สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน พ่อครูแสดงธรรมแบบเจาะจงตัวบุคคลหรือไม่.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน พ่อครูแสดงธรรมแบบเจาะจงตัวบุคคลหรือไม่ _8866 กรณีคุณสุนิษา เมื่อครั้งพุทธกาลก็เคยมี ที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแล้วมีผู้รู้สึกว่าเจาะจงเฉพาะตน แล้วก็บรรลุธรรม พ่อครูว่า...ถ้าฟังแล้วเหมือนพระพุทธเจ้าสอนเราตรงเลย ก็แสดงว่าตั้งใจฟังดีตรงสภาวะตัวเอง ตรวจสอบไปตามความเป็นจริง ซึ่งจะมีลักษณะ 3 อย่าง เรียกว่าเตวิชโช ผู้นั้นฟังธรรมไปแล้วทบทวนว่าเป็นอย่างนี้อย่างนี้ แล้วเราจะเทียบเคียงว่าเราก็เคยเป็นอย่างที่ท่านว่าอย่างนี้ เราก็เคยผ่านอย่างนี้อย่างที่ท่านว่ามา เรียกว่าเป็นปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เสร็จแล้วก็มีญาณต่อไปอีก เข้าใจที่พระพุทธเจ้าท่านสอน เหมือนกับท่านสอนเฉพาะเรา อันนี้เป็นความเกิด และมีปฏิภาณปัญญารู้ว่ามันเกิดเหตุนี้แล้วกิเลสเราเกิด เราทำให้กิเลสมันลดได้ดับได้อย่างนี้ เรียกว่าเป็นจุตูปปาตญาณ ญาณเห็นความเกิดความดับของสิ่งที่เราบรรลุตามบุพเพนิวาสานุสติญาณ หรือว่าเราฟังแล้วเห็นว่า เราก็รู้ว่าเราไม่ได้ดับ หรือดับได้ ตามที่ท่านพูด การที่พระพุทธเจ้าตรัส แม้ที่สุดข้อที่ 3 ลักษณะอาสวะดับสิ้นเป็นอย่างนี้ ผู้ที่ฟังไปตามและดับอาสวะก็ได้ ส่วนผู้ไม่สิ้นอาสวะก็ได้ ถ้าขยายความว่าอาสวะเป็นอย่างนี้ สิ้นอาสวะเป็นอย่างนี้ เราก็ได้รับความรู้เพิ่มเติม ฟังธรรมด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ผู้รู้นำมาเรียบเรียงเป็นญาณ 16 การฟังธรรมถ้าเข้าหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าก็ฟังธรรมได้ผล ได้เข้าเรื่องเข้าราว ผู้ฟังที่ฟังได้เข้าใจในคำสอน เพราะผู้สอนเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาพูดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อธิบายไว้ ผู้ฟังตามแล้วก็รู้ว่าเราเองเราฟังเข้าใจแล้วเราก็ได้ปฏิบัติด้วย ก็เกิดประโยชน์ เหมือนอย่างพวกเราที่ได้ฟังธรรมกัน แต่ทุกวันนี้เขาแสดงธรรมกัน ดีไม่ดีกลายเป็นธรรมะตลกโปกฮา หาคำตลกมาพูดไปอะไรต่ออ
อ่านต่อ
ะไร แล้วคนก็นิยมชมชื่นมาก อย่างท่านพยอมอย่างนี้ อาตมาพยายามแสดงธรรมให้ตรงตามพระอนุสาสนี คนยุคนี้ไม่ค่อยชอบฟัง ไม่เข้าใจ ไม่ค่อยชอบฟังก็เลยไม่ได้ฟัง ก็เลยยิ่งไม่ค่อยรู้เรื่อง แทนที่จะได้ฟังว่าอย่างนี้เป็นธรรมะดี ก็จะได้ปัญญาไปบ้าง จนกระทั่งเข้าใจเพิ่มขึ้น เข้าใจศรัทธาเลื่อมใส ผู้ฟังก็ได้ประโยชน์เอาไปปฏิบัติอีก ปฏิบัติแล้ว ทยอยเข้ามาเป็นหมู่ชนชาวอโศกเรา ที่เป็นจริงเป็นเช่นนั้น อาตมาแสดงธรรมไม่ได้แสดงแบบ ประเล้าประโลม หาบริวาร ให้คนชอบใจในการฟังเทศน์ฟังธรรม อาตมาเทศนาหรือสาธยายธรรม คนไม่ได้ชอบใจที่อาตมาอธิบายเท่าไหร่หรอก คนชอบใจที่ว่า อาตมาอธิบายแล้ว ผู้ที่มีปัญญา เห็นแล้ว แสดงธรรมอย่างนี้มันได้ประโยชน์ ได้ละกิเลส ก็เห็นว่าดี ก็ถึงได้มา สวนทางโลกนั้นชอบใจโดยที่ว่ามีอารมณ์ในการที่จะ ต้องการลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เป็นโลกธรรม ผู้ที่แสดงธรรมให้มันตรงกับความชอบใจของคน จะได้รวยในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ก็ได้บริวาร เขาก็ได้รับการตอบแทนด้วยอะไรต่ออะไรต่างๆนานา อาตมาเห็นแล้วว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่จะไป เทศน์ให้คนชอบใจ แต่ศาสนาพุทธเทศน์ขัดใจคน อาตมาเทศน์นี้ให้คนเปลี่ยนใจ ขัดใจ อาตมาพูดตรงๆให้ขัดใจ คนขัดใจที่มีปัญญาก็จึงเข้ามา คนที่ขัดใจอย่างไม่มีปัญญา ก็จะทิ้งไป อาตมาพูดตรงๆก็ได้ อาตมาไม่แคร์ คนที่ฟังอาตมาหรือไม่ฟัง อาตมาก็ไม่แคร์ I don't care If the sun Don't Shine I don't care If the moon Glow blind. อาตมาที่พูดนี้เหมือนกับน่าเกลียด ไม่ง้อไม่แคร์อะไรบ้างเลย อาตมาว่า มันเป็นการคัดเลือก ที่อาตมาแสดงธรรม เป็นการคัดเลือกคนฟัง คนฟังอาตมาเทศน์ก็ต้องรู้ว่าขัดใจดีขัดเกลากิเลสดี เป็นสัลเลขธรรม คนเหล่านั้นถูกคัดเลือกเข้ามา อาตมาต้องการคนอย่างนี้ แต่ถ้าฟังแล้วประเล้าประโลมชอบใจ ถ้าอาตมาทำอย่างนั้นบ้าง ป่านนี้ก็คงมีคนชอบใจ มีคนมาเยอะแยะ นี่ก็พูดสัจธรรมให้ฟัง 610309_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สุดยอดแห่งคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย