เรื่องทานกับปัญญา ทานอย่างไรให้หมดตัวตน.docx
เนื้อหาในไฟล์
เรื่องทานกับปัญญา ทานอย่างไรให้หมดตัวตน _การให้อย่างไม่มีตัวตนทำอย่างไร ถ้าการให้ของเราทำให้ผู้รับมีกิเลสมากขึ้นควรทำอย่างไร _ยาที่ดีในการรักษาโรคระบาดคือการเป็นผู้มีวรรณะ 9 และการรักษาศีล 5 อย่างชัดเจนใช่ไหมคะ .. พ่อครูว่า…ถูกต้อง สรุปได้ดี มีวรรณะ 9 ได้ดีได้ถูกต้องชัดเจนเป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่ายเป็นคนกล้าจน ใจพอ ศีลเคร่ง อาการกาย วาจา ใจ น่าเลื่อมใส ไปเรื่อยๆ จบด้วยไม่สะสมยอดขยัน เป็นทรัพย์อันยิ่งของมนุษย์เป็นผู้ขยันเสมอขี้เกียจไม่เป็น แต่ก็ไม่ขยันจนเกินรู้จักพักรู้จักเพียร ไม่ใช่ไม่รู้จักพัก ไม่รู้จักพอ ก็จะทำให้เสียสุขภาพ แม้แต่การประพฤติอยู่กับสังคม ๑.การทานกับการให้แตกต่างกันอย่างไร การทานกับการให้ มันไม่แตกต่างกันหรอก การให้คือเอาออกจากตัวเองให้ผู้อื่นไป ทางรูปธรรมง่ายๆมีของ เช่น เรามีก้อนทองคำเท่านี้ก็ให้เขาไป นั่นก็คือการให้ ก็คือการทาน บาลีคือ ทานัง ทานคือให้ ให้ผู้อื่น ถ้าทานคำนามคือการให้ ทีนี้การให้อย่างไม่มีตัวตนทำอย่างไร? อันนี้แหละ ให้อย่างไม่มีตัวตน เป็นคำจบ ให้ไปก็คือ ให้ไปแล้วจิตของเราก็จบ ให้ก็จบแล้ว ไม่มีความหวังไม่มีภพชาติไม่มีอะไรต่อจากการให้ คุณต้องรู้จิตของตัวเองอาการของใจตัวเอง กำหนดหมายอาการใจโดยใช้สัญญากำหนดรู้ จิตของเราได้ให้ไปแล้วเช่นว่า เขาจะรู้จักบุญคุณเราไหมหนอมันก็เป็นภพแล้ว เขาจะจำบุญคุณเราได้ไหมหนอมันก็เป็นภพแล้ว ปฏิพัทจิตโต เริ่มมีจิตเนื่องต่อ เสร็จแล้วต่อแล้วมันก็จำก็ใส่สภาวะเป็นตน การจำกับเป็นตน นี่แหละสัญญาเป็นตนหรือสัญญาไม่ใช่ตน การจำนี่เป็นสัญญา ถ้าจำเฉยๆ จำแล้วไม่ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา จำได้ แต่ก็ไม่ได้ยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา จำเฉยๆ จำได้ แต่ไม่เคยไปยึดถือ ให้แล้วก็จบ ไม่ได้ไปคิดว่าเขาจะต้องรู้ว่าเราเป็นผู้มีบุญคุณรู้ว่า
อ่านต่อ
เราได้ให้ไปเท่าไหร่ เมื่อกี้นี้ได้ให้ทองคำไปเท่านี้แหละ ราคาไม่ใช่น้อย ให้ไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วตอนนี้คิดราคาน่าจะเป็นล้าน ในราคาเมื่อก่อนน่าจะไม่เท่าไหร่ แต่เมื่อมาในยุคนี้ราคาต้องมากกว่าอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการให้ต้องศูนย์ไม่มีตัวตนไม่มีอะไรต่อเนื่องเป็นเราเป็นของเรา สู่แดนธรรม...อย่างโยมถวายอาหารให้สมณะแล้วตามไปเช็คดูว่าท่านสมณะฉันของฉันหรือไม่ พ่อครูว่า…มันก็ต้องมีตัวตนแน่นอนกินของฉันไหมอย่างนั้นมันมีตัวตน ต้องให้ไปเลย ท่านจะฉันหรือไม่ก็แล้วแต่ท่านท่านจะไปให้ใครต่อก็แล้วแต่ท่านอย่างนี้เป็นต้น ถ้าการให้ของเราเป็นการให้ที่ผู้รับมีกิเลสเพิ่มขึ้นจะทำอย่างไร ? ถ้าทานของเรา ทำให้คนอื่นมีกิเลสมากขึ้นก็ต้องประมาณให้ดี รู้จักบุคคลรู้จักข้าวของรู้จักกาละเทศะ โดยเฉพาะมีอุบายเครื่องออก มีความเฉลียวฉลาดที่จะรู้ว่า คนนี้ถ้าให้เขามากไปเขาก็ขี้โลภ ถ้าให้เขาน้อยไปหน่อยให้เขาขววนขวายเองบ้าง เออ ดีนะ ถ้าให้มากเกินไปมันก็ขี้โลภไม่จบ ให้เขาขวนขวายหน่อย ถ้าเก่งกว่านั้นก็ให้เขาสำนึกรู้ตัวว่าเอาแต่เพียงพอดี เอาแต่เพียงพอเหมาะพอควรอย่าเอาเกิน ให้คิดเผื่อคนอื่น ให้เขามีจิตและรู้จักเผื่อแผ่ผู้อื่น รู้จักพอนั่นเอง ความพอสำหรับตนนั่นเองให้ได้ ถ้าผู้ใดประมาณความพอให้แก่ใครๆก็ได้ ตัวเองก็พอประมาณให้แก่ผู้อื่นได้คนนี้ก็พอ ก็สงบสบายหมดเลยเรียบร้อย
640502_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนรู้วิญญาณฐิติ 7 ให้ถึงอรหันต์