การระลึกชาติแบบชาติ 5 ในปฏิจจสมุปบาท.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข15 สิงหาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

การระลึกชาติแบบชาติ 5 ในปฏิจจสมุปบาท _*แก้วตะวัน พวงบุบผา* : กราบนมัสการพ่อครู ท่านสมณะ ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ..การมองการทำงานของท่านนายกอย่างมีอคติ 4 ไม่ว่าจะเป็นด้วยความรัก ความโกรธ ความกลัว หรือความไม่รู้ ย่อมทำให้ผู้มอง มองอย่างคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ถ้ามองอย่างมีอคติแล้วนำไปขยาย ยิ่งไปกันใหญ่ โดยเฉพาะข่าวสำนักต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์โดยเฉพาะทางโซเชียล ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลแบบมีอคติรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง ยิ่งเป็นอคติที่เกิดจากความโกรธเกลียด ความกลัวและความไม่รู้ นี่แหละอันตราย ทำให้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พลอยเชื่อและพาลเกลียดนายกไปด้วย แต่นายกเป็นบุคคลที่มีความเข้มแข็งย่อมผ่านอุปสรรคไปได้ค่ะ พ่อครูว่า... ก็ถูกต้อง นายกฯ ก็พิสูจน์ตัวเองมาพอสมควรแล้วแต่มันห้ามไม่ได้หรอก คนไม่ชอบกันนั่นก็หนึ่ง สองแย่งชิงอำนาจบาตรใหญ่นั่นก็อีกหนึ่ง สองตัวสำคัญนี้ก็เหลือแหล่แล้วในการเกิดสงครามสังคม เราเห็นอย่างนี้ชอบอย่างนี้เราก็เชียร์ มันก็ต้องการให้คนมาถูกตามก็เป็นแรง เพราะฉะนั้นในโลกที่จะมีคนผู้เข้าใจถูกต้อง แล้วก็มาช่วยคนให้เข้าใจถูกต้องก็ตาม มันก็ต้องมีความจริงอยู่ในยุคกาลที่ต้องมี ในยุคที่ไม่มีคนถูกต้องเลย กลียุค มีแต่ฆ่าแกงกัน ถือตัวกิเลสหนา คนจะมาสอนสัจธรรมอย่างไรมันก็ไม่เอา เสียเวลาเปล่า แม้แต่สัตบุรุษเกิดในยุคนั้น เป็นยุคที่สอนกันไม่ได้พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็มีแต่ศึกษาตามสังคมที่มันเป็น สอนไม่ได้หรอก ไม่ต้องสอน สัตบุรุษก็ไม่สอนแล้ว ไม่อวดรู้แล้ว เพราะอวดรู้ มันก็ไม่ฟัง มันมีแต่ความบ้าของมันไป ห้ามมันก็ไม่ได้ สอนมันก็ไม่ฟัง ก็เลยต้อง เป็นไปตามยถากรรม มันก็เป็นยุคที่ โอ้โห..อาตมาก็ว่า เคยผ่านในยุคเหล่านี้มา เอามาพูดนี่ไม่ใช่ว่าตั

อ่านต่อ

วเองไม่เคยผ่านมา ซึ่งในตำรามีอธิบายหรือเปล่าก็ไม่รู้ อาตมาพูดนี้ไม่ได้อ่านเอาจากในตำรา พูดโดยที่เป็นความเห็น ความรู้ ความเข้าใจ ความจริงที่อาตมาผ่านมาเข้าใจได้ ระลึกชาติได้ก็เอามาใช้ ระลึกชาติ ไม่ได้หมายความว่าต้องระลึกรู้ถึงว่า เกิดเป็นลิงเผือก เป็นลิงขาว เป็นลิงดำ เหมือนอย่างฤาษีลิงดำ เกิดเป็นช้างเผือกช้างดำ ไม่ใช่อย่างนั้น ระลึกชาติคือระลึกถึงความรู้ ระลึกถึงความจริงที่เราผ่านมา จำได้เอามาใช้กับชีวิต เอามาใช้กับมนุษยชาติ เอามาใช้กับสังคม เป็นประโยชน์ การไประลึกชาติอย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอก แล้วจะหลงตัวเองด้วยว่าฉันเก่งฉันระลึกชาติได้ มันก็ได้นะ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรเสียเวลาเปล่า ไปงมงายกับมัน แต่อย่างนี้นั้นมีประโยชน์แท้เลย สืบสานมาได้เรื่อยๆเป็นความรู้ความจริง ระลึกให้ได้ ชาตินี้ 5 ชาติ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ชาติ เป็นคำกลางๆต้นๆ คือการเกิด โดยเฉพาะง่ายๆก็คือการเกิดร่างกาย เกิดตัวตน เกิดเป็นคน สัตว์ต่างๆ ตัวตนเราเขา มีการสืบทอดชาติ ปู่ย่าตาทวด พ่อแม่ลูกหลานต่อไปเป็นเผ่าพันธุ์ สัญชาติ คือ การเกิดที่เป็นความจำ สัญญะ เป็นความรู้ที่มันติดจิตวิญญาณ ติดตัวมา อย่างอัตโนมัติ เรียกโดยศัพท์ว่าสัญชาติญาณ ซึ่งไม่ต้องศึกษาหรอกมันจะเป็นสัญชาตญาณของเรา สัญชาตญาณของจิงโจ้ ลูกมันเกิดออกมาก็ไต่ไปหากระเป๋า ไม่มีใครไปสอนมันหรอก หรือแม้แต่ สัตว์มีชีวิตอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็มีสัญชาตญาณ คนก็เหมือนกันก็มีสัญชาตญาณ คนนี่แย่กว่าสัตว์ด้วยซ้ำไป ในสัญชาตญาณของคน สัตว์มันก็เป็นไปตามสัญชาติญาณของมันโดยง่ายๆ แล้ว มันก็เป็นไปตามนั้นตั้งแต่ต้น จนมาเรียนรู้โลกใหม่ เกิดสัญชาตญาณปรุงแต่งกันใหม่ สั่งสมลงเป็นสัญชาตญาณ ก็ติดตัวไปอีก เกิดมาก็เอาสัญชาตญาณที่มีเพิ่มขึ้นปรุงแต่งมากเพิ่มขึ้นเอาไปใช้อีก ส่วนคนนั้นมีมาก กระทั่งได้หน้าลืมหลัง สัญชาตญาณของคนนั้นมีน้อยกว่าสัญชาตญาณของสัตว์ เพราะสัตว์มันไม่เฟ้อ มันมีแล้วก็ค่อยๆเป็นของมัน ส่วนคนมันเฟ้อ ก็เลยเอามาใช้ได้น้อยในสัญชาตญาณของคน โอกกันติ คือการเกิดในปัจจุบัน ที่คุณจะเกิดกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม เกิด กิเลสหรือเกิดปัญญา ปัญญาหรือว่าเกิดความรู้ ถ้าโลกียะก็มีแต่ความรู้เฉโก โอกกันติ ถ้ามีความรู้ วนเวียนอยู่ในความดีความชั่ว ดีเป็น อย่างนี้ไม่ดีเป็นอย่างนี้ก็วนแต่ดีกับไม่ดีไป ตามสมมุติโลก เกิดมายุคนี้ ประเทศนี้เขาสมมุติว่าอย่างนี้ดี ประเทศอื่นอาจจะถือว่าเสียด้วยซ้ำไป อย่างโน้นดีกว่า อะไรอย่างนี้ มันก็แล้วแต่จะยึดถือ มันไม่แน่มันไม่เที่ยง ไปยึดถือเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ จะให้เป็นเหมือนกันในมนุษย์ทั่วโลกในทั่วจักรวาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นการเกิด โอกกันติ คือการเกิดเป็นปัจจุบันอันใหม่ที่สั่งสมลงไป โลกียะก็สั่งสมโลกียะ จนกระทั่งเข้ามาอีกฝั่งหนึ่ง มามี.. นิพพัตติ เป็นสิ่งที่เกิดใหม่เรียกว่าโลกุตระธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ โลกุตรธรรม คือธรรมะที่จับตัวกิเลสได้ แล้วประหารกิเลสแล้วดับชาติไปได้เรื่อยๆ ทำให้ชาติมันน้อยลง ชาติที่จะเป็นหลง เลอะ เกิดแล้วเกิดอีกสั้นลงน้อยลง อภินิพพัตติ จบ จบความเกิดความดับ รู้มาหมดตั้งแต่ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ จบที่ อภินิพพัตติ คือ นิพพัตติที่ยอดยิ่งแล้วจบ รู้การเกิดการตายทั้งหมด สมบูรณ์แบบแล้ว คือพระอรหันต์ ท่านแปลในพระไตรปิฎกท่านแปลไม่ค่อยออก ก็เลยใช้พยัญชนะภาษาไทยอย่างไม่ให้ผิดเพี้ยนมาก ชาติ ท่านก็แปลว่าความเกิด สัญชาติ มันก็ใช้ศัพท์ว่าความบังเกิด มันเป็นความเกิดที่เอาสัญญาเก่า เอาความจำมาใช้ แต่ผู้ที่ไม่ได้ศึกษามันก็เลยไม่รู้ก็เลยเหมือนกับเอามาบังไว้ อาตมาอธิบายสภาวะ บังคือ ปิดๆอยู่ ก็ต้องทำความปิดให้มันชัดๆ แต่สัญชาติ คุณเป็นอย่างนั้น แต่คุณไม่รู้ว่ามันทำไมถึงเป็นอย่างนี้ได้ ทำไมเราต้องทำอย่างนี้ ก็เพราะมันมีมาเก่า ความไม่รู้มันบังคุณไว้ อาตมาก็พยายามอธิบายอนุโลมตามภาษาที่เขาแปลนะ อธิบายสิ่งที่ไม่เข้าท่าให้มันเข้าท่านะ โอกกันติ เขาแปลว่า ความหยั่งลง ก็คือปัจจุบันนี้แหละมีอะไรก็มาเทไว้ ของเก่าของใหม่ของเละเทะ จนกระทั่ง ถ้ามีคนสมบัติสิ่งที่เกิดเป็น นิพพัตติ ตอนนี้มันก็มีความเกิดที่เป็นโลกุตรธรรมขึ้นมา ก็เทลงไปใส่ลงไป โอกกันติ หยั่งลงไปในนี้ เรียกว่าประชุมลง หรือโอฆทา แปลว่าการหยั่งลง หยั่งลงสูู่ความเจริญเป็นโลกุตระ เช่น วิมุติ หยั่งลง สู่ความเป็นอมตะในมูลสูตร ท่านก็ใช้คำว่า โอฆทา คือการหยั่งลง เป็นโลกุตระ หยั่งลง มันก็มีที่จบ อภินิพัตติก็คือ จบการเกิดการตาย ความปฏิบัติได้สมบูรณ์แบบก็จบเป็นพระอรหันต์ที่ อภินิพพัตติ การเกิดความเป็นอรหันต์ อาตมาอธิบายโดยเอาสภาวะมาอธิบาย ไม่ได้อธิบายตามพยัญชนะ แต่มั่นใจว่าอาตมาไม่ได้อธิบายผิด อธิบายสิ่งที่ถูก ถ้าที่อาตมาอธิบายไปแล้วมันผิด มันไม่เหมือนปราชญ์ทั้งหลายที่อธิบายไว้ ก็ลองมาทำความเข้าใจคำภาษาไทยที่อาตมาแปลหรืออธิบายไว้ ทำความเข้าใจแล้วคุณลองปฏิบัติตามที่อาตมาพยายามพาปฏิบัตินี่สิ คุณก็จะได้ตามที่อธิบายให้เข้าใจ แล้วคุณก็จะรู้ว่าอย่างนี้ใช่ๆๆ พวกคุณถึงรู้จักโสดาบัน อันนี้คือโสดาบัน โสดาบันบอกด้วยพยัญชนะว่า พ้นสังโยชน์ทั้ง 3 สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส คือ แม้สัมมาทิฏฐิแล้ว แต่ไม่เอาจริงซึ่งไม่ใช่ สีลพตุปาทาน ซึ่ง ถือศีลตามกันมาเท่านั้นไม่ได้เข้าใจถูกสัมมาทิฏฐิเลย แต่ สีลัพพตปรามาส เข้าใจถูกต้องแล้วแต่ไม่ได้ทำจริงให้มันรู้มันก็เลยยังไม่ได้เป็นโสดาบันสักที ถ้าคุณเข้าใจ กาย โสดาบัน สัมมาทิฏฐิในความเป็น กาย แล้วกาย ก็อยู่ที่เรานี่แหละที่ยังปฏิบัติธรรมทั้งหลายแหล่ เข้าใจจนชัดเจนไม่สงสัยไม่ลังเลไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องพ้น วิจิกิจฉา รู้ สักกะ พ้น มิจฉาทิฏฐิสมบูรณ์แบบ เสร็จแล้วก็มีหลักปฏิบัติศีลพรต สัมมาทิฏฐิในศีลพรตด้วยก็มาเอาจริง แม้คุณจะพ้น สักกายทิฏฐิ หมดวิจิกิจฉาแล้ว หลักเกณฑ์ศีลพรตคุณก็มี แต่คุณก็ไม่ได้ปฏิบัติสักที แล้วเมื่อไหร่จะได้เป็นโสดาบันสักที ไม่ลงมือปฏิบัติไม่เอาจริง ถ้าเอาจริงจะได้บรรลุได้ผล อธิบายให้เห็นว่า สีลัพพตปรามาส กับ สีลพตุปาทาน ต่างกัน สีลพตุปาทาน ยังไม่สัมมาทิฏฐิแต่สีลัพพตปรามาส สัมมาทิฏฐิแล้วแต่ไม่เอาจริง ไม่ลงมือทำสักที อาตมาเคยยกตัวอย่างเหมือนตำรวจจับโจร คบหากับโจรกินข้าวต้มกุ๊ยกับโจรอยู่ ก็จับมันสักทีสิ แต่ไม่จับ แล้วเอ็งจะเป็นตำรวจไปทำอะไร ไปเป็นตำลึงดีกว่า อย่าไปเป็นเลยตำรวจ ไปเป็นตำนินดีกว่า ตำนินก็คือตำลึง ภาษาอีสาน 650815 ตอบปัญหาผ่าปฏิจจสมุปบาท รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 50

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน