390409 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 9 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
390409 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 9 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก
ในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 20 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 9เมษายน พุทธศักราช 2539 ณ พุทธสถานศาลีอโศก จ.นครสวรรค์
อธิบายในเรื่องของปรมัตถ์ ในเรื่องของอารมณ์ของจิต หรือว่าลีลา ของจิต ความรู้สึกของจิต เพื่อให้เราฟังให้เข้าใจ ถ้าผู้ใดมีของจริง มีสิ่งที่เราเป็น อาการมันเกิดในจิตจริงๆ อย่างที่ท่านได้ตรัสไว้ ระบุไว้ อย่างปฏิบัติศีลเป็นกุศลก็ เกิดสภาพที่เรามีญาณทัสสนะ หรือมีอธิปัญญา มีความรู้ในใจของเรานี่แหละ สามารถ หยั่งรู้เข้าไป อ่านออก อ่านสภาพนั้นออก ว่าโอ อันนี้ อย่างนี้นะ เรารู้ ว่าเป็น วิปฏิสาร อย่างนี้เรียกว่ามันยังลำบากนะนี่ มันยังเดือดร้อน วุ่นวาย มันยังทำให้เรา เกิด ดีไม่ดี พาเราไปเดือดร้อนทั้งกายทั้งวาจา เดือดร้อนทั้งบทบาทข้างนอก ชีวิต ข้างนอกนี่ เพราะไปฆ่าสัตว์ เพราะไปลักทรัพย์ เพราะไปผิดผัวเขา เมียใครนะนี่ มันเดือดร้อนกันไป อย่าว่าแต่เดือดร้อนใจเลย เดือดร้อนทางกายนี่ โอ้โห ต้องไป ติดคุกติดตาราง ต้องไปแย่งชิงกัน ต้องไปดูซินี่ ต้องขึ้นหน้าปกหนังสือพิมพ์ เดี๋ยวนี้นะ ตอนนี้ก็กำลัง เป็นพันตำรวจตรีเลยนะ ต้องขึ้นหน้าปกหนังสือพิมพ์ อ่านข่าวน่ะ มัน ก็เดือดร้อนไปหมด เดือดร้อนกายเดือดร้อนใจ เดือดร้อนชีวิต นั่นก็ออกไปเต็มรูป หมดเลย แต่ถ้าเผื่อเราปฏิบัติดีแล้ว ไอ้เดือดเนื้อร้อนใจ เดือดเนื้อร้อนกายก็ไม่เป็น ไม่มีความวุ่นวาย เดือดเนื้อร้อนกาย วุ่นวายทางข้างนอกไม่มี แม้แต่ที่สุดในใจเราก็ เห็นอาการว่า มันไม่พาเราเดือดร้อนเลยนะ ถ้าเผื่อว่ากิเลสในสภาพที่ ตามที่ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า จะต้องมีพยาบาท มีโทสะ ในศีลข้อ 1นี่ ควบคุมโทสะ ควบ คุมพยาบาท เมื่อ
อ่านต่อ
ไม่มีอารมณ์พยาบาท เราก็ ระมัดระวัง ใครมันติดมาเยอะ ไปสั่ง สมมา ประเดี๋ยวก็ขึ้น ประเดี๋ยวก็ร้อน ประเดี๋ยวก็จะโกรธ ประเดี๋ยวก็จะเคือง ประเดี๋ยวก็จะแค้น มันไวนะ คนที่สั่งสมมามากๆ นี่มันไว มันไม่เย็นหรอก มันร้อนน่ะ หรือราคะก็ร้อนโลภก็ร้อน ถ้ามันขึ้นแล้วมันก็เป็นอัคคีทั้งนั้นแหละ ราคัคคี โทสัคคี โมหัคคี เป็นไฟทั้งนั้นแหละ ร้อน เราก็เข้าใจ เออ มันร้อนอย่างนี้แหละ ญาณปัญญา เราบอกว่ามันร้อน มันเดือดร้อน มัน วิปฏิสาร แต่พอเราปฏิบัติแล้ว ไอ้อาการเหล่า นั้นน่ะมันเย็นลง มันทำได้ดีขึ้น มันไม่เหมือนเก่าแล้ว แต่ก่อนนี้เรานี่มัน แหม ยอด หน้าอัคคีเลย ประเดี๋ยวก็ไฟโกรธ ประเดี๋ยวก็ไฟโลภ ประเดี๋ยวก็ไฟราคะ ประเดี๋ยวก็ไฟโมหะ ไอ้โมหะเข้านี่ยิ่งไม่รู้เรื่องใหญ่เลยนะ พูดกันไม่รู้เรื่องเลย เหมือนคนบ้า หลงติดยึดอะไรก็แล้วแต่ ดันทุรังมันทั้งนั้น ไม่ฟังเสียงใคร แล้วก็อะไร อย่างนี้ ก็แล้วแต่ นี่พวกนี้เราอ่านแล้ว เราก็จะเกิดญาณปัญญาของเรา อ่านใจ อ่านปรมัตถ์พวกนี้ออก ปฏิบัติธรรมถ้ามีญาณปัญญา อ่านปรมัตถ์อย่างนี้ นั่นแหละเรา กำลังปฏิบัติ กำลังอยู่ในภาวะเป็นพระโยคาวจรจริงๆ เพราะฉะนั้นในสูตรกิมัตถิยสูตร สูตรแรกปฏิบัติศีลนี่ มีคนทักวันแรกก็พูด ไปแล้วว่า ให้อธิบายหน่อยซิ ไม่ใช่วันแรก วันที่2 พออธิบายวันแรกแล้ว วันที่2 ก็ให้ ขยายว่าคำว่าเป็นกุศลนี่ มัน..มันเป็นยังไง ฟังดีๆนะตรงนี้ลึก ตรงนี้ดี ปฏิบัติศีลที่ เป็นกุศลนั้นน่ะ มันเป็นยังไง แล้วปฏิบัติศีลไม่เป็นกุศลมันเป็นยังไง ถ้าเป็นกุศลแล้ว มันก็จะเกิดผล 9 ประการนี้ละนะ ปฏิบัติศีลที่เป็นกุศล ก็จะเกิดอวิปฏิสาร เกิดปราโมทย์ เกิดปิติ เกิดปัสสัทธิ เกิดสุข อะไรอย่างนี้เป็นต้น และเกิดสมาธิ ปฏิบัติศีลนี่ เห็นไหมว่าเป็นสมาธิ ปฏิบัติแล้วเป็นสมาธิ ปฏิบัติศีลแล้วเกิดสมาธิ แล้วก็ ปฏิบัติศีลแล้วเกิดวิมุติ..ต่อไปน่ะ จากสมาธิ แล้วก็จะเป็นยถาภูตญาณ เกิดยถาภูตญาณ เกิดปัญญา ยถาภูตญาณนี่คือปัญญา ตามความเป็นจริง เห็นมันเกิด อย่างนั้น มันจะเกิดจะดับ หรือว่ามันจะอาการทางกิเลส หรือว่าอาการทางจิตที่ สะอาดบริสุทธิ์ขึ้น ญาณนี่จะเห็น อ่านเข้าใจ มี มีความเฉลียวฉลาด เข้าใจ โอ้ อย่างนี้ของจริงมันเป็นอย่างนี้นะ อย่างนี้ เป็นอย่างนี้นะ อะไรอย่างนี้ มันก็เห็น ชัดเจนยิ่งขึ้นๆ ยิ่งขึ้นน่ะ เห็นมีเกิดญาณทัสสนะ ก็รู้ว่าเราเกิดญาณทัสสนะน่ะ เกิด ญาณทัสสนะ แล้วก็เกิดนิพพิทาวิราคะ เกิดความจาง เบื่อ ไม่เอาแล้วอย่างนี้ โอ้ แต่ก่อนนี้ แหม มันต้องโกรธ อาการโกรธ อาการถือสา อาการพยาบาท อาการ โทสะอย่างนี้มีอยู่ในใจนี่ มันรู้สึกว่ามันจะเป็นปกติ หรือว่าเป็นไปง่าย เป็นไว มีแล้ว มันก็รู้สึก บางทีก็มีความโง่ซ้อนเข้าไปอีกว่า พอได้เกิดโกรธแล้วมัน มันดีนะ ถ้าไม่ โกรธแล้วมัน ไม่มันน่ะ แต่ก่อนเข้าใจผิด มันต้องเกิดความโลภ ต้องอยากได้มาให้ ตน แหม!ได้มาให้ตน แล้วมัน มัน ต้องเกิดราคะ ไอ้ราคะนี่แหละ พาสุข ถ้าได้ เสพสมราคะแล้วมันสุข มันอร่อย แต่ก่อนเขาเข้าใจอย่างนั้น พอมาลดละจางคลาย ก็เห็นว่าโอ๊ มันยิ่งวิเศษกว่า มันเบา มันว่าง มันง่าย มันสุขอย่างวูโปสโมสุข ไม่ใช่ สุขอย่างเสพสม สุขเบา ว่าง ง่าย ไม่ต้องวุ่น ไม่ต้องวาย ไม่ต้องเป็นภาระ ไม่ ต้องอะไร โอ๊ะ มันจะเกิดความเฉลียวฉลาดอย่างนั้นขึ้นมาจริงๆนะ นี่อาตมาอธิบาย ความนะ พวกคุณอาจจะไม่เฉลียวฉลาดอย่างนี้ ตายแล้วราคะจะหมด ก็ตายน่ะซิ เกิดมาเป็นคนทำไมวะ ไม่มีราคะนี่ เสียคนนี่ เสียชาติเกิดน่ะซีนี่ คนบางคนทางโลก เขาว่าอย่างนั้นนะ กามตายด้านก็แย่ซี อะไรอย่างนี้ เขาเข้าใจอย่างนั้นจริงๆนะ ไปหายาโด๊ป ก็ไปซื้อยามาโด๊ป โอ้โห อายุ 70แล้ว ก็ยังต้องกินโสมกิน ยาโด๊ปอะไรต่ออะไร ใครว่าอะไรมันโด๊ปดี เอาทั้งนั้น เชื่อเขาหมดเลย กินขี้หมูขี้หมาอะไรเขาหาว่าเป็นยาโด๊ป ซื้อหมด แพงเท่าไหร่ก็เอา ถูกเขาหลอก ไปตะพึดตะพือ ไม่รู้ว่ามันจริง ไม่จริงน่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อเวลาเรามาปฏิบัติธรรมแล้ว ก็มาเห็นความจริงพวกนี้ เข้าทิศเข้าทาง ทีนี้จุดสำคัญที่มันจะชี้ชัดเลยว่าเราจะไปทางไหน จะเอาอา ริยะจะเอานิพพาน หรือจะเอาโลกียะ ก็คือ พอเรามาปฏิบัติแล้ว เรารู้สึกว่า เอ๊ ไม่ค่อย ยกตัวอย่างง่ายๆ ไปสนุกเพลิดเพลิน ทุกคนเราก็เคยมาทั้งนั้นละนะ แหม มันน่าได้นะ สนุกสนานเพลิดเพลินนี่ มันน่าไปเอา มันน่าไปเสพย์ พอมาปฏิบัติ ธรรมแล้ว เอ๊ ไอ้สุขเพลิดเพลินอย่างนั้น มันจางลง จางลง มันก็จืดลง พอ มันจืดลงๆแล้ว ถ้าไม่มีญาณปัญญาซ้อนลงไปเป็นยถาภูตญาณ หรือเป็นญาณทัสสนะวิเศษ เห็นชัดเจนเลยว่า โอ๊ ทิศทางนิพพาน ทิศทางที่หยุดระงับ สงบ เบา ว่าง ง่าย ไม่ ต้องเป็นภาระ ไม่ต้องมีเวร มีภัย ไม่ต้องไปแสวงหา ไม่ต้องมีอะไรต่อ ไม่ต้องไป สืบทอด ไปต่อมันมาเสพสมสุขสม มาเป็นสุขเป็นทุกข์กันอีก ไม่ต้อง ถ้าอย่างนี้มันดี กว่านะ ถ้าอย่างนี้มันเลิก มันจบ ใจของคุณเองจะเป็นตัวเลือก จะเป็นตัวตัดสินว่า เอ๊ เรามันยังอร่อยอยู่นั่นละนะ ยังเพลิดเพลินอยู่นั่นละ เราจะไปเอาเพลิดเพลินนั้น หรือจะเอาอร่อยนั้น หรือว่าจะมาเอาไอ้ที่ว่า หยุดอร่อย จืด ว่าง เบา จบ มาเอา อันนี้ดีกว่า ใจคุณก็จะเป็นตัวเลือก ถ้าใจคุณไปเลือกเอาเพลิดเพลินเถอะ คุณก็ยัง เป็นปุถุชน คุณก็ยังไม่เป็นอาริยะ คุณก็ยังเอาน่ะ หนักเข้าก็เอาอยู่อย่างนั้นแหละ กี่ชาติๆก็ปุถุมันอยู่อย่างนั้นแหละ ปุถุมันอยู่ อย่างนั้นแหละ จนกระทั่งคุณ..พยายามว่า เอ๊ ปุถุ โดยภาษาหยาบ โดยความหมายหยาบ ก็เห็นอยู่แล้วว่ามันไม่ดีหรอก ไปเป็นปุถุชน มันก็เป็น ต้องไปเสพสม สุขสม ต้องไปเวียนวนอยู่อย่างนั้นน่ะ เพราะ ฉะนั้นไม่เอา เอามาทางนี้ แม้ว่าคุณจะฝืน ฝืนมา พยายามปฏิบัติมาลด มาละ มาจาง มาคลายนี่ ก็จิตลึกๆ ตัวปัญญาญาณของคุณ ความฉลาดเฉลียวของคุณ ลึกๆก็ ยังเอาทางนี้ดีกว่า ฝืนมา ไอ้ตัวฝืนนั้นก็คือ วิปฏิสาร ตัวที่ยังลำบาก ตัวยัง มีเดือดร้อน ตัวยังยาก ตัวยังต้องต่อสู้ นั่นก็คือ วิปฏิสาร จนกระทั่งมาลดละ จางคลายลงได้ ความวิปฏิสารนั้นลดลง ลดลง ความลดลงของความลำบาก นี่แหละ คือกุศลน่ะ นี่แหละคือกุศล เพราะฉะนั้นการปฏิบัติศีล..เอาทีนี้ฟังอีกทีหนึ่ง การปฏิบัติศีล คนที่ไม่ มีปรมัตถ์ เคร่งนะ โอ้โห ไม่ฆ่าสัตว์ ฉันก็ไม่ฆ่าสัตว์ มันดื้อๆ แต่ไม่มีญาณปัญญา ไม่มี ใจระลึก อ่านปรมัตถ์ไม่ออก ปฏิบัติแบบสีลัพพตุปาทาน เขาพาศีลไม่ฆ่าสัตว์ เคร่ง ใครอย่าไปทำ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่ตบยุง ไม่ฆ่ามด ฆ่าริ้น ฆ่าไร ไม่ฆ่าอะไรทั้งนั้น แหละ ซื่อ ตรง เคร่ง ปฏิบัติจน แหม ระมัดระวัง เคร่งดีจนชำนาญ จนเป็นความ ระมัดระวัง ไม่ฆ่าสัตว์ได้เก่ง แต่ไม่เคยเกิดญาณ ไม่เคยมีความรู้อ่านปรมัตถ์ อ่านจิตเจตสิก อ่านกิเลส อ่านอารมณ์ภายในจิตออก ไม่เคย ระมัดระวังเมื่อไหร่ พอ สัมผัสด้วยทวารทั้ง 6 พอสัมผัสแล้วเกิดอาการโกรธ เกิดอาการพยาบาท เกิด อาการไม่ชอบใจ เกิดอาการถือสา ไปถือสาคนอื่นเขาปฏิบัติ ฆ่ามด ฆ่าปลวก ฆ่า โน่นฆ่านี่ ใจ ทำร้ายสัตว์ว่าอย่างนั้นเถอะ ศีล ถือศีลเคร่งข้อ1 ข้อ1 เอาข้อ1 ข้อ เดียวก่อน ก็ถือสาเขาตะพึด แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองก็โกรธเคือง ถือสา แหม ชังน้ำ หน้ามันอะไร จิตใจก็เลยมีแต่กิเลสอยู่อย่างนั้นน่ะ สะสมไม่รู้เรื่อง แต่ตัวเองเก่งนะ เคร่งนะ ตัวเอง.แจ๋วเลย ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ แจ๋ว.. โอ้โหเก่ง เมื่อไหร่ก็ ระมัดระวังได้เก่ง คนๆนี้สีลัพพตุปาทาน ไม่ได้เกิดกุศล แต่ปฏิบัติศีลชำนาญปฏิบัติศีล ได้เคร่ง ปฏิบัติศีลได้แคล่วคล่อง ไม่ขโมย ไม่ลักทรัพย์ แต่ไม่รู้ว่าอาการโลภ อาการอยากได้เป็นอย่างไร ลดละความโลภไม่รู้ อาการราคะศีลข้อ 3 ก็ไม่รู้ กามเป็นยังไง ราคะเป็นยังไงก็ไม่รู้ แต่ฉันไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ผัวเดียว เมีย เดียว กิเลสจะมีเท่าไหร่ เก่าไป เลิก ช่างมัน ก็ฉันไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่ผิดน่ะ แต่ฉันก็ กามจะมาก ราคะจะมากยังไง ไม่รู้ ฉันไม่ได้ผิดผัวเขาเมียใครแล้วน่ะ อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นศีลสีลัพพตุปาทาน อย่างนี้แหละปฏิบัติศีลไม่ได้เกิดกุศล ไม่เกิด กุศล เพราะฉะนั้นปฏิบัติศีลเกิดกุศล คำนี้หมายถึงปรมัตถ์ เพราะท่านบอกทันที เลย ท่านตรัสไว้แล้ว ผู้ปฏิบัติศีลที่เป็นกุศลน่ะ เมื่อปฏิบัติศีลเป็นกุศล ก็จะเกิด จะมี ผลเป็น จะมีผลหรือมีประโยชน์ที่ได้จากปฏิบัตินี้คือเกิดอวิปฏิสาร จะเกิดความลด ความเดือดร้อน ลดความลำบาก ลดความไประลึกถึงไปวุ่นวายอะไรไปเกี่ยว ไปข้องอยู่ เพราะฉะนั้นกุศลก็หมายถึงปรมัตถ์ ไม่ได้หมายถึงว่ามือไม่ไปฆ่าใคร ปากไม่ไปด่าใคร ไม่ไปบอกให้ใครเขาฆ่า ใช่ไหม ไม่ได้บอกว่าอย่างนั้นเลย ผล เป็นยังไง ผลของการปฏิบัติศีลที่เป็นกุศล ผลคืออวิปฏิสาร คือปราโมทย์ คือปิติ คือ สุข อาการของปราโมทย์ ปิติ สุข หลักต่างๆเหล่านั้น คืออาการของสมาธิ ใช่ไหม จนกระทั่งไปถึงเอกัคตานี่แหละ คืออาการของสมาธิใช่ไหม เพราะฉะนั้นปฏิบัติศีล เป็นกุศลต้องเกิดอธิจิตที่เป็นฌาน เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ายิ่งไม่ รู้จิต จักเจตสิกเลย คุณเริ่มต้นไม่มีวิปัสสนาญาณ มีวิปัสสนาญาณก็หมายความว่า คุณ ปฏิบัติแล้วรู้จักสัมผัสแตะต้อง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คุณเจอสัตว์คุณก็สัมผัส กับสัตว์ สัตว์ตัวนี้มันกัดเอา สัตว์ตัวนี้มันทำร้ายเอา เราก็อ่านใจของเราออกว่า เออ สัตว์กัดเราก็ยังไม่โกรธ สัตว์มันทำร้ายเอาก็ไม่โกรธ สัตว์มาด่าเรา สัตว์นี่หมายถึงคนนะ มันถึงด่าเป็นน่ะ สัตว์นี่หมายถึงคนน่ะ ถึงด่าเป็น สัตว์มันมาด่า เรา พอด่าแล้วเราได้ยินด้วยหู โอ รู้คำด่านี่ ภาษาไทย เรามันคนไทย ฟังไทยออก ถ้าด่าด้วยภาษาอังกฤษ เราแปลไม่ออก เราก็ไม่รู้เรื่อง เราก็ไม่โกรธ มันจะด่ายังไงก็ยิ้มเฉย เพราะไม่รู้เรื่อง เราไม่รู้ภาษาอังกฤษ เขาด่าด้วยภาษาอังกฤษ หยาบ คายขนาดไหนก็เฉย เพราะไม่รู้ ทีนี้ด่าภาษาไทย รู้เข้าใจเลย โอ้โห ด่าขนาดไหน รู้เลย แรงขนาดไหนรู้เลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนหรือ เฮ่อะ ไม่ด่าตอบก็ เฮ่อะ ให้มัน รู้ไป นี่เราก็ เข้าใจ พอสัมผัสได้ยินด้วยหูแล้ว อ่านใจทัน ครั้งแรกก็อาจจะ ขึ้นเลยใจ มันโกรธเลย แน่ะ ขึ้นมาแล้วนะแก เสร็จแล้วเราก็มีวิปัสสนาญาณ มีญาณ เห็น วิปัสสะ แปลว่าเห็น ปัสสะ ปัสสี ปัสสานี่ แปลว่าเห็น เห็นเลย เห็นด้วยญาณ นะ ไม่ใช่เอาลูกกะตาโทโล่นี่ไปเห็นนะ ไม่ใช่มังสะจักษุ นี่เป็นทิพยจักษุหรือเป็นญาณ จักษุทิพย์ เป็นธรรมจักษุ เป็นตาธรรมะ เป็นตาใน เห็น เห็นอาการโกรธ กิเลสมัน โกรธขึ้นในใจ ใจมันไม่ได้อยู่ที่สมอง ใจมันไม่ได้อยู่ที่ปลายจมูก ใจมันไม่ได้อยู่ที่หัว ใจสูบฉีดโลหิต มันไม่ได้อยู่นั่น มันอยู่ในร่างกายคูหาสยังแท่งนี้ของเรานี่แหละ มัน อยู่ในนี้แหละ มันไม่อยู่ข้างนอกนะ มันไม่อยู่ที่ โอ๊ ใจเรา ร้อนมันไปร้อนอยู่ที่ โน่นแน่ะ ใบไม้ตรงโน้น มันไม่อยู่ตรงโน้น ร้อนอยู่ ตรงต้นเสาไม้ มันอยู่ในที่นี้แหละ มันอาการนั้นน่ะ อาการโกรธมันเกิดอยู่ในนี้ ตรงไหนก็ไม่รู้ ในคูหาสยังแท่งนี้แหละ จะอ่านออกแล้วรู้เลย โอ้โห อาการมันเป็นอย่างนี้นะใจ อาการมันแหม นี่มันโกรธ แล้ว เรารู้โกรธเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเรากำลังมีญาณ มีวิปัสสนาญาณเห็น เสร็จแล้ว วิปัสสนาญาณนั้น คุณก็วิปัสสนาต่อไปเลย แล้วไปโกรธทำไม เจ้าโง่ ถ้าผู้ชายเขา เรียกไอ้โง่ ผู้หญิงก็เรียกเอง จะเรียกว่ายังไง เราเราก็เลี่ยงไปบ้าง โธ่ เจ้าโง่นี่พูดเพราะ ถ้าเรียกให้มันชัดลงไปหน่อย ตัวเองนะว่าตัวเอง ผู้ชายก็ไอ้โง่ ใครล่ะเราเองนี่แหละโง่ มันโง่ไปโกรธทำไม โกรธอยู่ มันโง่ทั้งนั้นน่ะ อวิชชา โกรธแล้วมันก็ทุกข์ เดือดร้อน มันจะเดือดร้อน ตรงที่มันยิ่งพาให้เราไปโกรธ ไปด่า เขาตอบ ไปตีเขาตอบ ไปชกเขา ไปหาเรื่องต่อไปเลย เป็นเรื่องนี่ เดี๋ยวนี้ก็ แหม ศัพท์คำว่าเป็นเรื่องนี่ขึ้นมาดังเลยนะเดี๋ยวนี้ นี่ก็เป็นเรื่องเป็นราววุ่นวายสืบทอดต่อ ไป ก่อเวรก่อภัย ก่ออะไรต่อไป เพราะฉะนั้น แม้แต่มันเกิดในอาการของจิตเรา ก็รู้แล้วว่ามันไม่ดี เราเรียนรู้ธรรมะ เรียนรู้ชัดมาขนาดนี้ เมื่อเกิดวิปัสสนาญาณ อ่านรู้กิเลสมันเกิด เป็นปัจจุบันนั้นเลย แล้วเราก็พยายามวิปัสสนา ก็คือ รู้ให้ได้ว่าเอ็งลดนะ เอ็งลดนะ เอ็งลดได้นี่ข้าเก่ง แต่ที่จริงก็ตัวเองทั้งนั้นแหละนะ กิเลสตัวเองเกิด แล้วจะทำให้ กิเลสของตัวเองลด เอ็งลดได้ ข้ากับเองนี่ ก็คืออาคันตุเกไง คือแขกจร คือเจ้า กิเลสไง กิเลสมันไม่ใช่ตัวเราหรอก มันเป็นแขกเป็นอาคันตุกะ แขกจร มันเข้ามา มันไม่จรธรรมดา มันมาอยู่ประจำนานแล้ว มันจรประจำ มันประจำอยู่ จนกระทั่งมัน เป็นแขกจริงเลยนะ มันไม่ใช่แขกจรด้วยซ้ำไป มันมายึดครองพื้นที่จิตวิญญาณของเรา เป็นตัวตน เป็นตัวเรา เหมือนตัวเราเป็นตัวเรา ของเราเลยนะ เอามันออกยาก ยากยังไงก็ต้องเอาออก เพราะฉะนั้นเมื่อเราลดได้น่ะ เอ้า ทวน อนิจจานุปัสสี ตัว กิเลสตามรู้ตามเห็น ตัวปัสสีนั่นแหละ อันตามเห็นเลย ทีนี้ตามเห็น แหม มันลด พยายามลด มันกลับไม่ลด มันยิ่งโตขึ้น โตขึ้น นี่ปุถุใหญ่แล้วตอนนี้ หนาขึ้นแล้ว นั่นละ เราก็เป็น ตอนนี้พ้นมิจฉาทิฏฐิแล้วนะ มิจฉาทิฏฐิสูตร สัมผ้สตาด้วยทวารทั้ง 6 แล้ว ก็เกิดผัสสะนี้แล้ว ก็เกิดอาการนี้ เห็นอนิจจัง แต่อนิจจังอันนี้ เป็นอนิจจังปุถุชน มัน ไม่เที่ยง แต่มันขึ้นอีก นี่กิเลสเท่านี้ มันโตขึ้น มันเอาใหญ่เลย ตอนนี้มันสู้ใหญ่ มัน เอาชนะ มันชนะ นั่นเราแพ้ ก็เป็น ขณะนี้ เราถือว่าพ้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว คุณเกิดญาณ คุณเห็นของจริง เห็นปรมัตถ์อย่างนี้แหละ คนเห็นปรมัตถ์อย่างนี้ ถือว่า คุณจะเป็น ปุถุชนอยู่ หรือเป็นอาริยะ ตรงที่กิเลสมันยังไม่ลด แต่มันก็เห็นอนิจจังแล้ว เห็นความ ไม่เที่ยงแล้ว ไม่เที่ยง แต่มันมากขึ้น มันไม่อยู่เท่าเดิม มันไม่เท่าเก่า มันมากขึ้น นี่ อนิจจังปุถุชน ทีนี้เราก็ต้องใช้ สมรรถนะ ใช้ความสามารถ ที่จะใช้สมถะ การกดข่ม หยุด ระงับ บีบคอมันเลย กิเลสคอมันอยู่ตรงไหน ไม่รู้นะ บีบให้ถูกก็แล้วกัน บีบคอ มันเลย เอาให้มันลดด้วยกำลังด้วยเรี่ยวแรง เรียกว่า วิกขัมภนปหาน ปหานด้วยกด ด้วยข่ม วิกขัมภนะ ก็แปลว่ากดข่มด้วยเรี่ยวด้วยแรง มันก็ลดลงจางคลายลง ก็ยังได้ นั่นเป็นวิธีปหานที่ 1 มันลดลง ตามเห็นความจางคลาย วิราคานุปัสสี ตามเห็นความ ลดลง คุณมีญาณ คุณเห็น เออ มันลดลงแล้ว มันไม่เที่ยง เราชนะ ตอนนี้เป็นอาริยะ ตอนนี้แหละ เหตุแห่งทุกข์ก็คือตัวกิเลสตัวนั้น ตอนนี้เข้าขั้นทุกข์แล้ว ลดสักกายะแล้ว สักกายทิฏฐิสูตร มีผัสสะเป็นปัจจัย ในนี้มีใช่ไหม ในเล่ม ทีนี้เราก็ตามเห็นทุกข์ เรา รู้แล้วว่ามันทุกข์นี่ มันพาเราทุกข์ มัน มันวิปฏิสาร มันเดือดร้อนอยู่นะ สู้กับมันนี่ ก็เดือดร้อน ที่อธิบายไปแล้วว่าวิปฏิสารในตัวมันเอง คือมันยังลดละไม่ได้นี่ มัน ก็เดือดร้อนวุ่นวายเรา มันทำออกไปจนกระทั่งถึงข้างนอก วุ่นวายไปใหญ่ เดือดร้อนไปมาก ตอนนี้มันก็ลดลงได้ พอลดลงได้นี่ คือลดทุกข์ ลดเหตุแห่งทุกข์ นี่ แหละคือ ด้วยความเป็นทุกข์ในสักกายทิฏฐิสูตรนี่ เห็นด้วยความเป็นอนิจจัง เราก็ เห็นแล้วด้วยความเป็นอนิจจัง อนิจจังปุถุชนก็เห็นแล้ว มันเป็นความอนิจจัง อย่าง ปุถุชน ลดมันได้ เห็นแล้วว่า เป็นความอนิจจังอย่างอาริยะ ด้วยความเป็นทุกข์ เห็นแล้วว่าเป็นทุกข์ตามตัวเหตุทุกข์ ทุกข์ต้องปหาน.. ต้องฆ่ามัน ต้องลดมัน ฆ่าได้ ลดได้ ทุกข์ก็ต้องลด คุณฆ่าได้ทันทีเลยว่า ฆ่าจนมันไม่มีบทบาทเลย ฆ่าด้วยถึงขั้น วิปัสสนา ถึงขั้นญาณเลย ไม่ใช่ไปแค่วิกขัมภนปหาน ไม่ใช่แค่ตทังคปหาน ทำได้เป็น ครั้งเป็นคราว ตทังคปหาน เรียกว่าเป็นครั้งคราว ได้ทีละครั้ง 2ครั้ง ไม่ใช่เท่านั้น ทำซ้ำ ปฏิปัสสัทธิปหาน ทำบ่อย ทำให้มันสงบระงับลงให้ได้ บ่อยๆ ทวนไปทวนมา ปฏิก็คือทวนไปทวนมา จนเก่ง เป็นนิสสรณปหาน นิสสรณปหาน หมายความว่า เร็ว สลัดคืน สลัดออกได้เร็วน่ะ ทำได้รวดเร็ว จนถึงได้สมุจเฉทปหาน คุณก็ฝึกไปอย่าง นั้นแหละ ทำให้มาก ทำให้เจริญให้มาก คบคุ้นการทำ คบคุ้นการทำนี่ให้มาก เรียก ว่าอาเสวนา คบคุ้นการฝึกการฝึกฝนอย่างนี้ให้มาก อาเสวนา ภาวนาพหุลีกัมมัง เมื่อคุณรู้วิธีอย่างนี้แล้ว คุณจง อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมังน่ะ นี่เป็นสูตร นี่เป็น สูตรสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนว่า เมื่อเรารู้ เมื่อเรารู้ทาง เมื่อเรารู้ทาง แล้ว แล้วเราจะทำอย่างไร เมื่อรู้ทางแล้ว คุณก็ต้องปฏิบัติให้เข้าทางนั้น เป็นสัมมา อาริยมรรค ปฏิบัติเสพคุ้นทางนั้น ทำด้วยทางนั้น ทำด้วยวิธีการนั้น ทำด้วยอย่างนั้น ลักษณะอย่างนั้นเรียกว่า อาเสวนา เสพคุ้น คบคุ้นการกระทำอย่างนั้น ให้เสมอ ให้ ภาวนา ให้เกิดความเจริญ ให้เกิดผล ภาวนาคือทำให้เกิดผล ให้มันเกิดผล ให้เกิด เจริญ ทำให้มาก พหุลี กัมมัง ทำให้มาก ทำให้บ่อยเสมอๆ เพราะฉะนั้นผู้ใดทำจนกระทั่งเกิดสภาพทุกข์ ลดทุกข์ได้ จนสักกายะ ก็ คือตัวตนของกิเลส บอกแล้วว่ากิเลสมันมี 3 ขนาด ขนาดสักกายะ อัตตานี่กลางๆ เราเรียกทั่วไป เราก็เรียกอัตตา กิเลสตัวตน อัตตา สักกายะ อัตตา อาสวะ สุดท้ายลดลงไปได้เรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือเศษเหลือธุลี เหลือส่วนสุดท้าย แล้วก็ ตามไปทำลายอาสวะ ให้ได้สิ้น ก็หมดตัวตน เพราะฉะนั้นอัตตานุทิฏฐิสูตรด้วยความ เป็นอนัตตา ผู้ใดเปิดอยู่นั่น ก็ดูมันมีต่างกัน 3 สูตรนั่น จะไปต่างกันอยู่ตรงคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้นแหละ 3 สูตรนั่นน่ะ อ่านดีๆมีเวลาว่างไปอ่าน ตอน นี้อาจจะอ่านไม่ทันก็ อาตมาพูดให้ฟังก่อนน่ะ คำบรรยาย ในสูตร 3 สูตรนี้ เหมือน กันทุกคำ ต่างกันอยู่ตรงคำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเท่านั้น 3 สูตรนี้ นอกนั้น เหมือนกันหมด นี่ของพระพุทธเจ้านั่นเหมือนกันเปรี๊ยะนั่น ผิดกันตรงนี้ ไปอ่านดู มิจฉาทิฏฐิสูตร สักกายทิฏฐิสูตร อัตตานุทิฏฐิสูตรนั่น เหมือนกันเปรี๊ยะ ผิดกันตรงคำ ว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ไปอ่านดู ไม่ได้ แกล้งพูดหรอก จริงๆ ผิดกันอยู่ 3ตัว ผิดกันอยู่เท่านั้นแหละ 3 คำเท่านั้น แต่ยิ่งใหญ่กว่าจะปฏิบัติได้ทั้ง 3 ลักษณะนี้ หมด เรียกว่าไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะฉะนั้นคำว่าไตรลักษณ์ คำนี้ที่เรียนกันมานี่ เอ้อ ทุกอย่างก็เป็น อนิจจัง ทุกอย่างก็เป็นทุกขัง ทุกอย่างก็เป็นอนัตตา ก็จริงภาษาพูดน่ะ แล้วก็ตรรก นึกคิดอะไรเอาก็ไม่เที่ยง อะไรก็เป็นทุกข์ แล้วมันลดทุกข์ได้ไหมเล่า ลดเหตุแห่ง ทุกข์ได้หรือยัง ไม่ได้ อนัตตาละ เออ!อะไรก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ก็เข้าใจแล้ว ไป ยึดมั่นถือมั่นมันทำไม แต่นี่อนัตตานี่ เห็นชัดเจนเลยว่ากิเลสของเรานั่นน่ะ ตัวที่เรา ทำมันมาตั้งแต่มันเป็นสักกายะ ลดลงจางคลายลงมา ตามเห็นวิราคานุปัสสี ตาม เห็นนิโรธานุปัสสี ตอนนี้มีอนุปัสสี 4 เห็นเลยนะ ญาณคุณจะต้องเห็น เกิดการเห็นของจริงตามความเป็นจริงนะ ไม่ใช่ว่าอาตมาพูดนี่จะรู้แต่ภาษา แล้วมันจะเห็นเมื่อ ไหร่ ก็ไม่รู้ อยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ไม่รู้ คน คนนั้นก็ไม่ได้เกิดของจริง มันต้องเกิดของ จริงของเรา อ่านขณะใดที่กำลังปฏิบัติ ยิ่งเห็นของจริง หลัดๆโทนโท่เลย นี่ แน่ะจัดการเลย เราเป็นนักรบ เราก็เห็นมันจางคลาย เห็นมันดับ นิโรธานุปัสสี ทำ บ่อยๆ จนกระทั่งมันดับ มันไม่มีอาการแล้ว กิเลสนี่มันแน่นิ่งไปแล้ว จะสลบไปชั่ว คราวก็ตาม จนมันดับสนิท มันไม่ใช่สลบหรอก มันดับ เมื่อไหร่มาสัมผัสอีก โอกาส หน้าเมื่อนั่นเมื่อนี่ เหตุปัจจัยอย่างเก่ามากระทบสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว เฮ้ ตามดูจิตมันตาย มันไม่เกิดเหมือนก่อนแฮ่ะ มันดับแฮะ คุณก็ชักจะแน่ะ เห็นดับแล้ว นิโรธานุปัสสี ในโอกาสทางอื่นอีก มีสัมผัสเป้นปัจจัย มีปฏินิสสัคคะ มี การสลัดคืน แต่ก่อนนี้ก็ไม่สัมผัสอย่างที่เรียกว่า สัมผัสอย่างตั้งใจ สัมผัสอย่างสำรวม สัมผัสอย่างมีวิตกวิจาร สัมผัสอย่างเคร่งคุม หนักๆเข้าก็ไม่ต้องเคร่งคุมนัก ปล่อย ว่าอย่างนั้นเถอะ มันสัมผัสไม่รู้ตัวบ้าง รู้โอกาสบ้าง ไม่ได้ตั้งใจ สัมผัสปั๊บ เอ๊ะกิเลสมันก็ไม่เกิด หรือมันเกิดแฮะ นี่ไม่ได้ระวัง ไม่ได้ระวัง เกิดแฮะ เกิดแฮะ แล้วเราก็จะรู้ ยัง ยังไม่สนิทหรอก ก็เหมือนกันกับที่ท่านตรัสไว้ ในศรัทธาสูตร ให้มีสู่บริษัท สู่เหตุปัจจัย เหตุปัจจัยที่แรงขึ้น เหตุปัจจัยที่ยั่วยุขึ้น ในเมถุนสังโยค 7 ไปถึงขั้น ขั้นที่ 6 ขั้น ขั้น ที่ 6 ว่ายังไงขั้นที่ 6 หา..หานั่นละ ถึงขั้นสัมผัสกับบุตรคหบดี พรั่งพร้อมไปด้วย เบญจกามคุณ โอ้โฮ เป็นลูกคนรวยด้วยนะ บุตรคหบดีนี่ พรั่งพร้อมไปด้วยเบญจ กามคุณ ก็หมายความว่า รูปก็หล่อ พ่อก็รวย นี่หมายความว่าอย่างนั้นนะ ข้อนี้หมาย ความว่า รูปก็หล่อ รูปก็หล่อ พ่อก็รวย บุตรคหบดีที่พรั่งพร้อมไปด้วยเบญจกามคุณ หมายความว่ากระทบสัมผัสแล้ว แหม! มันจะทำให้เกิดราคะได้อย่างแรง สรุปก็คือ หมายความว่า สิ่งที่มันสัมผัสนั้น มันเป็นสิ่งที่ยั่วยวนอย่างดุเดือด ก่อให้เกิดกิเลส อย่างแรง แต่เราก็สู้ได้ หลีกเร้นไปแล้ว ห่างเว้นไปแล้ว มันก็ได้ ทนได้ ไม่กระทบ ไม่สัมผัสมัน ก็สู้ได้ มันไม่ได้มีอะไรมายั่ว มันก็เงียบ มันก็สงบ ดีไม่ดีแถมกดมันซ้ำ เสียอีกแน่ะ สะกดจิตนี่แหละ กดมันซ้ำ แหม นั่งสะกดจิตตลอดเวลา มันจะขึ้นมาได้ ยังไงอะไรกระทบ กระทุ้งก็ไม่มี พวกพระป่า พวกพระป่าสะกด สะกดจิตน่ะสะกด คือ ปฏิบัติไม่ได้มีมรรคองค์ 8 ไม่ได้มีทิศทางมรรคองค์ 8 น่ะ มันก็ไม่ได้รู้ ไม่เกิด หรอก มันก็เก่ง ชำนาญนะ มีสมรรถนะ มีความเชี่ยวชาญสูง ทีนี้ของพระพุทธเจ้านี่ ไม่ใช่สะกดจิต แบบสะกดให้มันหายไปอย่างนั้น รวมจิต ให้มันมามีพลังรวม เสร็จ แล้วก็ยิ่งรู้มาก มันจะเกิดอาการในตัวของมัน หรือมันจะ..รู้ในตัวของมันเอง อย่าง ไรๆมันก็จะเข้าใจ โอ เรารวมจิตมาแล้ว จิตของเราเป็นตัวของเราอย่างนี้ พอนั่ง สมาธิเข้า ก็จิตของเรารวมมา มันจะมีอาการอย่างไรก็ เกิดก็เกิด ดูมัน ดูที่จิตมันเกิด มันมีอาการ เดี๋ยวมันก็ฟุ้งไปหากาม ฟุ้งไปหาพยาบาท อะไร..มันจะมีตัวจริง ไม่ใช่ไปกดแต่มันจะคิดไปเอง อย่าทำอะไรขึ้นมานะ เอ็งจะต้องไม่รู้สึกนะ กด มันตะพึดน่ะพวกฤาษีปฏิบัติกาม เอ๊ย ปฏิบัติสมาธิอย่างผิดๆ ปฏิบัติสะกดจิต กดมันเข้า ไป ไม่นึก ไม่คิด ไม่อะไรต่างๆ อย่างนี้มันก็ได้ วิธีนั้นก็ได้ แต่มันไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้านั้น จะต้องมีสติ รู้ความจริงตามความเป็นจริง นั่ง สมาธิก็ดูอารมณ์จิต รวม ไม่ต้องไปคิดฟุ้งซ่านอะไรอื่น แม้แต่มันกำลังอยู่ในภพ เวลา นั่งสมาธิเป็นเจโตสมถะนี่ เราดูจิตในภพของเรา ให้จิตมันอยู่ที่นี่แหละ เป็น เอกัคตาอยู่ในนี้ แล้วมันจะฟุ้งอะไร มันเป็นกาม เป็นพยาบาท เรารู้อาการของมัน หรือมันไม่ได้ไปชอบ จนมัน..พอนั่งสมาธิเข้าก็เอาเลย กามก็ไม่เอาแล้ว พยาบาทก็ ไม่เอาแล้วมันจะหลับลูกเดียว จะได้รู้ว่าโอ้โหย ไอ้หน้าถีนมิทธะ พอหลับตาเข้าเท่า นั้นละ ไม่ต้องอะไรละ เอาเลย ดิ่งเลย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive