สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อายตนะสำคัญอย่างไรในศาสนาพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.94 KB
วันที่แก้ไข11 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน อายตนะสำคัญอย่างไรในศาสนาพุทธ _อนุสัยคืออะไร อายตนะมีกี่อย่าง พอดีฟังไม่ทัน พ่อครูว่า...ที่ถามมาไม่ใช่ตื้นๆ พระอรหันต์ยังไม่หมดอนุสัยก็ยังเป็นอรหันต์แล้ว มีปัญญาวิมุติยังไม่หมดอนุสัย ได้หมดสิ้นอาสวะทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าแค่กายสักขี อาจมีอาสวะบางอย่างหมดได้แต่ไม่หมดถ้วน ก็ไม่เรียกพระอรหันต์ แต่ถ้าปัญญาวิมุติ หมดอาสวะแล้วยังเหลือเศษอนุสัยบางอย่าง เพราะอนุสัยนั่นละเอียดกว่าอาสวะ อาสวะมี 10 อย่าง ส่วนอนุสัยมี 7 อย่าง ก็ค่อยๆศึกษา อย่าเพิ่งเดือดร้อนใจ ยังไม่รู้จักถึงอาสวะอนุสัยก็อย่าเดือดร้อนใจ มันเป็นเรื่องขั้นตอนที่ชัดเจนของผู้ที่มี อรหัตตมรรค ผู้ที่มีฐานอรหัตตมรรค ค่อยมามุ่นกับอาสวะอนุสัย ถ้าไม่ถึงขีดเขต ยังเป็นโสดาฯสกิทาฯ ก็ค่อยๆเรียนไป อย่าเพิ่งเรียนเกินฐาน

คำว่า อายตนะ ควรศึกษา อายตนะ หมายความว่า สะพาน แต่มันเป็นสะพานพิเศษมาก สะพานนี้เป็นนามธรรม จะเกิดเมื่อมีภาวะ 2 เมื่อไม่มีภาวะ 2 อายตนะไม่เกิด อายตนะแต่เกิดจะต้องมีรูปกับนามสัมผัสกัน เมื่อสัมผัสกันเมื่อไหร่อายตนะก็เกิดทันที คุณมีตา แต่คุณไม่สัมผัสกับอะไรก็ไม่เกิด สัมผัสนี้จะต้องสัมผัสภายนอก เป็นสำคัญ คุณได้ภายนอกหมดแล้วเหลือแต่ภายใน คุณค่อยมาดูอีกทีเหลือแต่ภายใน ถ้าภายนอกยังไม่บริบูรณ์ คุณจะไปดูทางภายในมันลัด ไม่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อายตนะไม่มีที่ตั้ง ล.25 ข.158 จะเกิดเมื่อมีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส ฯ เมื่อจัดการกับภายนอกได้แล้ว จึงค่อยไปว่ากันภายในอีกที ค่อยถึงเวลาที่คุณจะรู้สภาวะอายตนะภายใน ถ้ารู้สภาวะอายตนะภายนอก 5 ได้แล้วดี คุณจะไม่ถามว่าอายตนะภายในคืออะไร อายตนะภายในที่เหลือนั้นคือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ กับอสัญญีสัตตายตนะ คืออายตนะสองสุดท้าย พูดทิ้ง

อ่านต่อ

ไว้ให้นิดเดียว เพราะคุณต้องรู้กายรู้สัญญารู้วิญญาณฐิติ 7 รู้ในสัตตาวาส 9 จนดับสัตว์ได้ไปครบ 7 เหลือสัตว์สองตัวสุดท้ายคือ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์กับอสัญญีสัตว์ คือไม่ต้องหรือยังต้องเป็นสัตว์อยู่ก็ต้องใช้สัญญี คือต้องใช้สัญญากำหนดรู้ให้ชัด รู้อะไรก็รู้ตัวที่ไม่ชัด เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เนวคือรู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ มันต้องรู้ครบ แม้นิดแม้น้อยจึงจะพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ และพ้นจากความเป็นสัตว์ด้วย หรือพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ เป็นภูมิที่รู้แค่นี้ หลุดพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ จบรู้แล้วพ้นแล้ว ความไม่รู้ไม่มีแล้ว เพราะรู้จบ ไม่ต้องสัญญีอีก คืออสัญญีคือผู้นี้ไม่ต้องใช้สัญญากำหนดรู้แล้ว อสัญญีจะใช้คำว่าสัตว์ก็ได้ไม่ใช้ก็ได้ ถ้าใช้สัตว์ก็คือ ถ้าทำเนวสัญญาฯได้จบ อสัญญีก็จบ แต่ถ้าทำเนวสัญญาไม่จบ อสัญญีก็ไม่จบ ทำสำเร็จแล้วอสัญญีสัตว์ก็หายไปด้วย คุณพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ที่ว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ มันพ้นไปถึงขั้น พ้นอวิชชา พ้นอาสวะก็พ้นอวิชชาสวะ พ้นอวิชชานุสัย ไม่มีแล้วอวิชชาแม้อนุสัยก็สมบูรณ์แล้วจบแล้ว เพราะฉะนั้น อายตนะก็ไม่มี สัมผัสอีกก็อยู่เหนือมันหมด แม้จะรู้แล้วตอบไม่ได้ก็ยังไม่เก่งขยายความไม่ได้ ปัญญายังไม่คล่อง ไม่ถ้วนรอบ มีแต่สภาวะ เป็นเจโต แต่ถ้ารู้แบบปัญญาจะอธิบายได้มาก แต่พวกสายเจโตไม่ชำนาญอธิบาย อธิบายไม่ออก สายปัญญาจึงเร็วกว่าเจโตสองเท่า ตรัสรู้เร็วกว่าเจโตสองเท่าใช้การตรัสรู้เป็นพระ พุทธเจ้า 20 อสงไขย เศษแสนมหากัปป์ ส่วนเจโตใช้ 40 ส่วนพวกวิตักกะ กลับไปกลับมา ใช้เวลา 80 มันเสียเวลายาวนานเหลือเกิน จนกระทั่งไม่รู้เอาสังขยาเลขอะไรมานับ กัปป์หนึ่งๆ เราก็ให้มันสั้นก็แล้วกัน สายปัญญาสั้นที่สุดก็พยายามแสวงหาปัญญา สังเกตต่อก็พยายามบรรลุได้ แต่ถ้าเป็นเจโตอยากจะเสริมปัญญา เพื่อให้เป็นสายปัญญาบรรลุสูงสุดก็ได้ ถ้าจะเป็นพระพุทธเจ้า สายเจโตก็ต้องทำปัญญา ถ้าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจะบรรลุเป็นอรหันต์ก็ไม่ต้อง สลายอัตภาพตัวเองไปได้ แต่ถ้าเผื่อว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้า หรือแม้แต่แค่เป็นโพธิสัตว์ จะสลายอัตตาคุณเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะคุณทำอรหันต์ได้ เป็นอนุโพธิสัตว์ก็ทำได้ จะเป็นนิยตโพธิสัตว์ เป็นอนิยตโพธิสัตว์ จะปรินิพพานเป็นปริโยสานเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เอาแล้วจะไม่ประกาศศาสนา ได้สัมมาสัมโพธิญาณแล้ว คุณก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไม่สร้างศาสนา โดยไม่เป็นเจ้าของศาสนา 1 สมัย ท่านเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะแล้วก็ปรินิพพานไปก็เรื่องของท่าน โสดาบันก็พลาดได้เป็นวิบากตนเองหากใครไม่อวดดีนักวิบากก็น้อย สูงขึ้นสกิทาฯ อนาคาฯก็ผิดน้อย อรหันต์ไม่ผิดได้แต่บกพร่องสัญญาวิปลาสได้ ทิฏฐิวิปลาสไม่มี จิตวิปลาสไม่มี มีแต่สัญญาวิปลาส อาตมายังสัญญาวิปลาสได้ยังบกพร่องได้ และมีวิปลาสอีก 4 คือ เห็นความไม่เที่ยงเป็นความเที่ยง เห็นความไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน เห็นความไม่งามว่างาม เห็นความทุกข์เป็นความสุข 610306_เอื้อไออุ่นแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน