ทำอายตนะให้หมดอวิชชาในปฏิจจสมุปบาท.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำอายตนะให้หมดอวิชชาในปฏิจจสมุปบาท _ฟ้าเจือศีล...ดิฉันขอทำความเข้าใจคำว่า “อายตนะ” คำนิยามที่ทราบจากพ่อครู “อายตนะ” คือสะพาน เมื่อเกิดกระทบผัสสะ ระหว่างรูปกับประสาท 6 ทวาร เมื่อ อายตนะเกิดขึ้นจะไม่ทรงอยู่จะหายไปทันที เหลือไว้แต่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่เมื่อพ่อครูบอกว่ายืดสะพานนี้ออกก็จะจับตัวเวทนาได้ ทำให้เข้าใจได้ว่า คำว่า “อายตนะ”เป็นหน้าที่สะพานเข้าสู่ “โลกุตระ” แต่โดยสภาวะแล้ว ถ้าตีแตกแยกขยายอายตนะออก ก็จะเห็นว่าประกอบด้วยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดังนั้นเมื่อพูดถึงเวทนา หรือสังขารก็คือการพูดถึงอายตนะ แต่ถ้าถามถึงความหมายตามภาษาตัวสะกด “อายะตนะ” จึงไม่ได้แปลว่า “สะพาน” ตรงตัว แต่เป็นหน้าที่ให้ “ตน” ได้ศึกษาเรียนรู้เข้าสู่โลกุตระธรรม การได้ศึกษาเรียนรู้ก็คือได้ประโยชน์ตรงตามความหมาย “อายตนะ” กราบรบกวนพ่อครูช่วยพิจารณาถูกหรือผิดค่ะ พ่อครูว่า…ถูกต้องจริงๆมันเป็นตัวเดียวกันหมดถ้าเข้าใจแล้ว สังขาร วิญญาณ นามรูปอายตนะ ผัสสะเวทนา แม้ที่สุดตัณหา ก็เป็นตัวเดียวกันที่อวิชชา แต่ก่อนคนอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะก็เป็น อวิชชา ทั้งหมด มันเป็นโดมิโนต่อเนื่องกันไปหมดเลย และเป็นตัวเหตุ คือตัณหา ตัณหาคืออวิชชา ตัณหาคือมันโง่ โง่เพราะไม่รู้เหตุว่าอาการ ลิงค นิมิต คือตัณหา ที่ต้องการมาเป็นตัวกูของกู ก็จึงต้องฆ่าตัวนี้เสีย ดับตัวนี้เสีย ตัณหากับอุปทาน อุปาทานคือ อาการอันเดียวกับตัณหาแต่มันสงบนิ่งหยุดเป็น static ส่วนตัณหามันก็เป็น Dynamic เป็นตัวบทบาทเมื่อไม่มีบทบาทมันก็นิ่งเฉย มันก็เป็นตัวอันเดียวกัน ตัวหนึ่งนิ่ง ตัวเคลื่อนที่ก็เป็นตัณหา ไม่เคลื่อนที่ก็เป็นอุปทาน ก็ 2 ตัวนี้แหละคือภพชาติของคุณ คุณสั่งสมไว้ในตัวภวะ ตัวที่มันเกิดอยู่กับคุณเองตัวพลังงาน ว ที่มัน
อ่านต่อ
โตมันใหญ่อยู่กับคนเสร็จแล้วมันก็รอเวลาชาติ เวลาเกิด คุณก็ไม่รู้ ภว กับ ชาติ ภว ก็เป็น static ส่วนชาติก็เป็น Dynamic มันเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อมันเคลื่อนขึ้นมาก็เป็นชาติแต่ละคู่เป็นเทวะ ดับชาตก็ดับภพ แต่ดับภพก็ดับชาติ พอดับชาติได้ ภพก็ดับ อุปาทานก็ดับ เหตุคือชาติตัวอวิชชา เกิดมาก็เป็นอวิชชา เกิดมาคือตัวอวิชชา แท้จริงตัวอวิชชา คือเหตุใหญ่เป้าหลักคือตัณหา จะดับชาติตัวไหนก็ดับชาติตัวตัณหา แต่ไปดับอุปาทานก็ได้ แต่มันนิ่ง ดับถูกหรือไม่ถูกก็ไม่รู้ พวกนั่งหลับตาปฏิบัติพวกนี้มั่วว่าดับอะไรไม่รู้เรื่องเลย มันมืดมน มันไม่ชัดเจน ไม่แจ้งสว่าง อยู่กับมืดกับมืด เพราะฉะนั้นคำว่ามืดหรือดำจึงเป็นคำที่ยากมากที่จะเข้าใจ ภาษาบาลีท่านว่า กัณหะ หรือกิณหะ เป็นพหูพจน์คือ กัณหา กิณหา แปลว่าดำมืด สุภกิณหา คนที่ไปหลงดำหลงมืด คนที่รู้ตัวดำตัวมืด พยัญชนะแทน คนไม่รู้ตัวดำตัวมืด แล้วนึกว่าเป็นตัวนิโรธ ก็คือพวกมิจฉาทิฏฐิที่เป็นลักษณะมืดดำ บทบาทมันนิ่งๆ แต่นิ่งๆหยุดๆเป็นพยัญชนะ เป็นสภาวะจริงๆมันมีความต่าง พวกลืมตามันนิ่งเพราะไม่มีตัวเหตุ ที่มาทำให้มันไม่นิ่ง ไม่มีตัวเหตุก็ทำให้มันไม่นิ่ง แต่พวกนิ่งแบบนั้นที่เหตุก็ไม่รู้ ดับก็ไม่รู้ แต่สะกดทั้งหมดทั้งมวลดับให้มันมืดมันดำลงไป เพราะฉะนั้น คนที่ประสงค์จะได้ความมืดความดำมันมีสัมมาทิฐิกับมิจฉาทิฏฐิ แต่มันเหมือนกันตรงที่สัญญาก็ตรงกันกายก็ตรงกัน แต่ต่างกันที่ทิฏฐิ ตัวที่ 4 จึงอธิบายยากมาก ต่างกันตรงที่ทิฏฐิความเห็นที่ต่างกัน เมื่อความเห็นต่างกันแล้ว สัญญาก็เลยไปกำหนด แม้ว่าสัญญาจะกำหนดว่าเป็นความมืดความดำเหมือนกัน แต่วิธีการใช้ให้ดับต่างกัน มันต้องรู้ว่า สภาวะกับวิธีปฏิบัติต่างกัน สัมมาทิฏฐิปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งจึงได้ผลออกมา แม้จะดำมืดเหมือนกัน เพราะคนที่ยังไม่ตายก็อาศัย ดำมืด ไม่ใช่ว่าตายไปเลยดำมืดไปเลย แต่พูดเป็นภาษาใหม่ว่าดำมืดคือไม่มีอันนั้น ทีนี้ไม่มีอย่างไม่เห็น ไม่รู้ ไม่สว่าง คือพวกมิจฉา แต่ดำมืดอย่างสัมมาคือรู้ว่าทำให้มืดทำให้ดำชัดเจนไม่สว่างมืด ก็ต้องรู้ว่ามันมีนัยยะสำคัญต่างกัน จบที่สภาวะอันนี้ อาตมาไม่มีภาษาพูดต่ออีกแล้ว เข้าใจไหมว่าจบตรงไหน ที่ยังไม่เข้าใจก็งง นิ่งอยู่ คนที่เข้าใจก็อยู่ที่กิเลสดับ ก็ไม่มีความมืดมีแต่สว่าง แต่จะเรียกว่าดับมืดหรือดับ ก็เรียกได้ ตามพยัญชนะ ตามภาษาที่คุณเรียก ไม่ได้ขัดแย้งเลย คนที่มีสัมมาทิฏฐิไม่ขัดแย้งแม้คุณจะเรียกด้วยภาษานั้นอธิบายสภาวะ ซึ่งเป็นสภาวะอีกอย่างหนึ่งดิ้นได้ด้วย สภาวะอย่างคนมันเป็นมิจฉาแต่จะอธิบายให้สัมมาคนที่มิจฉาอธิบายให้เป็นสัมมาไม่ได้ คนที่สัมมา จึงจะอธิบายเป็นสัมมาได้หรืออธิบายให้รู้มิจฉาได้เข้าใจ 2 อย่างเป็นสิริมหามายาจะเอามุมไหนมาโชว์มาแสดงก็ได้ จึงมีคำพูดว่า ไอ้ที่พูดได้ไม่ใช่ของจริงของจริงต้องนิ่งใบ้ ใช่คนใบ้ไม่รู้จะพูดอะไรให้ฟังแต่คนอย่างนั้นจะมาพูดได้ แต่คนที่พูดไม่ได้จริงๆพูดไปก็จะยิ่งงงหนักเลอะเข้าป่า ก็เลยนิ่งดีกว่า ก็ถือว่าเป็นตัวจบลึกซึ้งมาก
640430_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมวิจัยให้รู้ความต่างในวิญญาณฐิติ 7