มนสิการไม่ได้ไม่มีสิทธิ์บรรลุธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
มนสิการไม่ได้ไม่มีสิทธิ์บรรลุธรรม [๒๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีน้ำย้อม ครั่ง ขมิ้น สีเขียวหรือสีบานเย็น ช่างย้อมหรือช่างเขียนพึงเขียนรูปสตรีหรือรูปบุรุษให้มีอวัยวะน้อยใหญ่ได้ครบถ้วนที่แผ่นหินขาว แผ่นกระดาน ฝาผนัง หรือที่ผืนผ้า แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในกวฬิงการาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้น พ่อครูว่า…ท่านขยายจากวิญญาณมานามรูป ในปฏิจจสมุปบาทจะมีตัวย้อมตัวเสริม คือพวกความยินดีความเพลิดเพลินความทะยานอยาก เป็นตัวเชื่อม ตัวผสมส่วนที่จะให้ติดให้มีสีสัน อะไรต่ออะไร เป็นโลกีย์หนักขึ้นที่นามรูป ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในผัสสาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในมโนสัญเจตนาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นทั้งหลาย ในที่ใด มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่
อ่านต่อ
นั้นว่า มีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น ฯ พ่อครูว่า…ภพชาติถ้าไม่รู้จักก็คืออวิชชา ขยายความด้วยปฏิจจสมุปบาท ที่ท่านสรุปมาเป็น ความยินดีความเพลิดเพลินความทะยานอยาก อยู่ในตัวเหตุหลักคือตัณหา ยินดี คือ ราโค เพลิดเพลิน คือ นันทิ ทะยานอยาก คือ ตัณหา คือเป็นองค์ประกอบกระบวนการเดียวกันของตัณหา มันก็จะงอกงามอยู่ใน ถ้าเอาปฏิจจสมุปบาทขยายเต็ม มันก็จะมีความยินดีเพลิดเพลินทะยานอยากเป็นตัวเหตุสมุทัยหลัก ย่อลงมาในอาริยสัจ 4 เหตุก็คือตัวนี้ ขยายออกไปก็มีความยินดีความเพลิดเพลินความทะยานอยาก ตัวสำคัญ ที่เราจะต้องเรียนรู้ เรียนรู้อย่างที่เกิดให้ชัดเจนเลย คือมี ชาติ ผู้ที่จะรู้จักชาติการเกิด และก็ดับการเกิด เมื่อการเกิดนั้นดับ ทุกอย่างก็ดับ เพราะฉะนั้นจะต้องเรียนรู้ตัว ชาติ นี่แหละเป็นตัวสำคัญ มีชาติจึงมีภพ ชาติ เกิดจากจิตโง่ จากอวิชชา เริ่มต้นในปฏิจจสมุปบาท สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพชาติ ชรามรณะฯ เพราะฉะนั้นที่ศึกษาสำคัญ จึงอยู่ที่ตัวชาติ ที่คุณจะต้องรู้จัก ชาติ 5 แล้วจัดการ กระทำกันที่ตรงจิต มนสิ การะ(กระทำ) จะทำกันตรงนี้ คุณไม่สามารถทำกันที่ ใจ ไม่สามารถ มนสิ ไม่สามารถกระทำตรงใจ มนสิการะนี้ได้ คุณหมดสิทธิ์ในการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธทั้งหมด หมดสิทธิ์เลย เพราะฉะนั้นเมื่อคุณรู้อย่างนี้แล้ว คุณก็จะต้องสามารถที่จะจับตัวที่เกิดชาติ เป็นใจ จิตของเรานี่แหละมันเกิด โอปปาติกะสัตว์ สัตว์เกิด ถ้าจับที่ มนสิ ที่จิต ถ้าจับตัวนี้ไม่ได้คุณไม่มีที่กระทำ คนจะกระทำ มนสิการได้ ต้องจับจิตนี้ได้ พวกที่มิจฉาทิฏฐิเขาก็จับจิตของเขาได้เหมือนกัน แต่จับแล้วเขาไม่มีวิจัย จับแล้วเขาเข้าใจว่าจะจับจิตนี่ทำให้จิตมันดับ ประเภทตามวิธีของเขา คือ มันไม่มีปัญญา ไม่มีปฏิภาณ เขาว่า เอ็งหยุดนะๆๆ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “เราน่ะหยุดแล้วแต่เธอสิยังไม่หยุด” เพราะเธอยังโง่อยู่ ไปหยุดอะไรก็ไม่รู้ มันไม่หยุดจริง เพราะฉะนั้นคำว่า มนสิการ จึงต้องรู้อย่างถ่องแท้ อย่างแยบคาย อย่างละเอียด ภาษาบาลีว่า โยนิโส เพราะฉะนั้นคนที่ ทำใจในใจ เขาก็ว่า เขาทำใจในใจเป็น พวกเดียรถีย์หรือพวกเทวนิยม ทำแบบบื้อๆ เข้าไปหาจิตแล้วดับให้หยุดๆๆๆ มีวิธีดื้อๆ ไม่มีการวิจัยวิจารณ์อะไรไม่มีสติสัมโพชฌงค์ ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่ได้เรียนรู้ 2 ตัวนี้สำคัญนะ สติสัมโพชฌงค์กับธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ ศาสนาเดียรถีย์ แม้ชาวพุทธปฏิบัติผิดไม่มีสติสัมโพชฌงค์ ไม่มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีแต่เอ็งหยุด ๆๆ มีแต่ 1 1 1 1 แต่ของพระพุทธเจ้าแยกแยะออกทีละคู่ 2 แล้ว 1 ...2 แล้ว 1 ถ้าไปทาง 0 ก็ 2 แล้ว 1... 1 อีกอันนึงต้องไปหา 0 ทั้งหมด ถ้าไม่ 1 ก็ 2 ทำให้ 1 เป็น 0... 2 ก็ทำให้เป็น 1 เป็น 0 ได้สำเร็จ สำเร็จหมดก็หมดได้ทุกคู่ เมื่อทำ 1 ให้เป็น 0 ได้ หมดก็กี่คู่กี่คู่ ต่อไปก็อีกกี่คู่ก็ทำได้หมด หาที่สุดไม่ได้ คุณก็ทำได้หมด เพราะคุณทำ 2 เป็น 1 ได้ เมื่อทำ 2 เป็น 1 ได้ก็ทำ 0 กับ 1 ให้เป็น 0 ได้ พูดชัด พูดง่าย เรียนให้จริงแล้วง่ายเหมือนกัน ทำได้ เป็น 0 ก็คือหมดสภาวะของจิตวิญญาณ หมดเลย หมดสภาวะของชีวะด้วย เราเรียนมาแล้วธรรมนิยาม 5 เป็นอุตุธาตุ เป็นพืชเลย มีชีวิตชีวาใสสดใสเหมือนพืช ของเรานี่งอกงามมันสอดคล้องกันกับชีวิตพวกเรา โอ้โห! อาตมาเห็นหัวหอม อาตมาเกิดมาจนอายุ 80 ปียังไม่เคยเห็น หอมหัวใหญ่ขนาดนี้สวยงามใสผ่อง เขาบอกว่าหัวละ 0.5 กก.ก็มี ใสผ่องนะ ถ่ายภาพออกไปไม่เท่ากับดูของจริงหรอก ของจริงมีแสงส่องกระทบด้วย มันผ่อง วาววาม เหลื่อมมาบๆเลย ภาษาอีสาน
640214_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนอัตถิราคสูตรให้หมดสุขหมดทุกข์แท้จริง