610326_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาเบื่อราคะโทสะโมหะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
610326_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาเบื่อราคะโทสะโมหะ
สมณะเดินดินว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก เราเหลืออีก 10 วัน ก็จะเข้าสู่งานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ อากาศก็เปลี่ยนแปลง อยู่ดีๆก็ร้อน ฝน หนาว พ่อครูก็ว่าดีสิ มีครบสามฤดูเลย นี่คือความเปลี่ยนแปลงของอากาศ ที่ไม่แน่นอน แต่อย่างไรก็ดี ในภาวะที่แปรปรวน พืชพันธุ์ธัญญาหารของที่นี่ก็อุดมสมบูรณ์ แตงกวายิ่งงาม แต่แตงโมไม่ค่อยชอบฝน แต่แตงกวา แตงไทย จะเจริญดี ในโลกปีนี้ มีคนขาดแคลนอาหาร 124 ล้านคน มากกว่าปีที่แล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ทำให้พืชพรรณ ธัญญาหาร ไม่ค่อยได้ผลดี กับความเดือดร้อนของคนภายนอก สิ่งที่พ่อครูเน้นกับพวกเราคือ ทำอย่างไรเราจะเสียสละให้คนอื่นได้มาก ถ้าเราทุกคนมารวย ก็จะเกิดการแก่งแย่ง แต่ถ้าทุกคนมาจน คนก็จะไม่แก่งแย่ง เขาสัมภาษณ์เด็กที่กำลังจะจบการศึกษา เด็กที่เป็นคนจน บอกว่าจะมาอยู่ที่นี่ และเขาต้องขวนขวายศึกษา และช่วยเหลือตัวเอง และครอบครัว รวมถึงหมู่กลุ่ม ก็จะพัฒนาได้ดีกว่าเด็กที่รวย แล้วก็จะเอาแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ ติดเกมส์ ชีวิตที่ไม่ร่ำรวยจะต้องฝึกฝน มีความขยันหมั่นเพียร และเข้ากับคนอื่นให้ได้ แต่ถ้าถือว่าฉันรวยเสียอย่าง ก็ไม่ได้ฝึก แต่เด็กพวกเราที่คิดอยากรวย อยากได้เครื่องใช้แพงๆ คิดอยากอยู่กับคนรวยๆ ก็เห็นว่า อนาคตที่จะเป็นคนดี ทำได้ยาก ในชุมชนของเรา พ่อครูถึงกำหนดนิยามว่า คนที่อยู่เป็น คนจนจนสำเร็จ ได้ ก็คือคนที่สามารถทำงานทำการไปตลอดชีวิต จนตลอดตาย ก็ไม่ได้เป็นห่วง คิดเรื่องเงินทอง รายได้ เรื่องผลตอบแทนใดๆ ชีวิตของคน คนนั้นก็ถือว่า เป็นคนจนจนสำเร็จ สิ่งที่ได้คือ ความสุขสำราญ เบิกบานใจ คนที่ยังอยากรวย ยังอยากได้ คิดถึงแต่ผลตอบแทน ก็จะพบกับความสุขสำราญเบิกบานได้ยาก
อ่านต่อ
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐศาสตร์แบบคนจนวรรณะ 9 พ่อครูว่า... วันนี้มีนักเรียน เป็นเยาวชนมานั่งฟังธรรมะด้วย ก็ยินดีต้อนรับ ถ้าไม่ถึงเวลา วาระที่หัวค่ำ มานั่งฟังธรรม ก็ไม่เห็นนักเรียนคนไหน สนใจมาฟังเอง โดยไม่ได้บังคับ ก็ไม่เห็น ก็น่าจะรู้ว่า การได้ฟังธรรม มันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตจริงๆ อย่างหลวงปู่ มีชีวิตผ่านความเป็นเด็ก เหมือนกับพวกเรามา โลดแล่นในทางโลกีย์ ได้เรียนหนังสือ ก็เพื่อไปทางโลกสนุกสนาน ได้ลาภยศสรรเสริญ ไปหาอะไรกิน ได้หาอะไรสัมผัสทางตา ก็ชอบใจ สัมผัสทางหูได้ยินเสียง ก็ชอบใจ ได้รสสัมผัสทางลิ้น ก็ชอบใจ อะไรไม่ชอบใจ เราก็หนีไปหาสิ่งที่ชอบใจ ก็ทำอยู่อย่างนั้น มาแต่ไหนแต่ไร จนกระทั่งทำงานไป ก็สะสมลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ที่เป็นกามบ้าง โดยเฉพาะลึกๆ ท่านเรียกว่าอัตตา ยิ่งไม่รู้จักง่ายๆเลย อัตตา ความยึดถือเป็นตัวเราของเรา ภาษาง่ายๆ เป็นเรา เป็นของเรา ยึด คำว่าเป็นเรา เป็นของๆเรานี่ ที่สุดของศาสนาพุทธ ถ้าผู้ใดไม่ยึดอะไรเลย เป็นของเรา เป็นของของเราเลย ใจเราเรารู้ใจเรา ว่าอันนี้ก็เป็นของกลางๆ เรามีสิทธิ์จะใช้ มากหน่อย คนอื่นไม่มีสิทธิ์ เรามีสิทธิ์ เด็ดขาดทางกฎหมาย หรือทางโลก เขาให้สิทธิ์ ที่เราจะใช้ แต่มันไม่ใช่ของเรา เช่น หนังไม่ใช่ของเรา เนื้อไม่ใช่ของเรา ตับไตไส้พุง อะไรก็ตาม ในร่างกายเรา มันไม่ใช่ของเราทั้งนั้น แต่เราก็ยืมใช้ อาศัยใช้ เพื่อที่จะดำเนินชีวิตไป ถ้าไม่มีเนื้อ ไม่มีหนัง ไม่มีตับไตไส้พุง อวัยวะ องคาพยพต่างๆ เราไม่มี มันก็บกพร่อง หรือไม่เป็นคน มันก็ตาย ไม่ได้มีชีวิต จะทำประโยชน์คุณค่าอะไร ก็ไม่ได้ ถ้าเรายังมีชีวิต มีร่างกาย มีองคาพยพ มีอวัยวะ อาการต่างๆ ครบ 32 อยู่ เราอาศัยสิ่งเหล่านี้ เรียนรู้ ประพฤติ ประพฤติอะไร ประพฤติธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ธรรมะมีเยอะ มีศาสดาศาสนาอื่นต่างๆศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดูศาสนาซิกข์ เยอะแยะ ศาสนาบาไฮ แต่ของพุทธ ก็ศึกษาตามพระพุทธเจ้าที่ท่านสอน ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนใคร พระพุทธเจ้าศึกษารู้ ตั้งแต่ภายนอก สิ่งต่างๆที่เราสัมผัสภายนอก มันดูเหมือนง่ายๆ มันไม่ใช่ของเรา เรารู้ได้ง่ายเลย มันไม่ใช่ของเรา มันเป็นของคนอื่น แม้เรามาอยู่ในที่นี้ ในอโศก อโศกไม่ได้ยึดว่า อะไรเป็นเรา เป็นของเรา พวกนี้อยู่บนโต๊ะเต็มไปหมดนี้ มันไม่ใช่ของเรา แต่เราก็ถือว่า เราร่วมเป็นของเราได้ ของอโศก หรือของสาธารณโภคี การได้ความหมาย หรือได้ความจริง ได้ความรู้ว่า ทุกอย่างเป็นของส่วนกลาง เราก็มีสิทธิ์ร่วมด้วย แต่ทุกๆอย่าง ก็ไม่ใช่ของเรา ทุกอย่างเรามีสิทธิ์ร่วม เห็นเด็กทุกคนมาอยู่ในนี้แผ่นดินนี้ เราก็ร่วมกันมีสิทธิ ที่นี่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่า ใครจะมีสิทธิ ไม่มีสิทธิ ดินน้ำไฟลมในที่นี้ มีสิทธิเป็นเรา เป็นของเรา แล้วเราสามารถที่จะร่วมทำประโยชน์ ร่วมทำสิ่งที่ดีได้ เช่น โรงปุ๋ย ก็เป็นของเรา เราร่วมสร้างร่วมทำ ทำประโยชน์ร่วมกัน เกิดขึ้นมา เป็นสิ่งที่เจริญ ผู้ที่สามารถที่จะทำให้เกิดความไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าทุกอย่าง มันไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ความรู้ที่รู้ว่า ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นความรู้ที่ศาสนาพุทธ เท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ ความรู้ในศาสนาอื่น พระศาสดาอื่นๆ โดยเฉพาะในเทวนิยม ไม่มี คิดอย่างนี้ไม่ออก คิดว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา คิดไม่ออก ศาสนาพุทธนี้ คนศาสนาอื่น มาได้ฟังได้ยินคำสอนของศาสนาพุทธ ยิ่งเรียนศาสนาพุทธเลยว่า หัวใจศาสนาพุทธ ท่านสอนว่าไม่ยึดมั่น ทุกสิ่งทุกอย่างเลย สัพเพธัมมา ทุกอย่างมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของๆเรา เขาก็เอาไปคิด ไปนึก ผู้ที่มีปฏิภาณ ปัญญา ก็พอเข้าใจได้ ก็ไปพูดตาม รวมด้วยไป ซึ่งจริงๆแล้ว จิตใจของคนที่จะเกิด อัญญา เกิดธาตุรู้ที่จะเข้าใจจริง ว่าปัญญาอันเกิดเห็นว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันลึกซึ้ง มันจะไม่ยึดว่า เป็นเรา เป็นของเรา ได้จริงๆเลย จะไม่ยึด ว่าเป็นเรา เป็นของเรา มันจะรู้ว่า มีสิทธิ์ร่วมใช้กัน สมควรถ้าเป็นสมาชิก ร่วมกันดูแล ร่วมกันในกรอบของสิทธิ ถ้าไม่อยู่ในกรอบของสิทธิ ก็ไม่น่าจะเป็นผู้ที่มาใช้ร่วมทีเดียว แต่เขาจะมาใช้บ้าง ก็ได้ อย่างหลวงปู่พยายามทำภายใน ข้าวของของเราทุกคน ก็เห็นว่า พวกเราสร้าง แต่ส่วนใหญ่เลย พวกเราเข้าใจแล้ว ก็ไม่ได้ยึด เป็นของเรา คนนั้นจะแบ่งกิน ก็ได้ แม้แต่ผู้อื่นข้างนอกมา มากินบ้าง ก็ได้ แต่จะมาทำตะกละ หอบหามไป ก็เกินไป เราก็ไม่ค่อยจะยินดี จะให้ละ แต่ถ้ามาร่วมบ้าง เราก็ไม่หวง นี่คือจิตไม่ยึด เป็นเรา เป็นของเราแล้ว ดินน้ำไฟลม ที่เล่นน้ำท่า อาบน้ำท่า คนข้างนอกก็มาเล่นได้ เขาก็ได้อาศัย ก็เป็นประโยชน์ ยิ่งหน้าร้อน หน้าแล้ง เขาจะได้ประโยชน์มาก ได้เล่นน้ำ ได้อาศัยต่างๆนานา ที่มันน่ารื่นรมย์ น่าพักอาศัย หรือแม้แต่อาคาร ที่สร้างขึ้นใหญ่ๆ เพื่อทำกิจธุระ โดยเฉพาะสร้างขึ้น เป็นอาคารตลาด เพื่อซื้อขาย คนข้างนอกก็เอาของมาขายได้ พูดไป คนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ คือ คนไม่เชื่อว่า จะมาทำให้ฟรี สร้างโรงเรือน ราคาเป็นร้อยล้าน เพื่อให้คนมาอาศัย เป็นตลาด ขายได้ฟรี คนเขาก็ไม่เชื่อ เขานึกว่า ไม่ได้หรอก เดี๋ยวจะถูกตลบหลัง กลัว พวกที่เข้าใจว่า ตนเองฉลาด แต่เล่ห์เหลี่ยม ฉลาดเฉโก แต่หลวงปู่ไม่ได้ฉลาดแบบเฉโกแล้ว มีแต่ฉลาดอย่างปัญญา ฉลาดซื่อตรง ทำให้ผู้อื่นได้พึ่งพาอาศัย อย่างพอเป็นไป พวกเรามีกินมีใช้ ไม่ขาดแคลน อุดมสมบูรณ์ด้วย พวกเรามาฝึกฝน จนเป็นคนจน มีกินมีใช้สะพัดออกไป แบ่งแจกผู้อื่น ตนเองไม่ต้องหอบหามหวง คือตัดคำว่า เราจะต้องรวย จะต้องเป็นคนรวย ทิ้งไปเลย ชีวิตทั้งชีวิตเรา ไม่จำเป็นจะต้องรวยเลย เพราะฉะนั้น ไม่ต้องสะสมอะไรเลย ที่จะมารวย รู้สิ่งที่ควรมี ควรเป็น ควรได้ อะไรในปัจจัย 4 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค หรือเครื่องใช้จำเป็นสำคัญ ที่เรียกว่าบริขาร เราก็พอมี พวกนี้ นอกนั้นก็เกินเฟ้อ เราไม่จำเป็นต้องใช้ ก็ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องมี ไม่ต้องไปแสวงหา แม้มี เราไม่จำเป็นต้องใช้ ก็ให้คนอื่นไป ไม่หวงแหน สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่องของคนมีจิตใจ บรรลุความเป็นเศรษฐศาสตร์ ไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา มีแต่อาศัยใช้สอย ส่วนเกินก็แบ่งแจก แบ่งอย่างขายบ้าง หรือไม่ต้องขาย ให้ได้ ก็ให้ไปเลย คนที่หมดความยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นตัวเรา ของเรา ไม่เห็นแก่ของเรา รู้จักสะพัด แบ่งแจก เกื้อกูล ความอะลุ่มอล่วยอย่างนี้ ซึ่งหลวงปู่พาปฏิบัติธรรมได้จริง ได้สำเร็จ เรามีแต่ความเกื้อกูล สังคมก็หมดความแย่งชิง หมดความยึดมั่นถือมั่น ที่กระเหี้ยนกระหือรือ เอามาเป็นของตนมากมาย ขนาดรวยเท่าไหร่ ก็ไม่เคยที่จะลดหย่อน ไม่เคยจะสะพัดออก ไม่แจกหรอก ไม่กล้าเป็นคนมีน้อย เรียกว่า อัปปิจฉะ ไม่ต้องสะสมเรียกว่า อปจยะ ไม่เป็นคนมีคุณสมบัติพิเศษอย่างนี้ มักน้อย เป็นคน วิริยารัมภะ เป็นคนสร้างสรรขยันมีผลผลิตส่วนเกินเหลือ ไม่สะสม อปจยะ เป็นคนมีอาการน่าเลื่อมใส ปาสาธิกะ เป็นคนเอาศีลมาวัด มาเปรียบเทียบแล้ว ปฏิบัติตรงตามศีลพระพุทธเจ้า มีอาการที่น่าเลื่อมใส อยู่ในธรรมวินัย ธรรมวินัยตรวจสอบ เอาวินัยมาวัด ก็ไม่ผิดวินัย ไม่ผิดศีล คนอย่างนี้น่าเลื่อมใส น่าเคารพบูชา และก็เป็นคนที่สามารถที่จะ มีศีลเคร่ง ที่จริงศีล ก็เป็นหลักให้ปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติยังไม่ได้ก็ต้องเคร่งครัด ผู้ปฏิบัติได้แล้ว ศีลสูงๆ ยากๆ ก็ไม่เคร่ง เรียกว่า ธูตะ ผู้มีศีลเคร่งได้แล้ว บรรลุก็สบาย เป็นผู้ขัดเกลาตนเองตลอด สัลเลขะ เป็นผู้พัฒนาตัวเองชีวิตก็เรียนรู้ขัดเกลากิเลส ฝึกตั้งแต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ตั้งแต่ภายนอก ลาภ ยศ สรรเสริญ ดินน้ำไฟลม วัตถุต่างๆ ก็เรียนรู้ให้จิตไม่ยึด อยู่กับพวกนี้ก็ เราก็ไม่ยึด แม้แต่สิ่งที่เป็นได้ในใจเรา เราจะรู้ว่าใจเรา มันยึดถือหรือไม่ เรายึดจัด แม้แต่หลักเกณฑ์ศีลวินัย คนที่ผิดศีลผิดวินัย ก็ว่าเขา ถล่มทลายเขา เป็นต้น ซึ่งเราศึกษาไปแล้ว จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ พอมีสันโดษ มีความพอ ตัวเองไม่ต้องมีอะไรมาก ขยัน หมั่นเพียร สร้างสรรค์ มีผลผลิตก็อาศัยกินใช้ ส่วนเหลือเกินก็แบ่งแจกผู้อื่นไป โอ้โห ดูสิ่งที่เราสร้าง อะไรต่างๆนานาไหม แต่พืชพันธุ์ธัญญาหาร นี่ของเราทั้งหมดหรือไม่ ปลูกอยู่ที่เราที่นี่ หัวบีทรูท อาตมาก็ไม่เคยเห็น หัวใหญ่ขนาดนี้ เคยเห็นแต่หัวเท่านิ้วเท้า แต่นี้โตกว่ากำปั้น อะไรต่างๆนานาที่นี่ อุดมสมบูรณ์ แสดงถึงสภาพที่มันแข็งแรง เต็มที่ บริบูรณ์ สมบูรณ์ น่ากิน สิ่งเหล่านี้มันก็เกิดจาก ผู้ที่มีจิตใจ ทำงานเพื่องาน ไม่มีพลังงานไปฟุ้งซ่าน แลบเลีย คิดถึงกาม คิดถึงห่วงหาอาวรณ์ ลาภ ยศ สรรเสริญ ห่วงหาอาวรณ์ ในรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส มันไม่ค่อยมี มันมีน้อย เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ที่ทำงาน ก็เพื่องาน งานอะไรทำแล้ว มันก็เลยเป็นงานที่เจริญทั้งนั้น เพราะมันมีจิตมุ่ง พิจารณาสร้างสรรดี เต็มที่ แล้วมันก็ลึกซึ้ง ถ้าบอก สันโดษใจพอ มีไว้น้อย ก็พอ สำหรับชีวิตเรา มันอาศัยใช้ ไม่มาก อาศัยเครื่องใช้สอย เป็นอุปกรณ์ สำหรับตนเอง ไม่ต้องไปมีอะไรมาก ใช้ร่วมกัน แบ่งแจกกันใช้ มันก็ไม่เกิดการรบราฆ่าฟัน แย่งชิง ตัวกูของกู มีมากเท่าไหร่ ก็จะเอาเป็นของกู ไม่เอาออก เป็นเรื่องลึกซึ้ง ซับซ้อน ถ้าสามารถเข้าใจได้ ผู้นั้นจะเป็นคนเจริญ สุโปสะ เป็นคนมีน้อยก็ได้ สร้างมากๆ เผื่อแผ่เจือจานผู้อื่น คนอย่างนี้เรียกว่าคนเจริญ สุโปสะ พูดก็เข้าใจง่าย สอนก็เข้าใจได้ พาประพฤติปฏิบัติก็ง่ายเรียกว่า บำรุงง่ายสุโปสะ เป็นคนเลี้ยงง่าย ไปอยู่กับใคร ก็ง่าย กินง่ายอยู่ง่าย ไปง่ายมาง่าย ไม่เรื่องมาก เป็นคนสบาย เรียบง่ายมาก ติดดิน แต่บางคนกินก็ยาก อยู่ก็ยาก ไปก็ยาก มาก็ยาก นอนยาก นั่งยาก ก็ไม่ใช่ จะเป็นคนเจริญ อาตมาไล่วรรณะ 9 ให้ฟัง ไล่ตั้งแต่ยอดวิริยารัมภะจนถึงสุภระ ตั้งแต่ไม่สะสม คนวรรณะสูง คลาสสิค ยิ่งสูง ยิ่งไม่สะสม เป็นคนจน ไม่มีเงินทอง ยอดขยันแล้วไม่สะสม อปจยะ ปาสาธิกะ ก็เป็นคนอย่างพวกเราเป็น ไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นคนสร้างสรรขยันเพียรทำงานทำการ ไม่ไปแย่งชิง ไม่ริษยาใครไม่อะไรใคร อย่างพวกเราบางคน จะเห็นได้ว่าทำงานทั้งวัน ยิ้มแย้มแจ่มใส เบิกบาน ร่าเริง ใครไม่ทำก็ทำ คนเดียวก็ทำ อันโน้นน่าทำ อันนี้น่าทำก็ทำ เห็นแล้วชื่นใจ ในพวกเราแต่ละคน พวกบางคนก็เห็นแล้วไม่น่าชื่นใจ ก็ตกต่ำไปเอง ที่นี่มีตัวอย่างผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แม้แต่เป็นสมณะ สิกขมาตุ แม้สมณะบางท่าน อยู่แล้ว ก็หลบหลบซ่อนๆไป ก็แล้วแต่ อาตมาไม่ได้บังคับ ให้อิสระ สร้างสำนึกเอง สร้างคนให้มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นตัวอย่างที่ดี แล้วก็จะสัมผัสแล้วสำนึก พยายามให้มาอยู่รวมกลุ่ม เข้าใจในหมู่กลุ่ม เขามีอะไร เราควรไปช่วยไหม เราเป็นคนในหมู่กลุ่ม ไม่ใช่ปลีกเดี่ยว เราจะได้ละลดกิเลส ไปเป็นลำดับ เรื่องของสัจธรรมพระพุทธเจ้า การบรรลุตั้งแต่ภพแรกเรียกว่า กามภพ อยู่เหนือกามภพ เรียกว่า อุตรจิต หรือ โลกุตระ ท่านไม่ได้ให้หนีจากสิ่งที่บรรลุแล้ว เหนือแล้ว เหลือรูปภพ อรูปภพ สัมผัสแล้วก็เหลือภายใน เป็นอนาคามี ก็เรียนรู้ใจเรา จะเป็นรูปธรรม เป็นกิเลสในรูปภพ เป็นรูปตัณหาข้างใน มันก็ไม่ได้หลับตาปฏิบัติ คุณจะรู้เป็นขั้นตอนเลย จากกามภพคุณอยู่เหนือแล้ว โลกุตระแล้ว หมด โอฬาริกอัตตา ก็เหลืออัตตาที่สำเร็จในจิต เรียกว่า มโนมัยอัตตา ก็ล้างอีก เหลืออรูปอัตตา ก็ล้างอีก การศึกษาศาสนาพุทธ จึงไม่ปฏิบบัติหลับตา มีแต่ลืมตาปฏิบัติทั้งหมด แต่ทุกวันนี้ไปเอาแต่หลับตา ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา ไม่รู้จัก มโนมยอัตตามีภายนอก และมีภายในด้วย รู้แต่มโนมยอัตตาภายใน และอรูปอัตตาภายใน เวลาเรียนก็ไม่ได้เรียนตามลำดับ มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ แล้วมีวิริยะสัมโพชฌงค์ มีสัมโพชฌงค์ 3 รู้จักกายนอก กายใน เวทนาที่ร่วมภายนอก และภายใน อันนี้เป็นเวทนาจริง อย่างเราสัมผัสสิ่งที่น่ายินดี แต่เราก็ไม่เกิดความยินดี เรารู้ดีว่าน่ายินดี แต่อ่านอาการกิเลสอยากได้เป็น เราเป็นของเรา มันไม่มี เป็นต้น เราจะอ่านจิต รู้ว่าดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร อันไหนดูแล้วควร น่าชมเชย อุดมสมบูรณ์ พร้อม ด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติต่างๆ รายละเอียดต่างๆพวกนี้ อาตมาพูดไปหยาบ จนถึงละเอียดหมดแล้ว เมื่อยเลย 40 กว่าปี ตั้งแต่อบายมุข อาตมาสอนตั้งแต่เบื้องต้น อบายมุขพูดแล้วพูดอีก จนพวกเราเบื่อจะฟัง ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส จนทุกวันนี้พูดไปถึงปรมัตถธรรม พวกเราก็ค่อยๆช่วย พวกเราพูดเรื่องอบายมุข เรื่องหยาบ ก็ช่วยสอน อธิบายกันไป อาตมาเอง ก็อธิบายเรื่องลึก จนไม่มีใครเอามาพูดขยาย อาตมาก็จำเป็นต้องพูด และขยายเอาไว้ ซึ่งถ้าอาตมาไม่พูดแล้ว ขยายเอาไว้ มันก็สูญหาย ของพระพุทธเจ้าก็หมดไปเลย และเดี๋ยวนี้ผู้ที่รู้ลึกซึ้ง อย่างที่อาตมาพูด มันก็ไม่มีแล้ว พูดได้อย่างนั้น ก็ต้องขออภัย ที่ตัวเองพูดชมตัวเอง ยกตัวเอง ว่ารู้ลึกซึ้ง คนอื่นไม่รู้ลึกซึ้ง อาตมาว่า มันเป็นความจริงอย่างนั้น ก็เลยจำเป็นต้องทำหน้าที่ ในยุคนี้ มันไม่มีแล้ว อาตมาก็จำเป็นต้องมาเชื่อมต่อ หรือสืบทอดความรู้ที่ลึกซึ้งอันนี้ ที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ ซึ่งก็มีเยอะ ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ ตอนนี้ก็คิดว่า พอสมควรแล้ว ก็คงจะวนกลับมาสู่ความหยาบบ้าง คิดว่า ไม่ไปดิ่งหาลึก ละเอียดจนกระทั่ง พูดว่าตีทิ้งผู้ที่ไปหลงใหล แล้วพาเอายอดมาเป็นต้นเยอะ เอาสูงๆมาเป็นพากันปฏิบัติเบื้องต้นไป ซึ่งมันไม่ถูกลำดับ
ตอบคำถามเด็กและsms SMS 25 มีนาคม 2561 (พ่อครู :วิถีอาริยธรรม)
_7630... ผมว่าหลวงตามหาบัวเป็นคู่ธรรมมิกราชกับในหลวง หรือหลวงพ่อ จะว่าอย่างไรครับ????? ช่วยตอบให้ฟังชัดๆด้วยครับ พ่อครูว่า... จริงทั้งนั้น ไม่เห็นมีปัญหาอะไร เราก็ทำหน้าที่ สืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้าไปตามภูมิ หลวงตามหาบัวก็จริงใจ แต่ข้างนอกยังเสพติดหมากพลูอยู่ ก็ไม่รู้จักกายสักขี ไม่ทำกายสักขี ให้พ้นจากการเสพติดหยาบอยู่ เพราะไม่เข้าใจ หยาบแท้ๆ เป็นโอฬาริกอัตตานะ ที่พูดนี้ ไม่ได้ลงโทษ แต่เป็นเรื่องจริง ที่ยืนยันได้อยู่ หลวงตาบัวกินหมาก ใครก็รู้ใครก็เห็น ไม่ขาดปาก กินฉ่ำแฉะอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งตาย ซึ่งเป็นเรื่องการกิน ที่ไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่สิ่งที่ควรเสพ คนไม่เสพ ไม่ติดหมากพลู เพราะเป็นสิ่งเสพติด ไม่ใช่ยา ไม่ใช่อาหารเลย แต่เป็นสิ่งเสพติด เหมือนบุหรี่ เหมือนยาสูบ เหมือนอะไรหลายๆอย่าง ที่เป็นยาเสพติด แต่นี่มีแต่รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กินหมากไม่เข้าใจ แม้กระทั่งหยาบอย่างนี้ ไม่ประหลาดหรอก เป็นสัจจะที่ใครแสดงธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ถูกต้อง ชัดเจน แม่นยำ ได้ดีกว่ากันนั้น เป็นสัจจะไม่ได้พูดอย่างแข่งขันกัน แต่พูดด้วยสัจจะ ว่าผู้ใดทำได้ดี ชัดเจน ดีมาก ก็ดี แต่ผู้ใดยังผิดเพี้ยนอยู่ ก็ยังไม่ดี ก็เท่านั้นเอง
_2166””” ผมว่าพ่อท่านจับคู่กับ พลตรีจำลอง เป็นคู่ธรรมิกราช ดูจะคือกว่านะครับ?? พ่อท่านว่าไหมครับ ?? พ่อครูว่า... ก็ได้อีก ไม่เป็นไร อย่างนี้ก็ได้ พูดไปแล้ว ไม่ต้องอธิบายต่อ
_รุ่งโรจน์ อนันต์เจริญกิจ · คน 1คน มีวิญญาณของทุกสิ่ง เพียงแต่ คนๆนั้น จะเป็นในสิ่งไหน ธรรมมิกราช จึงมีหลากหลาย ผู้ที่รู้ และทำประโยชน์ได้มากที่สุด ก็จะเป็นผู้ต่อ ศาสนา /จริงๆ ก็คือทุกคนนั้นละ พ่อครูว่า... ถ้าสิ่งที่มันต่อ มันก็ทุกๆคน ถ้าสิ่งที่มันไปทำลาย ไม่ใช่ต่อกัน ไปทำร้าย ทำให้เสื่อมเสีย มันก็ไม่ต่อไง ก็ต้องพูดให้ครบ อย่าโมเมอย่างนั้น ถ้าบอกว่าทุกคน มีอยู่ในทุกอย่าง ก็จริง แต่บางอย่างมันเป็นอธรรม บางอย่างเป็นธรรมะ หากเอาอธรรมต่อ ก็ไม่ได้ ต้องหยุดต่ออธรรม จะต่อก็ต่อแต่ธรรมะ ไม่อย่างนั้นมันคลุมเครือ
_ณรงค์ เอี่ยมขจรชัย · ในขณะที่พ่อท่านยังอยู่ พวกแอบแฝงเข้ามาหากิน ก็ยังมี เมื่อพ่อท่านจากไป จะมีใครรักษาความดี และถูกต้องอีก พ่อครูว่า... เรื่องที่ต้องเจ็บป่วยนี้ มีคนเสนอตัวเร็วมาก จะเร็ว จึงถือว่า เป็นคนที่ชักชวนได้ง่าย คนเข้ามาในนี้ มีเล่ห์เหลี่ยม หากินหลอก โดยเฉพาะคนเจ็บป่วย เรื่องลาภยศสรรเสริญ หลอกพวกเราไม่ง่าย แต่เรื่องสุขภาพนี้ จะหลอกง่าย ยั่วยวนได้ ชวนได้ง่าย พวกนี้ก็มาทำบาปในนี้ อาตมาจึงได้ให้ออกไป ถ้าอาตมาไม่อยู่ ผู้ห่วงใยก็ถามมา พวกเราก็ช่วยกันรักษาเอง
_อยากให้ปฐมอโศก ทำให้เหมือนที่อุบลครับ ที่นครปฐมมีแต่ปุ๋ย แบบว่ามีการปลูกพืชไร่บ้าง พ่อครูว่า... ที่นครปฐม พวกเรารู้จักดินที่นั่นดีว่า เค็มมาก ทำกสิกรรม เขาจึงเลี้ยงกันแต่สัตว์ ขี้สัตว์ที่เป็นปุ๋ยมันเกิน มันทำให้ดินมันจัด ต่างกันกับที่บ้านราชฯ แต่ที่โน่น ปุ๋ยมันเกิน ตอนแรกชาวอโศกรณรงค์กสิกรรมกัน พอที่นั่นมันเป็นไปไม่ได้ ก็เลยต้องไปหาที่เมืองกาญฯ ไปทำเนินพอกิน
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ธรรมะกับการเมือง เรื่องเดียวกัน _สุนิตา ผกานนท์ · เป็นนักบวช คุยเรื่องการเมืองอีกแล้ว ไหนท่านบอก สำเร็จแล้ว คุยเรื่องธรรมะดีไหม? รำคาญเรื่องที่ อิจฉาริษยากัน พ่อครูว่า... คุณพอมีปัญญารู้จักธรรมะไหม อาตมาพูดธรรมะตลอด ในการเมือง ทุกวันนี้ยิ่งการเมืองไม่มีธรรมะ อาตมาจึงต้องเอาธรรมะ ไปสถาปนาลงในการเมือง คานธีเป็นคนพูดเอง การเมืองไม่มีธรรมะไม่ได้ ต้องเอาธรรมะไปสถาปนาลงไปในการเมือง ถึงจะไปรอด ประเทศชาติสังคม เป็นเรื่องสัจจะ คุณพยายามเข้าใจธรรมะว่า คืออะไร อย่าไปแยกธรรมะกับการเมือง มันเป็นบาป อยากทำบาปกับการเมือง มันซวย เห็นไหมว่านักการเมือง มันไม่มีธรรมะ แล้วมันบรรลัยจักรไหมเล่า เห็นไหม ทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดี และคุณจะไม่ถามอาตมาเลย อาตมาคุยธรรมะอยู่ตลอด เรื่องอิจฉาริษยากัน คุณรำคาญ ก็ทุกข์แล้ว คุณอย่าไปทำให้เกิดความรำคาญเลย รู้ความจริงตามความเป็นจริง เขาอิจฉาริษยากันจริงๆ เขาแย่งชิงกันจริงๆ แย่งชิง ฆ่าแกงกัน เราต้องช่วยเขา เอาธรรมะไปสถาปนา เป็นความจริงความรู้ให้เขา พยายามพากเพียรไป แต่เขาก็ไม่สนใจเท่าไหร่ เราก็พยายามยัดเยียด อย่างน้อยถ้าเกิดอยู่ ในกระแสสังคมนี่แหละ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาบ้าง ก็ยังดี อย่างนี้เป็นต้น
_จุ๋ม สุมาลี · พ่อครูเก่งทั้งทางโลกและทางธรรมเจ้าค่ะ
_อรัญญา เซอมาน · กราบนมัสการพ่อครูค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ เชื่อค่ะว่าที่นี่คือกลุ่มของหมู่มิตรดีสหายดีเพราะผู้คนปฏิบัติศีลที่ถูกตรงค่ะ
_Ghost Father Father Of God อรหันต์พันธ์ไหน...แม้เนิ่นนานปี ก็ยังคง...ไม่ศึกษาใครๆให้รอบคอบ ก่อนพูดติติง หรือรับรองใครออกไป เข้าข่าย ไม่รู้ชัด แล้วไปชมคนที่ไม่ควรชม ไปติคนที่ไม่ควรติ... นี่แหละหัวหน้าใหญ่ฝูงอโศก ผู้ฟัง แม้ผู้ดำเนินรายการ แทนที่จะกล้าทักท้วง ก็กลับปล่อยให้ท่านพาไถดุ่ยๆไป... แล้วโพธิรักษ์นี้ไม่ใช่หรือ ที่เคยรับรองพระยันตระ เป็นอริยะ...ทั้งที่ไม่รู้จริง ? พ่อครูว่า... ตอนแรกก็เข้าใจกันอย่างนั้น แม้แต่ทักษิณ ตอนแรกก็รับรอง พอต่อมา เอ๊ะ ไม่ใช่แล้ว เป็นได้ เพราะเขาหลอกกันมาก่อน ทั้งนั้นแหละ แม้แต่เดี๋ยวนี้ คนหลอกก็มีเยอะ และคุณก็ยังไม่รู้ทันด้วยซ้ำไป คนถูกหลอกอยู่อีกเยอะด้วยซ้ำไป ดูกันให้ดีเถอะ อาตมาสิ อาตมาไม่หลอกใคร มีแต่ความจริงใจ แต่คนรับยาก ก็คนไม่สามารถเข้าใจธรรมะสัจธรรมนี้ได้
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ทอดผ้าป่าพาศาสนาเสื่อม _วัดมหาจันทนกะ น่าจะยกประเด็นถามพ่อครู เรื่องพระบรมสารีริกธาตุเสด็จ สมเด็จโตมาสอนวิปัสสนา จัดผ้าป่าเงินล้าน ว่าพ่อครูจะให้ความเห็นอย่างไร พ่อครูว่า... ให้ความเห็นว่า เป็นพวกมัวเมาทั้งนั้น พระบรมสารีริกธาตุเสด็จไป เสด็จมา หรือสมเด็จโตเสด็จมา ทั้งที่ท่านตายไปแล้ว มาสอนวิปัสสนากับใครต่อใคร ซึ่งเป็นเรื่องเลอะเทอะ เป็นเรื่องมิจฉาทิฐิทั้งนั้น การจัดผ้าป่าเงินล้าน ให้ความเห็นว่า ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธเสื่อมสิ้น เพราะจัดผ้าป่ากันทุกวัดวา ขออภัยสำหรับบางวัดที่รู้ดี จะไม่จัดผ้าป่า เพราะผ้าป่านั้นผิดหมด ผ้าป่า นั้นคือ ผ้าที่เขาเอาไปทิ้ง แสดงเป็นของที่ไม่มีเจ้าของแล้ว ผ้าเขาทิ้งไปแล้ว ไม่ยึดเป็นเจ้าของแล้ว โดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ ผู้ที่ไปรับผ้าป่ามา ก็เป็น ผ้าบังสุกุล หมายความว่าเจ้าของเขาทิ้งแล้ว ถ้าผ้าอย่างนั้นแล้ว เราแน่ใจว่าเป็นผ้าป่า แล้วเราก็เอามาเย็บเป็นเครื่องนุ่งห่มเครื่อง ใช้เรียกว่า ผ้าป่า การทอดผ้าป่า ศัพท์สำนวนนี้ แปลอย่างมิจฉาทิฏฐิ ให้คนไปทอดผ้า ผ้าป่า ไม่ใช่ผ้าที่คนแกล้งเอาไปทอด ต้องเป็นผ้าที่คนเขาทิ้งจริงๆเป็นสัจจะ แล้วเราก็ว่าไม่มีเจ้าของแล้ว เป็นของที่เขาทิ้ง ไม่มีเจ้าของแล้ว มันก็ไม่มีปัญหา อย่างนี้ทำได้พระเจ้าทำได้ แต่ทุกวันนี้ ผิดพระธรรมวินัยหมด เจ้าของผ้าป่า ก็มายืน พระก็มาทอด อนิจจาวะตะสังขารา เอาผ้าไปต่อหน้าต่อตา มันผ้าใหม่เอี่ยมด้วย ไม่ใช่ผ้าบังสกุล พับเรียบร้อยด้วย ซึ่งมันเรื้อรัง เลอะเทอะ มันไม่จริง ไม่ถูกต้องตามธรรมวินัย แล้วก็ ใช้การทอดผ้าป่า เป็นเรื่องหาเงิน เป็นเรื่องวัดวา หรือพระโดยเฉพาะ หรือใครก็ตาม จะหาเงินก็ต้องทอดผ้าป่า จัดพิธีทอดผ้าป่า เพื่อให้คนเอาสตางค์มา เอาไปซื้อผ้า รู้กันเป็นนัยๆ ผู้ที่จะบริจาคก็รู้ ก็กลายเป็นเครื่องมือหากินของพระ นี่ คือความเสื่อมของศาสนาพุทธ ผิดพระธรรมวินัย เป็นการหาเงิน บำเรอความโลภ มันบรรลัยจักรหมด เพราะฉะนั้น ถ้าขืนยังมีอย่างนี้อยู่ ในศาสนาพุทธ อย่าไปฟื้นเลยศาสนาพุทธ ถ้าความรู้พื้นๆแค่นี้ ยังไม่รู้เลย เรื่องผ้า พระพุทธเจ้าจำเป็นต้องอนุโลม แม้แต่ในยุคพระพุทธเจ้าผ้านั้นหายาก ขนาดหายาก ยังบอกว่าฆราวาส คฤหัสถ์ จะเอาผ้าไตรจีวรไปถวายพระ ก็ถวายได้ จัดได้ เอาไปให้พระใช้ เพราะนางวิสาขาเป็นคนขอร้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็อนุโลม แต่จะทำได้ภายในเวลา 1 เดือน หมด1 เดือนก็จบ ที่เรียกว่าทอดผ้ากฐิน ก็คือเอาผ้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทุกวันนี้ทอดกฐิน กลายเป็นเรื่องหนักกว่าผ้าป่า ที่จริงพระพุทธเจ้าให้เดือนเดียว ครั้งเดียว ในแต่ละวัด แต่นี่ทอดผ้าป่ากันไม่รู้กี่ครั้งต่อปี การใช้ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน ไปหาเงินนั้น ก็อย่าไปศึกษากับวัดนั้นเลย แม้แต่ความรู้ตื้นเขินอย่างนี้ ก็ไม่ได้ทำตรงตามพระธรรมวินัย ก็เลิกไปเลยวัดนั้น มันเป็นสำนักที่หาเงิน ให้เลิกไปเลย ไม่ได้ถูกต้อง เพราะแค่นี้ยังไม่ถูกต้องตามธรรมวินัย เอาเรื่องลึกซึ้งกว่านี้ ได้อย่างไร การจัดผ้าป่าเงินล้าน เอาสักแค่สามประเด็น นี้ อาตมาเองอยากเห็นจริงๆ เสด็จไป เสด็จมา เขาบอกว่ามีพระบรมสารีริกธาตุ 5 องค์ แล้วก็เสด็จมาเติมอีก 10 องค์ อาตมาว่า ก็ไม่เห็นว่าแบบไหน ที่เสด็จมาเพิ่ม อาตมาก็มีพระบรมสารีริกธาตุ ก็งงๆ เป็นเรื่องลึกลับ อาตมาไม่เอาเรื่องลึกลับ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่แจ้ง เปิดเผย ไม่ใช่เรื่องลึกลับ เรื่องลึกลับไม่ใช่ศาสนาพระพุทธเจ้า ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่เปิดเผยชัดแจ้ง ยืนยัน พิสูจน์ได้ เป็นเอหิปัสสิโก ร่วมรับรู้กันได้ ถ้าเป็นเรื่องลึกลับ ศาสนาพุทธนั้น ไม่ใช่แบบนั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เตวิชโชนั่งหลับตา แต่วิปัสสนาต้องสัมผัส 6 พ่อครูว่า... สมเด็จโตมาสอนวิปัสสนา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive