610401_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาอปุญญาภิสังขาร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข26 ธันวาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610401_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหาอปุญญาภิสังขาร

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ เป็นวันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2561 ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูก็จะได้มาแจกแจงธรรมะให้คนเข้าใจ วิถีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ตามวิถีอาริยธรรม ที่แท้จริง พ่อครูทำงานมาเกือบห้าสิบปี จนเกิดสังคมสาธารณโภคีที่ชัดเจน เป็นยอดของประชาธิปไตย หรือไม่ว่าลัทธิใดๆ ก็ต้องการแบบนี้ทั้งนั้น เอาเข้ากองกลาง แล้วแจกจ่ายให้ทั่วถึง เหมาะสม ให้ได้มากที่สุด อำนาจเป็นของประชาชน ที่ประชาชนจะมอบให้ผู้บริหารเอง ถ้าหากเป็นผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ เสียสละ เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ลักษณะของประชาธิปไตย มี 9 ลักษณะ คือ วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)

พ่อครูว่า... มีประชาสัมพันธ์ฝากมา... กราบนิมนต์ ขอรบกวนพ่อท่าน ประชาสัมพันธ์ ถึงสมาชิก เราคิดอะไร ค่ะ โอนเงินต่ออายุสมาชิก หรือ สมัครสมาชิกใหม่ ได้ที่ คุณใบแก้ว ชาวหินฟ้า กสิกรไทย ออมทรัพย์ เลขที่ กสิกรไทย 038 8 66705-2 และยืนยันการโอนเงินที่ 086-486-7868 แคท ขอบคุณค่ะ จากทีมงานเราคิดอะไร

_กิจกรรม “คืนสู่เหย้าชาวสัมมาสิกขา” ในวันที่ 12 เมษายน 2561 ขอเชิญศิษย์เก่าสัมมาสิกขาทุกสถาบันร่วมกิจกรรม 🔸ศิษย์เก่ารับน้องเข้าสมาคม ในเวลา 08.00 - 10.00 น. 🔸ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคมศิษย์เก่าฯ ในเวลา 12.00-14.00 น. 🔸เอื้อไออุ่นกับหลวงปู่สมณะโพธิรักษ์ 14.00-15.00 น.

_มีเรื่องขอมา...ขอให้ฉายหนังเรื่องบุพเพสันนิวาส

อ่านต่อ

ออเจ้า ออเจ้าน่ะค่ะ หลังงานปลุกเสกฯค่ะ ได้ดูร่วมกัน เพื่อความอบอุ่น และเสริมสร้างวัฒนธรรม ในวันปีใหม่ไทยน่ะค่ะ _อีกอัน คือในวันปีใหม่ไทยอยากให้ร่วมสังคมกับเขา ประมาณงานอุ่นไอรักเขา แต่เราเป็นเย็นไอรัก คลายร้อนน่ะค่ะ ให้ดู softๆลงนิดนึง เจ้าภาพสไบมาห่มนิดหน่อย แต่งไทยๆกัน ดีไหมคะ พ่อครูว่า... ใครจะเอาก็ว่ากันไป มันต้องรู้จักกาละเทศะ ในยุคนี้ มันจะเป็นอย่างไรก็ดู มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย อาตมาว่าเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องน่าสนับสนุน เป็นเลือดไทย วิญญาณไทยนะ ของเราทุกวันนี้ ดูว่าแต่งตัวไทยอยู่ที่ไหน หนังก็ดูพอ sampleๆ ก็ได้ ดูหมด 30 ชั่วโมง ก็พับกันพอดี ทยอยดูไป แล้วค่อยต่อๆกันได้ ฉายสักชั่วโมง สองชั่วโมง อยากดูต่อ ก็อยู่บ้านราชฯต่อได้นะ

_อยากให้ร้านค้าของเราทุกสถาน เป็นร้านค้าประชารัฐ เพราะร้านข้างนอกไม่ค่อยคัดสรร และของแพงด้วย พ่อครูว่า... ประชารัฐนั้นของรัฐบาลเขา ของเราเป็นประชาชน เอาเงินเข้ากระเป๋าเดียวกัน ก็ไม่ได้ ต้องจัดสรรคนละกระเป๋า ของรัฐก็ของรัฐ ของเราก็ของเรา ร้านค้าของเรา คัดสรรของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ ของเราเรียบร้อยอย่างนี้ ทำกันมานาน และเป็นปกติ ก็ค่อยเป็นไป ของเราเป็นอย่างประชารัฐอยู่แล้ว อุดมการณ์ของประชารัฐ ก็ทำเพื่อประชาชน ไม่ต้องห่วง เราทำอยู่แล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน นายกตู่บริหารขณะนี้มีค่ารวมที่ดี _คำถาม เปรยตามสายไลน์มาว่า พ่อท่านพูดอะไรก็ดีไปหมด มีเรื่องเดียวที่ไม่เข้าหู คือไปเปรียบกับนายกตู่นี่แหละ สิ่งที่พ่อและหมู่อโศกทำ คือการเสียสละเดินตามแนวสมเด็จพ่อ และแบบคนจน เช่นพ่อหลวงกล่าว บุคคลากรในองค์กรไม่มีเงินเดือน ยิ่งฐานะสูง ยิ่งมีน้อย แต่รัฐบาลตู่มีเงินเดือน และผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มทุน ทั้งที่ผ่านมาก็เพิ่มเงินเดือนกับข้าราชการ หน่วยงานของรัฐ และทหารอีก มันจะเหมือนกันไปได้เช่นไรนะ กราบรบกวนพ่อครู ช่วยไขความด้วยครับ เพื่อความเข้าใจนัยลึกซึ้งขึ้นครับ พ่อครูว่า… ก็เป็นเรื่องที่ยังเหลือเชื้อของโลกียะ กับคนที่มีเชื้อของโลกุตระแล้ว มันก็เป็นนัยที่ต่างกันอยู่บ้าง เพราะฉะนั้นจะให้ลุงตู่ทำเหมือนโลกุตระทีเดียว พรวดๆเลย Impossible เป็นไปไม่ได้แน่นอน มันก็ต้องได้ค่อยๆเป็นไป ค่อยๆขยับไปเรื่อย อาตมาก็ไม่ใช่ว่าหลับหู หลับตา ไม่ดูกระแสความเป็นจริง ที่มันเกิด มันมีอะไร อาตมาก็พยายาม ทำ อนุโลม ปฏิโลม ไปกับสังคมเขา อยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน ซึ่งอาตมาก็ใช้วิจารณญาณภูมิธรรมของอาตมาดูจริง ดูพิจารณา เห็นเข้าใจ แล้วก็ตัดสิน และทำตาม ความเป็นจริงนั้น ตลอดเวลา ซึ่งอาตมาก็เห็น พูดมาแล้ว ก็ขอยืนยันว่า อาตมาก็พบ นายกฯในระบอบประชาธิปไตยของไทย อาตมาเกิดมาได้ยุคระบอบประชาธิปไตย ก็เห็นมา 28 คน นายกตู่เป็นคนที่ 29 อาตมาก็เห็นว่า นายกฯตู่ ดูอย่างไร ก็เป็นองค์รวมที่รู้สึกว่า ขณะนี้ค่ารวมก็ยังไม่ตกต่ำลงไปกว่านี้ ก็ยังเหนือชั้นกว่า 28 นายกฯที่แล้วมา ขออภัย พูดอย่างนี้ไม่ได้ ยกนายกฯตู่ ไปข่มทั้ง 28 คน ซึ่งทั้ง 28 ก็พยายามทำเพื่อประชาชน หรือบางคนจะทำไม่ดี ก็บาปใคร บุญมัน จริงๆแล้ว มันเป็นสาระสัจจะของแต่ละคน ที่ทำจริง อาตมาศึกษามา ตามทางศาสนาพระพุทธเจ้า เอาความจริงเป็นที่ตั้ง จะพูดจริงตามจริง ไม่ได้ไปนั่งส่อเสียด ยกยอปอปั้น ประเล้าประโลมตามกิเลสตนเอง ไม่มี พูดตามสัจจะ กระแสโลกขณะนี้ อาตมาก็ว่าทั้งโลก ก็มอง ก็เห็นก็รู้ ทุกวันนี้ ยิ่งโลก Globalization โลกฟ้าบ่กั้น โลกไม่มีอะไรปิดบังแล้ว เทคโนโลยี ทะลุทะลวงส่งข่าวถึงกัน ไวเร็วครบ ละเอียดละออด้วย เพราะฉะนั้น มันไม่ตกหล่นอะไรหรอก มันไม่มีอะไรลับลวงพรางอะไรกันได้เท่าไหร่เลย มันเปิดเผยทุกอย่าง ก็เพราะรู้ความจริงกันได้หมด ถ้าเผื่อว่าพยายามติดตามข้อมูลต่างๆ อาตมาเองก็ไม่ได้ไปลำเอียง หรือใช้อคติ หลงใหล คลั่งไคล้ อาตมาจริงๆ ก็ไม่รู้จักมักจี่อะไรกับนายกฯประยุทธ์ ไม่เคยเจอกัน ไม่เคยพบหน้ากันเลย ทำงานกันคนละกระแส โดยเฉพาะนายกฯเป็นทหารด้วย และมาเป็นนายกฯไม่กี่ปี ถึงไม่กี่ปี ทำงานการเมือง ก็คนละสาย อาตมาทำหน้าที่ของอาตมาเสร็จ ท่านก็มารับช่วงเอาไปบริหาร เราทำเสร็จ ชงใส่ชามให้แล้ว ท่านก็เอาไปบริหารเสร็จ เราก็ไม่ได้ว่าอะไรท่าน ก็บริหารเข้าตาดี บริหารได้ใจเลย บริหารได้ดี จนทุกวันนี้อาตมาก็ยังไม่ได้ไปลำเอียงอะไร ก็ยังเห็นว่า ท่านทำดี ก็นิยมชมชื่นอยู่ แน่นอนในวิธี หรือการปฏิบัติ ที่ทำอยู่นี่ เมืองไทยมันคอรัปชั่นเบอร์ 1 ของโลก หมักหมมมาหนักหนาสาหัส ก็มาสางกัน ดึงกันมาล้าง มาเปลี่ยนแปลงปรับปรุง มันไม่ใช่งานง่าย งานหนัก งานยาก อาตมาล่ะเห็นใจ แต่มันซับซ้อน ต้องเก่งต้องเด็ดขาด การเด็ดขาด คือต้องปลงภาระตน ปัดสิ่งที่ถ่วงตน ให้ออกไปมากๆ จะได้มีพลังงานช่วยสิ่งที่หมักหมม สิ่งที่ไม่ดีขึ้นมาช่วยเหลือ ล้างเช็ด หรือทำให้มันดีขึ้นได้อีก สิ่งที่มันเป็นภาระ มันถ่วงนี่ ถ้าไม่ปลดลงบ้าง อาตมาว่าไปยากนะ มันต้องตัดส่วนน้อย เพื่อทำเพื่อส่วนใหญ่ รักษาส่วนใหญ่ ถ้าไม่ตัดใจ เพื่อตัดส่วนน้อยนี้ลงไปบ้าง ไปยาก นับวันมันจะมากขึ้น และแรง ศัตรู ปฏิปักษ์ ที่จะแย่งชิงอำนาจ เขาก็เร่งจัดขึ้นมาทุกที ยิ่งใกล้เลือกตั้ง เขาก็ยิ่งเร่งใหญ่ เพราะฉะนั้น ต้องเร่งรีบกำจัด สะสาง สิ่งที่ควรจะทำ มีทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านศาสนา มีทั้งด้านบริหาร ทุกด้าน ในสิ่งที่ควรขจัดปัดเป่า ทำขึ้นไปให้ได้ นี่เป็นสิ่งที่อาตมาจะว่า Comment ไป ฝากฟ้าฝากดินไป

_ก็มีนักกวี อ.เป็นต้น นาประโคนเขียนบทกวีมา “ปลุกเสกฯให้รวย ปลุกเสกฯให้จน”

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน แยกธรรมะออกจากการเมืองนั้นบาป พ่อครูว่า... เรื่องการเมืองต่ออีกหน่อย...ในเมืองไทยมีธรรมะเพิ่มขึ้น และกำลังไหลเอียงมาทางความเป็นไทย เรียกว่าไทยนิยม ตามไทยเดิมๆ เก่าๆ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศตะวันตก ตะวันออก แม้แต่อินเดีย ก็ยังไม่มีประชาธิปไตย ยังไม่มีประชาธิปไตยแท้ ที่เป็นจริง พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว มีกลุ่มของพระพุทธเจ้า เป็นประชาธิปไตยที่แท้ นอกนั้นอินเดียทั้งหมด ท่านก็เผยแพร่แต่ในทวีปอินเดีย รัฐต่างๆ แคว้นต่างๆในอินเดีย พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของประเทศ เล็กนิดเดียว เป็นประเทศศากยะ เล็กๆ ซึ่งแคว้นอื่นเช่น โกศล มคธ เป็นต้น ก็ใหญ่มาก อย่างเทียบไม่ติดเลย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ หรือประชากร ใหญ่เทียบไม่ติด แต่กระนั้นก็ตาม คุณธรรมของคนยุคนั้น ราชาพระเจ้าแผ่นดินของแต่ละแคว้น รัฐในยุคนั้น มีภูมิปัญญา ยอมรับพระพุทธเจ้า ที่ท่านมีธรรมนูญ มีวิธีการทฤษฎีของท่าน มีศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ประกาศไป ว่าธรรมนูญนี้ เป็นอย่างนี้ พระเจ้าแผ่นดินในยุคนั้นทั้งหลาย รับรู้แล้ว อ๋อ มีหลักเกณฑ์ให้คนปฏิบัติเป็นอย่างนี้ ก็เป็นคนดีสิ เพราะฉะนั้นต้องรับ จะมาเรื่องคนของตัวนี่ ทั้งที่ท่านเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านก็ยอมหมดเลย นี่พูดถึงธรรมฤทธิ์ของศาสนาพุทธ ของพระพุทธเจ้า ทำให้ทุกคนเข้าใจ ทำทุกคนเห็นดี เห็นงามได้ ยกให้อย่างเต็มใจ ประกาศศาสนาไปอย่างไร อ่านพระไตรปิฎกเล่ม 9 ใน สามัญผลสูตร ก็ชัด พระพุทธเจ้าตรัสกับพระเจ้าอชาตศัตรู ชัดเจนเลย ไล่มาเลย ความเป็นผลของศาสนาพุทธ ตั้งแต่แรกๆ ไล่มาเลย พุทธเจ้าท่านอธิบาย ไล่ลำดับมา อย่างนี้ถือว่า เป็นมรรคผลไหม ของคนของประเทศ ของสังคม ไล่มาเรื่อยๆ อ่านดีๆหลายๆเที่ยว สามัญผลสูตร ซึ่งมีรายละเอียดชัดเจนมาก ระบบรัฐศาสตร์ ระบบการเมือง การบริหารปกครอง ในธรรมะของพระพุทธเจ้า อ่านให้ดี มีครบบริบูรณ์ในนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ดี ผู้ที่จะเป็นพลเมืองกลุ่มหมู่ จนโตเป็นรัฐ เป็นประเทศ ก็เป็นอิสระเสรีภาพ อาตมาได้บัญญัติด้วยตัวเองว่า เป็นเรื่องของ อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ สวยภาพ สุญญภาพ เป็นอย่างนั้นจริงๆ เป็นเรื่องที่อาตมาศึกษามา ไม่รู้กี่ชาติ มาฟังธรรมอาตมาแล้ว อาตมาไม่ได้ปิดกั้น อดีต ปัจจุบัน อนาคต กาละเชื่อมโยงกันหมด อดีตอาตมาเป็นยังไง มีความรู้อย่างไร ก็เอามาเชื่อมโยงได้ เท่าที่ควรจะใช้ มันเป็นไปเพื่อมนุษยชาติ ไม่ได้เป็นไปเพื่ออื่นใด บริสุทธิ์ มีชีวิตอยู่ ก็มาพิสูจน์ได้ ยืนยันได้ เป็นประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นทฤษฎี วิชาการ ที่ทำให้มนุษย์ ได้มาศึกษา ปฏิบัติ พิสูจน์ ทั้งรูปและนาม ลงตัวกัน สุดประเสริฐ ซึ่งธรรมะของพระพุทธเจ้า ยิ่งใหญ่อย่างที่กล่าวไปแล้ว มาถึงวันนี้ ได้เสื่อมไปจนกระทั่งอาตมา ก็ต้องหนัก เหนื่อย ลำบากลำบน ต้องพยายามที่สุด ใช้คำว่า “ตายไม่ลง” ควรตายตั้งแต่อายุ 72 แล้ว แต่ตายไม่ลง ลากมา 84 ปีแล้ว ยังต้องลากต่อไปอีก ก็คงต้องลากต่อไป อีกอย่างหนึ่งคือ โลกเชื่อมมาแล้ว สมัยพระพุทธเจ้าสมณโคดม ท่านไม่กังวล ไม่เป็นภาระเลย ท่านสอนใบไม้กำมือเดียว ใบไม้ทั้งป่านั้น ทิ้งไว้ให้คนอื่น อาตมาก็เลยต้องมารับช่วงใบไม้ทั้งป่าบ้าง แต่อาตมาก็สอนใบไม้ทั้งป่าไม่ได้ สอนไปเกินกำมือบ้าง ไม่ได้เก่งกว่าพระพุทธเจ้ าแต่จำนน จำเป็นต้องทำ มันเป็นการพิสูจน์สัจจะเหมือนกัน ขนาดอาตมาโพธิสัตว์ระดับนี้ ก็ยังมีความรู้ของศาสนาพุทธ ทำได้เท่านี้ ต่อไปโพธิสัตว์ระดับสูงกว่าอาตมา หรืออาตมาสูงขึ้น ก็ทำแบบนี้ แน่นอนอาตมาต้องทำต่อ และสูงกว่านี้ขึ้นไป เมื่อไหร่อาตมาจะประกาศว่า ตนเป็นระดับ 8 หรือเข้าสู่ระดับ 9 ก็ต้องทำ เมื่อถึงวาระ เวลา แต่ตอนนี้ยังไม่ถึง ก็พูดไม่ได้ อาตมามั่นใจตรงนี้ จริงอาตมาอาจมีภูมิ เลื่อนไปหาระดับ 8 ไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้ตัดสิน ก็พูดเผื่อพอไว้ พูดเกินกว่าตนเป็น ก็ไม่ดี พูดน้อยกว่าตนเป็น ก็ยังเป็นคนดีหน่อย เรียกว่าถ่อมตน แต่พูดเกินกว่าที่ตนเป็น มันไม่ดีหรอก มันบาปด้วย มันเป็นการหลอกลวงด้วย มันเป็นโทษ ไม่เป็นคุณอะไร เพราะฉะนั้น ก็ไม่ทำ อีกอันที่อยากย้ำคือ ธรรมะกับการเมืองนั้น แยกกันไม่ได้ คนเข้าใจผิด ไปแยกธรรมะกับการเมือง เป็นคนบาป มันเป็นสัจจะ ไปแยกธรรมะกับการเมือง ซวยเลย คนจะไม่เข้าใจเลยว่าการเมืองกับธรรมะ ธรรมะจะหยั่งถึงวิญญาณ หยั่งถึงจิตใจ แต่การเมืองนั้น เขาไม่คำนึงถึงจิตใจกัน ไม่ได้เอาจิตใจเป็นหลัก เอาเรื่องส่วนรวมเป็นหลัก เอาเรื่องหลวมๆ เรื่องเปลือกภายนอก ส่วนธรรมะนั้น เอาแต่ใจเป็นหลัก และไม่ได้ทิ้งภายนอก เพราะธรรมะนั้น มีทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน มีทั้งอัตตา มีทั้งโลก มีทั้งภายใน และภายนอก โดยเฉพาะธรรมะพระพุทธเจ้า ชัดเจนสมบูรณ์ เรื่องหลักพวกนี้ พยายามที่จะปลูกฝัง สั่งสอน เรียงลำดับ ผู้ใดที่เรียงลำดับที่ดี จะได้ธรรมะพุทธเจ้า อย่างไม่บกพร่อง จะได้ไปตามลำดับ อย่างสวยงามที่สุด ยิ่งกว่าการร้อยมาลัย เยี่ยม

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน อปุญญะ กับ ปุพเพกตปุญญตา พ่อครูว่า... อาตมาขอแวะ สำทับในจุดลึกจุดหนึ่งก่อน พอดี พบในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 191

[1]- ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล ปุญฺญฺเจ สงฺขาร อภิสงฺขโรติ ปุญฺญูปค โหติ วิญาณ อปุญฺญฺเจ สงฺขาร อภิสงฺขโรติ อปุญฺญฺปค โหติ วิญฺาณ ฯ อเนชฺเจ สงฺขาร อภิสงฺขโรติ อเนชูปค โหติ วิญฺญาณ ฯ

ท่านแปลเป็นไทยว่า…. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลตกอยู่ในอวิชชา ถ้าสังขารที่เป็น บุญปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบุญ ถ้าสังขารที่เป็น บาปปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงบาป ถ้าสังขารที่เป็น อเนญชาปรุงแต่ง วิญญาณก็เข้าถึงอเนญชา ฟังแล้วก็ทำให้คนเข้าใจว่า คนที่อวิชชา สังขารเป็นบุญปรุงแต่ง วิญญาณก็มีผลบุญ ถ้าสังขารที่เป็นบาป (พยัญชนะบาลีว่า อปุญฺญฺเจ) อปุญญะ ไม่ได้หมายความว่า ต้องทำบุญอีก คือไม่ต้องเกิดบุญอะไรอีกแล้ว พระพุทธเจ้าใช้คำยืนยันเป็นพยัญชนะเลย มันจะได้ไม่เป็นสองคำซ้ำ มันเป็นหนึ่ง ปุญญะ อปุญญะ ไม่มีคำว่าบาปมาเป็นคู่เลย แต่ท่านก็แปลคำว่าบาป มาเป็นคู่อีก ก็เลยไม่จบ เป็นสองมันจะไม่จบเลยในโลก ถ้าเป็นหนึ่งแล้วโดดเดี่ยวเลยตอนนี้ มันไม่มีคู่เมถุน ไม่มีคู่ปรุงจะเกิดอะไรอีกแล้ว กลายเป็นคนหมดพันธุ์ หมดคู่ผสม แม้ไม่หมดพันธุ์ ก็หมดคู่ผสม หนึ่งนี้มันก็สูญ หากคุณยังวนไปวนมาเป็น 2 อยู่ก็ยังไม่มีศูนย์ วนไปวนมากลับไปกลับมา ไม่มี 1 ก็ไม่มีศูนย์ ฟังประเด็นนี้ให้ชัดเจนเลย ถ้ายิ่งทำสูญเป็น เป็นนปุงสกลิงค์ สูญเลยแน่ชัด พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่าท่านเป็น 1 หรือ 0 เป็น ปุงลิงค์ (1) หรือ นปุงสกลิงค์ (๐) ถ้ายังเป็นอิตถีลิงค์ มันมากกว่า 1 เป็น 2 3 4 5 6 7 8 ...ไปใหญ่เลย อาตมาคงต้องอยู่ไปอีกนาน เพื่อธิบายสิ่งเหล่านี้ ถ้าเผื่อว่าไปไม่รอดจริงๆ ต้องไป 144 ถ้าเกิดว่า 144 จบสบายก็ขอชมผลงานอีก 7 ปี คราวนี้ปลดเกษียณจริงๆ นั่งชม กิน นอน ขี้ เยี่ยว เท่านั้น แต่สงสัย มันจะไม่ได้จบ เพราะที่ปฏิภาณอาตมาตอนนี้ เพราะมันดูหนืด ไม่คล่องแคล่วว่องไวเท่าไหร่ มีประเด็นที่อาตมาจะขยายความอีก คือ ปุพเพกตปุญญตา ปุพเพกต คือสิ่งที่ทำเสร็จแล้ว ความเป็น บุญที่ทำได้เสร็จแล้ว ตั้งแต่อดีต มา ทำบุญสำเร็จมาตั้งแต่อดีต กาลก่อน ผู้เป็นผู้กระทำ เขาก็มีผลของการกระทำ กระทำบุญมาแล้ว ได้มาในกาลก่อน ในเวลาก่อนมาแล้ว พอได้แล้ว มันต้องทำอีกไหมล่ะ ทำอีก มันยังไม่แล้วสิ ก็มันทำแล้ว จะต้องทำอีกไหม ก็ไม่ต้อง ก็มันทำแล้ว เรียกว่า Past Perfect Tense ก็ไม่ต้องทำบุญอีกแล้ว เป็น อปุญญะ เพราะฉะนั้น ปุพเพกตปุญญตา บุญที่ได้กตะ คือจบแล้ว (สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ) เมื่อจบแล้ว มาตั้งแต่กาลก่อน ปุพเพกตปุญญตานั้น ไม่ต้องทำอีก คนที่ยังเป็นโลกียะเท่านั้น ต้องกินบุญเก่า บุญของโลกุตระ ไม่มี ไม่มี ไม่มี มี จบ นี่เป็นความลึกซึ้ง สุดยอด คนที่วนไปในเรื่อง มีกับไม่มี เยอะ บอกว่าไม่มี ทำไมยังมี มันเป็นโลกุตระได้อย่างไร โลกุตระ ไม่มี ก็ไม่มี จบแล้วก็จบ กตะแล้ว เสร็จแล้ว จบแล้ว กลับมาวนมีอีก ตอแหล กลับไปกลับมา กลับกลอก พูดอย่างนี้ ยังกลับกลอก กลับไปกลับมา ตอแหล หยาบกว่ากลับกลอก นี่คือประเด็นที่อาตมาใช้หยิบมาอธิบายสภาวะ คำว่า ปุพเพกตปุญญตา ท่านก็จะอธิบายสับสนกลับไปกลับมา นี่คือประเด็นที่มันลึกซึ้งละเอียด

[1]- ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล ปุญฺญฺเจ สงฺขาร อภิสงฺขโรติ ปุญฺญูปค โหติ วิญาณ อปุญฺญฺเจ สงฺขาร อภิสงฺขโรติ อปุญฺญฺปค โหติ วิญฺาณ ฯ อเนชฺเจ สงฺขาร อภิสงฺขโรติ อเนชูปค โหติ วิญฺญาณ ฯ

อปุญญะ ไม่มีสภาวะเป็นสมบัติ มีแต่สภาวะเป็นวิบัติ มันสูญหมด ทำลายไปแล้ว หากไปแปลว่าบาป มันเป็นโลกียะ ขอถามจริงๆ อย่าอาย ไม่ต้องโกหก อาตมาอธิบายขณะนี้ ใครฟังแล้วชัดเจน ไม่สับสน ไม่งง ไม่วุ่นวายเลย ยกมือ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน สมถะได้กายสักขี วิปัสสนาได้ปัญญาวิมุติ ต่อมา พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 192 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา เพราะสำรอกอวิชชาเสีย เพราะมีวิชชาเกิดขึ้น เมื่อไม่ทำเมื่อไม่คิด ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตน ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่าสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า ทุกขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันตนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา อันตนไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ภิกษุนั้นถ้าเสวยสุขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยทุกขเวทนาก็วางใจเฉยเสวยไป ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็วางใจเฉยเสวยไป ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางกาย เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต รู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้น เบื้องหน้าตั้งแต่สิ้นชีวิต เพราะความแตกแห่งกาย ฯ

พ่อครูว่า... อย่างนี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ท่านไปแปลมาตั้งแต่ต้น ผิดที่ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลนั้น ภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป คำว่าไม่ทำ ในบาลีใช้คำว่า เนวฺ ไม่ใช้คำว่า น คือไม่ทำเด็ดขาด แต่ เนวฺ จะมีคำว่า โข ต่อ คำว่า น + เอวะ คืออันนั้น โข คืออันนั้น อันที่สอง อันที่สองเป็นอันเสร็จแล้ว อันที่สองคือ ได้กระทำ ถ้าได้กระทำบุญคือ การชำระกิเลสแล้ว อันนี้ก็คือไม่ใช่อันนั้น ที่ยังไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นคำว่า เอวฺ กับคำว่า เนวฺ จึงต่างกัน ยิ่งคำว่า เหวฺ ก็ต่างไป หรือคำว่า เมวฺ เป็นพยัญชนะรายละเอียดอภิธรรมที่ลึกซึ้งมาก ตัวอย่าง ผู้ที่เป็น ปัญญาวิมุติ ท่านบอกว่า ไม่ต้องไปกล่าวว่า ท่านจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะปัญญาวิมุติ ท่านเป็นสายปัญญา สายธัมมานุสารี เป็น ทิฏฐิปัตตะ ปัญญาวิมุติ ส่วน สัทธานุสารี ได้สัทธาวิมุติ แล้วไปกายสักขี กายสักขี ไม่มีปัญญา อาจทำอนุสัยบางตัวดับได้ แต่ไม่สมบูรณ์ด้วยปัญญา ก็ฟื้นได้ พระพุทธเจ้าจึงกำชับว่า กายสักขี ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ส่วนปัญญาวิมุตินั้น เหนือกว่ากายสักขี ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจ ผู้ที่จะถือว่าเป็นอรหันต์ ท่านนับเมื่อเป็นปัญญาวิมุติ กายสักขี ท่านยังไม่ยอมรับว่าเป็นอรหันต์ เพราะฉะนั้นสายหลับตานี้ ไม่มีอรหันต์ อย่างเก่งก็กายสักขี อาสวะบางอย่างดับได้ แต่ไม่เที่ยง เพราะยังไม่อุภโตภาค ปัญญาวิมุติ มีอุภโตภาคได้ แต่ ปัญญาวิมุติ อาสวะสิ้น แต่ไม่สิ้นอนุสัย แต่สิ้นอาสวะกิเลส ไม่กลับกำเริบแล้ว ความละเอียดลออสิ่งเหล่านี้ พูดเล่นไม่ได้ ถ้ายังไม่แน่ใจจริงๆ ไม่ควรอธิบาย อาตมาเองต้องระมัดระวังอย่างมาก บางทียังสับสน พยัญชนะวิปลาส สัญญาวิปลาสได้ แล้วก็ต้องเป็นวิบากนะ อาตมาได้แสดงออกไปแล้ว กรรมเป็นอันทำ ก็เป็นวิบาก บางทีอธิบายผิด ก็เป็นวิบาก ถึงได้ไอไม่หยุดสักที แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มันต้องเป็นเรา อาตมาต้องฝืนอายุขัย อดทน ฝืนต้องทนแล้ว ทนอีกๆ จนกระทั่ง ทนจนบางอันก็ไม่ต้องทนหรอก ถ้างั้นก็ต้องทนอยู่บ้าง แต่คำพูดอันนี้ มันไม่หนักหนาสาหัสอะไร ภาษามันอาจจะหนัก แต่สภาวะนี้ อาตมาทนได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ใช้ฌานทั้ง 4 ทำงานตลอดเวลา ฌานอาตมาก็จะยิ่งวิเศษขึ้น ดีขึ้น มันเป็นธรรมชาติ เพราะยิ่งทำ ฌานอาตมาก็วิจิตร วิเศษ วิสุทธิ ยิ่งขึ้น วิสิฏฐ์ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแยกธาตุคำว่า กายกับสรีระกับจิตไม่ได้ สรีระ นั้นอย่างหนึ่ง ชีพ ก็อย่างหนึ่ง ใน อันตคาหิกทิฏฐิ โลกมีที่สิ้นสุด กับไม่มีที่สิ้นสุด มีที่สิ้นสุดก็ใช่ ไม่มีที่สิ้นสุด ก็ไม่ใช่ ชีพกับสรีระ ชีพก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ในอันตคาหิกทิฏฐิ ไม่ง่ายที่จะแยกสรีระกับชีพ เพราะชีพ มีทั้ง พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม กรรมที่คนทำ ชีวิตินทรีย์ อกุศลไม่เกิดอีกแล้ว ท่านทำด้วยชีพ ชีวะ แต่อกุศล ชีวะไม่เกิดอีกแล้ว ต้องเห็นชัดด้วยญาณปัญญาว่า ชีวิตรูป มีอาการชีวิตินทรีย์ มีพลังงานของชีวิต แล้วพลังงานชีวิตระดับไหนล่ะ.. ระดับจิตไม่เกิด แต่ระดับพีชะยังเกิดอยู่ อรหันต์ทำพลังงานของพีชะเกิดอยู่ ทำเองด้วย เป็นคนทำให้เกิดอยู่ ถ้าจะไม่ทำอีก ก็ปิดสันตติ ไม่อุปจยะอีกแล้ว ดับสูญเลย เป็นปริโยสาน อรหันต์ทุกองค์ ทำเป็น อาตมาตั้งแต่เป็นอรหันต์ ก็ทำเป็น เป็นโพธิสัตว์ก็ยิ่งชำนาญ รู้ละเอียดยิ่งขึ้น อรหันต์เบอร์ 5 6 7 ขึ้นไป อรหันต์เบอร์ 4 ก็อรหันต์ธรรมดา อรหันต์โสดา อรหันต์สกิทาคามี อรหันต์อนาคามี อรหันต์อรหันต์ จนอนุโพธิสัตว์อรหันต์เบอร์ 5 จน 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า) ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่าที่ดูผู้รู้ทั้งหลายอธิบาย อรรถกถาจารย์ที่มีบันทึกไว้เท่านี้ อาตมาจะไม่กว้าง ว่าคนอธิบายอย่างอาตมามีเหมือนกัน แต่น่าจะมี เพราะอรรถกถาจารย์ที่เก่งกว่าอาตมา ก็มี ไม่ใช่ว่าอาตมาเป็นอรรถกถาจารย์ ที่เก่งที่สุดแล้ว น่าจะมี แต่อาตมาเป็นผู้ศึกษาน้อย ผู้ที่ศึกษามาก ท่านน่าจะเจอที่บันทึก ที่อธิบายเหมือนอาตมา หรือท่านเก่งอธิบายได้ยิ่งกว่าอาตมา ก็น่าจะมี แต่อรรถกถาจารย์ที่อธิบายไม่ค่อยถูกต้อง อาตมาก็ต้องตำหนิ และวิจัยวิจารณ์ให้ฟัง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้โกรธ เกลียด ท่านก็ถือว่า ท่านเป็นภันเต อย่างท่านพุทธโฆษาจารย์ ผู้เขียนวิสุทธิมรรค ท่านก็เป็นภันเตบวชมาก่อน แม้ท่านจะรู้น้อยกว่า แต่บางอันบางอย่าง ถ้าท่านเองยังตีไม่แตก แม้แต่กสิณ 40 ท่านก็ยังบันทึกมาว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่แยกให้ชัดเจนว่า กสิณ 40 ไม่ใช่ของพุทธ แต่คนใช้กสิณ 40 ตามชินตามสายที่ติดของเขา สายเจโตจะใช้กสิณ นั่งหลับตา สะกดจิต ถ้าหากว่าชัดเจนแล้ว ต้องแยกว่ากสิณนั้น ไม่ใช่พื้นฐานของวิปัสสนา วิปัสสนาไม่ต้องใช้กสิณ วิปัสสนาใช้ปัจจุบัน ไม่ต้องใช้การสะกดไปตรงนั้น ตรงนี้ วิปัสสนาเป็นการแยก ไม่ใช่นั่งจุดให้มันนิ่ง ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องใช้การสะกดจิต วิปัสสนาใช้การรู้แจ้งกระจ่างหมดเลย ละเอียดลออ มันคนละความหมาย การรู้การเห็น ปัสสะ ปัสสติ มันคนละเรื่องกันกับสมถะ พยัญชนะก็ชัดเจน สมถะกับวิปัสสนา มันคนละเรื่องกัน มันไม่ใช่อันเดียวกัน ถ้าแยกอันนี้ยังไม่ชัด ยิ่งเข้าใจสภาวะไม่ชัด ไปไม่ไกล ไปไม่ได้

_มาพูดถึงสิ่งที่น่าจะพูดสำหรับเด็ก ปีนี้เด็กเข้าเรียน ที่ในราชธานีอโศก มีเด็กที่มาเข้าค่ายในชั้นประถม มีตั้ง 40 กว่าคน ที่มาเข้าค่าย ยอส. ธรรมดาเด็กก็ไม่ค่อยมาจับกลุ่มเป็นกิจจะลักษณะ แต่ปีนี้เด็กตัวน้อยก็มา เขามาให้มาสัมผัสในนี้ ก็จะซึมซับ ออสโมซิส เพราะของเราไม่มีพิษ เด็กๆมา ไม่ต้องเสี่ยง สิ่งที่จะออสโมซิสเข้าไปในตัว มันไม่มีสิ่งที่เป็นพิษ ถึงมีก็มีน้อยมาก คุ้มกับการสัมผัส จะได้เป็นส่วนมากกว่าส่วนเสีย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีปัญหา เด็กก็มาเกี่ยวข้องกับพวกเราได้ อยู่กับหมู่กลุ่มได้ เรียกว่ามิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ มันเป็นเรื่องสำคัญมาก รวมทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ขยายความเป็น บ้าน วัด โรงเรียน ทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ขยายความมาเป็นบ้าน วัด โรงเรียน 3 คำ เพื่อขยายสภาวะ บ้าน คือสังคมหมู่กลุ่ม สังคมหมู่มนุษย์หมู่บ้านรวมกันอยู่นี้ ส่วน วัด คือธรรมะ โรงเรียน คือการศึกษาทั้งในระบบ และนอกระบบ เราเรียนทั้งในและนอกระบบการศึกษา แล้วก็ทำให้เกิดผลสูงสุด มีประโยชน์สูงสุด ในบ้านวัดโรงเรียน ซึ่งเรากำลังอธิบายขยายความ และทำเป็นตัวอย่าง เป็นสังคมตัวอย่างของโลก ที่ใช้พวกนี้ได้อย่างสนิทเนียนมาก พยายามสร้างขึ้นไป ภาระของอาตมาถึงบอกว่า อายุ 120 ก็คงตายไม่ลง 132 ก็คงตายไม่ลง สงสัยต้องถึง144 ถัดจาก 144 แล้วหยุดจริงๆ นั่งชมผลงาน 7 ปีจริงๆ มีความตั้งใจนะก็คงหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน