สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีลข้อ 7-26.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีลข้อ 7-26 มาต่อในจุลศีล จากเมื่อวาน (7) เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถพูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง
(8) เธอเว้นจากการพรากพืชคามและภูตคาม
(9) เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล
(10) เธอเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรีและดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล พ่อครูว่า...ทุกวันนี้ออกข่าวการบันเทิง กีฬานี้ลงทุนหนัก ทั้งที่เป็นอบายมุข จนทำเป็นอาชีพที่เป็นนรกปหาสะ แต่ถ้าเราสัมผัสการละเล่นอะไรก็ตามมันทำให้กิเลสฟูฟองไม่ละหน่ายคลาย นั่นคือการเป็นข้าศึกแก่กุศล แต่เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจแล้วหลงตนว่าเป็นศิลปิน ซึ่งที่จริงศิลปะแท้จริงมี ๕ แขนงหลัก แต่ทุกวันนี้เลอะเทอะไปหมดแล้ว แล้วไม่เข้าใจว่า งานที่ทำมาไม่ว่าจะแง่ไหน คนสัมผัสงานแล้วอย่าให้เกิดกิเลสอันเป็นข้าศึกแก่กุศล ถ้าคุณเขียนรูปโป๊เปลือยแล้วคนสัมผัสแล้วกิเลสลดเป็นมงคลอันอุดม กับคนสัมผัสแล้วกิเลสขึ้น เป็นข้าศึกแก่กุศล อาตมาแบ่งศิลปะเป็น ๑. ลามก ๒. ราคะ ๓. สาระ ๔. ธรรมะ ๕. โลกุตระ แต่งานของเขาที่ลามกหรือยั่วราคะก็ไม่ใช่ศิลป์ แต่เริ่มมีสาระก็เป็นศิลป์ ต้องมีสุนทรียศิลป์และสารศิลป์ผสมผสานกัน สุนทรียศิลป์คือสิ่งผสมที่ชี้ชวนให้ชมให้ดู แต่ถ้าสารคดีก็จะมีวิชาการแท้ๆ แต่ศิลปะต้องมีทั้งสาระและสุนทรียะ แต่คนต้องไม่ให้ติดในสุนทรียะ เช่น ยานั้นขมไม่น่ากิน ก็เลยเอาน้ำตาลเคลือบใส่สี ให้เด็กกินได้ ผ่านคอแล้วเป็นยา สีหรือน้ำตาลไม่เป็นพิษภัยด้วย แต่ทุกวันนี้เยิ้มเลย น้ำตาลสีสัน เต็มไปด้วยสุนทรียะ แล้วหาเอกลักษณ์ของตนให้คนมาติดงานของฉ
อ่านต่อ
ัน ทุกวันนี้มอมเมากันด้วยการกีฬาถึงขั้นเป็นโอลิมปิค แข่งกันเด่นดังมอมเมากันจัดจ้านหรูหรายิ่งใหญ่ พากันฉิบหายกัน มอมเมาด้วยจิตหลงใหลได้ปลื้มไม่เข้าใจถึงสาระ ชาวอโศกเราเข้าใจสัจธรรม ไม่ได้ไปยิ่งใหญ่พวกนี้ เด็กๆฟังให้ดีๆ อย่าไปหลงใหล มันเป็นแค่สิ่งประกอบ เป็นการใช้อาศัยอยู่ relax นิดหน่อยแต่ไม่ใช่เป็นงานที่ต้องเอาเป็นอาชีพเลย ในการบันเทิงและการกีฬา ถ้าเอาไปเป็นอาชีพก็จะพัง อินเดียเขาเข้าใจสาระไม่ไปเอาเด่นดังทางนี้ ต่างกับจีน ที่ไปทางการกีฬาเยอะ ส่วนทางการบันเทิงอินเดียก็เชยๆส่วนจีนนั้นไปทั่วโลก
(11) เธอเว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องประทินผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว พ่อครูว่า...เรื่องดอกไม้ศาสนาพุทธไม่เอามาบูชา ดอกไม้ ของหอม ผู้หญิง เป็นวัตถุที่อย่าไปยุ่งเกี่ยว พวกนี้ไม่ใช่เครื่องบูชา ให้ปฏิบัติบูชา ศาสนาทั่วไปใช้ดอกไม้กันทั้งนั้น เป็นวัตถุอนามาสทั้งนั้น โดยเฉพาะดอกไม้ของหอมเต็มวัดเต็มวา เป็นเรื่องนอกรีตกันทั้งนั้น
(12) เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ พ่อครูว่า...เป็นเครื่องแสดงศักดิ์ฐานะ จะเป็นอุปโภคอะไรที่หรูหราใหญ่โตที่โลกเขาใช้กัน อย่างธรรมกายเป็นตัวอย่างอันนอกรีตไปไกลทั้งรวยหรูหราประดิดประดอย เต็มคราบ ล้มล้างของพระพุทธเจ้าสิ้นเชิงเลย
(13) เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน
(14) เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ
(15) เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ
(16) เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี
(17) เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส พ่อครูว่า...ภิกษุในศาสนาพุทธมีลูกศิษย์คือทาสและทาสีไม่ได้ แต่ในวัดจะมีลูกศิษย์มารับใช้แล้วหาเงินส่งเสียให้เด็กเรียนหนังสือ ไม่ใช่มาศึกษาธรรมะนะ ถ้ามีคนมารับใช้เป็นลูกศิษย์ หาเงินให้ร่ำเรียนจบไปเป็นบุญคุณกันไป อันนี้ภิกษุไม่มีหน้าที่นี้ ผิดถนัด แต่ถ้าเขามาเพื่อศึกษาธรรมะอันนี้เป็นลูกศิษย์แท้ไม่ใช่คนรับใช้ ผู้รู้เนื้อหาแท้ก็จะไม่ทำ แต่ทางโลกจะทำบ้างก็แล้วแต่ แต่ภิกษุไม่มีหน้าที่เลย
(18) เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ พ่อครูว่า...จะต้องอาศัยขนและนม
(19) เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร พ่อครูว่า...อาศัยเพื่อฆ่ากินเลย
(20) เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา พ่อครูว่า...อาศัยเพื่อใช้แรงงานของมันเลย ยิ่งไปเลี้ยงแบบสัตว์เลี้ยงแล้วผูกพันกันจะเกิดเวรกรรมอจินไตย ถ้าคุณเริ่มผูกพันไปกับสัตว์ตัวนี้ เช่น ผูกพันกับหมา กับหมู กับไก่ มันเป็นสัตว์เดรัจฉานที่กำลังพัฒนา ไม่ใช่จะมาเป็นคนได้ง่ายๆ คนได้คุณสมบัติได้ร่างเป็นคนแล้วก็เป็นคุณสมบัติอันหนึ่งเป็นขีด เสร็จแล้ววิบากตัดก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานอีก แต่สัตว์ที่ไม่เคยเป็นคนเลย ไม่ถึงขีดเป็นคน ชั้นต่ำ แต่ก็เอามาเลี้ยงจนผูกพันไปอีกหลายชาติ คุณจะผูกพันไปจนสมสู่กับสัตว์ อย่าทำเป็นเล่นไป มีจริงด้วย และมันดีนักหรือที่คนต้องสมสู่กับสัตว์ อย่าไปผูกพัน เรารู้ไม่ได้ว่าสัตว์นี้จะอยู่ระดับไหน แล้วมันจะเกิดมาอีกหลายชาติ คุณต้องเกิดมาอีก สักวันหนึ่งจะได้สมสู่กับสัตว์ ผู้หญิงก็ได้สัตว์เป็นผัว ผู้ชายก็ได้สัตว์เป็นเมีย อย่าเอามาเลี้ยง ให้สัตว์มันเกิดมารับวิบากไป ส่วนตนเองที่เกิดเป็นคนแล้ว กลับเป็นสัตว์อีกก็ไปรับวิบากไป ยิ่งไปเลี้ยงมากิน มาขายมาฆ่า แล้วคุณจะไม่รับวิบากหรืออย่างไร แค่วิบากกับคนนี่ก็เยอะแยะไม่ถ้วนแล้ว จนพระพุทธเจ้าว่า คนที่เกิดมานี้หาได้ยากที่จะไม่ได้เป็นพ่อแม่พี่น้องกัน เพราะคนในยุคที่เกิดมาในยุคเดียวกันก็จะมีวิบากร่วมกัน เป็นเทือกเขาเหล่ากอกัน โดยเฉพาะเป็นสัตว์ด้วย พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็เกิดมาเป็นสัตว์เราจะไปกินได้อย่างไรเนื้อพ่อแม่พี่น้องญาติเรา
(21) เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน พ่อครูว่า...มีคนเอาที่ดินมาถวายอาตมา จนเดี๋ยวนี้เป็นที่ดินชาวอโศก อาตมาไม่เคยรับมาเป็นของตน ไม่ใส่ชื่อตนเลย ไม่เคยคิดเลย รับมาก็เป็นของชาวอโศกส่วนกลาง เป็นเรื่องลึกซึ้งวิเศษมาก เพราะตอนนี้ที่ดินนั้นเป็นเจ้าของกันหมดละเมิดกันไม่ได้ แม้วันนี้ก็มีคนมาละเมิดที่ดิน เราก็ต้องไปดูว่าละเมิดหรือไม่ ใครจะมาบริจาคที่ดินให้ชาวอโศกก็ไม่ให้ตั้งเงื่อนไข ถ้าจะมาถวาย แต่ถ้ามีเงื่อนไขก็ไม่รับ แม้แต่เราจะเอาไปทำอะไรจะเอาไปขายก็แล้วแต่ ที่นี่แม้ผู้จะมาบวชเป็นพระ พอเริ่มต้นเป็นเณรก็ต้องไปสละทรัพย์ศฤงคารก่อน ของเราเข้มงวดขนาดนี้ ภิกษุเราไม่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดิน แม้สิกขมาตุก็เช่นเดียวกัน มาแต่ตัวกับหัวใจ โภคขันธาปหายะ แต่เดี๋ยวนี้หย่อนยานมากแล้ว
(22) เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ พ่อครูว่า...จะไปเผยแพร่ศาสนาก็ทำได้ แต่ถ้าเป็นไปเพื่อกิจแบบโลกๆไม่ได้ แม้ที่สุดไปรับใช้เอาค่าตอบแทนไม่ได้ คนรับจ้างนั่นคือคนรับใช้ ทำงานเพื่อเอาสิ่งตอบแทนคือคนรับใช้ คำว่า โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) คือคนรับใช้โลก อนุเคราะห์โลกช่วยโลกคือคนรับใช้ผู้อื่นจริงแต่ไม่ใช่คนรับจ้าง ผู้ใดไปทำงานให้เขาแม้จะเทศน์ให้ฟังแต่คุณก็รับเงินจากเขาอันนี้ไม่พ้นมิจฉาอาชีวะข้อ ๕ กุหนาคือโกง ลปนาคือหลอกลวง เนมิตกตาคือหลอกลวง นิปเปสิกตาคือมอบตนในทางผิด ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา คือทำงานเอาลาภแลกลาภ แต่ไม่เอามาทำก็ล่อกันเละเลย อย่างธรรมกายนี้หลอกลวงคนเก่งฉิบหาย เอาภพชาติหน้ามาหลอกคน คุณต้องเอาการล้างภพปัจจุบันเป็นสำคัญ แต่ไปสร้างภพชาติหน้าให้กัน ไม่ต้องพูดถึงอนาคต หากสัจจะคุณเป็นของแท้เป็นกุศลก็จะได้กุศลในอนาคตแน่นอน ส่วนในอนาคตนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แต่ที่จริงที่สุดคือ กิเลสความต้องการอยู่ข้างหน้าคืออนาคต เส้นทางไปเถิดวันนี้พรุ่งนี้จะรวย หลอกกันไปด้วยการสร้างภพ ไม่ได้เป็นไปเพื่อเขาความลดละภพชาติ เป็นการเอาภพชาติมาสะสมได้แก่คน การไปบอกว่าอนาคตจะได้อะไร ว่าข้างหน้าจะมีอะไรจะมีวิบากเป็นผลเป็นกุศล บาปก็มีกุศลก็มี แต่ไม่ต้องมาสร้างวิมานหลอกล่อเพราะมันเป็นภพชาติ แต่ให้มาเรียนรู้ปัจจุบัน ล้างภพชาติในปัจจุบันจะเข้าใจไปตามลำดับ
(23) เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย
(24) เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด
(25) เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง
(26) เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และกรรโชก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...เป็นความหมายของการทำร้ายตั้งแต่การตัดการฆ่า ไปเป็นลำดับ จุลศีลนี้ใช้ละล้างกิเลสส่วนตน แล้วมัชฌิมศีลเป็นการขยายรายละเอียดส่วนตนนี้เพิ่มขึ้นมีเกี่ยวกับเดรัจฉานกถา ส่วนมหาศีลเป็นศีลส่วนรวม 590204_พุทธศาสนาตามภูมิ เรื่อง จุลศีล มัชฌิมศีล