610405_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯครั้งที่ 42 บ้านราชฯ และนำปฏิญาณ ศีล 8.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข7 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

610405_พ่อครูเทศน์ เปิดงานปลุกเสกฯครั้งที่ 42 บ้านราชฯ และนำปฏิญาณ ศีล 8

พ่อครูว่า... วันนี้ วันที่ 5 เมษายน 2561 แรม 5 ค่ำเดือน 5 ปีจอ วันนี้ขนเลข 5 มาเต็มเลย ก่อนจะได้เจรจาพาที และพาปฏิญาณอุโบสถศีล สำหรับ งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 42 ก็ 42 ปีมาแล้ว ปีละ 1 ครั้ง ก่อนอื่น ก็ฟัง อาตมาทำงานมาถึง 47 ปี บวชเมื่อ 7/11/25 บวชมา 47 ปี มาถึงวันนี้ เดือนเมษายน ก็ 5 เดือน 47 ปี 5 เดือน คุณอโศก สัมปวังโก เขียนกลอนมาให้ ก็ลองฟังดู “พระยาธรรมิกราช ประกาศสู้ กอบกู้สัทธรรม” ทีนี้ก็มาเข้าสู่เรื่องราวของธรรมะที่เราจะได้ปฐมนิเทศ สำหรับอาตมานะ และก็จะมีคณะสงฆ์จะปฐมนิเทศอีก ส่วนอาตมาปฐมนิเทศเรื่องสาระธรรม สงฆ์มาปฐมนิเทศเรื่องการปฏิบัติ

มาดู SMS

_3867โลกคงมีแต่จิตพอเพียงที่ใช้ศีลสมาธิปัญญาอยู่กับอนิจจังทุกขังอนัตตาด้วยวิชชาที่รู้ถึงทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเข้าถึงมรรคฯค้ำจุณโลกได้กระมัง?

_หินเย็น ศิลป์ประกอบ · กราบนมัสการแทบเท้าพ่อครูครับ ขออนุญาตแสดงความคิดครับ เรื่องเวทนาคือกรรมฐานนั้น อันมีเหตุมาแต่ หลงทางไกลกันดาร(วิจิกิจฉา) แล้วเกิดเสบียงหมด(หมดความเพียร) หลงเสพรสอร่อยในอาหาร(ฆ่าบุตรกิน/ฆ่าฌาน) แล้วเสียใจร้องพร่ำเพ้อหาบุตรของตน(ความเสียใจ เมื่อไร้ฌาน) ความวิปลาสในกวฬิงกลาหารคืออย่างนี้ ใช่หรือไม่ อย่างไรช่วยแก้ให้ด้วยขอรับ กราบนมัสการขอรับ พ่อครูว่า... ดีคุณเข้าใจความซับซ้อนของคำอธิบาย ความยกตัวอย่างของสัมมาสัมพุทธเจ้า คนฆ่าบุตรที่เห็นแก่ตัว แต่อ้างว่าเพื่อหาทางพ้นทางทุรกันดาร คือนิพพาน ก็แก้ตัวว่า แค่นี้เล็กๆ เห็นแก่ตัว ข้าก็ต้องจำใจฆ่าลูกตัวเอง แล้วก็ยังหลงละเมอว่า ลูกตัวเองไปไหน มันงงอยู่ ลูกที่น่ารักของเราไปไหน พร่ำเพ้อไป เสียอกเสียใจ ก็เลยกลายเป็นคนไม่ค่อยเต็ม เป

อ่านต่อ

็นคนวิปลาส คนในโลกนี้ หลงลาภยศสรรเสริญโลกียสุข อย่างวิปลาสจริง ก็ซับซ้อนอย่างนั้น เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน คนไม่ศึกษาธรรมะ ก็จะถูกทับถม ด้วยความโง่ซับซ้อน วนเวียน กลับไปกลับมา งง อันไหนแน่คือทางไปที่ถูกต้อง มันสับสนเลย

_เชษฐ์ณรัช อรชุน... ท่านสมณะแตกฉานจริงครับผมฟังเข้าใจครับ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สังคมชาวอโศกเศรษฐกิจดี เพราะมีศีลนำ _จาก บ้านเล็ก เมืองน้อย....กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพ การเป็นตัวของตัวเอง ถ้าไม่มีศีลกำกับ ที่ลึกซึ้งพอ ก็จะเป็นโทษภัย และละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้เหมือนกัน เพราะสัญญากำหนดหมายในตัวของตัวเองนั้น ส่วนใหญ่ถูกป้อนโดยกลุ่มทุน สร้างค่านิยม ที่เป็นตัวบงการสังคม ให้เกิดTrendต่างๆ ทั้ง Style, รสนิยม, Character รวมทั้งสำเนียง น้ำคำ ที่สะท้อนออกมาจากตัวเรา พ่อครูว่า... ศีลเป็นตัวกำกับ กาย วาจา ใจ ศีลเป็นตัวตั้ง งานปลุกเสกฯนี้ อาตมาจะได้ขยายความ ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ศีลเป็นตัวกำหนดจิต จิตจะเป็นสมาธิ หากมิจฉา ก็จะกำหนดเป็นมิจฉาสมาธิ สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น จิตที่มันเป็น คนมิจฉาทิฐิก็ทำให้จิตใจตัวเอง เป็นทางมิจฉาทิฐิ ซับซ้อน จิตที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ทำให้เป็นโลกุตระ ซ้อนเป็นชั้นขึ้นไปเรื่อย อย่างผู้มาบวช หลงว่าตนเจริญได้ลาภยศสรรเสริญมากขึ้น ก็หลงยินดีกัน ก็เลยยิ่งตกต่ำ ยิ่งสูงยิ่งต่ำ ยิ่งหลงในความสูงของตนเอง ถ้าผู้ที่รู้ทันบ้าง ก็จะดีบ้าง คนรู้ทันจริงๆ ไม่เอาหรอก ไม่แยแส ในเรื่องเหล่านี้ จะพากเพียร ปฏิบัติไป ดี อาตมาเจตนาพยายามให้รู้ว่า ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ สมาธิ จะเจริญได้เป็นลำดับๆ ขอแจ้งข่าว...อาตมาก็เพิ่งไปดูแล ท่านถนอมคูณ คุณกิตตโณ ก็เป็นที่สุด แต่อาตมาก็จำเป็นต้องพรากมา เพื่อทำกิจตรงนี้ พรากมา ชาวอโศกเราก็ช่วยกันดูแล ดูลมหายใจเฮือกสุดท้าย ก็บอกท่านว่า วางปล่อย ท่านก็รู้ตัวว่าท่านจะไปแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะวางอย่างไรปล่อยอย่างไร ท่านก็ว่าอย่างนั้น ก็แนะนำแล้ว ท่านก็พยายาม มันก็รู้สึกว่า มันรู้มากก็ยากนาน ก็ไม่สงบ แต่ถ้าสงบ ก็ไปง่ายๆ 8 นาฬิกา 58 นาที ท่านก็ มรณภาพแล้ว ก็เป็นธรรมดา ธรรมชาติ พวกเราเกิดแก่เจ็บตาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร ถึงเวลาวาระ ถึงที่สุดแห่งที่สุด ก็ต้องเป็นไป ผู้อยู่ก็ศึกษาพากเพียร ไปตามธรรมดา ก็จิตใจก็คงไม่มีปัญหา จิตใจท่านก็ไม่ได้ขัดแย้งที่จะตาย แต่ว่า สรีระมันมีความย้อนแย้ง ที่ย้อนแย้งก็เพราะว่า อาตมาสอน Coefficient สอนทำพลังงานที่ทวนกระแส ยังอยู่ ก็เลยค้าง ทั้งที่ก็น่าจะไป สรีระมันหมดวาระแล้ว อาตมาแนะนำท่าน ก็คงพยายามทำ สุดท้ายก็ไป 8 นาฬิกา 58 นาที ท่านก็สิ้นลม

มาต่อของเรา แท้ที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เรา ปุถุชนจึงไม่สามารถมีอิสระเสรีภาพอย่างแท้จริงได้เลย ถ้าไม่เข้าใจศีล ก็จะไม่เกิดฌานไปเผาอวิชชา สมาธิก็จะไม่เกิด จึงไม่มีปัญญาปลดแอกตัวเองให้เป็นอิสระไปได้ ผิดถูกอย่างไร กราบขอคำชี้แนะด้วยครับ ขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า... ก็ขอใช้อันนี้อธิบายไป หัวข้อ ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ในงานปลุกเสกฯคราวนี้ เราจะได้กำหนดถูก เช่น ศีลข้อ 1 ให้รู้จักความเป็นสัตว์ในโลก เรามีชีวิตจะต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราจะอยู่กับสัตว์ทั้งหลายอย่างดีที่สุด เราก็ไม่ทุกข์ หรือรู้จักทำวิธีทำทุกข์ให้ลดน้อยลง เบาบางลง โดยที่เราไม่สร้างวิบาก ทุกข์ไม่มาก ไม่ใช่เราไปสร้างวิบาก เอาเปรียบเอารัด ไปบำเรอใจ บำเรอกาม ตัวเองก็เลยหายทุกข์ อย่างนั้นไม่ใช่หายทุกข์ มันเป็นการเลี้ยงทุกข์ บำเรอกาม อัตตา เป็นการเลี้ยงทุกข์ บำเรออวิชชา ตัวเองยิ่งโตขึ้น เป็นความซับซ้อน คนในโลกไม่รู้ก็บำเรอ กาม อัตตา ตัวเองเสมอ ก็เท่ากับขุน ให้กิเลสตัวเอง ทั้งกาม และอัตตา ยิ่งโตขึ้นๆ ปุถุๆ อ้วนขึ้นๆ ปุถุ แปลว่าอ้วนโตใหญ่ ตลอดเวลาแห่งอวิชชา คนในโลกจึงน่าสงสารมาก คนที่ไม่ศึกษาธรรมะนี่ กิเลสของปุถุชนจึงอ้วนขึ้น มากขึ้น โตขึ้น ทุกวินาที ทุกลมหายใจเข้าออก เขาไม่รู้ แม้แต่ปฏิบัติมิจฉาทิฐิก็ตาม คุณอาจกดข่มทางกาม ไม่พยายามสัมผัส หลับหูหลับตา ก็เอาพลังทางกามไม่เอา แต่สะกดจิตให้อัตตายิ่งแน่น ยิ่งแข็ง ยิ่งผนึก มันยิ่งไม่รู้อะไร ยิ่งคลี่คลาย อธิบายอะไรไม่ออก เข้าใจอะไรไม่ได้ ชีวิตจริง มันต้องลืมตาดูโลก สัมผัสลืมตา มาอยู่เป็นคนสัมผัส ลืมตากับโลก ก็ไม่รู้ ต้องหลีก เพราะฉะนั้นศาสนาเดียรถีย์ จึงหนีสังคม ไปอยู่ป่าเขาถ้ำ ไม่พบเจอใคร ถ้าพบอยู่ เขาไม่มีวิธีวางจิต วางใจ ไม่มีปัญญาเข้าใจ จะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ โดยอนุโลม ปฏิโลมอย่างไร เขาจะไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจทางออกของทุกข์ จึงปฏิบัติออกป่าเขาถ้ำ ไปเป็นพวกเชน มักน้อย สันโดษที่สุด ไม่เอาอะไร ผ้าผ่อนก็ไม่นุ่ง มีเครื่องกินข้าว มีภาชนะสำหรับใส่อะไร เท่านั้นเอง อันเดียว อยู่อย่างนั้น ตลอดชีวิต ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีคุณค่า โง่เง่าเต่าตุ่น มันไม่มีอะไรเลย ถ้าเป็นเดรัจฉาน ยังมีคุณค่าบ้าง ทางนิเวศวิทยา เดรัจฉานสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ ก็มีคุณค่าประโยชน์ ในมุมหนึ่งของนิเวศวิทยา แต่นี่ไม่เลย มีชีวิตอยู่เพื่อกิน ขี้เยี่ยว แล้วรอเวลาตาย นี่คือ คนทำชีวิตทั้งชีวิตให้หมดค่า หมดประโยชน์ มันยิ่งกว่าเศษขยะ ศาสนาพุทธ อยู่กับโลก แล้วรู้จักลำดับ ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวข้องกับความเป็นสัตว์ ซึ่งเป็น ชีวะ เราจะสัมพันธ์อยู่กันอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์ เกื้อกูลกัน อยู่ด้วยกัน พากันไปสู่ความเจริญ ศีลข้อที่ 2 อทินนาทานอยู่กับข้าวของ ที่ไม่ใช่ชีวะ แม้แต่พืช ก็ถือว่าเป็นของ มีชีวะ แต่ไม่มีวิบาก ไม่มีพยาบาท ไม่มีรัก ไม่มีชัง เราก็จัดสรรว่าจะอยู่อย่างไร แล้วจะสัมพันธ์กับสังคมที่เกี่ยวข้องกับพืช และวัตถุต่างๆ ศีลข้อที่ 3 สัมผัสทาง ตาหูจมูกลิ้นกาย กามคุณ 5 และมีใจเป็นทวารที่ 6 ตัวนี้แหละเป็นตัวรวม ข้อที่ 3 นี่แหละ ถ้าภายนอกสัมผัส เรายึดถือ ก็เรียกว่ากาม ถ้าไม่สัมผัส แล้วอยู่กับจิต ทำจิตให้แน่นแข็ง ตีไม่แตก ยิ่งไม่มีทางบรรลุธรรม เหมือนพวกเดียรถีย์ นั่งหลับตาสะกดจิตมันยิ่งจะยาก ก็เลยมีสองด้าน กามกับอัตตา พระพุทธเจ้าถึงเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มี ความสุดโต่ง 2 ข้าง คือ กาม กับ อัตตา หรือเรียกว่า กามคือโลกโลกีย์ กับอัตตา สองด้าน สองข้าง เรายึดสองอย่าง โดยไม่รู้ตัว เราต้องเรียนรู้ แล้วไม่ยึดติดมัน จะมีของมันในโลก เราก็อยู่เหนือมันไป อาศัยกันและกัน โดยตนเอง ทำให้เป็นคนที่เสพน้อย มีน้อย รับน้อย ผู้ที่สามารถรู้จักตัวเอง ผู้ที่รู้จักทำให้จิตตัวเอง ไม่ต้องมีของตัวเอง ทรัพย์สินให้เป็นของส่วนรวม แล้วมีหมู่กลุ่มมีคณะ ที่มีของส่วนรวม อย่างของชาวอโศก เราซับซ้อน ประเทศไทยเป็นชาวพุทธ แต่ไม่มีโลกุตระ แม้แต่สังคมศาสนาพุทธ ที่มีอยู่เป็นกระแสหลัก ไม่เป็นโลกุตระแล้ว สังคมอโศกเป็นสังคมโลกุตระ มีทรัพย์สมบัติส่วนกลาง เป็นสาธารณโภคี ตามหลักธรรม คำศัพท์ของพระพุทธเจ้าเลย ไม่นอก ไม่มาตั้งเอง ไม่ได้บัญญัติใหม่ เป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือแม้แต่การเมือง รัฐศาสตร์สมบูรณ์แบบ อาตมาทำงานมา 47 48 ปี จึงเห็นว่า อาตมาทำงานสำเร็จ ทำงานประสบผลสำเร็จ เพราะสังคมของอโศกทุกวันนี้ ลงตัวแล้ว ด้านเศรษฐศาสตร์ก็ลงตัว ด้านสังคมศาสตร์นั้นแน่นอน สังคมศาสตร์อยู่อย่างอิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ สวยภาพ สุญญภาพ สวยภาพ มีคนคิดให้น่าจะใช้คำว่า elegance สุญญภาพ voidness ก็ดูดีนะ มันเป็นไปได้ไหม ของชาวอโศก สวยภาพไหม สุญญภาพไหม ครบ แต่เติมอีกสองภาพเป็น 7 ภาพก็ได้ อิสระแน่ เพราะคนที่นี่มาเป็นอิสระ เสรีภาพ ไม่มีใครไปล่อหลอก ไม่โฆษณาหาเสียง บอกความจริงมาดูได้ เอหิปัสสิโก มาฝึกหัดปฏิบัติตามก็ได้ ตามใจเลย หรือว่าจะมาสมัครอยู่เป็นสมาชิกเลย ก็อิสระ อยู่ได้ตามหลักเกณฑ์นี้ เขาอยู่กันอย่างนี้ คุณอย่ามาเป็นตัว nuisance มาอยู่ในหลักเกณฑ์ ถ้าอยู่ได้ก็สบาย สันติภาพ แล้วมีสมรรถภาพ ความรู้ พวกเรามีสมรรถภาพความรู้ เจริญตลอดเวลา ไม่ได้ด้อยกว่าโลกเลย โลกมีความรู้เกิน กินเกิน ใช้อาศัย มันเฟ้อ ของพวกเราอยู่ในกรอบขอบเขต เหมาะสมกับชีวิตพอเพียง พอดี พอเพียง สมรรถภาพ คือทำเต็มเสมอ เจริญอยู่เสมอ อย่าให้พร่อง จะให้ลดสิ่งสมดุล สมบูรณ์ที่สุดแล้ว อย่างสวยงาม สวยภาพ และสุญญภาพ สุญญภาพ นี้ลึกซึ้ง สูญ ด้วยตัวเอง เป็นตัวจบ ตัวเองสูญ ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราของเรา ผู้ใดที่รู้จิตตัวเอง พวกเราชาวอโศกแต่ละคน เราอยู่โดย ไม่ได้ยึดอะไรเป็นเรา เป็นของเรา แต่เราไม่ดูดาย ช่วยกันดูแลรักษา สร้างสรรค์ เพิ่มเติมให้อุดมสมบูรณ์ ให้มีมาก เกินกิน เกินใช้ ก็สะพัดออก สังคมโลกทั้งหลาย เขาต้องการอย่างนี้ เราสร้างสรร ขยันเพียร สร้างสรรสิ่งที่ควรสิ่งที่จำเป็น ไม่เป็นสิ่งที่เป็นภัย เช่น เราไม่สร้าง 5 อย่างนี้มาขาย เรียกว่า มิจฉาวณิชชา 5 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พระไตรปิฎก เล่ม 22 ข้อ 177) กระเป๋าสานที่เราทำอยู่ เขาเอาไปหลอกขาย Versace หลอกขายราคาแพงๆ ผู้ใดไม่มีเงิน ก็ซื้อไม่ได้ สังคมเขาเห่อ ซื้อมาแล้วก็โชว์ คุณไม่มีเงินซื้อหรอก ที่แท้ถูกหลอกให้ซื้อ สังคมอยู่กับความหลอกพวกนี้ โง๊โง่ ใครเคยโง่มาแล้ว ไม่มากก็น้อย มาเข้าใจเสียได้ ก็สบาย พวกเราสบาย เสื้อผ้าหน้าแพร ใช้เพื่อกันร้อน กันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อย กันอุจาด แค่นั้นเอง ซักให้สะอาด สะอ้าน จะมีวัฒนธรรมรูปแบบของไทย อาตมาภูมิใจในชาวอโศก เรายืนยัน แต่งชุดไทย นุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อแขนกระบอก คอธรรมดา คอไทย ซึ่งคอง่ายที่สุด กลมๆ ธรรมดาก็พอแล้ว จะคอตั้งนิดหน่อย ไม่ต้องเป็นเชิ้ต สบายจะตาย พวกนี้ เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่พวกเราได้มีเชื้อสายของพระพุทธเจ้า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีเชื้อสาย มีอนุสัยลึก เป็นเชื้อของพุทธแท้ๆ เป็นโลกุตระ เพราะฉะนั้นมาฝึกฟื้นขึ้น อาตมามาถึง 2560 กว่าปีแล้ว มาฟื้นธรรมะพระพุทธเจ้าได้ผล ซึ่งยากแสนยาก ได้ขนาดนี้ ก็ใครเก่งกว่าอาตมา ก็เชิญ เชิญสร้างหมู่กลุ่มโลกุตระสิ ไม่มีใครชม อาตมาชมเอง ขบถต่อโลกีย์ขนาดนี้ ไม่เช่นนั้น คุณก็เป็นข้าทาส เป็นลูกเล่นหลอก อยู่ในสังคมเขาเท่าไหร่ แต่นี่สบายเรา ไม่เป็นข้าทาสเขา และมีอิสระเสรีภาพ เราไม่งอมืองอเท้า เราขยัน หมั่นเพียร สร้างสรรค์ สิ่งที่ควรสร้าง อะไรควรสร้าง ควรผลิต ควรทำ เราก็ทำ จนกระทั่งถึงสาธารณโภคี แจกจ่าย เผื่อแผ่ ให้คนกินใช้ คนเป็นวรรณะแพศย์ ก็ทำค้าขาย ศูทรเป็นผู้ผลิต กรรมกร พราหมณ์ก็น้อย พวกนักบวชก็น้อย พวกเราเป็นฆราวาสเยอะ ก็เป็นผู้ที่ช่วยสังคมไป ผู้ที่เป็นกษัตริย์ ก็บริหารไปตามธรรม เป็นไปตามธรรมะ ไม่ใช่พวกนักเบ่งข่ม ศูทรเยอะ แพศย์ก็เยอะ คนทำหน้าที่เป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ก็มีไม่เยอะ อยู่กันอย่างได้สัดส่วน ครบถ้วน โดยสัจธรรม วรรณะ 4 เราไม่ได้เอาไว้ข่มเบ่ง เป็นพฤติกรรมโดยหน้าที่สัจจะ ไม่ได้ไปข่มอะไรกัน ผู้ที่สมควรเป็นผู้บริหาร อยู่ในฐานะของกษัตริย์ ก็คือ ผู้บริหารปกครอง ช่วยดูแลสังคม กับผู้สอน ให้ความรู้เป็นธรรมะ สมณะก็เคารพ ยกย่อง รับตำแหน่งหน้าที่ ฐานะพอสมควร ทำมาก ก็ต้องทำให้เรียบร้อย ต้องรับผิดชอบต่างๆนานา ก็แบ่งหน้าที่กัน สังคมของพวกเรา ครบ และ บางคนบอกว่า ผู้บริหาร ผู้สอนมันยาก ลุยเลยดีกว่า ไม่เมื่อยก็เพียร เมื่อยก็พัก อาตมาดูแล้ว พวกเราขยัน ดูสังคมพวกเราแล้ว ชื่นใจ สบายลงตัว เป็นตัวอย่างของโลก แต่เขาจะดูไม่ออกว่า โพธิรักษ์จะทำได้หรือ โพธิรักษ์จะสร้างสังคมได้ขนาดนี้หรือ คิดทฤษฎี ที่เป็นอย่างนี้ได้ ไม่มีในตำราของโลก มีในตำราของพระพุทธเจ้า ตำราของโลก ยังไม่ถึงหรอก ตำราของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตระ เป็นอิสระเสรีภาพ อิสระเลือกเอง เข้าใจ มีปัญญาเอง ตัดสินใจมาเอาเอง เป็นสัจธรรม เป็นไปด้วยสัจจะหมดเลย เป็น อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ สวยภาพ สุญญภาพ ครบ อาตมาว่า ทุกวันนี้ลงตัว อาตมาอายุป่านนี้แล้ว ก็จะปลดเกษียณ จะช่วยเป็นผู้แนะนำ ที่ปรึกษา นอกนั้นก็ไม่ดิ้น ไม่เต้นอะไรมากมาย มันรู้สึกว่าตัวเองอายุมาก มันไม่ยอมรับ ก็ไม่ได้ ว่ามันเหนื่อยง่ายนะ โอ้โห เดินขึ้นชั้น 4 เมื่อย จะบอกว่าไม่เมื่อย ไม่ได้ เขาจะมาทำลิฟต์ให้ ก็ร้องเพลงรอ ก็รอ มันก็รู้สึกต้องยอมรับ กำลังเราไม่เหมือนเด็ก กำลังขนาดนี้ เป็นไปตามธรรม แต่ก็พยายามประคองสังขารไป เพื่อจะอยู่ดูผลงาน ดูสังคม ว่าสังคมจะได้ประโยชน์ จะได้ธรรมะ ที่เป็นธรรมะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า จะได้ไหม ได้เอามา สังคมก็ดีขึ้น ซึ่งอาตมาพูดไปแล้ว เหมือนอวดตัวตน หลงตนเองยิ่งใหญ่ ชาวพุทธในเมืองไทย โดยเฉพาะได้อาตมา ฟื้นธรรมะพระพุทธเจ้า จนเกิดกลุ่มหมู่ชาวอโศก เป็นชาวพุทธในโลก แต่มีทัศนคติ วิสัยทัศน์ว่า เป็นคนต้องเป็นอย่างนี้ ดีที่สุด อาตมาสรุป เพื่อให้พวกเราเข้าใจ และทำเป็นกันแล้วล่ะ จะมาเป็นคนจน นี่เป็น เศรษฐศาสตร์ที่ดีสุดในโลก พวกเราแน่ใจไหมว่า จะไม่ขอรวยไปกว่านี้แล้ว มันเข้าใจ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า พวกนี้เป็นคนจน แต่เป็นคนไม่ทำลายเศรษฐกิจ เป็นคนจนที่ทำให้เศษฐกิจดี ที่อยู่ก็มี อาหารก็มี เสื้อผ้าก็มี ยารักษาโรคก็มี จนยารักษาโรคเฟ้อเกิน ครบบริขารเครื่องใช้ แม้ที่สุดของทันสมัย ไอที เราก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร กระทบไหล่ดาราได้ เราก็ไม่ได้น้อยหน้าตา แต่ไม่ไปแข่งกับโลก ไปเด่นดี โด่งดัง แบบทางโลก ไม่หรูหรา นอกนั้น พลังงานที่เรามีแต่ละคน เรารู้จักเหตุปัจจัย เช่น อาหารการกิน เพราะฉะนั้น พวกเรานี้ นับวันจะสร้างอาหารการกิน ไปเลี้ยงโลก ไปให้โลกได้กิน ได้อาศัย พวกเรานี้เก่งทางสร้างพอสมควร ผลิตผลหมาก รากไม้ อาหาร แต่สะพัดแจกจ่าย ยังไม่เก่ง ทั้งๆที่เราขายถูก หรือแจก ก็ยังไม่เก่ง ก็พยายามไป นี่แหละ เราทำให้สังคม เศรษฐกิจ หนึ่ง เราไม่ดูดไม่แย่งออกจากสังคม ให้มันขาดแคลน แย่งชิง ให้มันเดือดร้อน คนอื่นที่ไม่มี เราไม่เอาพลังงานไปสูญเสีย กับการเต้นไปดีด หามาให้แก่ตัวเอง ก็เสียพลังงาน ไม่ต้อง สร้างสรรค์ และอาศัยกินใช้ ในนี้พอแล้ว นอกนั้น ก็บริหาร สะพัดออกไป เรายังไม่เก่งสะพัด เราสร้างร้านค้า อาคาร มาเพื่อแจกจ่าย เราไม่มีเวลาไปแจกจ่าย เรามีแรงงานน้อย ของเรานี้ ดีนะ ไม่มีพิษ ไม่มอมเมา ไม่เป็นโทษภัยกับอะไรทั้งนั้นเลย ไม่มีบาปด้วย อันนี้สำคัญ สร้างสิ่งที่เราสร้าง อย่างไม่ติดบาป มีแต่ของสะอาด บริสุทธิ์ ทั้งนั้นเลย ดี มีคุณภาพด้วย แล้วขายราคาถูก ดีไม่ดีแจกฟรี แจกจริงๆด้วย นี่มีมากเข้า จะเน่าจะเสีย ก็รีบแจก เพราะเราพอ เราไม่ต้องมีเพิ่ม ก็พอแล้ว อาศัยกินใช้กับหมู่ เศรษฐศาสตร์บทนี้ มันสุดยอดแล้ว อุดมสมบูรณ์ เหลือกินเหลือใช้ อาตมาถึงบอกว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการพยายามทำให้สังคมอยู่เย็น เป็นสุข มีอยู่มีกิน เศรษฐศาสตร์ทุกวันนี้ เศรษฐกิจทุกวันนี้ แต่ละชาติ แต่ละประเทศ ดิ้นรนให้ชาติตัวเองมีอยู่มีกิน เหลือแล้วขายแพง ขูดรีดประเทศอื่น อย่างนี้ไม่ดีหรอก เราต้องสร้างให้มาก แล้วขายให้ถูก หรือแจก สำหรับประเทศที่ขาดแคลน นี่คือเศรษฐศาสตร์ที่ดี แต่ทุกวันนี้ เศรษฐศาสตร์ตัวเองรวย มีอยู่มีกิน สร้างให้เก่ง หรือไม่เก่งก็ตาม สามารถที่จะค้าขาย เอาเปรียบ เอารัดจากคนอื่นได้มาก ก็ถือว่าเศรษฐกิจดี อย่างนี้ ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้เลย มันไม่เข้าท่า ทั้งๆที่จริงแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ อธิบายคำว่า GDP ถูกนะ แต่ประพฤติผิด จากสัจธรรม GDP คือรายได้มวลรวม Gross คือรายได้ D คือ domestic คือของเราภายใน การสร้างของเราภายใน ในมวลรวม เรากิน เราใช้ องค์รวมที่ทำได้ พอกิน พอใช้ แล้วมีส่วนเหลือ ส่วนเกิน ที่เราใช้แล้ว ส่วนเหลือแทนที่จะแจกจ่าย ให้คนอื่นอย่างต่ำกว่าทุน หรือแจกฟรี แต่ไม่ทำ ก็เอาไปขายแพง เอาเปรียบเขา นี่ขบถต่อ GDP ในประเทศไทย ชาวอโศกเรามี GDP สมบูรณ์แบบ สร้างของเราเอง ในอโศก สร้างได้เหลือกิน เหลือใช้แล้ว การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะทำให้สำเร็จ ต้องสร้างให้คนไปจน ถ้าไปใส่ความคิด ให้คนไปรวย ให้คนยึดอย่างนี้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ต้องแก้แบบคนจน สอนให้คนรู้จักความจน มาเป็นคนจน อย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรานี้ ท่านเป็นอาริยะชน เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่เข้าใจสังคมมนุษยชาติ อย่างดีที่สุด ยิ่งกว่านักเศรษฐศาสตร์ของโลก พูดอย่างนี้แหละ นักบริหารเศรษฐกิจ ของประเทศไทย ก็ยังไม่ Get ความเข้าใจของในหลวง ย้ำ ถ้าเผื่อว่าเข้าใจแล้วซาบซึ้ง ในความจริง ที่ในหลวงท่านทรงเจตนา อย่างจริงเลยว่า บริหารแบบคนจนนี้ นักแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้คนไทยก็จะไม่พูดว่า จะต้องทำให้คนไทยรวยหมดทุกคน รวยกันเต็ม เพื่อไม่ให้มีคนจน จะไม่พูดเลย ทวนกระแสกับชาวอโศก ที่บอกว่าให้สร้างคนจน เป็นคนจนที่มีกินมีใช้ ทำให้เหลือแล้วแจกจ่ายคนอื่น เราเป็นได้สำเร็จแล้วหรือยัง..สำเร็จแล้ว พูดเบาๆ แสดงว่าคนข้างนอก มีพอสมควร ถ้าคนข้างในดังแล้ว มาอยู่ในชาวอโศก จะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ มีกิน มีใช้ เหลือเฟือ สิ่งที่เฟ้อเกิน มอมเมา ให้หลงใหลตาม เป็นแฟชั่น เราไม่เสียเงินเสียทอง เสียเวลาแรงงานอะไร แค่นี้ก็ดีแล้ว เราอาศัยแค่นี้ บริขารเท่านี้ ก็สุขสำราญเบิกบานใจแล้ว ดูสินี่ ไม่รีบกิน ปล่อยให้มันแก่ มันบานเสีย เห็นไหม มันเกิน ถ้าเป็นที่อื่น เขารีบเก็บ เอาไปขาย ใช่ไหม ไม่อย่างนั้นมันเสียของ เสียดาย นี่เราเก็บไม่ทัน ขี้เกียจเก็บ มันมีเหลือเฟือ เห็นแค่นี้ ก็เป็นการยืนยันได้ ความจริงเป็นเช่นนี้ อ้างอิงได้เช่นนี้ ดูสินี่ เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสังคมโลก จึงควรจะต้องเข้าใจ สิ่งที่อาตมาพูดคร่าวๆนี้ให้ได้ ถ้าอย่างนั้น แก้ปัญหาไม่สำเร็จ แต่ชาวอโศกแก้ปัญหาได้ สำเร็จแล้ว เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็เชิญ ท้าทายให้มาพิสูจน์ เอหิปัสสิโก จริง นักเศรษฐศาสตร์ดอกเตอร์ 3 ใบ 5 ใบ ทางเศรษฐศาสตร์ด้วย จะไปเรียนโพสดอกเตอร์มาจากไหนก็ตาม ก็ดูสิ ตำราแบบพระพุทธเจ้า แบบพระเจ้าแผ่นดินของไทยพาทำ และอาตมาก็พาทำด้วยกัน ตามในหลวง ตามพระพุทธเจ้า มันสุดยอดแล้ว ไม่เป็นภัยต่อสังคม มีแต่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พูดได้อย่างนี้เลย ถ้าจะหาว่าคุยตัว โม้ ก็ไม่เป็นไร แต่อาตมามั่นใจว่า พวกเราเป็นจริง เป็นความเจริญแท้ ที่เราเป็นอย่างนี้ได้ เพราะเราทำตามพระพุทธเจ้า เพราะความรู้พระพุทธเจ้า เพราะทฤษฎีวิชาการของพระพุทธเจ้า เริ่มมาตั้งแต่ศีล เป็นตัวกำหนดจิต เป็นตัวกำหนดสมาธิ สมาธิที่เขาเรียนกัน ในวงการศาสนาพุทธ ก็ตาม เป็นสมาธินอกรีต เป็นสมาธิที่มันสะกดจิต เป็นสมาธิสะกดจิตแล้ว ไม่รู้เรื่องโลก แม้แต่อัตตา ก็ไม่เรียน อัตตาที่เป็น โอฬาริกอัตตา สัมพันธ์กับข้างนอก เกี่ยวข้องกับสัตว์ สิ่งของ เราก็ต้องเรียนรู้ แล้วลดอัตตา เมื่อเราลดได้แล้ว ก็เรียนรู้ว่า เราได้ทำสำเร็จ เรียนรู้ มโนมยอัตตา อัตตาที่สำเร็จด้วยรูป ในจิตเรา เราทำยังไม่ได้ ก็เรียนรู้ให้ลึกซึ้งต่อ จนหมดมโนมยอัตตา เหลือ อรูปอัตตา ก็ล้างต่อ ในจิต คำสอนพระพุทธเจ้ามีครบหมด แต่ทุกวันนี้ ไม่ทำแล้ว ปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่รู้จักกาม อัตตา ก็พลอยไม่รู้ เพราะไม่ได้เรียนรู้ ตั้งแต่โอฬาริกอัตตาภายนอก แล้วมันมีอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ไม่ได้เรียนรู้ ไม่มีทำวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมัปปธาน 4 จะต้องสำรวมอินทรีย์ ต้องปหานกิเลส สำรวมอินทรีย์คือ มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ สัมพันธ์กับภายนอกแล้วกิเลสมันเกิด เช่น ผู้ถือศีล 5 เริ่มตั้งแต่ ศีล 1 2 3 เอาตัวเองไล่ลำดับ พรุ่งนี้จะขึ้นบทที่ 1 วันนี้เป็นการปฐมนิเทศก่อน ก็จะไล่ไปตามลำดับ อาตมาจะขยายให้เล็กละเอียด ศีลข้อ 1. เกี่ยวกับสัตว์ สัตว์มีตั้งแต่ สัตว์เดรัจฉาน จนเป็นสัตว์บุคคล ที่เป็นเวไนยสัตว์ และอเวไนยสัตว์ หรือเป็น สัตตาวาส 9 จะขยายให้ฟังโดยละเอียด เกี่ยวข้องกับสัตว์แล้ว เราจะทำตนอย่างไร มีกายอย่างไร สัญญาอย่างไร กายต่างกัน มันเป็นอย่างไร สัญญาต่างกันมันเป็นอย่างไร เป็นสัตตาวาส 9 ซึ่งจะต้องเรียน ด้วย วิญญาณฐิติ 7 อย่าไปนั่งหลับตา สะกดจิต ไม่มีวิญญาณ วิญญาณคือ มีรูปขันธ์ นามขันธ์ ครบ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีผัสสะกระทบรูปนอก เป็นรูปขันธ์ แต่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่มีรูปขันธ์ มีแต่นาม แล้วไม่รู้รูป เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธ สังเกตที่พวกเขาสอนกัน จะไม่รู้จักรูป 28 ศาสนาพุทธปฏิบัติรูป 28 นี้จบ จิตก็จะเป็นจิตเจตสิกต่างๆ 89 121 เป็นต้น โดยสัจจะไม่ต้องเอาชื่อไปติดก็ได้ แต่จะมีชีวิตอยู่อย่างรู้รูป มี ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 แล้วก็สัมผัส สัมพันธ์อยู่กับภายนอก มหาภูตรูป 4 แล้วก็มีการสัมพันธ์กัน เป็นภาวรูป แล้วทำรูปที่รู้เวทนาในเวทนา แล้วทำให้ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เล่ม 10 ข้อ 60

ถ้าแยกเนกขัมสิตะ กับเคหสิตะไม่ได้ ทำเคหสิตมาเป็นเนกขัมมะไม่ได้ ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ผู้ทำได้ ก็ทำธรรมะพระพุทธเจ้าได้ อ่านเวทนาออก แยกอย่างนี้ เคหสิตะ แล้วทำอย่างนี้ มันทำให้กิเลสลด เรียกว่าเนกขัมมะ กิเลสตายอย่างนี้เอง ผู้ที่สามารถรู้ถึงเวทนาในเวทนาแล้ว ก็สามารถมี มโนปวิจาร มโนก็จิต วิจาร คือพฤติการณ์ พฤติกรรมของจิต มโนปวิจาร คือพฤติกรรมพฤติการณ์ อาการของจิต จิต มโน ที่มันมีพฤติการณ์ แบบเคหสิตะ แบบโลกีย์ ก็ทำให้มันลดลง เป็นเนกขัมมะ ผู้มีความรู้อย่างนี้ คืออาริยบุคคลของพุทธ ถ้าสัมผัสอันนั้น อันนี้ ก็ทำหมด มันไม่เก่งหรอก มันต้องเริ่มต้นตั้งแต่ ศีลข้อที่ 1 เอาแค่ต้องกระทบกับสัตว์ เรียนรู้ เคหสิตะก่อน เรากระทบสัมผัสแล้ว เป็นแบบโลกๆ กับลาภยศสรรเสริญ ดีไม่ดีโลกียสุข หรือบำเรออัตตา เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับของอทินนาทาน ก็ทำกับข้าวของ ทำจิตให้สำเร็จไปตามลำดับ อันนี้เป็นความน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ปฏิบัติไปหมด ดีไม่ดี ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่รู้ว่าโลกมีอะไร เป็นโอฬาริกอัตตา คนที่ปฏิบัติโอฬาริกอัตตาสำเร็จ เป็นอนาคามี ก็อยู่กับอัตตาโลกนี่แหละ มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มีทุกอย่าง ดิน น้ำ ไฟ ลม เราก็อยู่เหนือมัน เหลือเศษรูปราคะ อรูปราคะก็ล้างอีก แต่หยาบ มันไม่เกิดอีก เราอยู่เหนือแล้ว ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีพิษภัยอะไรกับมัน เหลือภายใน ก็ล้างต่ออีก จนหมด อรูป เป็นอรหันต์อยู่บนโลก อรหันต์ไม่ใช่คนพิสดารอะไร เป็นคนพิเศษอะไร แต่เป็นคนสบาย ไม่เป็นพิษภัยอะไรกับโลกเลย ไม่ได้อวดตัวตน อยากเก่ง อยากโก้ อยากรวย อยากหรูหรา เด่นดังอะไร อรหันต์คือ ผู้ที่ไม่มีพิษภัยต่อโลก ขออภัย อาตมาสบายใจมาก ภูมิใจมาก ที่ตนเองไม่มีภัยต่อโลก มีแต่ประโยชน์จริง อาตมาไม่เป็นภัย แต่พวกที่ยึดมั่น ถือมั่นผิด มิจฉาทิฐิ ถือว่าอาตมาเป็นศัตรู เป็นภัย จะไปแก้มิจฉาทิฐิเขา เขาก็จะเอาตาย พวกนี้ไม่รู้อะไรเลย เราจะแก้ให้ จะเอาเราตาย โง่ซ้ำซ้อน ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาพูดตรง พูดผ่า พูดไม่ได้อ้อมค้อม ก็ขออภัย อาตมายิ่งทำงาน ยิ่งสบายใจว่า ไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน