390408 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 8 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2539
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์158 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

390408 กรรมฐานของอาริยชน ตอนที่ 8 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ที่ศาลีอโศก เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2539 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก อ.ไพศาลี นครสวรรค์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 20

พูดไปแล้ว อาตมาบอกไปแล้วนะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะเข้ามาสมัครนั้น ก็ต้องมาช่วยกันจริงๆ ในเรื่องของการศึกษา จะว่าเป็นระบบวิธีก็เป็นระบบวิธีของเรา แต่นอกระบบของส่วนใหญ่ทางการหรือรัฐบาล ที่เขาต้องดูแลควบคุมกันจริงๆ นอกระบบทางโน้นเขา แต่ก็เป็นระบบของพวกเรา ที่เป็นระบบก็หมายความว่า เราเจตนาแล้วก็ตั้งโครงสร้างตั้งแบบแผนกันขึ้นมา มีข้อบังคับ มีระเบียบมีกฎมีหลักมีวินัยอะไรไปในตัว มีข้อสัญญากำหนดระบุว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้อะไรอย่างนี้เป็น ต้น ถ้านอกกว่าหลักเกณฑ์นั้นๆ เราก็ไม่ให้เป็นไปตามนั้น หรือเป็นไปตามนั้น สิ่งที่ ไม่ก็คือไม่ สิ่งที่เอาก็คือเอา อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นข้อกำหนดกันจริงๆ มีหลัก ฐานยืนยันเอามาเปิด แล้วมาตรวจมาตรา มาตรวจสอบอะไรก็ตรงตามนั้น ระบุ เอาไว้เป็นหลักฐานเลย ไม่ใช่เป็นความเข้าใจที่จำไว้ได้เฉพาะในความจำของคน แล้วก็เอาความจำนั้นๆ เป็นหลักเท่านั้น มีตราไว้เป็นหลักฐาน มีตัวหนังสือ มีบท บัญญัติอะไรกำหนดเอาไว้ อย่างมีทั้งการกำหนดด้วยปาก แล้วก็การบันทึก ด้วยตัวหนังสือ กำหนดกันจริงๆ จะเป็นแหล่งศึกษาที่อาตมาเจตนาจริงๆ จะให้เป็น ธรรมชาติ ให้ศึกษาเป็นธรรมชาติ ที่อาตมาเคยเล่าให้ฟังว่า เราลองนึกๆ ย้อน ไปถึงร้อยปีที่แล้ว เดาเอาก็ได้นะ เดาไป ถ้าระลึกถึงได้แค่ไหนก็แล้วแต่ ร้อยปี ที่แล้ว เก้าสิบปีที่แล้ว แปดสิบปีที่แล้ว เจ็ดสิบปีที่แล้ว ห้าสิบปีที่แล้ว อะไรอย่างนี้ เราไม่ได้มีมหาวิทยาลัยอย่างทุกวันนี้หรอกในเมืองไทย ในเหล่าชาวคนไทยเรานี่ เราไม่มีมหาวิทยาลัย เราไม่มีโ

อ่านต่อ

รงเรียน ห้าสิบปีอาจจะมีแล้ว ร้อยปีที่แล้วยังไม่มี ร้อยปีที่แล้วยังไม่มีระลึกไปซิ ยุครัตนโกสินทร์นี่สองร้อยกว่าปี โรงเรียนร้อยกว่าปีนี่ ยังไม่มี มีก็เรียนกันในวังผู้ที่ได้เรียน ก็คือลูกชาวรั้วชาววังอะไรนั่น ได้เรียน มี ครูมาสอน มานั่งเรียนกันไปเป็นโรงเรียนที่เป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้มันยังไม่มี แต่เราก็ต้องศึกษา คนเราก็ได้ศึกษาโดยธรรมชาติ ศึกษาอะไร? ศึกษาการยังชีวิตอยู่ ศึกษาการเจริญของชีวิต ศึกษา คนที่ใฝ่ดีซึ่งมีธาตุใฝ่ดีของมนุษย์มันมี ก็ศึกษาฝึกฝนไป พ่อแม่พี่น้องผู้ใหญ่หรือว่าผู้ที่เป็นมาก่อนรู้มาก่อน เข้าใจความดี ความไม่ดีมาก่อน ก็ถ่ายทอด อบรมสั่งสอนแนะนำ ดุเหมือนกันสมัยโบราณก็ดุ ผู้ใดไม่ทำดีก็ดุ พยายามให้ดี ให้เลิกสิ่งไม่ดีเหมือนกันน่ะ จึงเรียกว่าการศึกษา ศึกษามาแต่ไหน แต่ไหน มนุษยชาติหรือสัตว์โลกมันก็ศึกษา แม้แต่สัตว์โลกมันก็สอนกัน แม่นกมันก็สอน ลูกนก แม่วัวก็สอนลูกวัว แม่หมาก็สอนลูกหมา มันก็สอนกันมาแต่ไหนแต่ไรเลย ตั้งแต่เดรัจฉานจนกระทั่งถึงมนุษย์ ศึกษากันมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้น การศึกษาที่ยังชีวิตรอดมาได้ชั่วนาตาปี ไม่รู้กี่ยุค กี่สมัย กี่ชาติ กี่ปาง กี่ปีมาแล้วก็ตาม มันก็สอนกันมาถ่ายทอดกันมาทั้งนั้น แล้วก็อยู่รอดกัน มาได้ ทีนี้ศึกษาอะไรจะยังชีวิตไปดีที่สุด ทางด้านจิตวิญญาณ หรือว่าทาง ด้านนิสัยใจคอ มันก็เรื่องของคุณธรรม ทางด้านการสร้างสรร การกระทำ มันก็ เรื่องของการงาน ซึ่งมีความรู้ประกอบในนั้นทั้งนั้น คุณธรรมก็มีความรู้ประกอบ การงานก็มีความรู้ประกอบ คนที่ทำการงานอะไรเป็น ปัดกวาดเป็น ก็ต้องมี ความรู้ รู้ระดับใดระดับหนึ่ง หรือรู้ดี จะกวาดเป็น จะเช็ดจะถูเป็น จะทำโน่นทำนี่ จะก่อจะสร้าง จะหุงข้าวเป็น จะปลูกข้าวเป็น จะปลูกผัก ปลูกพืชเป็น จะทำรูป นั้นรูปนี้ จะสร้างนั่นสร้างนี่ จะก่อนั่นก่อนี้ อะไรขึ้นมาก็แล้วแต่ ก็ต้องมีความรู้ใน นั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่ทำเป็นน่ะ ย่อมมีความรู้อยู่ในการกระทำที่ตนทำเป็นนั้นๆ เป็น ธรรมดา ส่วนความรู้ที่รู้มากขึ้น อะไรบกพร่องอะไรขาดหาย อะไรมันไม่มี ค้น หามาใหม่ ก่อเกิดรังสรรค์อะไรขึ้นมาเพิ่มเติม สิ่งที่ขาดเอามาทดแทนอะไรก็แล้ว แต่ หรือว่ามีอะไรอยู่ในโลกอยู่ในโลกนี้ เป็นวัตถุดิบเป็นทรัพยากรเป็นอะไรต่อ อะไรต่างๆนานา ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณธาตุอะไรต่างๆนานา ไม่รู้ ก็พยายามศึกษาค้นคว้าให้มันรู้รายละเอียดขึ้นไป ก็ศึกษา ก็มีความรู้ในนั้นเพิ่มเติม และเราก็สามารถที่จะรู้เท่าทันเหตุปัจจัย แล้วเอามาใช้ เอามาเป็นประโยชน์ได้ ก็มีความรู้อย่างนั้นเหมือนกัน สมัยโบราณก็รู้ รู้อย่างสมัยโบราณ มาสมัยนี้ก็รู้ มี อุปกรณ์เครื่องเสริมช่วยให้รู้อีกเยอะแยะมากมาย ทีนี้มันมีความรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้ที่ฉลาดเอาเปรียบ รู้เล่ห์ รู้ ความสลับซับซ้อนของอะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ ที่คนอื่นรู้ไม่เท่าทัน นี่แหละคนมีมาก กว่าสัตว์เดรัจฉานเยอะเลย คิดจริงๆเลยนะ คิดไอ้เรื่องเล่ห์เรื่องความรู้ไอ้ที่มัน เอาเปรียบเอารัดคนอื่นเขานี่ คิดจริงๆ คนคิดจริงๆเลยนะ แล้วก็มีมากมาย เอา มาใช้ถ่ายทอดกันมาจนทุกวันนี้เยอะแยะ หลายผู้หลายคน ก็ติดนิสัยติดตัวเอง มาเยอะกันเหมือนกัน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เป็นอย่างนี้เลย ไอ้นี่น่ะ คือความรู้ ที่ไม่น่ารู้ เราไม่รู้เราก็ไม่โง่นะ ที่ไม่รู้ว่าเล่ห์จะเอาเปรียบเอารัดใครคืออะไรนี่ เราไม่รู้ เราก็ไม่ถือว่าเราไม่โง่หรอก ไม่ถือว่าเราเองเราตกต่ำตกด้อย มี ความด้อยอะไร มันไม่ถือน่ะ เพราะฉะนั้น ความฉลาดที่อาตมาแบ่งเป็นเฉกตา ที่ ภาษาบาลีภาษาพระพุทธเจ้า กับปัญญานี่ แบ่งเป็นความฉลาดสองอย่างนี่ ทางศาสนา เขามาพยายามศึกษาปัญญา ไม่ได้ศึกษาเฉกตาแต่คนนั่นน่ะ มันไปศึกษาเฉกตากัน เสียเยอะ เฉกะ เฉโก ฉลาด ซึ่งแปลว่าความฉลาด เฉกะนี่ ภาษาบาลีแปลว่า ความฉลาด จนกระทั่งแม้แต่คนไทยก็รู้ดี ถ้ามาเรียกว่าไอ้คนนี้โอ้โห! เฉโกชะมัด เลย แหม เยี่ยม เฉโกเยี่ยม เราก็ไม่รับ บางคนรู้เหมือนกันนะ ว่า เฉโกคืออะไร รู้เหมือนกันว่า มันไม่ตรง มันเบี้ยวๆ มันมีเหลี่ยม มันไม่ดีน่ะ รู้ว่า มันไม่ดี ความจริงมันแปลว่าความเฉลียวฉลาดนี่แหละ เฉกะ เฉโก เฉกตา ความเฉลียวฉลาดนี่แหละ ทีนี้เฉลียวฉลาดอันนี้ มาใช้จนกระทั่งคนไทยก็รู้ดี อย่า มาเรียกข้าว่าเฉโกนะ ถึงแม้ว่าจะฉลาดข้าก็ไม่รับทั้งๆที่ข้ามีมากด้วย (หัวเราะ) ข้าก็ไม่รับว่าข้าเฉโก ไม่รับ คนทุกวันนี้ ศึกษากันนี่ อาตมาบอกได้เลยว่า ศึกษาไปได้เฉโกมากกว่า ปัญญา มหาวิทยาลัยต่างๆหรือสถานศึกษาสถาบันศึกษาไหนๆก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่น่ะ ศึกษาได้เฉพาะเฉกตามากกว่าปัญญา ปัญญานี่มันเป็นความฉลาดที่รู้สัจธรรม รู้ความ ลึกซึ้งของสัจธรรม รู้จักคุณค่าของความดีความชั่ว รู้กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพพยากตาธัมมา นั่นคือปัญญา ความฉลาดที่รู้ความจริงว่าอะไรดีแท้ อะไรไม่ดี แท้ อะไรที่ไม่ติดทั้งความดี และความไม่ดี อัพพยากตา คือความไม่ติดยึด เป็น ดีเป็นไม่ดี ไม่มีดี คือ ไม่มีนี่หมายความว่า เราวางใจของเรา แต่ที่จริง เรามีนะ อันนี้เป็นปฏินิสสัคคะ เดี๋ยววันนี้จะได้ขยายความเรื่องปฏินิสสัคคะ สัจจะย้อน สภาพ เรามีความดี เรายังกุศลให้ถึงพร้อม มีกุศลไม่สันโดษในกุศลโน่นแหละ มีชีวิตอยู่เราก็ยังกุศลให้ถึงพร้อม พยายามสร้างกุศลให้สำเร็จ สร้างกุศลให้ไปให้มีให้มากขึ้นไป แล้วก็ได้อาศัยกุศล แต่ในใจลึกๆ เราต้องทำความปล่อย อย่ายึด ติดกุศลนั้นเป็นเรา เรียกว่าอัตตา เป็นของเราเรียกว่าอัตตนียา อย่าทำใจอย่าง นั้นจริงๆเลย อย่าทำใจไปยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา ทั้งๆที่มันเป็นเรา ทั้งๆที่มัน เป็นของเรา มันเป็นแท้ๆเลยนะ มันเป็นเรา มันเป็นของเรา เพราะว่าเราทำ เราสร้าง เราก่อเป็นกรรมเป็นวิบาก เป็นกรรมเป็นวิบาก ที่เราก่อเราสร้างขึ้น มาจริงๆ แล้วมันก็เป็นกัมมัสสกตา เป็นกัมมัสสกะ เป็นของเรา กรรมเป็นของๆ เรา เราทำแล้วก็เป็นของๆเรา ติดเป็นกัมมัสสกตา เป็นกรรมเป็นวิบาก ไม่ ได้ติดไว้แต่เฉพาะชาตินี้นะ ไปกับชาติไหนๆ ก็มีไปด้วย ไม่มีการล้างบาป ล้าง บุญศาสนาพุทธนี่ ใครทำไว้ตั้งแต่ปางไหน แสนชาติที่แล้วก็อยู่ แต่คุณระลึกไม่ออก ถ้าคุณมาสร้างฌาน สร้างจิตวิญญาณให้เก่ง มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกย้อนชาติไป ได้ เหมือนพระพุทธเจ้า ท่านทรงสร้างความสามารถระลึกย้อนชาติไปได้ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติ แสนชาติ ท่านก็ระลึกเจอ มันไม่ไปไหนหรอก มันอยู่ หลาย แสนชาติ หลายวัฏฏะกัปป์ วิวัฏกัป สังวัฏกัป วิวัฏกัป ไปตั้งไม่รู้กี่กัป ต่อกี่กัปป์ มันก็อยู่จนระลึกไปไม่ถึงว่ามันมีอะไรอีก มันระลึกไม่ถึง (หัวเราะ) มันก็ยังอยู่แต่มันระลึกไปไม่ถึง แต่คุณระลึกชาติที่แล้ว ยังไม่ออกเลย แต่ก็ไม่ได้ หมายความว่า คุณไม่มี ไม่ได้หมายความว่าทิ้งไปแล้ว ไม่เป็นของเราแล้วไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ในสิ่งที่เรามีเป็นบาปเป็นบุญ เป็นดีเป็นชั่ว ดีมากดี น้อย เราทำทั้งนั้นละกรรมเป็นของเราทำ แม้แต่คุณเริ่มคิดเริ่มดำริ มันไม่ เจตนาจะดำริ มันก็เป็น คำตรัสของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกขเว ภิกษุทั้งหลาย เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ กรรมที่ได้ทำออกไปแล้วโดยเจตนา เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า กรรมที่ได้ทำออกไปโดย เจตนานั่นน่ะ จึงเรียกว่ากรรม แล้วเขาก็ไปแปลว่าถือเป็นความผิดตรงนั้น หรือถือ เป็นสิ่งที่เป็นที่มีตรงนั้น ความจริงไม่ใช่ ความจริงน่ะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้ ใด ท่านตรัสเอาไปประกอบกับอาบัติเท่านั้น ผู้ใดเจตนาทำอาบัติด้วยเจตนา ทำผิด ด้วยเจตนา ผู้นั้นน่ะถือว่ารับกรรม รับโทษ รับอาบัติ แต่เขาไม่เข้าใจกันอย่างนั้น เขาเข้าใจไปเป็นกรรมทุกอย่าง แล้วก็ถือว่าใครไม่มีเจตนาแล้ว อันนั้นไม่เกิดเป็น กรรม ไม่เกิดเป็นวิบาก ไม่ใช่ เอาเจตนาสูตรมาอ่านก็ได้ อาตมาไม่ได้อ่าน ที่จริง ตั้งใจมาเหมือนกันว่า จะอ่านสูตรนี้ให้ฟัง เมื่อวานนี้ อ่านสูตรที่หนึ่งของพระไตรปิฎก เล่ม 24 ดี๊ดี เล่มนี้ ทสกนิบาต คือรวมเอาไว้ สูตรทสกนิบาต ก็คือหมวด ของหมวดของที่มีสิบข้อ สิบหลัก สูตรต่างๆนี่ จะรวบรวมที่มีห้วข้อคำสอนเป็นสิบ เป็นสิบหลักอย่างมาก เมื่อวานนี้ ได้อ่านกิมัตถิยสูตร ถึงว่าด้วยศีลที่เป็นกุศลแล้ว เดี๋ยวจะอธิบายศีลที่เป็นกุศลด้วยว่า มีผู้ถามเหมือนกันว่า แล้วศีลที่เป็นกุศล มันเป็น ยังไง มันเป็นกุศล แล้วศีลไม่เป็นกุศล มันเป็นยังไง? พวกเรานี่ฉลาดจริงๆนะ โอ้โฮ! ซักละเอียดลออเลยนะ ถ้าไม่ใช่อาตมานี่จะทำยังไง จะตอบไหวเหรอ (หัวเราะ) ซัก ซักจริงๆเลย ซักจนกระทั่งโอ้โฮ! ซักอย่างนี้ ก็ซักได้ด้วยหนอ แล้วเราจะต้อง เออ จริงด้วยนะ มันก็น่าจะละเอียดลงไปถึงตรงนั้น ก็ดีน่ะ ถ้า พวกเราไม่ฉลาด ก็ไม่ซักมาก ไม่ซักมาก ก็ไม่ละเอียดมาก แต่ซักมาก ก็ดี ก็ ละเอียดมาก อาตมาก็ต้องทำความลึก ความละเอียดนั้นออกมาให้อีก มีก็เอาออก มา มันไม่มีก็หมด หมดภูมิ (หัวเราะ) มันมีอยู่ก็เอาภูมินั้นออกมานะ เมื่อวานนี้ ได้อธิบายว่าศีลที่เป็นกุศลคือหมายความว่าเจริญ กุศลนี่ หมายความว่าดี เจริญ ฉลาด กุศลนี่ มันถูกทางดี ถูกทางเจริญ ว่าปฏิบัติศีลเป็น กุศลแล้ว จะยังความเป็นอรหันต์ ความเป็นพระอรหันต์ได้โดยลำดับ ความ เป็นอรหันต์ให้บริบูรณ์ได้โดยลำดับ ศีลที่เป็นกุศล เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติศีล กันไม่เป็นกุศล มันก็ไม่เป็นอรหันต์กันแน่ เมื่อศีลไม่พาให้เป็นอรหันต์ก็แสดงว่า ปฏิบัติศีลไม่เป็นกุศล ใช่มั้ย ถ้าพระปฏิบัติศีลให้เป็นกุศลได้จึงจะไปสู่ความเป็นอรหันต์ ให้บริบูรณ์โดยลำดับ เอาละ เดี๋ยวค่อยขยายความอีก เพราะว่าพวกนี้เราต้องพูด กันซ้ำซาก ขยายความไป เมื่อวานนี้พูดไปแล้ว สิบหลัก สิบตัว นับตัวศีลด้วย ศีลแล้วก็ถึงอวิปฏิสาร ปราโมทย์ ปีติอะไรไล่ไปครบสิบตัว ทีนี้สูตรที่สองต่อมาก็คือ เจตนาสูตร เป็นเจตนาโดยตรง "ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีล ไม่ต้องทำเจตนา" เห็นมั้ย เมื่อผู้ใดมีศีลนั้นแล้ว ได้ศีลนั้นแล้ว ไม่มีเจตนาเลยนะ แล้วมันจะเป็นกรรมมั้ย (หัวเราะ) เป็นแน่นอน มีแน่นอน เกิดอยู่ที่เราแน่นอน ใช่มั้ย? "บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีล ไม่ต้องทำเจตนาว่าขออวิปฏิสารจงเกิดขึ้นแก่ เรา" ว่างั้นนะ (หัวเราะ) ผู้ที่ทำได้แล้ว เป็นกรรมนั้นแล้วใช่มั้ย มีอวิปฏิสารนั้นคือว่าไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่มีความลำบาก ไม่มีความยาก ไม่มีความต้องเพียรพยายามอะไรแล้ว ไม่ต้องแล้วนี่นะเสร็จแล้วก็เลยต้อง ต้องมี เจตนาต่อ ผู้นี้ทำได้แล้วนะ สมมุติว่าทำได้แล้วนะ เป็นกรรมอันทำแล้ว เป็น วิบากอันสมบูรณ์ เป็นตัวอัตโนมัติแล้วนะ เป็นอัตโนมัติแล้ว หมายความว่าได้ถึง ขั้นสุญตาเลยว่างั้นเถอะนะ ถึงขั้นวิมุติญาณทัสนะ ศีลเราก็ว่ามาแล้วเมื่อวานนี้ สุดก็คือ วิมุติญาณทัสนะ หมายความว่ามีวิมุติ เกิดวิมุติได้แล้ว แล้วก็มี ญาณทัสสนะเห็นวิมุติของตัว อ่านวิมุติของตัวเองอย่างแจ้ง รู้แจ้งรู้จริง รู้แล้ว เห็นวิมุติของตัวเองแล้ว แล้วก็มีปัญญาฉลาดเพียงพอรู้ว่านี่แหละวิมุติ วิมุติเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ละคือวิมุติ ได้วิมุตินี้แล้ว เมื่อได้แล้วถึงปานฉะนี้ ก็ไม่ต้องเจตนาว่าขอให้ วิมุติญาณทัสนะนี่จงมีเถิด จงมี มีเจตนาตั้งใจว่าต้องมีวิมุติญาณทัสนะนะ ต้องมีนะ เจตนาให้มี ต้องไปเจตนามั้ย? (คนฟัง : ไม่ต้อง) ไม่ต้อง ไม่รู้สึกตัวก็มีแล้ว ไม่ต้องตั้งสติก็มีแล้ว นี่ก็อธิบายแล้วก็เข้าใจกันได้แล้ว เพราะฉะนั้น ข้ออื่นก็เหมือน กัน "ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่อวิปฏิสารเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยศีลนี้ เป็นธรรมดา มันเป็นธรรมดาแล้ว ทรงไว้แล้ว ธัมมตาหรือธรรมดานี่ ภาษาบาลีก็ธัมมตา ความเป็นธรรมะ ความเป็นสิ่งที่ทรงไว้ ความเป็นสิ่งที่เป็น สิ่งที่มีอยู่ที่เรา มันก็เป็นอันนั้นแล้ว "ผู้ที่มีวิมุติญาณทัสนะ หมายความว่าเป็นผู้ที่มี วิมุติแล้ว มีญาณรู้ว่าตัวเองมีวิมุติ" วิมุติหมายความว่า เป็นผู้หลุดพ้นจากบาป เป็น ผู้หลุดพ้นจากกิเลส เป็นผู้ไม่มีกิเลสแล้ว กิเลสไม่เกิดในผู้นั้นแล้วเป็นธรรมดา เรียก ว่าวิมุติ กิเลสไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ไม่เกิดอย่างอวิถตา ไม่เกิดอย่างอนันถตา ไม่ เกิดอย่างตถตา ไม่เกิดอย่างที่เป็นเช่นนั้นเองเลย ตถตาเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ต้อง ไปทำมันก็เป็นเองแล้ว ตถตา เป็นเช่นนั้นเองแหละ ไม่ใช่คิดนึกนะ ไม่ใช่เป็น เออ มันเป็นอย่างนั้นเองแหละ ต้นไม้มันเกิด มันก็เป็นของมันเอง อะไรมันจะเป็น ยังไง มันก็เป็นของมันเอง ไอ้นั่นมันตรรกศาสตร์ ไอ้นั่นมันเป็นของอันอื่น ไม่ ใช่ปรมัตถ์ ไอ้นี่ปรมัตถ์ ที่อาตมาอธิบายตถตานี่ ปรมัตถ์หมายความ่วา มันเป็นผล ของปรมัตถ์ เป็นผลของจิต เจตสิก ที่ล้างกิเลสออก กิเลสก็หมดไปเองโดยที่ เรียกว่า มันเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งว่าพากเพียรด้วยความพยายาม ด้วยความอุตสาหะ ด้วยความตั้งใจ เคร่งคุม มีวิตก มีวิจาร มีปีติ มีสุข จน กระทั่งเป็นอุเบกขา ไม่ต้องวิตกวิจาร แล้ววิตกวิจารหมดไป เลิกไป ปีติก็เลิกไปแล้ว เรียกว่ามันมีอุปกิเลส อุปกิเลสก็หมดแล้ว วิตกวิจารก็หมดไปแล้ว ปีติก็หมด ไปแล้ว สุขที่เคยหลงว่าสุข สุขนี้ก็เป็นอุปกิเลสนะ เป็นวิปัสสนูปกิเลสเหมือนกัน ก็ ไม่ได้ติดว่าสุขเสิกอะไร แม้แต่อุเบกขาก็เป็นอุปกิเลส ก็มันวางเฉยได้ ก็ไม่ได้ ยึดว่าเป็นไอ้ตัววางเฉยนี้เป็นเราเป็นของเรา แต่อุเบกขาก็ต้องเป็นเครื่องอาศัย เท่านั้น เป็นเครื่องอาศัย เป็นเจตสิกหนึ่งที่อาศัย มันก็อาศัยได้แล้ว เป็นแล้วใน ตัวเราแล้ว เป็นเองเลย ตถตา อวิถตา ไม่แปรเปลี่ยน อวิถตา เป็นเอง เป็น อย่างนั้นไม่แปรเปลี่ยน มันเป็นยังไง มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่เป็นอย่างจากอันนี้ ไปเป็นอันอื่น อาการอย่างนี้ไปเป็นอาการอย่างอื่น มันไม่เปลี่ยนไม่แปร อวิถตา แล้วมันก็อนันยถตา มันก็ไม่ไปอย่างอื่น มันยังไง มันก็ไม่ไปอย่างอื่น ไปเป็นอัน อื่นๆอีก มันก็ไม่เป็น มันไม่เพี้ยนไป แล้วมันก็ไม่ไปอื่นเลย ไม่รู้จะเอาคำอะไรมา ละเอียดกว่านี้นะ พระพุทธเจ้าท่านก็ใช้คำละเอียดมากแล้วนะ อวิถตา อนันยถตา อิทัปปจยตา แต่ก็เป็นไปนะ สามารถก่อเชื้อ เพราะอย่างนี้มันจึงไปเป็นอย่างนี้ เพราะอย่างนี้เป็นเชื้อตระกูลนี่ ตระกูลโลกุตระ มันถึงไปต่อโลกุตระได้ เพราะ อย่างนี้ จึงไปเป็นอย่างอื่น ถึงไปเป็นอื่นๆ ถึงสร้างอันอื่นต่อ เพราะอย่างนี้จึง เป็นสิ่งนั้น อิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้เกิดสิ่งนั้นจึงเกิด ถ้าไม่มีโลกุตระเกิด อยู่ดีๆ ฟลุ๊คๆ ลอยมาจากไหนก็ไม่รู้ บึ๊บ มันไม่เป็นไปได้ มันต้องมีเหตุ ทุกอย่างมาแต่ เหตุ ทุกอย่างมาแต่ต้น มีตัวต้น จึงมีตัวต่อ อิทัปปัจจยตา เพราะฉะนั้น ในความ เป็นจริงอันนี้นี่ลึกซึ้ง และความเป็นจริงอันนี้มันเป็นอย่างนี้เป็นจริง เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่สมบูรณ์ดีแล้ว เป็นธรรมดาแล้ว ทรงไว้เป็นธรรมดา "ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีอวิปฏิสาร ไม่ต้องทำเจตนาว่า ขอปราโมทย์จงเกิดขึ้นแก่เรา"ต่อไปอีก ตอนแรกก็มีผู้มีศีลสมบูรณ์ ก็ไม่ต้องมี เจตนาว่าเราจะต้องขอให้อวิปฏิสารจงเกิดขึ้นแก่เรา ก็ไม่ต้องขอ ไม่ต้องอยากได้ ถ้าเผื่อว่าทำให้มันสมบูรณ์ดีเต็มที่แล้ว มันก็มีของมันเป็นธรรมชาติ ข้ออื่นก็เหมือนกัน อาตมาไม่อ่านต่อ ถ้าเข้าใจต้นสิบข้อตั้งแต่อวิปฏิสาร ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ยถาภูตญาณ นิพพิทาวิราคะ วิมุติญาณทัสนะ สิบตัวนั่นไล่แต่ตัวก็พอแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อสิ่งใดที่ทำได้แล้วจนเป็นเอง จนเป็นอัตโนมัติ จนเป็นจริงแล้ว ก็ไม่ต้องไปทำเจตนา เพราะฉะนั้นเป็นเจตนา สิ่งที่เกิดที่มีที่เป็นที่เป็น ธรรมะที่ทรงไว้นั้น เป็นกรรมก็ได้ เป็นกิริยาก็ได้ เป็นกรรมเป็นกิริยานั้นๆ โดยที่ไม่ต้องเจตนา เมื่อเป็นเองแล้วเป็นตถตา ตถนี่แปลว่าความจริง แปลว่าของจริง แปลว่าจริง ตถนี่ ตถตานี่ จริงๆโดยศัพท์ เป็นตถ พระบาลีตัวนี้ ตัวบาลีตัวนี้ แปล ว่าความจริง แปลว่าของแท้ ความแท้ ความจริง เพราะฉะนั้น มาแปลโดยความ หมาย แปลโดยความหมายก็แปลว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นอะไรล่ะ? มันเป็น ความจริงของมันน่ะ เกิดความจริงอันนั้นแล้วนะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีศีลเป็นกุศล สามารถปฏิบัติศีลเป็นกุศลได้ เจริญ เป็นพระอรหันต์โดยลำดับ ก็เป็นโสดา สกิทา อนาคา ไปเรื่อยๆ ตามลำดับ เป็น พระอรหันต์ได้นะ ทีนี้ลองมาฟังอาตมาจะอ่านบทความที่อยู่ในหนังสือเราคิดอะไรนี่ อาตมา เจตนาเขียนมาก หนังสือเราคิดอะไรเขียน พยายามหาเรื่องที่จะเขียนไว้ในนี้ แล้วก็ขยายความธรรมะนั่นเอง ประกอบไว้ให้มากที่สุด เป็นโอกาสที่จะเผยแพร่ ด้วย และได้ทำงานนี้ไว้ด้วย เพราะอาตมาจะทำงานโดยที่เรียกว่าไม่ต้องไปเอา ภาระอะไรอื่น ไม่ต้องวุ่นวายอะไรอื่น แล้วก็ได้เขียนหนังสือด้วย มันก็ได้ผลซ้อนไป นั่นเป็นเผยแพร่ไปในตัว ใครติดตามอ่าน แม้พวกเราหรือข้างนอก เขาได้รับก็รับ ไป แล้วอาตมาก็ได้ทำงานนี้บันทึกไว้ เสร็จแล้วก็รวบรวมเป็นเล่มนี่ ต่อไปก็รวม เป็นเล่มอีก ค่อยๆได้ประมาณหนึ่งจบไปในช่วงหนึ่งๆ ก็รวมเป็นเล่มไปเป็นหลักฐาน เก็บไว้ต่อๆไป แม้แต่พูดเอาไว้นี่เทป นี่พูดเทป พูดเอาไว้เทปบันทึกไว้นี่ การพูด บรรยายนี้มันวนไปวนมา มันไม่ได้ร้อยเรียง มันก็ปนๆ เปๆ อะไรต่ออะไรนี่ พอ เวลาถอดเทปออกมาแล้วก็เอามาบันทึกนี่ เอามาทำเป็นหนังสือนี่ จะต้องมาทบทวน ตัดต่อเรียบเรียง มา REWRITE ใหม่ แล้วจะลึกกว่าเก่า ไอ้ที่ฟุ่มเฟือยก็ตัดออก ส่วนนั้นส่วนนี้ ที่มันมีฝอย บางทีมันไม่ค่อยตรง เพราะว่า ปัจจุบันน่ะมันเร็ว พูด ไปก็พูดไปเลย มันก็เป็นการพูดอะไรออกมา แต่เวลาบันทึกเป็นตัวหนังสือ นี่เราก็ มาลบส่วนที่มันมีส่วนไอ้โน่นไอ้นี่อะไรออกมา คนที่เคยทำก็รู้นะ ถึงไม่เคยทำก็เข้า ใจนะ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เสร็จแล้วก็มาบันทึกกันไว้ แล้วก็พิมพ์ก็เก็บ ทุกวัน นี้มันมีอุปกรณ์มีเทคนิคที่ทำไว้ก็ต้องทำไว้นะ อาตมาจะอ่านอันนี้ให้ฟังดูไปแล้วก็จะขยายความ ลองฟังดู ตั้งใจเป็น สมาธิดูมั่งนะ แล้วจะได้ขยายความเข้าสู่เรื่องที่จะอธิบายวันนี้ให้มันสัมพันธ์กันไป ขยายความลึกซึ้งขึ้นไปอีก ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าขั้นมีปัญญาโลกุตระ เราพูดถึงเฉกะกับปัญญา เฉกะ หรือ เฉกตา นี่คือความฉลาด แต่ทีนี้ปัญญาหนักเข้าก็เอามาเรียกแต่ ปัญญากัน ไมีรับคำว่าเฉกะ รับแต่คำว่าปัญญา มีปัญญาฉลาด เรามีปัญญา ก็เลย จะต้องมาแบ่ง ถ้าอย่างนั้น ก็เอาอย่างนี้แล้วกัน แบ่งไม่เอาแล้วนี่ คำว่าเฉกะ เป็นคนฉลาด ไม่ยอม ใครก็ไม่ยอมรับ จะรับแต่ปัญญา ก็เรียกว่าแบ่งปัญญา เป็นโลกียะกับปัญญาเป็นโลกุตระ พออาศัย อย่างน้อยก็บอกว่าพอมีปัญญา ไปบอก เฉกะ ไม่เอา เฉโกไม่เอา จะเอาแต่คำว่าปัญญา ก็ตกลง ก็มาแบ่งปัญญาเป็น ปัญญาโลกียะ กับปัญญาโลกุตระ ปัญญาโลกียะน่ะก็เป็นธรรมดาของปุถุชน ก็คือ เฉโกนั่นแหละ ถ้าว่าจริงๆ แล้วคือเฉโก ปัญญาอย่างโลกๆ ทีนี้เป็นปัญญาโลกุตระ ก็คือเป็นผู้ที่มีปัญญารู้จักโลกของโลกียะ มันจะ ฉลาดไปเสพสุข ไปหาอะไรไปเอาอะไรไปสะสมอะไรมา ไปกอบโกยอะไรมา อยากได้อะไรมา มันก็คือโลกียะ ทีนี้โลกุตระ ก็คือเลิกซะ ไอ้ที่จะไปอยากอย่าง นั้น ไปเป็นกิเลสตัณหาอย่างนั้น เลิกซะหรืออบายมุขเลิกซะ มันอยากอย่างนั้น มัน สุขอย่างนั้น บางคนไปฆ่าเขาได้สุขบ๊ะแล้วกัน อย่างพวกที่ถือปืนเข้าป่าล่าสัตว์ว่างั้ นนะ แหม ฆ่าได้แล้วถ่ายรูปมาเก๋เลยนะ ฆ่าแล้วยังไม่พอ ตัดหัวมันมาห้อยไว้ที่ อึ้ม! ใครมานี่อั๊วฆ่า โอ้โฮ! ฆ่าเขามายังเอามาคุยอีกนะ นี่ฝีมืออั๊วนี่ฆ่านี่ตัว นี้น่ะตัวใหญ่ด้วยนะ แน่!ใหญ่ด้วยนะ ฆ่ามโหฬารเลยนี่ ตัวนี่ใหญ่นี่ ตัวใหญ่กว่านี้ ไม่มีหรอกในป่า อั๊วฆ่ามาแล้วใหญ่ อวดว่าฆ่าใครเขาได้ใหญ่ นั่นมันมีความคิดกลับกัน มันมีความคิดที่ตัวอำมหิต ตัวมีเรี่ยวมีแรงไปเที่ยวได้ทำร้ายสัตว์ใหญ่เท่าไหร่ก็ทำ ร้ายได้ ว่าตัวเองเก่ง อย่างนี้เป็นต้น ไปเที่ยวได้คุย เอาเปรียบเขาได้ ทุกวันนี้นี่เอาเปรียบเขาได้ นี่เฉกะ โลกียปัญญานี่แหละ เอาเปรียบเขาได้มา โอ้โห! รวยมากมาย ติดบอร์ด ติดอะไรล่? ติดอันดับ อันดับรวยใหญ่ โกยไปเอาเปรียบเอารัดเขานะ เอาเปรียบเอารัดเขามันไม่ได้มากหรอกคนน่ะ ใช่มั้ย? เอาเปรียบเอารัดเขา ได้มามากเลยนะ โอ้โห! รวยมากมาย รวยคุยใหญ่เลยนะ ที่จริงมันก็ขี้โกงเขามา แหละ เอาเปรียบเอารัดเขาน่ะ ขี้โลภนั่นแหละ พูดกันจริงๆ ก็คือขี้โลภกับขี้โกรธ ขี้โกรธก็ฆ่าเขาอย่างที่ว่าเมื่อกี้ เอามาคุย ขี้โลภเอามาคุย คุยไปในทีนะ แต่ง เนื้อแต่งตัวมีสมบัติพัสถานอวดอ้างว่า นี่เห็นมั้ยอั๊วเยอะ เยอะ อั๊วเยอะ ขี้ โกงเขามานะเอาเปรียบเขามาทั้งนั้นแน่ะ มันได้เยอะ ซ้อนเห็นมั้ย มันต่อเนื่องกันถ้าเข้าใจ ก็อวดรวย อวดมั่งอวดมี อวดเยอะอวดแยะ ทั้งๆที่โง่ต่อเลยนะ ขี้หมามาทาสีเขาเอามาขายราคาแพง ก็เอามาโชว์นะนี่ แหม ทั้งๆที่มันไม่ได้แพง อะไรเลย แต่มันถูกเขาหลอกเอาไปน่ะ มันราคาไม่ควรจะเท่านั้นนะ เขาก็มา เอาเปรียบไปอีกต่อหนึ่ง แต่ตัวก็โง่ให้เขามาหลอกเอาไปอีกต่อหนึ่ง ของนี้มีอย่าง เดียวนะ ชิ้นเดียวนะ โอ้โห! วิเศษมาก หายากนะ อย่างโน้นอย่างนี้อะไรก็แล้ว แต่ จะเอามั้ยละ แหม ต้องแพงนะ มันหาไม่ได้ มันมีอันเดียว ร้อยล้าน ซื้อมา เอามาคุยนี่ร้อยล้านนะโว้ย แทบจะปิดกาวไว้นะว่าอั๊วซื้อมาร้อยล้านนะ อั๊วมีร้อย ล้าน จะฉิบหายจะให้เขาหลอกเอาไปให้ได้นะ กูโง่ขนาดไหนน่ะ ชิ้นนี้น่ะร้อยล้าน นะ เอ็งรู้หรือเปล่า กูฉิบหายไปร้อยล้านนะ กูถูกเขาหลอกเอาไป คือ ไม่รู้ตัว ไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองโง่ อวดร่ำอวดรวย จริง เอ็งมีให้เขา แต่เอ็งก็โง่อะไร กันนักกันหนา ชิ้นนั้นไปซื้อมาทำไมตั้งมากตั้งมาย ใส่โน่นใส่นี่ เป็นเพชรเป็นพลอย เป็นโน่นเป็นนี่ แล้วมันมาบวกราคาอีกไม่รู้ล่ะ เพชรจริงๆซื้อกันมาทำนะน่ะ ราคา เพชรก็ราวๆ สักแสนหนึ่ง พอเอามาใส่ตรงนี้ตรงนี้เข้าไปแล้วนี่ขายห้าล้าน ขาย สิบล้าน อะไรก็แล้วแต่ ไอ้คนนี้ซื้อมาห้าล้าน บอกมันมีชิ้นเดียวนะ มาขายต่อสิบล้าน ก็ไอ้ของเก่าน่ะนะ ไอ้ที่ทำมาๆ ก็ชุดเก่า เสื่อมลงไปด้วยซ้ำไปเพราะมันช้านาน มาใช่มั้ย เอามั้ยไอ้คนนี้ซื้อต่อ ของเก่านะ ห้าสิบล้าน เอามั้ยห้าสิบล้าน ไปอีก แล้ว คือหลอกกันต่อไปเลยเพิ่มรีดออกมาจากกระเป๋าเขานะ นี่ของตระกูลนะ ที่ จริงน่ะ มันเสื่อมมันเก่า ของตระกูลมันยิ่งนาน เอามั้ย? ของเก่านะ มีชิ้นเดียว นะ หาไม่ได้อีกแล้วนะ แต่ก่อนนี้ มันขายแค่สิบล้าน ตอนนี้ร้อยล้านเอามั้ย? เอา ของเก่า ก็มันมีเงินซื้อนะ เอาร้อยก็เอา เสร็จแล้วก็เอามาคุย มาอวดว่า ของข้ามี เอาละ ยิ่งขยายความก็ยิ่งเห็นหน้าโง่ของคน (คนฟังหัวเราะ) พอแล้ว เพราะฉะนั้น อย่าไปได้หลงใหลกับโลกียปัญญาพวกนี้เลย นี่ก็คือ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน