาน เสียสละ เขาก็รู้ เขาก็พยายามทำ ไม่เอา เปรียบ ไม่เอารัด ไม่ใช้เล่ห์ใช้เหลี่ยม ซื่อสัตย์สุจริต รู้ ไม่มาเรียนธรรมะ มันก็ รู้กันทั่วๆไป อยู่แหละ ไม่ว่าศาสนาไหนก็รู้ แต่ศาสนาไหนๆ นี่ก็ไม่ชัดเจน ไม่มั่นคง ไม่แน่เหมือนกับศาสนาพุทธ บอกว่าสติระดับโพชฌงค์ ธรรมวิจัยระดับโพชฌงค์ วิริยะระดับโพชฌงค์นี่ มันต้อง ขนาดนี้ ไม่แม่นมั่นเหมือนศาสนาพุทธหรอก เพราะฉะนั้น แม้แต่ความเสื่อมไปจาก ศาสนาแล้ว แม้เป็นพุทธเอง พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ ดีไม่ดี เขานับถือเป็น ผู้รู้ เป็นอาจารย์ทางศาสนาพุทธซะด้วยซ้ำไป มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะด้วยซ้ำ ก็ยังไม่ ชัด ยังอธิบายหรือแยกว่า นี่สติระดับมีสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยระดับนี้ ธรรม วิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะระดับนี้จึงเรียกว่าวิริยสัมโพชฌงค์ วิริยะก็เรียกว่าความ เพียร ก็เพียรอยู่ทั้งนั้นแหละ เพียรเป็นขโมย พากเพียร โอ้โฮ! เพียรที่จะไป แย่งเมียเขามาให้แก่เรา เพียรจริงๆเลย อุตสาหะมากมาย ก็เพียรทั้งนั้นน่ะ เพียรแบบปุถุชน เพียรแบบ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน