610402_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐกิจจะดีแท้ต้องมาเป็นคนจน.docx
เนื้อหาในไฟล์
610402_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เศรษฐกิจจะดีแท้ต้องมาเป็นคนจน
สมณะเดินดินว่า… วันนี้ เป็นวันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก ปีนี้ใครมางานที่บ้านราชฯ คงได้รับบรรยากาศครบ 3 ฤดู เขาบอกว่า มันจะหนาวต่ำกว่า 20 องศา เป็นเดือนเมษายน ที่มีอากาศหนาว ใครจะมาก็เตรียมพร้อมให้ดี ในช่วงวันที่ 6-7 อุณหภูมิจะลดต่ำ มีพายุฝนด้วย โลกนี้มีความไม่เที่ยง แต่สิ่งที่มีความเที่ยงแท้ยั่งยืนตลอดคือสัจจะ หรือความดีงาม ที่เราจะยืนหยัด ยืนยัน การจัด งานปลุกเสกฯ ครั้งนี้ เป็น ครั้งที่ 42 และเป็นการจัด งานตลาดอาริยะ ครั้งที่ 39 ซึ่งนับเฉพาะครั้งใหญ่ๆปีละ 1 ครั้ง แต่ในบางปี เราจัดปีละหลายครั้ง แต่ครั้งที่ใหญ่ๆ ก็ปีละครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 39 ในบางปีเราย้ายเรือเอี้ยมจุ๊น ไปจัดที่ฝั่งเมือง คนอีสานเห็นว่าลำใหญ่ ไม่ค่อยอยากขึ้น ต้องเสียแรงเดินลงเรือขึ้นเรืออีก ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ ตอนนั้นเราจะตลาดน้ำอาริยะ คืนชีวิตแม่มูน มีคนประมวลความมหัศจรรย์ไว้ถึง 6 อย่าง ในปีนี้ เราก็จะมีตลาดน้ำเหมือนกัน แต่เรามีเรือด่วนลำใหญ่ ที่แล่นเร็ว รับส่งได้สะดวกมากยิ่งขึ้น งานตลาดน้ำอาริยะ คืนชีวิตแม่มูนครั้งนี้ มีผู้ประมวลได้ถึง ความมหัศจรรย์ 6 อย่าง ของตลาดน้ำอาริยะคืนชีวิตแม่มูน
1.เป็นการจัด ขายของขาดทุน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะเราทำตามปรัชญาในหลวง ที่ว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา Our loss is Our gain ทั้งที่พวกชาวอโศก เป็นคนจน แต่เราทำแบบคนจน ตามที่ในหลวงบอก ให้เราเป็นคนจนมหัศจรรย์ ที่มีจนเพราะมักน้อย และไม่สะสม แต่มากล้นด้วยสมรรถภาพ ที่จะสร้างสรร ทำเพื่อให้ เพื่อแบ่งแจกแก่สังคม
2.เป็น ตลาดที่ปลอดอบายมุข ไม่ใช่เฉพาะแค่เหล้า เบียร์ ซึ่งไม่มีแน่ แม้แต่บุหรี่ ก็รณรงค์ไม่ให้เกิดการสูบบุหรี่ใน
อ่านต่อ
งานนี้ ผู้ที่มาก็เข้าใจ เพราะว่ามากันหลายปีแล้ว พยายามไม่นำเอาอบายมุขเข้ามาเสพในนี้
3.เป็นตลาดที่ ปราศจากการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เพราะขายอาหารมังสวิรัติ จานละ 1 บาท ตลอดงาน
4.เป็นตลาดน้ำที่ มีเรือไม้โบราณมาเป็นร้านค้า ที่ใหญ่ที่สุด
5.เป็นตลาดขายสินค้าคนมานับแสนคน แต่มี ขยะน้อยที่สุด
6.เป็นตลาดขายสินค้า ที่ ผู้ขายยังไหว้ผู้ซื้อ อย่างจริงใจ ทั้งที่ผู้ขายเจตนามาให้มาเสียสละ ขายของขาดทุนกับผู้ให้ แล้วก็ยังคงเจตนา สร้างวัฒนธรรมดีงาม ผู้ขายไหว้ผู้ซื้อ เป็นการสร้างสันติสุขให้แก่โลก เพราะว่า... ในโลกแห่งความอลวน ... จะสันติได้ก็ด้วย "ผู้รับ" และ "ผู้ให้" โดย "ผู้รับ" ก็รับแต่เพียงพอดี ทั้งรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ "ผู้ให้" และมีปัญญารู้ ทุกข์ ของการรับไว้ "ผู้ให้" ก็รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณผู้รับ ทั้งรู้จักใช้ปัญญา ในการให้ และเห็นโทษภัย ของการเก็บสะสม หอบหวงกักตุนไว้ นี้แหละคือทางสายเดียว ที่จะค้ำจุนโลกให้สงบ ร่มเย็น มีสันติสุขโดยแท้
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน โลกุตระกับโลกียะต่างกันตรงไหน พ่อครูว่า... อาตมาเป็นคนที่จะไม่โกหกใครจริงๆ แต่ผิดพลาด สิ่งที่อาตมาผิดพลาดไป ก็ขอบคุณคนที่ท้วงติงมาอย่างยิ่งเลย ก็คืออาตมาได้บอกไปว่า อรหันต์ระดับ 5 ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เกิดเป็นกษัตริย์ ต้องระดับสูงขึ้นไปถึงจะได้เป็นกษัตริย์ ซึ่งมันเป็นความผิดพลาด เพราะว่าความเป็นกษัตริย์นั้น ไม่ต้องขึ้นกับโลกุตระ ก็เป็นกษัตริย์ได้ เป็นกษัตริย์ที่ดีก็ได้ เป็นกษัตริย์ที่ไม่ดีก็ได้ มันไม่ขึ้นกับโลกุตระ เพราะฉะนั้น จึงไปพูดว่า พระอรหันต์ระดับ 5 ขึ้นไปแล้วไม่ค่อยได้เป็นกษัตริย์ ไม่ใช่ แม้แต่เขาไม่ใช่โลกุตรบุคคล ก็เป็นกษัตริย์ได้ เป็นกษัตริย์ที่ดีมีด้วย อย่างโลกียชนด้วยซ้ำไป เพราะโลกียะก็มีดี ประเด็นที่โลกียะกับโลกุตระต่างกัน คือ โลกุตระนั้น เป็นความรู้ เป็นทฤษฎีที่สามารถรู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน แยกรูป แยกนาม แยกจิต แยกกาย แยกพัฒนาการของดินน้ำไฟลม จนเป็นพีชะ จนเป็นจิต จนเป็นกรรม กรรมมีกุศล อกุศลในโลกียะ แล้วกรรมก็เป็นโลกุตระกับโลกียะได้ด้วย โลกุตระจึงเป็นตัวพิเศษ จากโลกียะเพียงแต่ดีกับชั่วเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญคือ รู้จักกิเลส กิเลสเป็นจิตเจตสิก ที่จริงไม่ใช่จิตเจตสิกจริง แต่เป็นสิ่งที่หลอก ไม่ใช่จิตเดิมแท้ของอัตภาพเลย แต่เป็นพลังงานอื่น ที่ปรุงแต่งขึ้น หรือจริงๆแล้วจิตเราไปปรุง ทำพลังงานนั้นใส่จิตตัวเอง ก็จึงไม่จริง อันนี้เป็นประเด็นที่ผิดพลาด ต้องขออภัยจริงๆ แสดงความรู้เร็วไปหน่อย คำนวณ หรือคิดเร็วไป ผิดพลาด สัญญาผิดไป ที่จริงก็มีความรู้สึกแวบๆว่า มันใช่หรือเปล่า มันคือความไม่มั่นใจ แต่ยังไม่ทันเตรียมตัวแก้ตัว ก็มีคนท้วงมา แสดงว่าผู้ท้วงมา มีผู้มีภูมิธรรม มีปัญญาจริง อาตมาก็ภูมิใจที่คนฟังแยกแยะได้ โดยเฉพาะแยกแยะโลกุตระ โลกียะ ก็จะต้องกล่าวขอบคุณอย่างยิ่ง ขออภัยอย่างยิ่ง ที่ได้กล่าวผิดไป สรุปชัดๆนะว่า อรหันต์ระดับ 5 ขึ้นไปเรียกว่า โพธิสัตว์ระดับ 5 โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า)ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า อรหันต์ในโสดาบัน ก็คือผู้ที่ทำถึงที่สุดแล้วในอบายมุข นี่เป็นเรื่องแรก ที่อาตมาจะต้องกล่าวในที่นี้ ในวันนี้ เป็นเรื่องที่ผิดพลาดจริงๆ ต้องขอบคุณอย่างยิ่ง ก็ผ่านไปเรื่องนี้
เรื่องต่อมาคือ SMS วันที่ 2 เมษายน 2561 (รายการวิถีอาริยธรรม )
_3867... เรียนบุญนิยมช่วยขึ้นจอต่ออายุสมาชิก เราคิดอะไร อีกครั้งได้ไหม? ฟังพ่อครูฯฟังไม่ทัน! ดูตามจอTVเล็ก รุ่นดึกดำบรรพ์ จดไม่ทัน! ขอขอบคุณฯ สมาชิกเก่าฯ _กราบนิมนต์ ขอรบกวนพ่อท่าน ประชาสัมพันธ์ ถึงสมาชิก เราคิดอะไร ค่ะ โอนเงินต่ออายุสมาชิก หรือ สมัครสมาชิกใหม่ ได้ที่ คุณใบแก้ว ชาวหินฟ้า กสิกรไทย ออมทรัพย์ เลขที่ กสิกรไทย 038 8 66705-2 และยืนยันการโอนเงินที่ 086-486-7868 แคท ขอบคุณค่ะ จากทีมงานเราคิดอะไร
_กิจกรรม “คืนสู่เหย้าชาวสัมมาสิกขา” ในวันที่ 12 เมษายน 2561 ขอเชิญศิษย์เก่าสัมมาสิกขาทุกสถาบันร่วมกิจกรรม 🔸ศิษย์เก่ารับน้องเข้าสมาคม ในเวลา 08.00 - 10.00 น. 🔸ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมศิษย์เก่าฯในเวลา 12.00-14.00 น. 🔸เอื้อไออุ่นกับหลวงปู่สมณะโพธิรักษ์ 14.00-15.00 น.
_3867...กราบอนุโมทนาธรรมพ่อครู โปรดญาติธรรมชุมชนพอเพียงทุก บวรอโศกด้วยความไม่มีอัตตา จึงเกิดชุมชนธรรมาธิปไตย ที่เป็นพหุชนหิตายะ โลกานุวัตรกัมปายะ! ที่ทรงประสิทธิภาพ ด้วยปริสุทธา, ปริโยทาตา, มุทุ, กัมมัญญา, ปภัสสรา ที่วิเศษสุดในสังคมพอเพียง สาธุ! คนโลกเงียบ
_Jum Sumalee (จุ๋ม สุมาลี)...พ่อครู คือพระโพธิสัตว์ ที่มาช่วยโลกในยุคนี้เจ้าค่ะ ไม่มีใครอีกแล้วในเวลานี้ที่จะเทียบเท่าได้ ลูกขอกราบแทบเท้าเจ้าค่ะ
_Ting Daotawan (ติ้ง ดาวตะวัน)...กราบอาราธนาพ่อครูอยู่ยืนยาวให้ถึง 151 ปี อย่างแข็งแรงค่ะ
พ่อครูว่า... มาเข้าสู่สาระ ที่อาตมาจะพึงพูดวันนี้ วันนี้วันที่ 2 งานปลุกเสกฯเราวันที่ 5 งานปลุกเสกฯกำหนดหัวข้อที่จะเทศน์คือ “ ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ” สั้นๆ แต่จะขยายให้ละเอียด ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่รู้เรื่องศีล ทิ้งศีลไปสนิท จึงไม่มีหัว ไม่มีหาง หรือมีแต่หาง ตัวก็ไม่มี หัวไม่มี ตัวไม่มี มีแต่หาง หางเลอะเทอะ เยอะแยะไปหมดด้วย ก็ค่อยอธิบายให้เป็นพุทธเต็มตัว มีหางหัวบริบูรณ์ด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐกิจจะดีแท้ต้องมาเป็นคนจน พ่อครูว่า... ก็ขอทบทวนเรื่องของสังคมเสียหน่อย อาตมาได้ย้ำซ้ำซาก หลายที มากมาย และก็คงจะพูดอีกหลายทีว่า เศรษฐกิจที่ดีนั้น คือ คนก็ดี สังคมก็ดี ประเทศก็ดี ที่ชื่อว่า สังคมที่มีเศรษฐกิจดี ต้องมีคน และต้องเป็นกลุ่มสังคม รวมตัวกัน แล้วก็รวมกัน ถึงเป็นประเทศ จะไปนับรวมทั้งหมด ทั้งโลก ทุกประเทศ ว่าเป็นเศรษฐกิจดี ทุกประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ได้แค่คำว่าคน กับคำว่าสังคมกลุ่ม และประเทศเท่านั้น ก็จะมีเศรษฐกิจดีส่วนหนึ่ง กับเศรษฐกิจไม่ดีส่วนหนึ่ง เศรษฐกิจดี ที่เป็น civilize เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วเอามาประกาศให้แก่มนุษยชาติ อาตมาภาคภูมิใจ ที่ได้นำสัจธรรมพระพุทธเจ้า มาประกาศ ให้พวกเราฟังเข้าใจ เห็นจริง ศรัทธา เลื่อมใส เอาตัวมาปฏิบัติ จนเข้ามาอยู่ในแวดวงของเศรษฐกิจแบบพระพุทธเจ้า จนกระทั่งมารวมตัวกัน เป็นสังคม ยังนับว่าเป็นประเทศไทยทั้งหมดไม่ได้ เป็นสังคมเศรษฐกิจดีได้ในชาวอโศก เป็นสังคมกลุ่มที่เศรษฐกิจดี เศรษฐกิจดีนั้น อาตมาได้ให้นิยามชัดเจนไว้ว่า เป็นเศรษฐกิจคนจน ซึ่งนิยามที่อาตมาให้ไปไม่ได้นอกเหนือจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าใช้คำว่า อัปปิจฉะ หรือกล้าจนมักน้อย มีน้อยๆก็พอ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ตรัสไว้ชัดเจน มีหลักฐานที่เราเอามาเปิดในช่องบุญนิยมเราประจำ เศรษฐกิจดีนั้นคนจะต้องมีคุณธรรมมีจิตวิญญาณที่ดีก่อน แล้วก็รวมกัน เป็นกลุ่มสังคมที่มีเศรษฐกิจดี ถ้าเป็นทั้งประเทศได้ ประเทศทั้งประเทศ ได้คนทั้งหมด ไม่ได้ แต่สังคมกลุ่มในประเทศ ค่าเฉลี่ยแล้ว คนส่วนใหญ่ มีกลุ่มที่เป็นเศรษฐกิจดี คนที่เศรษฐกิจดี เราเรียกไม่ได้ เพราะคนเดียว เราจะบอกว่าเศรษฐกิจไม่ได้ เศรษฐกิจจะต้องมีการสะพัด เผื่อแผ่เกื้อกูล เป็นกลุ่มหรือเรียกว่ากงสี ในชาวจีนก็มี คือคนที่ร่วมกินใช้ในส่วนกลาง ของ สาธารณโภคี เป็นสังคมที่อาตมาให้ หลักเกณฑ์ ไว้ 7 ข้อ อิสรเสรีภาพ (Independent) มีอิสรภาพพ้นอำนาจกิเลส ภราดรภาพ (Fraternity) มีภาวะแห่งรักกว้างออกไปดุจดั่งญาติ สันติภาพ (Peace) มีภาวะสงบแท้ ไม่มีตัวเหตุเบียดเบียน สมรรถภาพ (Efficiency) มีความสามารถสรรสร้างประโยชน์สุข บูรณภาพ (Integrity) ปรับปรุงพัฒนาให้เจริญ ให้เต็มบริบูรณ์ เติมเสริมทำให้สมบูรณ์ หรือทำให้เจริญยิ่งขึ้น ไม่สิ้นสุด สวยภาพ สุญญภาพ อาตมาคำว่า สวย เหมือนทางโลกน่าจะใช้คำว่า งาม แต่คำว่าสวยนั้นคลุม เอื้อไปสู่ทางโลก มีส.สองส. ดูดี สวยภาพ สุญญภาพ มีคนเสนอ แนะคำมาเหมือนกัน ผู้รู้ก็ลองเสนอแนะมา อาตมาก็ยังไม่ได้ตัดสินเอาอันไหน ก็ยังรู้สึกว่า น่าจะมีดีกว่านี้ไหม ก็ฝากไว้ ช่วยกันคิด นี่คือ เศรษฐกิจดี ประเทศนั้นเป็นประเทศที่ไม่ร่ำรวย แต่เศรษฐกิจดี ถ้าเผื่อว่า คนโลกเศรษฐกิจดี ทั้งตัวบุคคล ทั้งตัวสังคมนั้น รวยเละ เป็นแสนล้าน ล้านๆเลย เป็นสิทธิของเขา อย่างนั้น คนอย่างนั้น เราเห็นว่า เป็นคนที่แย่มากเลย ถ้าไปกอบโกย เป็นสิทธิของเรา คนอื่นใช้ไม่ได้ นอกจากเราจะอนุญาตให้ เป็นสิทธิเราแล้ว กอบโกยเอาไว้ เป็นแสนล้าน ล้านๆ คนคนนี้ใจดำ อำมหิต โหดร้าย มันไม่เห็นแก่คนอื่น เห็นแก่ตัวจัดมาก เขาเห็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นความเข้าใจชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงไม่เอา ไม่เอาจนกระทั่งสามารถเป็นคนจน คนจนคือคนไม่มี คนไม่สะสมไว้มาก แม้จะเก่งจะสะสมแสนล้าน ล้านๆได้ แต่ไม่เอา จะเป็นคนจน เมื่อเทียบกับคนสามัญ เช่น ค่าเฉลี่ยของคนไทย ถ้าคุณมีเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าแสนบาทใช้ ไม่ขาด คุณสะสมไม่ต้องถึงแสนบาท คนหนึ่งนะ อย่างนี้ถือว่ามีรายได้ไม่สูง ต่ำแสนบาท ถือว่าเป็นคนมีสมรรถนะดี แต่มีเงินคงคลังแสนบาท แสดงว่าคุณใช้ได้ ฐานะดีอยู่ แต่คนจนที่หมายนี้ต่ำกว่าแสน ดีไม่ดี 0 บาทเลย ไม่สะสม พึ่งกองกลาง บางคนมีแค่ 100 บาทในกระเป๋า บางคนมี 1000 บางคนมี 10000 บางคนมี 100000 ก็สูงสุดแล้ว เกณฑ์ต่ำกว่าแสน ก็ถือว่าจน ต่ำกว่า มี 50000 ก็จนกว่าอีก เผื่อไว้สักห้าหมื่นก็ยิ่งกล้าจนกว่า เป็นผู้ที่ไม่ต้องห่วงเลย อยู่ในสังคม จนกระทั่ง ไม่ใช่น้อยเลย ชาวอโศก มี 0 บาท ไม่มีอยู่ที่ตัวเลย ถึงเวลาจะใช้ก็บอกส่วนกลาง ถ้าหากส่วนกลางกรรมการไม่ให้ก็ไม่เป็นไรไม่ให้ใช้ ไม่ให้ก็ไม่เอา ไม่ให้ก็ไม่ใช้อย่างนี้เป็นต้น ไม่เดือดร้อน เป็นคนพอ ได้เท่าไหร่เท่านั้น จิตใจหมดความมักมาก ไม่มีมหัปปิจฉะ มีแต่อัปปิจฉะ นิยามที่อาตมาพูดคร่าวๆนี้ สรุปคือ เป็นคนที่ไม่ยึดตัวตน ไม่มีของตัวของตน แต่เป็นคนมีความขยัน เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ก็ทำงานเข้าส่วนกลางๆ สังคมอย่างนี้ เป็นสังคมสาธารณโภคี ที่อาตมาได้ศึกษามาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ มีสาธารณโภคี แล้วเอามายืนยันได้ ตั้งแต่มีชุมชนของชาวอโศกมา 40 กว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่อาตมาบวชมา อาตมาบวชจะเต็ม 48 ปีแล้ว ก็ทำได้ เจริญขึ้นได้เรื่อยๆ ยิ่งแน่น ยิ่งแข็งแรง มีมวลที่แข็งแกร่ง ปึกแผ่น เป็น static ก็แน่น เป็นพลังงานไดนามิค ก็สะพัดเพิ่มเติม สัมพันธ์กับมวลภายนอก เพื่อเชื่อมโยงเพิ่มขึ้น ได้เสมอ ผู้ใดที่มีความเป็นไปได้ ตามที่อาตมาว่า คร่าวๆ สั้นๆนี้ จึงเป็นสังคมที่ เรียกว่า เศรษฐกิจดี เงินทองของกองกลางก็มีจำนวนหนึ่ง อย่างราชธานีอโศกนี่ ติดลบอยู่บ่อยๆ แต่ติดลบนี่ไม่ได้เป็นหนี้ธนาคาร เอาเงิน ส่วนกลาง ซ้อนอีก ส่วนกลางที่แต่ละองค์รวม ชาวชุมชน รวมกันกับส่วนกลาง อย่างสันติอโศก จะเป็นส่วนกลางที่รวมไว้ กลางจริงๆ ทุกคนถือว่าจุดนั้นเป็นจุดกลาง เชื่อมโยง กองกลางจริงๆของชาวอโศก จึงอยู่ที่สันติอโศก เป็นกองกลางจริงๆเลย และยังมีกองการเงินอีก เราเรียกว่า สัจจะออมทรัพย์ อีกกลุ่มหนึ่ง เป็นการอนุโลมสำหรับชาวอโศก ที่จะต้องฝากเงิน เป็นเงินฝาก แต่ส่วนที่กองกลางจริงๆ เงินฝากจริงๆเลย อยู่ในกองกลาง เราก็มีชาวอโศก ฝากไว้ จะเบิกคืนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีดอกเบี้ย ฝากไว้ คือถือเป็นธนาคารของชาวอโศก ไม่ได้ดอกเบี้ย จะเอาคืนเมื่อไหร่ก็ได้ หลายคนก็ไม่เอาคืนเลย ให้เลย บางคนเสียชีวิตไป ก็เป็นของส่วนกลาง เป็นต้น บางคนเขียนพินัยกรรมไว้ก่อนเลย แล้วก็มีสัจจะออมทรัพย์ ถือว่าดอกเบี้ย เราไม่ถือว่าเป็นดอกเบี้ย แต่อัตราต่ำมาก และมีกฎเกณฑ์ จะยืมกันไม่ได้มากเท่าไหร่ เราไม่มีมาก เผื่อไว้สำหรับคนที่ติดขัด อนุโลมกว่าอันแรก เรียกว่าสัจจะออมทรัพย์ ยิ่งกว่าสหกรณ์อีก เราก็ทำซ้อนอยู่ในระบบวิธีการ สรุปว่าเศรษฐกิจดี สังคมกลุ่มนี้ หรือเป็นประเทศนี้ จะต้องจน จะต้องไม่สะสมเงินทองมาก เพราะว่าเป็นตัวสะพัดที่จะใช้แทนกันทั่วโลก แต่ก่อนเรียกว่าตั๋วแลกเงิน แต่เดี๋ยวนี้ก็เป็นเงินทองทรัพย์สิน แต่ละประเทศก็มี แต่เราไม่มีมาก เป็นความลึกซึ้ง เป็นความสามารถ ของระบบ สังคมนั้นๆ ซึ่งเกิดจากจิตมักน้อย จิตที่มีวรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้า วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นคนพัฒนาให้เจริญ เป็นโลกุตระ อาริยะได้ง่าย เจริญทางโลกก็ง่าย ขยัน หมั่นเพียร เรียนรู้ จะเรียนแบบโลกก็ได้ จะมีปัญญารู้ด้วย ตัดสินได้ ไม่ต้องเสียเวลา ทุนรอนไปศึกษาเลย จัดขีดว่าโลกีย์ หยาบไม่เอา โลกีย์ที่จะร่วมได้ อาศัยใช้สอย ก็ต้องใช้ความรู้ ความสามารถที่จะต้องกินใช้ อนุโลมบ้าง เราจะรู้จักขอบเขตของสิ่งเหล่านี้ สังคมนี้จึงเป็นสังคมที่ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ทำได้ถึงประเทศที่ยากจน แต่อุดมสมบูรณ์ มีอยู่ มีกิน มีใช้ ไม่ขาดแคลน นอกจากไม่ขาดแล้ว ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้ด้วย เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจดีในความหมายนี้ จึงเป็นเศรษฐกิจที่อาตมาอธิบายไปนี้ แล้วจะขยายความไปอีกมาก ตอนนี้ก็เข้าใจองค์รวมเป็น Concept ความเชื่อ ความเข้าใจ ไปก่อน ถ้าใครเข้าใจว่า สังคมเศรษฐกิจดีนั้น ต้องรวยกว่าคนอื่นนั้น ยิ่งรวยกว่าคนอื่นเท่าไหร่ เป็นเศรษฐกิจดี คนนั้นเป็นมิจฉาทิฐิ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะต้องรวยกว่าเพื่อน รวยกว่าใครๆ เป็นที่ 1 ของโลก ในนิตยสารฟอร์บส์ พยายามตรวจสอบ ประกาศทุกปี คนนั้นรวยเท่านั้นเท่านี้แล้ว เป็นสถิติเลย แล้วประกาศคนที่รวยที่ 1 คนคิดอย่างนี้ เป็นคนทำลายโลก แต่ห้ามเขาไม่ได้หรอก คนโลกีย์ ห้ามยาก แม้แต่ในเมืองไทย ก็ยังพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเลย หลายคนก็หาเงินในทางมอมเมา แม้แต่คนไทยด้วยกันเอง ต้องตาย ต้องพิการ ทุกข์ร้อน เขาก็ไม่เข้าใจ เขาก็เห็นแก่เงิน รวยดีกว่า คนจะเห็นว่า เพราะเหตุของเรา ทำให้คนต้องมาเมา พิการต้องตาย ก่อความสูญเสียด้วยน้ำเมา เขารวยอย่างเดียว แต่วิบากบาปเขาเป็นสัจจะ หรือแม้แต่โลภโมโทสัน ทำมาหากินแฝง แม้ไม่มอมเมาตรงชัดๆ แต่มอมเมาอีกรูปแบบ แต่เป็นพิษภัยพรางซ้อน คนติดอะไรเขาเอาหมด เมืองไทยมีตัวอย่างอยู่ 2 ค่าย ที่รวยที่สุดขณะนี้ ก็ต้องขออภัย ที่ต้องกล่าวถึงเป็น Phenomenal ปรากฏการณ์ชัดเจน หากเลิกได้ จะเป็นกุศลเยอะ แต่อาตมาและพวกไม่ได้อยู่ในวงจรของคุณ หลุดพ้นจากวงจรที่คุณใช้หากินแล้ว สองค่ายนี้พวกเราไม่เกี่ยว แม้แต่ค่ายที่หยาบน้อยกว่านี้ เราก็หลุดพ้นมาแล้ว Concept ทฤษฎี ทิฏฐิ ความรู้ความเข้าใจของแต่ละคน ก็ประมาณหนึ่ง เป็นค่ารวม ก็ค่อยๆศึกษาไป คนที่มีความรู้ตื้นเขิน ที่เข้าใจว่า ชีวิตต้องรวยให้มากที่สุด ต้องดีที่สุด ถ้าสำนึกได้ ก็เลิกเถอะ จนกระทั่งลดลงมา กล้าจน จนเกินขีดสามัญ เกินขีดของมนุษย์ส่วนใหญ่เขาคิด นี่แหละ เป็นตัวเริ่มเข้าเกณฑ์โลกุตระ แต่ยังเป็นโลกีย์อยู่นะ เราอย่าไปรวยเกินครึ่งหนึ่ง ที่เขาทำกัน แบบโลกีย์นะ แต่ยังไม่นับเป็นโลกุตระ จะนับเป็นโลกุตระ ต้องรู้จักจิตเจตสิก แล้วจัดการกับเจตสิก ตัวที่เป็นกิเลส มีวิธีกำจัดกิเลสได้ อย่างเป็นลำดับ ฟังคำว่า ลำดับนี้ไว้ งานปลุกเสกฯจะได้ไล่ลำดับให้ชัด ศีล สมาธิ ปัญญา ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่ใช่แล้ว โดยเฉพาะ ศีลเขาทิ้งเลย จึงไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนนับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ โพธิสัตว์ เขานับไม่ได้เลย เพราะเกณฑ์ที่จะตัดสิน เขาไม่มี แม้อบายมุขหยาบ เขาก็ไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดี ติดด้วยซ้ำ หยาบใหญ่ อย่างโลภจัด รวยแสนล้าน คืออบายมุข เขาไม่เข้าใจ สนุกจัด เขาก็ไม่เข้าใจ รสชาติโลกีย์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือบำเรออัตตา ที่มันสร้างอารมณ์ ต้องได้อย่างนี้ๆ ต้องเก่งอย่างนี้ เป็นนามธรรม อรูป ต้องปรุงนามธรรมอย่างนี้ เก่งขนาด ซึ่งมันเป็นเรื่องไร้สาระ เต้นเก่ง ร้องเก่ง ตะโกนเก่ง หกคะเมนตีลังกาเก่ง ทำสนุกพิสดารเก่ง ดีไม่ดี วิตถารเก่ง แล้วเขาถือว่า คนทำได้ ใช่ มันทำได้แล้ว มันทำไปทำไม มันไร้สาระ แม้แต่จะมีรูปภาพ ซับซ้อน สับสน วุ่นวาย มากมาย แล้วถือว่าอันนี้แหละ คือสารพัดรูป รสก็ตาม สารพัดรส อันนี้ก็ไม่รู้ จะเอารสอะไรมาปรุงแต่ง ยิ่งกว่า Cocktail รสอาหารน้ำปรุง รสต่าง ผสมสี ผสมกลิ่น มันจะมีฤทธิ์ทางอะไรบ้าง ทางนุ่ม ทางอะไร ที่พูดก็ไม่หมดแล้ว ที่ไม่มีชื่อก็มี เขาก็ตั้งชื่อใหม่เข้าไปใส่อีก อาตมาตามไม่ไหวหรอก ชื่อที่เขาตั้งมาเรียก ใหม่ๆอยู่เรื่อย ไม่มีซ้ำใคร มีใหม่เสมอ มีแปลกเสมอ คือเอาอะไรมาปรุงผสม ต่างๆ ในธาตุดินน้ำไฟลม ต่างๆ สารพัด มากน้อยอย่างไร แยกเรียกละเอียด จนถึงระดับ ไม่มีชื่อจะเรียก ตั้งชื่อมากัน อาตมาก็จำไม่ไหว เรียกไม่ถูก เขาก็เอามาล่อให้คนติดยึด ซึ่งสาระแท้ๆ ที่ชีวิตต้องการ มันไม่มีอะไรมาก จะบอกว่าสาร ธาตุ วิตามิน เกลือแร่ อะไรต่างๆ เต็มรูป อาการ 32 นี้มันชัดเจนพอแล้ว แข็งแรงที่สุดแล้ว เขาเอาเกินไปมากไป จนพิกลพิการไปอีก ที่ถูกต้องที่สุด สังคมก็ดี คนก็ดี คนๆเดียว เรียกว่าเศรษฐกิจ ก็ไม่ได้ จะเรียกได้ ต้องมีอย่างน้อยสามเส้า จนเป็น ร้อยเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน สังคมกลุ่ม หรือประเทศที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดนั้น จะเป็นสังคม หรือประเทศของคนจน ต้องเรียกว่าคนจน เพราะไปเทียบกับใคร ก็จนกว่าจริงๆ แต่ก็ไม่จนกว่าประเทศที่แย่จริง ที่ว่าแย่คือ ประเทศขี้เกียจ ประเทศนี้โง่ เหมือนเดรัจฉาน ทำอะไรไม่เป็น ไม่ถูก มันมีสังคมประเทศที่คนมีชีวิตเช่นนั้น หรือสังคมกลุ่มคนชีวิตเช่นนั้น เพราะฉะนั้น อย่างนั้นมันก็เกินเขต กฎเกณฑ์ ก็เอาสามัญแต่ละประเทศ ถ้าจะเทียบจริงๆแล้ว ประเทศที่มีเหตุจะให้จนนั้น มันมีอีกเยอะ สรุปแล้ว ค่าเฉลี่ยที่ในเกณฑ์จน เป็นคนจนพูดอย่างไร ก็เป็นคนจน ไม่ได้ร่ำรวยฟุ้งเฟ้ออะไร เราไม่ฟุ้งเฟ้อด้วย เป็นคนจน แต่มีอยู่มีกินมีใช้ อาศัยในสิ่งที่อาศัยสำคัญ อุดมสมบูรณ์ คนที่มีปัญญาชัดเจน จะเข้าใจ จนแต่มีอุดมสมบูรณ์ กินอยู่ ใช้สอย ทว่าไม่สะสม มีนี่แหละ กินอยู่ของใช้สอย เรามีดี และให้คนอื่นด้วย ไม่สะสมกักตุน ไม่เอาไว้อย่างเหลือเฟือ เพราะเรามั่นใจในความขยัน กับความรู้ความสามารถของเรา ที่ติดตัวเราอยู่ทุกวินาที ทุกเวลาที่เราต้องทำ เวลาพักก็พัก รู้พักรู้เพียร เวลาต้องพากเพียร ต้องทำงาน เราก็ทำ มันมีองค์ประกอบว่า ตอนนี้ เราต้องช่วยทำอันนี้ ก็เข้าใจ กาละเทศะ เพราะฉะนั้น จึงไม่ขาดแคลน นอกจากไม่ขาดแคลน เรายังอุดมสมบูรณ์ ทำไมพืชพรรณธัญญาหารของพวกเราที่สร้าง ประชดเราหรือไง ทั้งเนื้อดี ทั้งลูกใหญ่ ดีทั้งคุณภาพและปริมาณ ที่อาตมาไม่ค่อยเห็น อาตมาอายุ 80 กว่าแล้ว พึ่งเจอ ผลผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารที่เพราะเราสร้างกัน ใบคะน้าใหญ่ กะหล่ำปลีหัวใหญ่ ผลไม้ ลูกโต (เก็บฟักทองวันนี้ ได้สามตันกว่า ไม่มีลูกเล็กเลย) แต่ละคนมีความเป็นเช่นนี้แล้ว มาอยู่รวมกัน หากมีคนแก่ คนพิการ คนป่วย เป็นเด็ก ทำไม่ไหว ก็ทดแทนเผื่อแผ่กันได้ เกื้อกูลกัน ไม่ขาดแคลน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ที่ดีอยู่ในตัว เป็นเรื่องที่จะต้องอธิบาย กันในรายละเอียดพวกนี้ คนไม่สามารถเป็นอย่างนี้ได้ง่ายๆหรอก อันนี้เป็นเรื่องพิเศษ ที่ค้นพบด้วยพระพุทธเจ้า แล้วก็มีพระเจ้าแผ่นดินไทย มีอาตมาที่มาช่วยขยาย อธิบาย อย่างในหลวง ร.9 ท่านอธิบายไม่มาก แต่ท่านทำเลย ส่วนอาตมานี้ก็พาทำ แต่ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพาทำง่ายๆ คนมาทำตามนี้ ไม่ง่าย เพราะปางนี้ อาตมามาพิสูจน์สัจจะที่ลึกซึ้ง มันยิ่งกว่าพระเจ้าบันดาล แต่มันมีเหตุปัจจัยของมัน ในนิยามชีวิต 5 ช่วยกันเป็นไป เพราะฉะนั้นจะเป็นสังคมคนจน เป็นประเทศที่เรียกได้ว่า เป็นประเทศคนจน จะไม่ทำให้เป็นคนรวย เป็นสังคมรวย เป็นประเทศที่รวย จะไม่ทำ เจตนาเลย ไม่ทำให้เป็นประเทศรวย ไม่ทำเป็นสังคมรวย คนรวย แต่มีอาศัยไม่ขาดแคลน อยู่อย่างเป็นสังคมคนจน ประเทศจน แต่ไม่ใช่ยากจน เพียงแต่อยากจน และก็จนอย่างพอดี จนอย่างอุดมสมบูรณ์ มหัศจรรย์ จนอย่างประเสริฐ จนอย่างสบาย สุขสบายเบิกบานใจ อันนี้ก็เอาความหมายจิตจริง พวกเราจะเป็นจริงอย่างนี้ไหม จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ...จริง มีอยู่ มีกิน มีใช้ ไม่ทุกข์ยาก แต่ไม่สะสมให้รวย สมณะเดินดินว่า... โฆษณา หรือคนในไทยตอนนี้ กำลังมุ่งไปรวย เช่น โฆษณาถูกลอตเตอรี่ 30 ล้าน เหมือนครูปรีชา เป็นต้น พ่อครูว่า... จนตอนนี้ เรียนกฎหมาย มาเป็นนักสืบ ดูเหตุผลมา ป่านนี้ยังตัดสินไม่ออกเลย เก่งชิบหายเลย ในทางซับซ้อน ที่ทำให้คนซ่อนกล เขามีสันตานังทางนี้นะ สันตานัง คือ สันตา+ น กับคำว่า ปารมี สันตานังคือ ส+อันตะ เอาแต่แค่ สันตา มาเป็นสันดาน สะสมสภาพ ส. ต. และก็สะกดด้วย น. ส.คือ เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ต คือตัวตั้งของวรรค ตัว ต คือ Static ปะ คือ Dynamic ถ้าเอา ก คือ Static ตัว ป คือ Dynamic สันตา ตัว น คือตัวปฏิเสธ ไม่ เป็นท้ายของตัวตั้ง ต ถ ธ ท น จะมีพลังงานดีขึ้น ท คือ ท.ทหาร ต ถ ตัวถ.ถุงก็เป็นสอง อันหนึ่งตั้งอันหนึ่งหยุด ต เป็น Dynamic ส่วน ถ เป็น Static ตัว ป กับ ผ กับ ภ พ เป็น Dynamic กับ static คู่กันไป สรุปแล้วจะมีสภาพเป็น ธรรมะ 2 ธรรมะคู่ อิตถีภาวะกับปุริสภาวะคู่กันไป เราก็เรียนรู้ให้ร่วมลงเป็นหนึ่งเสมอให้แข็งแรง สรุปแล้วก็จะเป็นคนสุขสำราญเบิกบานใจ จะมีคุณสมบัติวรรณะ 9 มีสาราณียธรรม 6 เอามาใช้ประกอบยืนยันอ้างอิงได้ เป็นคนวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) พัฒนาให้เจริญไม่ยาก อย่างพวกเรานี้ยกตัวอย่าง อย่างหมู่บ้านราชธานีอโศก พวกเราเห็นควรว่า เจ้าติ๊ก ขวัญหินแก้ว ควรจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตอนนั้นเขาอายุ 30 กว่า เขาก็ว่าไม่กล้า หนูไม่ได้หรอก ผู้ใหญ่ก็ดูว่าเราได้นะ ฝึกเข้าหน่อยก็ใช้ได้ ทุกวันนี้ ก็ยังเป็นอยู่ เป็นสี่ปีแล้ว ก็เป็นไปได้ เขาก็ทำได้แคล่วคล่องว่องไว ท้วมๆหน่อย ก็ไปได้ ดีใช้ได้ เป็นความเหมาะควร ส่วนรวมเห็นว่า เหมาะดีแล้ว ก็ทำได้ เป็นผู้ใหญ่บ้านเถอะ ก็เป็นผู้ใหญ่บ้านไป 4 ปีแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เป็นสังคมที่เลี้ยงง่าย บำรุงได้ มักน้อย อัปปิจฉะ เป็นคนกล้าจน เป็นคนใจพอ สันตุฏฐิหรือสันโดษ 0 ก็พอ อยู่กับสาธารณโภคี ไม่ต้องนั่งสะสม แบกหาม รักษาดูแล สบาย เป็นคนรักษาดูแล แต่ไม่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive