สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นั่งหลับตาปฏิบัติไม่เกิดปัญญามีแต่สัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นั่งหลับตาปฏิบัติไม่เกิดปัญญามีแต่สัญญา 12 การนั่งหลับตาปฏิบัตินั้นมีแต่ปฏิบัติกับสัญญา ไม่เกิดปัญญา การนั่งหลับตาปฏิบัติสมาธิ เมื่อทำได้ถึงขีด ก็จะทำให้เกิดปัญญาโผล่มาเองได้ อ.บูรพา ผดุงไทย อาจารย์คนนี้เขียนประจำ ในสือพิมพ์ไทยโพสต์แทบลอยด์ เป็นคอลัมน์ประจำเรียกว่าสมาธิชาวบ้าน จิตที่เป็นสมาธินั้นเราจะทราบได้อย่างไร ก็ให้ลองสังเกตดูถ้าเราปฏิบัติสมาธิแล้วทำมันไปนานๆให้จิตอยู่กับเครื่องรู้ เช่นอยู่กับลมหายใจ ถ้าเราอยู่กับลมหายใจจนจิตกับลมหายใจไม่พรากจากกันและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จิตเป็นลม ลมเป็นจิต เหมือนคนเพ่งไฟก็เพ่งไปจนจิตเป็นไฟ ไฟเป็นจิต เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่พรากจากกัน รวมกันเป็นหนึ่งสำเร็จได้ ช่วงขนาดนั้นความคิดมันจะน้อยลง จนจิตแยกเป็นอิสระจากความคิด ภาพนิมิตกสิณก็เบาบางลงใสบางลงเบาลง สำหรับคนที่ดูลมหายใจ ลมหายใจก็เบาลงจางลงจนกระทั่งลมหายใจ ภาพนิมิตกสิณก็เช่นเดียวกันมันชัดแล้วก็บางลงๆ จนนิมิตกสิณมันหายไป ร่างกายตัวตนก็เบาหายไปด้วย ความคิดก็หายไป ตรงนี้เป็นลักษณะของการภาวนา แล้วไปพบจิตเดิมแท้ จึงมีอาการแบบนี้ กายกับจิตมันเป็นอิสระต่อกัน ในช่วงแรกก่อนจะถึงจุดนี้ไม่ว่าเป็นกรรมฐานหรือกสิณ การปฏิบัติเบื้องต้นสิ่งที่เราใช้เป็นอุบายมันจะชัดขึ้น ภาพกสิณก็ชัดขึ้นลมหายใจก็ชัดขึ้นก่อน แต่หลังที่มันชัดที่สุดแล้วกรรมฐานมันจะเริ่มเปลี่ยนแปลง เช่นนิมิตกสิณ ตอนแรกมันจะชัดขึ้นชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็นเสียอีก สามารถเรียกนิมิตให้เข้ามาใกล้ ให้ถอยหลังหรือขยายให้ใหญ่หรือย่อส่วนก็ได้ จะให้หมุนซ้ายหมุนขวาได้ ตอนนี้นิมิตภาพจะคมชัดมากชัดกว่าตาเห็น พอหลังจากนั้นแล้วพอมันได้ที่ของมันแล้ว ก็จะเริ่มบางลงๆ แล้วภาพนิมิตนั้นมันก็จะหายไปลมหายใจมันก็บางลง
อ่านต่อ
ๆ จนมันหายไปไหนที่สุด นี่เป็นลักษณะของการได้สมาธิจิตซึ่งจิตของเรานั้นก็ได้จดจำและบันทึกเรื่องราวไว้มากมาย ทั้งกรรมดีกรรมชั่วดวงวิญญาณทั้งหลายที่ทำกรรมต่างๆไว้ มันก็บันทึกอยู่ในดวงจิตของเรา ในดวงจิตนี้มันก็จะพิพากษาเราเอง เวลาที่เราถึงความตายแล้ว ดวงจิตนี้มันบันทึกความดีความชั่วไว้หมด ไม่มีทางที่จะลบได้ สิ่งใดที่เราเคยทำไว้จิตมันบันทึกไว้หมดแล้ว เราหลอกคนทั้งโลกได้แต่ไม่สามารถหลอกตนเองได้ ดังนั้นแล้วนรกมันก็อยู่ในใจเรานี่แหละ เวียนอยู่ในจิตในความคิดมันก็จะแปลงมาเป็นนรกภูมิลงโทษเรา เช่นถ้าเราไปทำกรรมเรื่องนี้ มันก็จะมีบทลงโทษตามนี้ตามแต่เรื่องที่เราได้กระทำไว้ เช่นเราไปข่มขืนคนก็ต้องได้รับบทลงโทษให้ไปปีนต้นงิ้ว ผิดกรรมแบบไหนก็จะมีบทลงโทษที่ต่างกันออกไป ปรโลกในจิตของแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันตามแต่จิตมันจะชักนำไป แต่ก็จะมีส่วนที่เชื่อมโยงกันอยู่ในวัฏสงสารเดียวกัน ด้วยตราบใดที่เรายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ใจเราเองมันก็จะสร้างนรกขึ้นมาเพื่อจองจำลงโทษเรา มันจะไปเชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆที่เราต้องไปเวียนว่ายตายเกิดอยู่ โดยมีพลังงานที่สูงกว่าคอยดูแลอีกทีหนึ่ง ซึ่งในคติไทยโบราณเราเรียกพลังงานนั้นว่าพญายมราช ที่คอยจะชี้ให้เราไปรับกรรมอยู่ในภูมิต่างๆเป็นพลังงานที่คุมวิญญาณในการเวียนว่ายตายเกิดเป็นพลังงานที่สูงกว่าวิญญาณทั่วไปมาก มีอำนาจในการสั่งให้ไปรับกรรมในขุมไหนยาวนานเท่าไร เราเรียกว่าพญายมเพราะของเราเรียกแบบนี้ ของต่างชาติเขาก็จะเรียกแตกต่างกันออกไป เรื่องของอารมณ์จิตสุดท้ายก่อนตายนั้น ก็ในการเปลี่ยนภพภูมิของดวงวิญญาณคนเราก่อนจะตาย บางคนก็เชื่อว่าต้องพูดให้เขาฟังแต่เรื่องดีๆให้นึกถึงกรรมดีที่เคยทำเอาพระมาบรรยายธรรมนำจิตให้จิตมันไปนึกถึงกุศลบุญยึดสิ่งดีๆ พอตายไปแล้วอารมณ์จิตสุดท้ายก่อนตาย มันจะพาไปสู่สุคติภพ สุคติภูมิ สิ่งที่เชื่อแบบนั้นมันก็จริงในระดับหนึ่ง แต่พอเราตัดสัญญาจากจิตสำนึกสู่จิตไร้สำนึก หรือว่าเข้าสู่สัญญา โดยแท้จริงแล้วจิตสุดท้ายก่อนตาย ถึงเราจะตกแต่งสวรรค์ให้มันเห็นบุญก่อนตายยังไงก็ตาม แม้มันจะมีบุญนั้นนำไปแสวงบุญในภพภูมิที่เป็นบุญกุศลแต่ก็ชั่วขณะเท่านั้น แต่กรรมจริงๆที่ทำไว้หลังจากจิตเข้าสู่ภาวะของความตาย โดยแท้จริงแล้วกรรมที่ทำมาทั้งหมดมันจะผุดขึ้นมาในจิต อะไรก็ตามที่เราทำไว้ปกปิดไว้ไม่อยากให้ใครรู้หรืออยากจะลืม แต่เพราะถึงอำนาจจิตใต้สำนึกส่วนนี้แล้วกรรมเหล่านั้นมันจะหลั่งไหลโผล่ออกมาหมดกรรมที่เราตกแต่งไว้ ว่าอยากให้นึกถึงบุญนึกถึงสวรรค์วิมานอะไรก็หนีกรรมจริงไม่พ้น เพราะนี่เป็นกรรมจริงๆที่จิตบันทึกไว้ไม่ใช่กรรมที่ตกแต่งก่อนตาย กรรมที่ตกแต่งก่อนตายก็เพื่อให้คนที่อยู่รู้สึกดีที่ได้ทำอะไรให้กับผู้ที่เป็นที่รักที่ล่วงลับไปแล้วเท่านั้น ดังนั้นแล้วให้เราตกแต่งจิตอย่างไรก่อนที่เราจะตายแต่บุญจากจิตสุดท้ายก่อนตายมันก็จะพาเราไปเสวยสุขเพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนั้นแล้วพอเข้าสู่จิตไร้สำนึกแล้ว มันก็จะไปเอากรรมจริงๆที่เราได้ไปกระทำมา ส่งผลกับดวงจิตนั้นทันที แต่ถ้าจิตสุดท้ายเราทำดีด้วย และจิตขณะมีชีวิตก็สร้างสมกรรมดีมาโดยตลอดก็ไม่เห็นจะต้องกังวลอะไรกับจุดสุดท้ายของเราเลย ได้ขึ้นสวรรค์ก็ขึ้นต่อไปเลยไม่งั้นขึ้นสวรรค์แป๊บเดียวก็ต้องลงนรกทันที เพราะความจริงก็คือคนชั่วกรรมชั่วก็โผล่มาเยอะแยะหนีไม่พ้น เพราะกรรมชั่วต่างๆที่ทำไว้มันไม่มีทางหนีพ้นหลอกตัวเองว่าเหมือนไม่ได้ทำไว้ แต่พอเข้าสู่จิตไร้สำนึกแล้วกรรมชั่วแล้วนั้น ก็ไหลออกมาดึงลากมาลงนรกเพราะความจริงมันเป็นแบบนั้น ไปฆ่าใครไปคดโกงอะไรเขาไว้ก็หนีไม่พ้น เพราะจิตเราเป็นผู้บันทึกไม่ใช่ใครอื่นเป็นผู้บันทึก และจิตเราเองหลอกไม่ได้ ก่อนเราจะตายทำชั่วไว้เยอะแยะมากมายแต่ก่อนตายมานึกถึงพระถึงบุญ มันก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ได้ไปเสวยอารมณ์นั้นเพียงเล็กน้อยก็ต้องไปรับกรรมจริงๆ แต่ถ้าเราทำดีมาตลอดอยู่แล้ว จิตสุดท้ายที่ทำดีด้วยก็จะช่วยกันไม่ให้เราไปตกนรกในอบายภูมิแม้เพียงเล็กน้อยก็ตามจิตที่ตายไปแล้ว หลังจากเข้าสู่สภาวะจิตไร้สำนึกแล้วในสภาวะนี้บุญกรรมมันแสดงตามความเป็นจริง ไม่สามารถนึกบุญใดมาตกแต่งบุญกรรมได้อีกถ้าเราปฏิบัติไปเราจะเห็นความจริงว่ามันเป็นอย่างนี้
พ่อครูว่า...เขามีภูมิลักษณะเทวนิยมอย่างนี้อธิบายได้ดีนะ ศาสนาที่งมงายในนรกสวรรค์ แทนที่จะรู้ว่าสังขารเราปรุงแต่ง นรกสวรรค์อย่างไร เกิดจากกิเลสอะไรแล้วล้างกิเลส ให้เกิดเป็น อุปัติเทพ จนเป็นวิสุทธิเทพได้ แต่ถ้าเขาเข้าใจอย่างนี้ก็ต้องการสวรรค์ ก็จะได้แค่สมมุติเทพ ไม่สามารถที่จะเป็น อุปัติเทพหรือวิสุทธิเทพ เป็นเทวดาสูงสุด เพราะได้ล้างกิเลสหมด อุปัติเทพก็ได้เจริญ มีการกำจัดกิเลสเป็นส่วนแห่งบุญไปเรื่อยๆเป็นโลกุตระ ส่วนสมมุติเทพ เป็นเทวดาโลกีย์มีสวรรค์นรก จะไม่เรียนรู้ว่า ศาสนาพุทธนั้นไม่มีสวรรค์นรก หมดสวรรค์นรก เมื่ออ่านคำสอนที่ว่า ศาสนาพุทธจะหมดสวรรค์และนรกเขาก็จะไปตาม แต่โดยสำนึกโดยปัญญาอาจารย์เหล่านั้นจะไม่สงสัยเลยว่าอันนี้คือเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ เขาจะไม่ระลึกไม่รู้หรอก ว่าให้หยุดสวรรค์ ให้หยุดนรก ให้เลิกสวรรค์ ให้เลิกนรก เขาจะไม่เข้าใจ ไม่พูดเรื่องนี้เลย เพราะไม่เข้าใจเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ กลายเป็นเรื่องเทวนิยมไปตลอดกาลนาน ไม่หมดไปจากสวรรค์ เพราะว่าสวรรค์สูงสุดของเขา ถือว่านิพพานอยู่ยอดที่สุดของสวรรค์ เป็นอัตตา ไม่เป็นอนัตตา ไม่หมดสวรรค์ ไม่หมดนรก เป็นความเชื่อลึกๆส่วนใหญ่ของคนทั่วไป 600929_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 4