610408_เทศน์ทวช.งานปลุกเสกฯ#42 บ้านราชฯ ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ 3.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

610408_เทศน์ทวช.งานปลุกเสกฯ#42 บ้านราชฯ ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ 3

พ่อครูว่า... มีประชาสัมพันธ์ว่า วันนี้พ่อท่านทำพิธีเปิดหอศิลป์ “จนสำเร็จ” บนเรือไฟฌาน บนภูเขา ว่า ...จาก ไม้ร่ม กับรุ้งเริงธรรม ธรรมชาติอโศก ขอเชิญร่วมงานวันนี้เวลา เวลาบ่ายโมงตรง

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ตอน 3 วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 8 แรม 8 ค่ำเดือน 5 วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2561 ที่บวร ราชธานีอโศก เรามาเข้าสู่บทเรียน ศีลเป็นตัวกำหนดสมาธิ ทำไมพูดซ้ำพูดซาก เพราะว่ามันเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่จะต้องพูดกันให้เข้าใจ ให้รู้เรื่องให้ชัดเจน เพราะว่ามันเพี้ยนไปไกล ที่อาตมาได้พยายามพูดแล้วพูดอีกว่า ทุกวันนี้แม้แต่คำว่า ศีล ท่านทั้งหลายก็ไม่รู้จักกันแล้ว ศีลคืออะไร ไปเอาวินัย 227 มาถือว่าเป็นศีลนี้ ซึ่งมันมีนัยละเอียดที่ต้องรู้ วินัยก็เป็นข้อห้ามเหมือนกัน ศีลก็เป็นข้อห้าม จริงๆแล้ว ศีลไม่ใช่ข้อห้ามทีเดียว ศีลไม่ใช่อาณา ที่เป็นข้อบังคับ อาณา หรืออาชญา เป็นกฎหมายที่มีข้อห้ามในการลงโทษ วินัยมีโทษ ถ้าผิดจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ แต่ศีลหากผิด ก็เป็นวิบากกรรมของตนเอง ไม่มีการลงโทษ ส่วนวินัยนั้นมีโทษ โทษตั้งแต่ ปาจิตตีย์ ต้องปลงอาบัติ ต้องรับผิดรับโทษมีทัณฑ์ ส่วนศีลไม่ได้มีทัณฑ์ ก็ต่างกัน โดยเฉพาะคำว่าศีล ที่เป็น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้แต่ที่สุด มหาศีล เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นศาสนา มหาศีลนี่ เป็นศีลที่ระบุว่า ห้ามหมู่ใหญ่ ห้ามทั้งความเป็นศาสนาเลย ศาสนาพุทธต้องไม่ละเมิด ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส หรือภิกษุ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมทุกคนที่เป็นชาวพุทธ ไม่มี เพราะว่า มหาศีล คือ เดรัจฉานวิชาทั้งหลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากมาก สำหรับคนทุกวันนี้ ซึ่งอาตมาพูดแล้ว ยกตัวอย่างแล

อ่านต่อ

้ว ฟังแล้ว ก็ไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่ จุดธูปจุดเทียน ผิดหมด บูชาด้วยไฟ ซึ่งมันเป็นอัคคียัญ จุดธูปเทียน บูชาไฟ ให้เป็นเครื่องเชื่อมต่อกับวิญญาณ เป็นเทวนิยม หรือจุดไฟ ให้เป็นแสง เป็นเครื่องเชื่อมต่อ หรือรดน้ำมนต์ ใช้น้ำเป็นสื่อ อัคคียัญ ใช้ไฟเป็นสื่อ สิญจนยัญ ใช้น้ำเป็นสื่อ รดน้ำมนต์ กรวดน้ำ เป็นเรื่องของเทวนิยม ของพวกเดียรถีย์ ของ ศาสนาพุทธไม่มี แต่เดี๋ยวนี้มีหมด จุดธูป จุดเทียน บูชา รำลึก สอนกัน มีจิตวิญญาณ เป็นภพชาติ มีสวรรค์ มีนรก ติดสวรรค์ อะไรต่างๆ เป็นต้น เป็นรูป เป็นเรื่อง เป็นอะไรไปหมด ก็เลย กลายเป็นเรื่องที่ไม่ลึกซึ้ง อาตมาก็มาสาธยาย มาบอกถึงความไม่ถูกต้องเหล่านี้ ต่างๆนานา ให้ชัดเจน เพราะว่า ของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้ง เกินกว่าจะเดา ที่เรียกว่า อจินไตย เดาไม่ได้คาดคะเน ไม่ใช่เรื่องที่พูดภาษา ดีไม่ดี พูดกันแล้ว เป็นคนละด้านเลย ตรงกันข้ามกันเสียด้วยซ้ำ จึงยากมากเลย ที่อาตมาอธิบายมาหลายวันแล้ว ยกตัวอย่างไปถึง ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งสัตว์ทั้งหลายแหล่ ถ้าเราเกี่ยวข้อง ก็มีความเป็นอยู่ จะต้องสัมผัสสัมพันธ์กันกับสัตว์ทั้งหลาย ก็ต้องอ่านจิตเรา เกี่ยวกับสัตว์นี้ มันมากมาย เกิดวิบากร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องของการสัมพันธ์แนวลึก สัมผัสทางจิตวิญญาณ ที่ข้ามชาติมามากมาย ถ้าเผื่อว่ามันเกี่ยวข้องกันอีก เจอกันอีก จะมีวิบากหรือกรรม ต้องมีกิริยาอะไรต่างๆนานา เชิงผลัก เชิงดูด เชิงราคะ โทสะ โมหะ ภาษาสั้นๆ แต่มันละเอียดมีเรื่องราว บทบาทอะไร เยอะแยะไปหมด ถ้าไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้เข้าใจถึงสัจธรรม อย่างสายเทวนิยม ไม่ได้เรียนรู้ รายละเอียดของวิบาก แม้แต่ความเป็นชาติ เขาก็เกิดชาติเดียว จบ เขาอธิบายชาติต่อไป เกิดจากกรรมวิบาก เช่นนั้น เช่นนี้ เขาอธิบายไม่ได้ เพราะเหตุอะไร จึงเป็นผลอะไร กรรมที่ทำ พฤติกรรมอะไร เป็นอย่างไร มีแต่บอกว่าชั่วกับดี อย่างนี้ดีตามพระเจ้าระบุบัญญัติไว้ว่า อย่าทำ อันนี้ดี ให้ทำ เสร็จแล้วก็ ทำไม่ดี พระเจ้าก็เป็นผู้ที่จะบงการ ไม่ดีก็ต้องไปนรก ก็พอรู้บอกกัน ถ้าดีก็ไปสวรรค์ หรืออยู่กับพระเจ้า ถ้าเผื่อว่าไม่ดี ก็ไปนรก พระเจ้าจะเป็นผู้ตัดสิน ของพุทธนั้น กรรมตัดสินเองเลย ไม่ต้องพระเจ้าตัดสิน จนกระทั่งสุดท้าย ตัวเองตัดสิน โดยไม่มีความลำเอียง ไม่มีอคติ ซื่อสัตย์สุจริตตรง พูดถึงความตรง และความเป็นกลาง ก็อยากสำทับ ทุกวันนี้คนก็ยังเข้าใจคำว่ากลางนี้ มีอยู่ 2 ภาษา ความเป็นกลาง กับทางสายกลาง ทางคือมรรค เป็นที่ๆที่เดิน เส้นทางไปสถานที่เป็นมรรค ส่วนเดินนั้น คือเรา ใครก็ตามที่จะเดิน ไม่ใช่ทาง ไปบอกว่าปฏิบัติทางสายกลาง อธิบายเหมือนพิณ 3 สายทางสายหย่อนกับสายตึง เราไม่เอาทั้งหย่อน ทั้งตึงเกินไป ทางสายกลาง ก็หมายถึงทางสายกลาง ปฏิบัติตรงทาง มันก็ไม่ผิด ก็ได้ความหมายนี้ แต่คำว่า ทาง กับคำว่า ความเป็นกลาง ความเป็นกลางนั้น มีความหมายอีกหลายนัย ความเป็นกลาง คือ เราจะต้องมีจิต ความเป็นกลาง หมายถึงจิต ไม่ใช่หมายถึงทาง แล้ว ความเป็นกลางหมายถึงจิต จิตของเรามันไม่มีอาการ อาการของมันอยู่กลางๆ แต่มันก็รู้ทุกอย่าง ทางนี้ไปซ้าย ทางนี้ไปขวา ทางนี้ไปสูง ทางนี้ไปต่ำ ก็รู้หมด ไม่ใช่จิตไม่รู้อะไร มันแยกไม่ออก ไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ รู้รอบ และความเป็นกลาง ของจิตที่เป็นกลางนี้ รู้ดีรู้ชั่ว ต้องช่วยฝ่ายดี เข้าข้างฝ่ายดี ช่วยกันจัดการความชั่ว ให้หยุด ให้เลิก ไม่ใช่ความเป็นกลางก็เฉยๆ เขาจะฆ่าแกงกัน ก็เฉยๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเขา ไม่ไปช่วยฝ่ายใด ไม่ไปสงสัยฝ่ายใด ไม่ว่าฝ่ายใด ไม่ไปกำราบฝ่ายใด กลางๆอย่างนั้นผิด ซึ่งอาตมาแบ่ง ความเป็นกลาง ไว้ 3 อย่าง ที่มิจฉาทิฏฐิ 1. คนไม่รู้ ไม่รู้เลยว่า อะไรดีอะไรชั่ว มันไม่มีปัญญา ไม่มีความเฉลียวฉลาด ที่จะรู้ ฝ่ายนี้ดี ฝ่ายนี้ชั่ว เขาก็ไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ก็เลยต้องอยู่เฉยๆ กลางๆ ก็เลยช่วยใครไม่ได้ เข้าข้างใครก็ไม่ถูก เพราะไม่รู้ มันโง่ หรือมันไม่เดียงสา ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้โลก ไม่มีโลกวิทู ไม่เข้าใจว่าอะไรควร อะไรไม่ควร นั่นหนึ่ง 2. มิจฉาทิฏฐิ เข้าใจว่าความ เป็นกลาง นี้ ต้องไม่เข้าข้างใคร ไปรับคำสอนคำพูดมาว่า เป็นกลางไม่เข้าข้างคนดี คนชั่ว ให้มันตีกันตายต่อหน้าเลย หรือว่า คนดีจะต้องสนับสนุน ช่วยส่งเสริม ทำดีให้มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่นั่งงอมืองอเท้า แล้วบอกว่าเป็นกลาง อย่างนั้น ไม่ใช่ ต้องช่วยกันสนับสนุน ส่งเสริมความดี ให้เพิ่มขึ้น มีคุณค่าขึ้น ส่วนความไม่ดี ต้องช่วยกันต้าน อย่าให้เขาทำ อย่างนี้ถึงเรียกว่า ผู้เป็นกลางเข้าถึงความเป็นกลาง แต่นี่ไม่ได้สอนอย่างนี้ ที่ว่าใครต่อใคร 3. กลัว คือ ถ้าจะไปช่วยคนนี้ แต่เสียลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่เอา กลัว มันต้องไม่ช่วย รู้ว่าดี ควรช่วย แต่ไม่กล้าช่วย เพราะกิเลสตัวเอง เห็นแก่ตัว กลัวจะเสียลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข นี่ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ เลว เป็นความเป็นกลางที่เห็นแก่ตัว เป็นความเลว นี่เป็นความเข้าใจผิด 3 ประการ อัน1.คือไม่รู้ 2.เข้าใจผิด ถูกสอนมาผิดว่ากลาง ต้องไม่เข้าข้างใคร 3. กลัวจะเสียโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็เลยเป็นกลาง ฟังให้ดี เข้าใจผิดก็จะเกิดการไม่เจริญการเสื่อม หรือช้า ไม่ดี ถ้าเผื่อว่า ไม่มีมิจฉาทิฏฐิ 3 อย่างนี้ คนเป็นกลาง ก็ต้องประพฤติให้มันถูกตรง คนดีก็ต้องช่วย ให้รู้นะ ไม่รู้ ก็ต้องพยายามรู้ ถ้ารู้แล้วต้องช่วยคนดี ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วก็ต้องกล้า ที่จะไม่ต้องไปติดใจ ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กลัวจะเสียลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข นี่คือความเป็นกลางที่ต้องเข้าใจ ถ้าเข้าใจแล้ว สังคมจะได้รับการช่วยเหลือ ก็จะได้เจริญ พัฒนากันไปอย่างดีๆ

ทีนี้มาเข้าสู่อันที่ 2 ที่อาตมาพูดมาหลายวัน อันที่ 1 คือสัมผัสสัมพันธ์กับสัตว์ เราจะทำใจอย่างไร ควรพิจารณาอย่างไร วางตนอย่างไร ใจของผู้นั้นจะต้องเป็นใจที่มีเมตตาจริงๆ เอ็นดูกรุณาปรารถนาดี กับสัตว์ทั้งปวง ถึงไม่เป็นพิษภัย กับสัตว์ใดๆในโลก 2 เกี่ยวกับของ อ้างอิงหลักฐาน ศีล 5 3 ข้อแรกครบแล้วในโลก นอกนั้นก็เป็นเรื่องของจิตเลย เรื่องที่เกี่ยวพันกับภายนอก 3 อย่าง เรื่องสัตว์ ของ เกี่ยวข้องกับของ ของมันไม่มีวิบาก ไม่มีภาวะ ผูกพัน โต้ตอบ เป็นพันธกิจไปต่อจิตวิญญาณ เกี่ยวข้องกันในชาตินี้ก็จบ มันไม่มีความเกี่ยวพันอะไรกับเราไม่จองเวรจองกรรม ไม่รัก ไม่ผลัก ไม่ผลัก ไม่ดูด ไม่รัก ไม่ชัง ไม่มีวิบาก ตั้งแต่พีชะ หรือพืชพันธุ์ธัญญาหาร มันเป็นชีวะจริง ก็ต้องเข้าใจ ศาสนาพุทธสอนทั้ง อุตุนิยาม พีชนิยาม มีกรรมวิบาก หรือไม่ มีชีวหรือไม่ หรือมีจิตนิยาม ที่มีบทบาทจองเวร จองกรรม โทสะ ราคะ ตลอดจนกว่าจะปรินิพพาน จึงจะหมดวิบากต่อกัน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เลิกไปเลย ไม่มีอะไรเป็นส่วนสอง เป็นหนึ่ง และศูนย์ไปเลย แม้เป็นหนึ่ง ก็ไม่สร้างวิบากต่อ คนอื่นจะสร้างวิบากต่อเราก็ได้ ถ้าเรายังเป็นหนึ่ง เป็นปุริสภาวะ สิ่งที่เกี่ยวข้อง เป็นวิบาก ต้องมาสัมพันธ์ ออกฤทธิ์กับเรา เราไม่สร้างวิบากต่อ ใครจะทำกับเรา ก็ทำไป เราไม่สร้างวิบากต่อ ไม่มีกรรมของเรา กรรมก็เป็นของคนอื่น ก่อสร้างแต่วิบากดี วิบากชั่วเลิกเลย หยุด อย่างนี้เป็นต้น ถ้าสูญไปเลย ตาย ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็ไม่เกี่ยวข้องกับอะไร พอตายละลายแยกธาตุ หลังจากการตาย กายัสสเภทา ปรัมมรณา แยกธาตุดินน้ำไฟลมเลย หมดแม้แต่การจับตัวเป็น พีชะ ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรอีก ศาสนาพระพุทธเจ้าถึงละเอียดลออมากเลย ในการอธิบายจิตที่เป็นอัตภาพ มีกรรมวิบาก กรรมวิบาก เป็นเรื่องอจินไตย เดาเอาไม่ได้ คิดเอาเองไม่ได้ เป็นอจินไตย 1 ใน 4 ตั้งแต่ พุทธวิสัย ฌานวิสัย พุทธวิสัยเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่มี ไม่เป็น เรียนรู้ไปได้ จนกว่าเราจะไปมีพุทธวิสัย ส่วนของพระพุทธเจ้าไปตามลำดับ ตั้งแต่ พระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ แล้วก็อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ และเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า จนจะถึงขั้นสัมมาสัมพุทธะ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีสัพพัญญุตญาณเท่ากันกับพระพุทธเจ้า ต่างกันแต่เพียงว่าปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้เป็นสัมมาสัมพุทธะส่วนตัว คนเดียว ปัจเจกไม่ได้ประกาศต่อสังคมโลก ไม่ได้ประกาศศาสนาพุทธ กับมนุษย์โลกเลย ท่านเป็นแล้ว ภูมิท่านถึงความเป็นพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้เรียกเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เพราะท่านเป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ประกาศศาสนากับมนุษย์โลก ท่านมีภูมินั้นแล้ว แต่ท่านไม่ประกาศว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้ากับมนุษย์แม้ 1 คนในโลก แต่พระพุทธเจ้าถ้าประกาศแล้ว จะไม่มีเพียงคนคนเดียวรู้หรอก เช่น พระพุทธเจ้าสมณโคดม มาฆบูชามีภิกษุ 1250 รูป ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าทำให้เกิดอรหันต์ขึ้นได้ มาฆบูชา มีพระภิกษุ 1250 รูป ถือว่าน้อยแล้ว บางพระพุทธเจ้ามาฆบูชาหลายครั้ง มีพระภิกษุเป็นล้านรูป เป็นคนละบารมี แต่ไม่ได้หมายความว่า มีความรู้น้อยกว่ากัน แต่มีองค์ประกอบของยุคสมัย ของบุคคล ที่จะทำหน้าที่ มาทำหน้าที่ยุคสมัยที่แย่ สอนอย่างไรก็ได้อรหันต์แค่นี้ ก็เจ๋งแล้ว เพราะคนไม่มีภูมิจะเป็นอรหันต์ได้ จะไปโทษว่า ครูไม่ดี ครูสอนไม่ได้ ก็สอนได้ ถ้าลูกศิษย์รับได้ ถ้าลูกศิษย์รับไม่ได้ ก็เหมือนสอนกับต้นไม้กับเสา มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันรับไม่ได้ นี่เป็นนัยละเอียด ไม่ใช่เรื่องเดา ไม่ใช่เรื่องคาดคะเน อย่างอาตมามาพูดต่างๆนานา ไม่ค่อยได้ยินกัน หลุดไปจากประวัติศาสตร์ ตำนานไม่เหลือ อธิบายไม่ได้ อธิบายไม่ออก อธิบายอย่างผิดเพี้ยนไปด้วยซ้ำ อาตมาก็มาแก้ ผู้ที่ใช้วิจารณญาณตัวเอง ฟังดูที่อาตมาพูดแล้ว สมควรน่าเชื่อถือก็เชื่อ ไม่น่าเชื่อถือ เขาก็ไม่เชื่อ ก็เป็นอิสระเสรีภาพ ในสิทธิส่วนตน ไปบังคับไม่ได้ อาตมาไม่ประสงค์จะบังคับ แม้แต่ขอร้องให้เชื่อ อาตมาก็ไม่ถนัด ไม่ค่อยพูด เชื่อฉันสิๆ ไม่ถนัดที่จะพูด แต่ผู้ที่เขามีอาณาในใจ ก็จะบังคับ จะเบ่ง เชื่อฉันสิ ขอให้เชื่อสิ ไม่ต้องขอหรอก เขาจะเชื่อก็เชื่อของเขาเอง ไปบังคับว่าเชื่อฉันสิ บังคับทำไม เขาใช้ปัญญาตัดสินกันได้ ให้อิสระเสรีภาพเถอะ เขาจะเชื่อ เชื่อไม่เชื่อ ก็ต้องใช้ปัญญาภูมิธรรมของเขาเอง ไม่ต้องบังคับหรอก บังคับมันก็มีผลอีกอย่างหนึ่ง ไปขอให้เชื่อ ก็มีผลอีกอย่างหนึ่ง ไม่ต้องขอ พูดแล้วเหมือนกับหยิ่งผยอง ไม่ต้องขอไม่ต้องง้อ อยากเชื่อก็เชื่อสิ ไม่อยากเชื่อก็แล้วไป มีนัยเหมือนหยิ่งผยอง ถือดี ใช้ภาษาพูดแล้ว จะเข้าใจ มันหมายถึงลักษณะละเอียดลออ ถึงนัย ควรหรือไม่ควร มาจบที่ควร หรือไม่ควร สูงสุดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาปเทส 4 ใช้คำว่าควร หรือไม่ควร อย่างนี้ควรหรือไม่ควร เมื่อพูด ควรหรือไม่ควร ก็วนได้ ถ้าคนไม่เข้าใจอย่างถูกต้อง มหาปเทส 4 1. สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2. สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย 3. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4. สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย. (พระไตรฯ ล.5 ข.92)

มหาปเทส 4 ต่างจาก สัปปุริสธรรม 7 สัปปุริสธรรม 7 1. ธัมมัญญูตา (รู้จักทุกองค์ประกอบ) 2. อัตถัญญูตา (รู้จักเนื้อหาเป้าหมายถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง) 3. อัตตัญญูตา (รู้จักตนเอง) 4. มัตตัญญูตา (รู้จักประมาณจัดสรรสัดส่วนให้เหมาะสมที่สุด) 5. กาลัญญูตา (รู้จักกาลสมัย) 6. ปริสัญญูตา (รู้จักหมู่กลุ่มบริษัทอื่น) 7. ปุคคลปโรปรัญญูตา (รู้จักบุคคลอื่น) (พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 65) ผู้รู้ ผู้ที่ไม่ลำเอียง เอาธรรมเป็นใหญ่ ก็ต้องใช้หลัก สัปปุริสธรรม 7 กับมหาปเทส 4 ใช้จริงๆ ท่านบัญญัติเป็นภาษาไว้แล้ว ยิ่งสบาย ต้องใช้หลักพวกนี้ทำงาน ก็จะเกิดความดีงามทั้งหมด ไม่ลำเอียง ไม่เป็นภัยเป็นโทษ มีแต่คุณค่า ตัวเราก็ไม่เกิดวิบาก สังคมก็ไม่ทุกข์ร้อน มาเข้าสู่ ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของ สิ่งของยิ่งมีมากกว่าอีก สัตว์มันมีมาก แต่มันก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรา สัตว์น้ำนี้มีมาก ใครดูสารคดี มีแปลกแตกต่างกัน กว่าจะพัฒนามาเป็นแบบนั้น แบบนี้ ไม่รู้กี่ตระกูล กี่พันธุ์ กี่เพศ มากมาย เราก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว มันก็อยู่ของมันในน้ำ หรือมันจะเป็นสัตว์เล็ก อีกเยอะแยะ มากมาย ละเอียดลออ เป็นพวกแบคทีเรีย ไวรัส มันก็ไม่เกี่ยวกับเรา เราก็เกี่ยวข้องใช้อาศัยกับสัตว์ประมาณหนึ่ง ที่นี้เรื่องวัตถุมีมากมาย อะไรที่ควรใช้ ดินน้ำไฟลม ยกตัวอย่างชัดๆ เช่น เพชร พลอย ทองคำ หรือโลหะที่มีค่าหายาก ที่เป็นอุตุ วัตถุต่างๆ สังเคราะห์ สังขารร่วมกัน อุตุนิยามมีอันอื่นสังเคราะห์พลังงานตัวมัน โดยที่มันจัดสรรพลังงานตัวมันเองไม่ได้เลย อันอื่นทำให้มัน เป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุปัจจัยของพลังงานทางอุตุ อย่างคนจะไปช่วยทำ Fossil ก็ไม่ได้ แม้แต่ทำเพชร ทำทอง ตอนนี้เขาทำได้เหมือนกัน แต่มันไม่ถึงคุณภาพ บริบูรณ์สูงสุด แบบของแท้ แต่มันใกล้กัน คนไม่สามารถมีเครื่องวัด ที่จะแยกว่า อันนี้เป็นของเก๊ หรือจริง มันใกล้กันมากก็ต้องยอม ทำเพชรเก๊ทองเก๊ โลหะอะไรต่างๆ แบบเทียมซึ่งมันไม่ถึงกับแบบที่ธรรมชาติทำจริงๆ ใช้เวลาเป็นล้านๆชาติ ล้านๆปีแสง มันมากมาย เราเอาที่มันเกี่ยวข้องกับชีวิต สำคัญ จำเป็น แล้วเราก็สัมผัสสัมพันธ์กัน เราจะใช้ หรือไม่ใช้ สูงสุด สัตว์นั้น ไม่ต้องไปทำให้เขาบาดเจ็บ หรือลำบาก แต่ถ้าพืช ทำให้ถูกทำลาย ก็ไม่มีวิบาก เอามาใช้รับประทาน ย่อยให้ละเอียด เป็นธาตุเข้าไปช่วยให้ร่างกายเจริญ เอาพืชมาใช้ มันก็ไม่มีวิบาก ไม่ต้องผูกพัน ถือโทษอะไร แม้แต่บอกว่า มันมีอารมณ์รัก หรือชัง ก็ไม่มี แต่คนก็เข้าใจว่ามันมี มันอยู่ที่อุปาทานของเราเอง มันเอียง เป็นภาวะตอบรับ เหมือนหลอน เหมือนเงา เหมือนมันตอบรับ เราร้องเพลงให้มันฟัง แล้วมันชื่นใจอะไรอย่างนี้ มันมีสภาพซ้อน อุปาทาน เกิดจริง เป็นจริง เห็นจริง รู้สึกจริง ดีไม่ดี แม้แต่เห็นเป็นรูปร่าง เป็นตัวเคลื่อนไหวจริง ทั้งๆที่มันไม่เป็นจริง เรียกว่าอุปาทาน หรืออุปาทายติ สิ่งเหล่านี้เป็น มโนมยอัตตา เป็น อัตตาที่สำเร็จในจิต มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่มันไม่มีจริง แต่เหมือนกับมันมี เสียง เกิดมาให้คุณได้ยิน เรียกว่าเสียงหลอน รูปหลอน ภาพหลอน กลิ่นหลอน กลิ่นนี้เป็นกลิ่นของคนตายมาหา ทั้งๆที่มันไม่มี แต่คนรู้สึกว่ามันมี เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่เป็นอุปาทาน มันไม่มี แต่จิตของคุณอุปาทาน จนเกิดในจิตได้ เรียกว่ามโนมยอัตตา อย่างโรค Psychosis มันไม่มีหรอก แต่ตนเองรู้สึกว่าเป็น ว่ามี จริงเลยนะ ทางแพทย์เขาก็ศึกษา พวกที่มีความรู้ทางนี้ ก็ศึกษามันเป็น neurosis และเป็นไปได้ ไม่เจ็บ ไม่ป่วยหรอก แต่ป่วย ทำตัวเองให้ป่วย เพื่อเรียกร้อง อะไรต่างๆนานา มันยอดเกินเลย สำหรับของเรา ก็สัมพันธ์ สัมผัสกัน เรียกว่า อทินนาทาน ไม่ใช่ของของเรา ก็อย่าไปถือสิทธิ์ แม้แต่เราจะวิสาสะ เราจะใช้ร่วมกัน เป็นของส่วนกลาง เราก็ต้องดูว่า ของส่วนกลางนี้ มีใครจับจองไว้หรือเปล่า มีใครสำคัญกว่าเราหรือเปล่า หากเขาสำคัญกว่า ก็ให้เขาใช้เถอะ เรายังไม่ค่อยจำเป็น ถ้าเราตรวจสอบตรงนี้ ความสูญเสีย ความบกพร่อง มันก็จะน้อย ทุกอย่างก็จะสมส่วนลงตัว แต่อย่างดี อย่างเหมาะ นี่เป็นรายละเอียดต่างๆ ที่เราจะคำนึง แม้แต่ของ ถ้ายิ่งไม่ใช่ของของเราแล้ว อย่าไปถือสิทธิ์ เอามาเป็นของของเรา มันเป็นวิบาก ไปยื้อแย่งไปละเมิด ยิ่งไปปล้นเอา ฆ่าเอา วิบาก ก็จะยิ่งแรงร้าย ไม่รู้กี่ชาติ ต่อไปชาติ สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องจริง ของกรรมวิบาก เป็นอจินไตย ศาสนาพุทธเรียนรู้รายละเอียดเหล่านี้มาก ครบ ศาสนาอื่นไม่รู้ เพราะเขาไม่เชื่อ เข้าไม่ถึง แต่มันเป็นกรรมวิบากของเขา แต่เขาไม่มีความรู้ ศาสดาเขาสอนไม่ถึง ศาสดาเขาไม่มีความรู้เรื่องกรรมวิบาก เชื่อกรรมวิบาก เชื่อกรรมเป็นของๆตน ตนทำแล้วก็ต้องรับ จะเป็นชั่วหรือดี ก็เป็นกรรมของตน ไม่เอาไม่ได้ โดยวิบากกรรมแล้ว กัมมัสโกมหิ 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) พลังงานกรรม พาเราเกิด เราเป็น แต่ทางเทวนิยมถือว่า พระเจ้าเป็นผู้กำหนด บัญชา บังคับ ให้เกิด ให้เป็น แต่ของเรานี้ เปลี่ยนจาก God มาเป็นกรรม ไม่มีพระเจ้าบันดาล ไม่มีพระเจ้าสั่ง กรรมเป็นตัวสั่ง เป็นตัวบันดาล กรรมเป็นของใคร ก็กรรมเป็นของเรา ไม่ใช่ของพระเจ้า มันแยกละเอียดเลย ศาสนาเทวนิยม กับอเทวนิยม แยกกันอย่างนี้ กรรมเป็นของของเรา ไปโทษพระเจ้า โทษใครไม่ได้ เราเอง เพราะฉะนั้น จัดการทำกรรมของเราให้ดี ให้เป็นกรรมส่วนดี ที่เผื่อพอ จนกระทั่งดีช่วยตัวเองได้หมด ไม่เป็นภัยต่อใคร มีแต่ใครมาเป็นภัยต่อเรา ก็มีภูมิคุ้มกันดี ภัยโทษก็ทำร้ายเราไม่ได้ นั่นคือภาวะพลังงาน ที่ไม่มีคำพูด พลังงานที่คุ้มกัน เป็นกำแพงไร้สภาพ เป็นสิ่งที่ป้องกันเรา ไม่รู้ไม่เห็น แต่อะไรป้องกันเรา ให้แคล้วคลาด หรือให้คงกระพัน ถ้าเป็นหยาบๆ ก็ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก หรือจะยิง พลังงานนี้ก็ทำให้เครื่องยิง ยิงไม่ออกเลย ขนาดนั้น ถึงอย่างไร มีมามันก็ไม่ถูก แคล้วคลาดไปอื่นเลย มันไม่ถูกตัวเรา อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่เรื่องของสิ่งอะไรบันดาล เกิดจากกรรม ที่เรามีพลังงานในตัวเรา ทำให้เป็นไป กัมมโยนิ ซึ่งแต่ละคนสั่งสม เป็นเผ่าพันธุ์ กัมมพันธุ 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) จะได้อาศัย จะสุข จะทุกข์ จะดี จะชั่ว จะสบาย หรือลำบาก เราได้อาศัยของเราสร้าง เราทำมา ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ตั้งแต่เป็นเซลล์เดียว จนกระทั่งถึงเป็นอาริยะ มนุษย์อาริยะ จนเป็นอรหันต์ จนเลยอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ทุกระดับ จนเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โน่นแหละ จะเป็นที่อาศัยที่พึ่ง 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) เกิดจากเราเองทั้งสิ้น (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 581)

เป็นคนสะสม เป็นคนก่อ เป็นคนทำ เป็นคนประพฤติ เป็นคนมีอาการ เรียกว่าละเอียดที่สุด ก็มีอาการสร้างอาการนั้นขึ้นมา แล้วเราก็ให้มันเกิดบทบาท เกิดแต่ในอาการจิต ไม่ออกไปข้างนอกเลย เป็นแค่วจีสังขาร วจีสังขารยังไม่ออกจากจิต อยู่ใน สังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ 3 ตัวเป็น dynamic ตัวเคลื่อนไหว สั่งสมเป็นตัวแข็งแรงตั้งมั่น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ก็เป็น static กับ dynamic สามเส้า สามเส้า 2 หมู่ทำปฏิกิริยาสังเคราะห์สังขารในใจ เป็น วจีสังขาร ตัวที่ 7 วจีสังขารจะออกมาข้างนอกได้ ก็เป็นทางด้าน วจีวิญญัติ กายวิญญัติ หากไม่ออก ก็เป็นมโน ไม่ได้เป็น มโนวิญญัติ คือถ้าให้เคลื่อนไหว วิญญัติ คือการเคลื่อนไหว หากมันปรุงแต่งตัวมันเสร็จ ก็เรียกว่าสังขาร ถ้ามันเคลื่อนไหว ก็เคลื่อนไหวภายใน เรียกว่า มโนวิญญัติ แต่ถ้าเผื่อว่ามันจะออกมาข้างนอก ตัวนี้ก็พร้อมที่จะออกมาข้างนอก มาเป็นวจีก็อย่างอ่อน กายก็อย่างหยาบ วจีวิญญัติ กายวิญญัติ อยู่ภายใน จะปรุงให้แรง เป็นวจีวิญญัติ ก็เรื่องของคุณ หรือจะปรุงครบเส้า กายวิญญัติอยู่ในจิต ก็เรื่องของคุณ รวมแล้ว ได้คุณภาพเท่าที่มีฤทธิ์ มีแรง มีมาก มีชัดเจนแจ่มแจ้ง หรือหนา ดีกรีของมันทั้งหมด ก็อยู่ที่คุณทำได้ ตามบารมี เสร็จแล้ว คุณจะปล่อยออกไปเท่าไหร่ คนที่สามารถปรุงสร้างได้ 100 นึง จะออกมา วจีวิญญัติ กายวิญญัติ 30 40 เปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ที่คุณทั้งนั้น คนมี 100 จะออกไปแค่ 20 ออกไปเป็นกายกรรมแค่ 50 แค่ 60 แค่ 70 ก็เรื่องของคุณทำได้ ประมาณได้ จัดการที่จะออกมา ให้มีกรรมกริยา เท่านั้นเท่านี้ได้ กำหนดได้หมด จึงเป็นเจ้าของกรรม ที่จะกระทำอย่างพอเหมาะสม ไม่มีลำเอียง ถ้าสมบูรณ์แล้ว ไม่เข้าใครอย่างได้สัดส่วนถูกต้อง พอเหมาะพอดี ในรายละเอียดต่างๆ จึงเป็นเรื่องของความสมบูรณ์ของความรู้ และกรรม ไม่ใช่ไปฝากไว้กับพระเจ้า พระเจ้าเป็นคนสั่ง มันก็เลยต้องเป็นไปตามใจตัวเอง ที่มีกิเลสเป็นตัวบงการ จริงๆแล้ว กิเลสกับพระเจ้า อันเดียวกัน แต่เขาไปเรียกตัวกิเลสว่าคือซาตาน ซาตานกับพระเจ้า คือความลึกลับเท่ากัน ผู้ไม่รู้จักซาตาน ไม่รู้จักพระเจ้า พระเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ จิตวิญญาณ ก็จิตวิญญาณของเรา เป็นตัวของเรา เราก็ต้องเป็นตัวพระเจ้าให้ได้สิ ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วเราก็เอามาทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีอคติ พระเจ้าไม่มีอคติ ไม่มีความคดโกง พระเจ้าซื่อสัตย์ทุกอย่าง ก็เป็นพระเจ้าให้สมบูรณ์ให้ได้ ในขณะที่เราควบคุมกรรมกริยาได้หมด ไม่ต้องให้ใครเป็นผู้ชักใย เป็นผู้ชักหุ่นชักรอก เราก็ทำเองได้หมด ในศาสนา เทวนิยม กับ อเทวนิยม อเทวนิยมเป็นตัวเราเอง จัดการกรรมทั้งหลาย ส่วนเทวนิยมนั้นกรรมนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า จะผิดจะถูก ขึ้นอยู่กับพระเจ้า ส่วนอเทวนิยม ไม่ไปโทษพระเจ้า แต่โทษตัวเราเอง ไม่ไปโทษใคร เราเองทั้งนั้นทำดี หรือไม่ดี ก็เราเอง และใครจะหลงตัวเองหรือไม่หลงตัวเอง ก็ตัวเองอีกนั่นแหละ เป็นนัยชัดเจน นอกจากสัตว์ นอกจากของ ทีนี้ ตัวสำคัญตัวนี้ เป็นเรื่องมากที่สุด ก็คือตา หู จมูก ลิ้นกาย ห้าทวารนอก เกี่ยวข้องกับผู้อื่น หากทวารในของตัวคุณเอง คุณจะปรุงแต่งบ้าบออะไรของตัวเอง ไม่ออกมาข้างนอกเลย แม้แต่ทางวาจา ทางกายกรรม คุณก็ไม่แล้ว จะบ้าๆบอๆอยู่ในจิตของคุณเอง ถ้าบ้าอย่างนี้มากหน่อย มันก็พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง อยู่แต่ภพของตัวเอง ยึด พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง เขาก็ต้องเอาเข้าโรงพยาบาล ทำแต่ของคุณเอง แล้วกระทบกับของภายนอก คนจะเดือดร้อน ลำบากลำบน คุณก็ไม่รู้เรื่องจะทำตามภพของคุณในใจอย่างเดียว คุณยังมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ กระทบกับคนอื่น แต่ไม่รู้จักสมมติของคนอื่นเลย ภายนอก อย่างนี้ไม่ควรทำ ไม่ดี อย่างนี้เป็นภัย เป็นโทษ คุณก็ไม่รู้เรื่อง คุณอยากจะทำอะไรก็ทำตามใจคุณ มันก็เสียหาย เขาก็ต้องดูแล ดีไม่ดีต้องผูกมัดไว้ ระงับ ดีไม่ดีผูกติดเตียงไว้เลย ปล่อยให้ดิ้นไป เพราะถ้าขืนปล่อยออกมา ก็ทำให้เสียหายเป็นภัยต่อตน ต่อผู้อื่น ก็จำเป็นต้องทำ อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสัจจะที่พิสูจน์ยืนยันได้ ผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว จะรู้จักสัจจะ 2 อย่าง ปรมัตถสัจจะ กับ สมมติสัจจะ ปรมัตถ์ คือเกี่ยวกับภายในจิตทั้งนั้น คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน สมมุติสัจจะเกี่ยวกับภายนอกทั้งหมด แต่ข้างนอกกับข้างใน ภายในจิตกับภายนอกไม่ขาดจากกัน จะต้องร่วมกันเรียกว่า กายะ แยกเป็นรูปกับนาม เป็นประธาน กับสิ่งที่ถูกรู้ เป็น Subject กับ object Object คือสิ่งที่ ถูกรู้ Subject คือประธาน คือจิตของเรา เป็น ผู้รู้ จะต้องมี 2 ธรรมะสอง นี้ ตลอดเวลาเลย ศึกษาธรรมะ 2 นี้ตลอดเวลา ทเวธัมมา แล้วก็เรียนรู้ จากตัวที่รวมเป็นความรู้สึก ต้นตอความรู้สึกจะทำให้เราผลักหรือดูด ถ้าเราท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน