สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน วิชชาจรณะ จะไม่อ้างชาติหรือโคตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอน วิชชาจรณะ จะไม่อ้างชาติหรือโคตร วิชชาจรณสัมปทา อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า จรณะเป็นไฉน วิชชาเป็นไฉน? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม เขาไม่พูดอ้างชาติอ้างโคตรหรืออ้างมานะว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา อาวาหมงคล วิวาหมงคล หรืออาวาหวิวาหมงคล มีในที่ใด ในที่นั้นเขาจึงจะพูดอ้างชาติบ้างอ้างโคตรบ้าง หรืออ้างมานะบ้างว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา ชนเหล่าใดยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม การทำให้แจ้งซึ่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมย่อมมีได้ เพราะละการเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ และความเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล อัมพัฏฐมาณพทูลถามซ้ำว่า จรณะเป็นไฉน วิชชาเป็นไฉนเล่า? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบย้ำว่า พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใด
อ่านต่อ
ตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมาเขาละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์อยู่ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล มีอาชีพบริสุทธิ์ถึงพร้อมด้วยศีลคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นผู้สันโดษ (ที.สี. ๙/อัมพัฏฐสูตร/๑๖๒-๑๖๓/๙๒-๙๓) พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่อุบัติขึ้นในโลกถือว่าเป็นธัมมสามี คือเจ้าของธรรมะ พระพุทธเจ้าองค์ก่อนก็ปรินิพพานไปแล้ว ปัจจุบันก็มีแต่พระพุทธเจ้าองปัจจุบันเท่านั้น อาตมายังไม่ใช่เจ้าของธรรมะ อาตมาแสดงแต่วิชชาจรณะ แต่คนไม่มาฟังนี้คือคนมีมานะ แม้คนเล็กคนน้อยก็มีมานะ ไม่ต้องพูดถึงคนใหญ่โตเลย ฆราวาสคับแคบนั้น คือคุณไปหลงแต่ก้อนทองก้อนเพชรก้อนขี้ ไปอยู่แต่ตรงนั้นนั่นคือฆราวาส พวกวงฆราวาสคือพวกอยู่กับก้อนขี้ อยู่กับก้อนเงินก้อนทองก้อนทรัพย์สินนี่แหละ อะไรที่มันเริ่มมารวมกัน ถ้า๐ กับ ๑ มันมีส่วนสองอยู่ ไม่จับกัน แต่ถ้าจับกันเป็น ๑ ก็คือ ฆ เป็นคณะ เอารากศัพท์บาลีมาจับให้ฟัง ฆราวาสคับแคบ คือไปวุ่นวายกับทรัพย์สินเงินทองก้อนกิเลส ก็ต้องออกมาบวช เป็นทางโปร่งกว่า ผู้ใดมาสู่ชุมชนอโศกทุกแห่งยินดีต้องรับ ที่นี่เป็นทางบรรพชา แม้คุณไม่มาปลมผม ไม่มาปฏิญาณเป็นนักบวช ก็ถือไปตามลำดับ สมาทานไปตามลำดับ ปฏิบัติจริงจังเลยทำให้เกิดวิมุติให้ได้ หลักปฏิบัติคือศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้วิมุติให้ได้ ที่นี่เป็นทางโปร่ง วนบ.ทั้งหลายคือผู้บรรพชา คือกำลังเอากิเลสออก ไม่ต้องติดยึดรูปร่างภายนอก ปฏิบัติวิชชาจรณะ คนที่จะไปวุ่นวายทางเคหะ ฆ คือจะบริสุทธิ์ดุจสังข์ขัดส่วนเดียวไม่ได้ มาทางนี้เบาว่าง ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ถ้าเป็นรูปธรรมก็มาปลงผมปลงหนวดเลย มีคุณผึ้ง พิมพ์เพชรรุ้ง ตัดผมสั้นฉลองปีใหม่เลย ผู้หญิงนี้อิรุงตุงนังเรื่องพวกนี้ สิงโตตัวเมียไม่มีขนมาก มาเป็นคนก็ยังติดยึด ผู้ชายนี่ถ้าไว้ผมก็ดำขลับกว่าผู้หญิงเลย ก็เลยปล่อยให้ผู้หญิงเขารักผมไป กุศลคือความดีตามสมมุติสัจจะ กายกับวาจาไม่ใช่บุญ กายกับวาจาคือกุศล ถ้าถึงใจละกิเลสได้เมื่อไหร่จึงเกิดบุญ ถ้าไม่ชำระจิตสันดานตนจากกิเลสไม่ใช่บุญ และการอยู่กับหมู่มิตรดีสหายดีจึงจะทำความวิเวกได้ พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง ๗ ศอก หรือ ๗ ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๙๙) อุปสัมบันคือผู้ที่อาตมาว่าไม่ใช่แค่ออกบวช แต่หมายเอาภูมิธรรม แต่ท่านประยุทธ์ ปยุตโต ว่าต้องเป็นผู้บวชเท่านั้นถึงเป็นอุปสัมบัน
590203_พุทธศาสนาตามภูมิ อัมพัฏฐสูตร ตอน ๓