สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มัชฌิมศีลข้อ1-3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.80 KB
วันที่แก้ไข27 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มัชฌิมศีลข้อ1-3 3.2 มัชฌิมศีล (1) ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น อย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคาม เห็นปานนี้ คือ พืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

(2) ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เช่น อย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้ เห็นปานนี้ คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิว สะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...อย่างของพวกเรานี้ สมณะจะฉันต้องได้รับประเคนจากฆราวาส ถึงกินถึงใช้ได้นะ มันอยู่ใกล้กันกับครัว บางทีก็เดินไปสังสรรที่ครัวไม่ใช่หน้าที่ของภิกษุ โดยเฉพาะเรื่องอาหารต้องให้ฆราวาสอนุญาตให้กิน แม้ฉันเสร็จแล้วก็ต้องคว่ำบาตรสะสมไม่ได้อาหาร มีบางอย่างที่เรียกว่ายา ยาวกาลิก ยาวชีวิก บางอย่างเก็บได้เท่านี้วันก็ต้องวิกัปอีก บางอันสะสมไม่ได้เลยด้วย บางอย่างต้องเป็นบริขาร เครื่องอาศัยประกอบใช้ทำงาน แว่นตา ปากกา กระดาษ ดีไม่ดีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นบริขาร ก็ยากที่จะระบุตายตัว แต่ใจของผู้ที่มาปฏิบัติจะรู้ว่าต้องเอาออกไปไม่สะสม อย่าไปหวงแหนว่าเป็นของข้าๆ ต้องรู้สึกว่าเรารักเราชอบอะไรต้องตัดใจสละ ผู้ปฏิบัติต้องรู้ ของบางอย่างเราไม่หวงแหน แต่บางอย่างผ่องถ่ายไม่ทัน บางอย่างต้องเรียนรู้ต้องทำงานไม่ใช่สะสม ยิ่งอาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็ต้องบริหารทำงานก็เลยดูเหมือนมีอะไรตุนไว้ มีสภาวะซับซ้อน บริสุทธิ์อยู่ที่ใจ ต้องอ่านใจ ถ้าเราผูกพันหวงแหนมันเป็น

อ่านต่อ

ของเรา ทั้งที่น่าจะเอาอื่นแทนได้ บางอย่างติดใจชอบใจ จะเป็นอะไรก็ต้องสละออกล้างออก ไม่เช่นนั้นจะผูกพันเป็นปลิโพธ ไปตลอด ปฏิบัติโภคขันธาปหายะ แค่ใช้สอย ต้องอ่านใจว่าตนติดยึด เราหวงแหนอาลัยอาวรอยู่เราต้องเรียนรู้อาการจิต ที่จะสละปล่อยเลิกยึดถือยึดมั่นแม้เนื้อหนังมังสาท่านก็ไม่ให้ยึดเป็นเราเป็นของเรา ถ้าไม่ฝึกตัดขาดจริง ไม่ได้เรื่องหรอก

(3) ภิกษุเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่น อย่างที่สมณะพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เห็นปานนี้ (พ่อครูว่า...ยังมีน้ำหน้าทำอย่างนั้นอีกหรือ) คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการรำเป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา รำกระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ำ การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง พ่อครูว่า...อย่างโทรทัศน์นี่จะดู กว่าอาตมาจะตัดสินเอาโทรทัศน์มาตั้ง ตั้งแต่แรกๆ อาตมากำกับเลย ให้มีหลักเกณฑ์ในการดู ๑. เกิดอาริยญาณ ต้องเห็นทุกข์ ๒. ทำการปฏิบัติ ต้องดูแล้วรู้เลยว่าอันนี้มันดึงกิเลสเรานะ รู้ทันกิเลส ต้องรู้ว่าถ้ามันจัดจ้านดึงเรามากก็เลิกดู ยิ่งมันเชิงรักดูดดึงอร่อยดี อันนั้นกิเลสกินตายเลย ทุกวันนี้สื่อสารฯมันเยอะ สัมผัสแล้วต้องปฏิบัติธรรม ๓. อัดพลังกุศล อันไหนเป็นกุศลที่เราประทับใจก็ดี ทำใจในใจ ใส่ใจไว้ ๔. ฝึกฝนโลกวิทู เพิ่มพหูสูตร รู้เท่าทันโลก เราไม่เป็นคนตกโลก อันไหนแรงไปสัมผัสไม่ได้ก็อย่าไปสัมผัส ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ถ้าไม่ซื่อสัตย์มันทับถมเราตายเลย ต้องมีหลักเกณฑ์บังคับไว้บ้าง ป้องกันไว้สำหรับนักเรียน ชาวชุมชนหรือใครๆ แม้แต่โทรศัพท์มือถือเราก็จำกัด ไม่ใช่เราบังคับกดขี่โดยไม่มีหลักปัญญา ทิดเดิมแท้เอาหลัก ๔ อย่างนี้ไปเผยแพร่ในการดูที่ต่างประเทศ พวกนักบวชก็ว่ามีด้วยหรือประหลาดดี เขาก็ทึ่งว่าใช้ได้ๆ เพราะคนที่มีปัญญาจะรู้

590204_พุทธศาสนาตามภูมิ เรื่อง จุลศีล มัชฌิมศีล

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน