ธรรมวิจัยให้รู้ความต่างในวิญญาณฐิติ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
ธรรมวิจัยให้รู้ความต่างในวิญญาณฐิติ 7 วิญญาณฐีติ 7 คำว่า ต่างกัน นี่ มันหมายถึงอะไร กายต่างกันสัญญาต่างกัน อะไรมันต่าง รู้ไหม?...ทิฏฐิ คนหนึ่งมิจฉาทิฏฐิ อีกคนสัมมาทิฏฐิ ถ้าอย่างไหนตรงกันกับผู้สัมมาทิฏฐิคนนั้นก็เป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าอันไหนตรงกันกับมิจฉาทิฏฐิแล้วแย้งกับสัมมาทิฏฐิคุณก็เป็นผู้มิจฉาทิฏฐิ สัญญาคือการกำหนดหมาย กำหนดเข้าไปว่าอันนี้คืออันนี้แล้วมันตรงกับผู้ที่สัมมาทิฏฐิ มันก็เป็นสัมมาทิฏฐิ คุณก็ไปกำหนดหมายของคุณตรงกัน แต่มันไปตรงกับผู้มิจฉาทิฏฐิคุณก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ จะรู้ได้อย่างไรว่าสัมมาหรือมิจฉา อันนี้แหละก็ต้องตามสูตรวิญญาณฐิติ 7 ส่วนสัตตาวาส 9 นั้น มันเป็นความเป็นสัตว์ ปฏิบัติที่วิญญาณฐิตินี่ เมื่อปฏิบัติที่วิญญาณฐิติ 7 ขั้นจบที่อากิญจัญญายตนะก็จบเลย ความเป็นสัตว์ตายหมด เริ่มตั้งแต่ อสัญญีสัตว์ ก็ไม่เป็น ไม่ไปดับสัญญา แต่ไปทำสัญญาให้เต็ม ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า แม้ไม่เต็ม สัญญายังไม่ค่อยคมยังไม่ค่อยแม่นยังมะรำมะเรืองเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะก็ไม่เอา เอาให้สัญญามันแม่นคมตรงตื่นเต็มมีปัญญาเต็มๆ เวลาทำงานสัญญาก็เต็มปัญญาก็เต็มทำงานให้มันเต็มๆตื่นเต็มทั้งกายวาจาใจ อย่างนี้เป็นต้น แล้วปฏิบัติ เมื่อสัมมาทิฏฐิอย่างนี้ปฏิบัติเมื่อมาถึงอากิญจัญญายตนะกิเลสมันก็จะหมด คุณก็ยังต้องทบทวนด้วยเตวิชโชด้วยการปฏิบัติ กาละ 3 ปัจจุบันสังคมลงเป็นอดีตจนกระทั่งอนาคตมันมาอีกเมื่อไหร่ก็มาเลย เราจัดการให้มันเป็น 0 ได้หมดจนกระทั่งมันเข้ามาไม่ถึงตัวเราเลยแค่มาใกล้ก็เป็น 0 แล้วอย่างคารวะด้วยความเกรงกลัว คารวะด้วยความรักเคารพอย่างแรงกล้าเลย กิเลสมันจะสยบมาถึงขนาดนั้นเลย เหมือนหนังจีนเลยสุดยอด นั่นถือว่าจบแน่นอนอย่างนี้มันถึงเป็นของแท้ไม่ใช่เป็นหลงแต่เป็นจริงด้วยมีเหตุการณ์ปรากฏตามที่ประพฤติ
อ่านต่อ
ปฏิบัติอย่างนี้ไปปฏิบัติจนกว่าจะตาย คุณก็ได้เหตุปัจจัยจริงๆปฏิบัติแล้วมีสภาวะเกิดจริงเป็นจริงตามที่อาตมาว่ามันก็จบ
ลองมาขยายความ..จับประเด็นให้ได้ว่า ที่ว่าต่างกันในวิญญาณฐีติ 7 กายต่างกันสัญญาต่างกัน กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน เอา 4 อันนี้ก่อน อากาสาฯก็แม่นเป็นรูป วิญญานัญจาฯก็แม่นเป็นนาม ว่างสว่างใสจะกลายเป็นอาภัสรา ใสของสัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ ส่วนวิญญาณนั้นก้ำกึ่ง สุภกิณหา ซึ่งมันเข้าใจยากอยู่ อาภัสรา แจ้งสว่างไปไกลเหมือนธัมมชโย ส่วน สุภกิณหา เอาแต่ดับไม่รู้เรื่องอย่างพวกสายอาจารย์มั่น หลวงตาบัว พวกหนึ่งก็สว่างเกินจนจับอะไรไม่ติด รู้เกินจับไม่ติด เราเข้าใจทั้งสองข้างแล้วรู้จักความถูกต้องพอเหมาะพอดี จะว่าสว่างก็รู้พอเหมาะพอดี จะว่ามืดก็พอเหมาะพอดี ไม่ติดทั้งมืดและสว่าง มืดดับดำอะไรคือกิเลส มืดดับดำหมดไปเลยเหมือนกับหลุดเข้าไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย ชัดเจน ส่วนสว่างก็สว่างอย่างมีจักขุ ญาณ ปัญญา วิชชาแสงสว่าง อาโลก สมบูรณ์แบบครบครันถูกต้อง สรุปแล้วมันจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งกายทั้งสัญญา เป็นหนึ่งเดียวกัน ท่านจบไปตรงอันที่ 4 กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน ก็ยังมี นัยยะที่อาตมาอธิบายไปเมื่อกี้นี้ สำหรับผู้มิจฉาหรือผู้สัมมา ผู้มิจฉาก็เข้าใจความมืดความดับอย่างเขาอย่างสายอาจารย์มั่นกับหลวงตาบัว กับสายธัมมชโย คนละขั้ว แล้วเขาหลงกันจริงๆอยู่อย่างนั้นน่าสงสารจริงๆเลย ทั้งคู่นี้หลับตาทั้งคู่ ปฏิบัตินี่คือตัวเหตุใหญ่ไม่มาปฏิบัติตามลำดับลืมตาโดยจรณะ 15 วิชชา 8 เพราะฉะนั้นเขาจะมาอธิบายจรณะ 15 วิชชา 8 อย่างที่อาตมาอธิบายสู่ฟังนี้ไม่ได้ แยกศีล อปัณณกธรรม 3 สัทธรรม 7 แล้วก็เจริญเป็นฌาน 1 2 3 4 มีวิชชามีความรู้มีธาตุรู้เป็นยาดำ ช่วยให้ชัดเจนมีความฉลาดความถูกต้องไปตามตลอดเวลา มีธาตุรู้ที่เป็นโลกุตระเรียกว่าปัญญา ญาน วิชชา ประกอบไปด้วยตลอด เพราะฉะนั้นจึงเกิด ฌาน มาลงตรงคำว่า ฌานก็แล้วกัน
คำว่า ฌานวิสัย เป็นอจินไตย ฌานเป็นคำกลางๆแล้วรู้กันอยู่ครองโลก ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะเป็นสายไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นสายหรือสีหรือสายตะวันออกกลาง สายจีน ญี่ปุ่น สายอินเดีย ฌานทั้งนั้น ใช้คำว่า ฌาน จนกระทั่งไม่สามารถจะหาคำอื่นมาใช้แทนไม่ได้ ก็เลยหาคำข้างเคียง ฌาน มีนัยยะ 2 อย่าง 1.เป็นพลังงาน อุณหธาตุ 2.มันทำให้กิเลสลดละจางคลายและดับได้จริงๆหมดเนื้อหมดตัวเผาผลาญ หายไปเลย ไม่เหลือเศษเหลือซาก ใช้พยัญชนะแบบรูปธรรมให้ทุกคนรู้ได้ เพราะฉะนั้นคำว่าไฟ ภาษาไทย ถ้าเป็นภาษาบาลีก็เรียกว่า เตโชธาตุ ไฟ พอบอกว่าเตโชธาตุหรือไฟ ก็ไหม้แหลกเลย เปลี่ยนแปลงธาตุ อุณหภูมิเท่านี้มันยังไม่สลายก็เพิ่มอุณหภูมิเข้าไปอีกเรื่อยๆสูงขึ้นไปได้อีกเรื่อยๆเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านองศา ก็หมดจนได้ เห็นไหม เพราะฉะนั้นสำเร็จด้วยไฟ สำเร็จก็มีพยัญชนะคำว่าบุญเป็นตัวตบท้าย ฌาน มี คำว่าบุญเป็นตัวคู่ พอไป บุญ จะใช้พยัญชนะว่าฉลาดอีกคู่ก็ไม่ได้ เพราะฌานมีปัญญาเป็นคู่แล้ว ปัญญาอยู่ไหน ฌานอยู่นั่น เป็นแต่เพียงเอาพยัญชนะไปแทน ฌานคือไหม้สิ่งที่เลวร้าย เป็นศัตรู เป็นไม่ดี สิ่งที่เป็นกิเลสเลวร้ายไหม้ให้หมดเลย คำว่าไหม้คือความรู้ยิ่ง คือปัญญา ที่มีพลังงานเป็นไฟ แต่จะบอกว่าไฟ ต่อๆไปอีกก็น่ากลัว แต่เป็นพลังงานอุณหธาตุที่สลายไฟราคะ ก็เป็นอุณหธาตุที่เป็นของผีของมาร ซาตาน แต่นี่เป็นอุณหธาตุของพรหม เป็นผู้รู้ผู้เจริญ ใครสร้างพลังงานฌานได้จนเป็นฌานวิสัย คือ เป็นวิสัย ของพระพุทธเจ้าที่เป็นอจินไตย เราเข้าใจวิสัยโลกีย์ ฌานวิสัยโลกีย์ เราก็เข้าใจเราทำได้ไม่มีปัญหาเลย อาตมาทำได้ วิสัยฌานหลับตาทำจนฉ่ำเลย แต่ทุกวันนี้อาตมาไม่ค่อยได้ฝึกก็เลยเรื้อ เพราะฉะนั้นฌานโลกีย์ของอาตมาจึงไม่ได้อยู่ในอนุสัยเท่าไร เพราะอาตมาไม่ได้เก็บเลี้ยงมัน มันค่อยๆเลือนลางจางไป เลยไม่มีในอนุสัยเท่าไหร่ ทำเดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยเก่งขึ้นมาเท่าเก่า แต่ก่อนทำได้เก่ง ทำฌาน แล้วมีฤทธิ์เดชได้ด้วย มีอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ได้ด้วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่เก่ง ยกตัวอย่างง่ายๆ อาตมาเคยบอกเคยเล่า อาตมาว่าฌานของพุทธไม่ต้องไปหลับตาทำ ไม่ต้องไปหาเวลาทำ แต่ว่า ฌานพุทธทำได้ทันทีทันใด เดี๋ยวนี้ก็ทำได้เลย สัมปติ suddenly เลย ทำฌาน เดี๋ยวนี้เลยก็เกิด ฌาน เดี๋ยวนี้ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่ง ฌาน ทั้ง 4 ไม่ต้องไปรอทำยึกยักอยู่ต้องออกๆเข้าๆ แต่มันถึงปั๊บเลย เร็วกว่าแสงไม่รู้กี่เท่าทันทีเลย แต่ก่อนนี้อาตมาหนังเหนียวเป็นต้น เหนียวจริงๆไม่ใช่พูดเล่น ลองมาแล้วจนกระทั่ง กรีดกันใช้ใบมีดโกนยิลเลตต์ กรีดไม่เข้า คนที่ไม่หนังเหนียวรับรองเอาใบมีดโกนมากรีดก็เป็นแผลเหวอะ ต่อให้ใบมีดโกนทื่อๆ กดลงไปแรงๆจะเหลือหรือ หรือมีดที่ก่อนเอามาลองต้องโกนขนก่อนนะ ว่าที่เอามีดมาลองนี่คมหรือเปล่า โกนขนร่วงเลย แล้วเอามากรีดก็แค่รอยแดง ทำได้เก่ง แต่ก่อนอาตมามีประสบการณ์ รถโอเปิ้ลแคปปิตันซัดอาตมา อาตมาขี่มอเตอร์ไซค์มา มันก็ชนอาตมาเต็มที่เลย สามล้อข้างทางเขาเล่าว่าตัวพี่ลอยเลย ดีนะพี่ลอยรถมันก็เลยไปพี่ก็เลยตกไปข้างหลัง หากไม่ลอยมันก็ชนอีกเสร็จเลย อาตมาก็มันอัดขาอาตมา ทุกวันนี้ยังมีรอยแผลเป็น ตรงหม้อน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์ ขาคนกับเหล็กนะ ก็เจ็บเพื่อนก็มาหามไปโรงพยาบาลตำรวจ ขาบวมเป่งเลย ต้องตัดขากางเกงออก สมณะเดินดิน…การเป็นพระโพธิสัตว์นี้ต้องมีความรอบรู้ทุกอย่าง ถึงจะช่วยมนุษย์ที่หลากหลายจริตให้เขาเข้าถึงสัจจะได้ พ่อครูว่า…สรุปที่อาตมาพยายามอธิบายคือให้เห็นว่าทุกคนต้องผ่านวิบาก เป็นการพิสูจน์ยืนยัน แต่ก็ไม่ต้องมากอะไรหนักหนาอะไรหรอกอาตมาก็เล็กๆน้อยๆที่อาตมาใช้ก็ว่าลิงลมอมข้าวพอง ก็พอมีประวัตินิดหน่อยให้มาอ้างอิง ความจริงจะเอาหนักหนาก็ได้แต่มันเสียเวลา ดีไม่ดีต้องเสียสละชีวิตตายไปเลยเพื่อยืนยันว่าตายก็ตายได้ แล้วจะตายไปทำไม มันก็เสียเวลาไปอีกตั้งเป็นชาติ เพราะฉะนั้นก็เอาที่พอสมควร สิ่งเหล่านี้มันก็ละเอียดลออซับซ้อน
อาตมาอ่านที่อาตมาเขียนไว้แล้ว
ที่อาตมาสาธยายอยู่นี้ ก็เพื่อให้เห็นความแตกต่างของ “โลกียะ”กับ“โลกุตระ”ชัด เพราะ“โลกุตระ”นั้นเป็น“สัมโพชฌงค์” อาตมาจึงต้อง“วิจัย”แยกแยะให้เห็น“ความแตกต่าง”นี้ เพราะ“การวิจัย”ก็ยังมี“ความแตกต่าง”ที่มันมีทั้ง“วิจัย”สารพัดที่ไม่เข้าขั้น“ธรรมะ”เลย ตั้งแต่“การวิจัย”ทั่วไป “วิจัย”อะไรต่างๆ แม้จะเป็น“ธรรมวิจัย”หรือ“การวิจัย”เข้าขั้น“ธรรมะ”ก็เถอะ ก็ยังมี“ธรรมะ”ของ“โลกียธรรม”กับของ“โลกุตรธรรม” และในการวิจัย“โลกุตรธรรม”นั้น ผู้วิจัยสามารถ“วิจัย”ได้ถึงขั้นเป็น“ธรรมสัมโพชฌงค์”มั้ย? ก็ต้องเป็นจริงด้วยนะ! “ธรรมวิจัย”ที่ถึงขั้น“สัมโพชฌงค์”จึงจะเรียกได้ว่าเป็น “โลกุตรธรรม” เข้าเกณฑ์เป็น“ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”กันแท้ ไม่งงนะว่า “โลกุตระ”และ“สัมโพชฌงค์”นั้นคือ“วิชชา”ที่ตรัสรู้โดยพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะทุกพระองค์ที่อุบัติขึ้นมาในโลก “สัมโพชฌงค์”คือ “เครื่องแห่งความตรัสรู้” “สัมโพชฌงค์”จึงไม่ใช่“ความรู้”ที่ใครๆก็จะ“คิดรู้”หรือสร้าง“วิชชา”นี้ขึ้นมาเองได้ เพราะเป็น“ความรู้”ขั้น“โลกุตระ” คนอื่นคนใดหรือมนุษย์ไหนก็ตามในโลกจะมี“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตระ”หรือ“สัมโพชฌงค์”นี้ไม่ได้เองเด็ดขาด ต้องได้ยินได้ฟังจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าโดยตรง หรือได้ยินจากจากปาก“สัตตบุรุษ”หรือจากผู้อยู่ในฐานะครูที่“สัมมาทิฏฐิ”มาก่อน “สัมโพชฌงค์”เป็น“องค์แห่งความตรัสรู้” ซึ่งนับเป็น “โลกุตรธรรม” ดังนั้น “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์”จึงไม่ใช่“ธรรมวิจัย”ทั่วไปแบบสาธารณะ ไม่ใช่“วิจัย”กันเป็นสามัญดื้นๆพื้นๆ คำว่า “วิจัย” ทุกวันนี้ได้กลายมาเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วไป หลากหลายนัยะ กว้างมาก แต่ก็ยังไม่ผิดไปจากนัยสำคัญของความหมายเดิมหมดสิ้นดอก ยังคงมีความหมายถึง การค้นคว้า การจำแนก การรวบรวม การสะสม การสอบสวน การตรวจตรา การก่อ การเลือก เพียงแต่ว่ามันแตกกระจายออกไปมีความหมายมากมายพิสดารยิ่งกว่าเดิมเหลือเกินเท่านั้นแหละ ก็เป็นประโยชน์หลากหลายกว้างขวางยิ่งๆขึ้นไปอีกตามอายุของ“โลกจินตา”ในกาลแค่นั้นเอง การแตกกระจายความหมายมากมายยิ่งขึ้นของคำว่า“วิจัย”เองมันไม่เกิดการทำลายตัวมันเองหรอก นอกจาก“การวิจัย”นั้น“ถูกต้องจริงแท้”ก็ทำให้“สิ่งที่ถูกวิจัย”นั้นมันเสียหาย ถูกทำลายไปเท่านั้นเอง เพราะความหมายของคำว่า“วิจัย”นี้ ยังไงๆมันก็มีความหมายแท้ๆว่า ตีแตกแยกแยะออกไปเพื่อเกิดประโยชน์ยิ่งๆ นัยสำคัญที่จะชี้คือ คำว่า“วิจัย”นั้นมีนัยที่แตกต่างกันกับคำว่า “ธรรมวิจัย” และคำว่า “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์” ยิ่งกับคำว่า “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์” ก็ยิ่งไม่เหมือนกันกับคำว่า “วิจัย”อย่างมีนัยลึกซึ้งที่จะต้องทำความเข้าใจกันดีๆ ซึ่ง“การทำวิจัย”แม้ธรรมของพระพุทธเจ้า ของพุทธศาสนาเขาก็“วิจัย”กันออกเยอะแยะ แต่คน“วิจัย”ยังไม่มี“ภูมิ” เข้าขั้น“สัมโพชฌงค์”เพราะยังไม่มี“อัญญธาตุ”” หรือยังไม่สัมมาทิฏฐิขั้นเป็น“ปัญญา” ก็“วิจัย”ไม่เข้าขั้น“โลกุตระ”ดอก
ธรรมวิจัยให้ถึงการลดกิเลสในจิต ถึงอาการ ลิงค นิมิต คือการทำฌาน ฌานของพุทธคือการสร้างพลังงานเผากิเลส ตั้งแต่กามภพ เหลือรูปภพ อรูปภพ ก็ดับต่ออีกให้หมด รูปาวจร อรูปาวจร ให้หมดชีวิตินทรีย์ของอรูป ก็ดับภพของอรูปาวจร หมดการจรแล้ว มีแต่อากาศคือความว่าง กิเลสมันไม่เดินอีกแล้ว มีแต่อากาศคือความว่าง คือ อากาสานัญจายตนะ อย่างนี้เป็นต้น อาตมากำลังแยกอากาสานัญจายตนะกับวิญญานัญจายตนะ นัญจายตนะคือรู้อันที่ไม่มี นัญจายตน ตัว น คือไม่ กับอัญจ คืออัญญะที่สว่าง อัญญาธาตุรู้โลกุตระเป็นอัญจะคือสว่าง จ ฉ ช ฌ ญ คือธาตุสว่างทั้งนั้นเลย รู้แจ้งเห็นจริงรู้หมด จ ฉ ฌ ช ญ คือธาตุรู้ธาตุสว่าง เพราะฉะนั้นขณะที่มีอากาศก็มีอย่างที่รู้ๆขณะที่มีวิญญาณที่แยกอากาศคือรูปวิญญาณคือนาม วิญญาณก็คือวิญญาณอย่างรู้และสะอาดบริสุทธิ์หมดจดกิเลสไม่มีอากิญจัญญายตนะ อากาศก็เป็นอากาศที่ไม่มีอะไรเปื้อนใสสะอาดบริสุทธิ์หมดเลย วิญญาณก็ใสสะอาดบริสุทธิ์เป็นวิญญาณเกลี้ยงเกลาไม่มีเศษธุลีละอองมัวหมองด้วยกิเลสอาสวะอนุสัยไม่มี ก็ตรวจแล้วตรวจอีกอากิญจัญญายตนะนิดหนึ่งน้อยหนึ่ง ก็ไม่มี ก็จบด้วย 3 อย่างนี้ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ จบหมดเกลี้ยง ปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 อย่างสมบูรณ์แบบ คุณหมดเลยสัตว์ทั้งหลายแหล่ไม่เหลือ ถูกดับหมด สัตโอปปาติกะ ไม่มีความเป็นสัตว์อีกแล้ว จะเรียกว่าเทวดาก็เป็นเทวดาชั้นจบ จะเรียกว่าพระพรหมก็เป็นพระพรหมที่สุดสะอาดบริสุทธิ์ จะเรียกพระพรหมหรือเทวดาก็ได้ก็เป็นเทวดาที่สุดยอดเทวดา ก็คือสภาพสอง ทั้งสภาวะจริงกับพยัญชนะทั้งคู่ เทวะทุกคู่ สมบูรณ์แบบทุกคู่รู้จบรู้จริงรู้เป็นสุดยอดหมดเลย อาตมาพยายามขยายความ วิญญาณฐีติหรือการเรียนรู้ อธิบายเลยจากข้อ 4 แล้วมาอีก 3 ตัวท้ายจนจบแล้วนะ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่สัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิเท่านั้น ในคำว่าต่างกันของที่ให้ศึกษากายกับสัญญานี้ กายกับสัญญามันมีคำ 2 คำ 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น . 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) . 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) . คนที่เข้าใจมิจฉาตื้นๆ คืออะไร มนุษย์คือร่างกายดินน้ำไฟลมปรุงแต่งกันอยู่ ก็ไม่ใช่ทั้งสัตว์นรกและเทวดา บอกว่านรกและเทวดาคือจิต ส่วนมนุษย์คือกายคือร่าง คอหยักๆสักแต่ว่าแขนขาสองขา ก็คือมนุษย์เขาก็ว่าดินน้ำไฟลมโด่เด่คือมนุษย์ นรกกับเทวดาก็คือบอกว่าเป็นจิต คนที่เห็นว่า กายต่างกันสัญญาต่างกัน เขาก็ไม่มีสิทธิ์เห็นตรงกันกับเราว่ามนุษย์นี้มันจะไปแยกถ้าจิตออกไปไม่ได้ แล้วความเป็นจริงหน้าจะสวย หน้าจะหล่ออย่างไร แต่ใจเป็นสัตว์นรก หรือใจเป็นเทวดา ใจเป็นพระพรหม อันนั้นจะเป็นตัวชี้บ่งความจริง ใบหน้านั้นเดี๋ยวนี้ถ้าไปเกาหลีจะเอาหน้าแบบไหนก็ได้ ใช่ไหม สบม ทมด ปกต หห เพราะฉะนั้นคุณก็จะเห็นมนุษย์ เทวดา สัตว์นรก ต่างกัน สัญญาต่างกัน กายต่างกัน
640430_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมวิจัยให้รู้ความต่างในวิญญาณฐิติ 7