สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลสามข้อแรกกับกาย.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลสามข้อแรกกับกาย พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 7 มีนาคม 2561 ที่สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์ พวกเรามาปฏิบัติกัน รู้แล้วก็อย่าตะกละอวดดีว่าเราทำได้ทันที เอาศีล 26 เลย มันจะมากไป ทำเป็นลำดับไปดีที่สุด ธรรมะพพระพุทธเจ้านั้นไม่นอกไปจากอธิศีลอธิจิตอธิปัญญาเป็นภาคปกิบัติแล้วจะเกิดอธิมุติ อธิวิมุติต่อไป วิชชาวิมุติเป็นผล พระพุทธเจ้าประมวลลงเป็นศีล 5 สามข้อแรก เป็นเรื่องของ 1.เป็นเรื่องของสัตว์ 2.เป็นเรื่องของข้าวของวัตถุ 3.เป็นการไปเกี่ยวข้องสัมผัสมีตัวเรากับสัตว์ สัมผัสแล้วจะเกิดผลกระทบรูป ตากระทบรูป ตากระทบของ เป็นพืชหรือเป็นไม้ที่เราชอบหรือเราชัง หรือกระทบอะไรก็แล้วแต่ กระทบบุคคลมนุษย์ชอบหรือชังเราต้องศึกษาอาการทางจิต สัมผัสกับสัตว์แล้วมันชอบก็เอามากิน สัมผัสกับสัตว์แล้วชังจะฆ่ามัน เจอไม่ได้เจอเป็นฆ่า เคยมีเพื่อนตอนสมัยทำงานทีวี เขาบอกว่าไม่รู้เป็นไร เจองูเป็นฆ่า ไม่ฆ่านอนไม่หลับ เป็นการพยาบาทอาฆาตมาตั้งแต่ชาติไหนๆ รักกันก็จองเวรจองกรรม ต้องนัวเนียไม่พรากจากกันไม่รู้กี่กัปป์ เป็นการไม่พรากไม่ห่างไม่จบสมบูรณ์ทั้งรักทั้งชังสองสภาพนี้ เราเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ชังก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าแกงกัน หรือไกลกันสุดโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านลึกซึ้ง อยู่ด้วยกันแต่ไม่มีจิตมุ่งร้ายกัน เขาก็เป็นของเขาทำของเขาวิบากก็ของเขา จะดีหรือไม่ดีก็เป็นไปตามสัจจะ อยู่ในสังคมเดียวกัน แม้ต่างคนต่างชอบต่างคนต่างยึดก็ไม่เป็นไร ถ้าจะมาแย่งกัน บังเอิญมาชอบตรงกันอันเดียวกัน พอเห็นว่าเราชอบอันนี้เขาก็ชอบอันนี้ แย่งกัน ผู้ชนะก็คือผู้ยกให้เอาไปเลยเราไม่แย่งเขาแล้ว คนยอมวางแล้วปล่อยให้เขานี่แหละคือผู้ชนะ ผู้ไม่ยอมคือผู้แพ้ นี่คือสัจจะที่จะเกิดความสงบ ผู้ยอมผู้ขาดทุนผู้เสียเปรียบผ
อ่านต่อ
ู้ไม่เอามาเป็นของตัวของตนเอาไปเลยให้เขาได้ไปเลย หอบให้เป็นของตัวของตนให้เข็ด เราเองเราปล่อยวางเราเลิกไม่มีตัวตน ไม่มีของๆเรา แต่ความไม่มีของๆเราที่เป็นระบบสาธารณโภคียิ่งใหญ่ เป็นองค์รวมส่วนรวมกองกลาง ในหมู่เรากลุ่มเราเป็นสิทธิ์ของเรา แล้วเราก็อาศัยใช้สอยกันอยู่กับอันนี้พอสมควร เป็นสุดยอดเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ของโลก ชาวอโศกปฏิบัติได้ผลสำเร็จแล้ว และเราก็จะยืนยัน ปฏิบัติเช่นนี้ เผยแพร่ ใครจะเอาก็มาเอา แล้วมันก็จะเกิดความสงบสุขอบอุ่น เรียบร้อยของมนุษยชาติในโลก สัจจะมันเป็นอย่างนั้น สิ่งอย่างนี้ เรากำลังเริ่มต้นไปเรื่อยๆ ทีนี้มาเจาะลึกว่า ศีล จะค่อยๆทำแล้วเกิดจิต อธิจิตเจริญ แล้วเราก็มีตัวปัญญาตธาคถรู้ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ศีล กรอบที่เราจะไม่ฆ่าสัตว์เราจะวางศาตราวางอาวุธ มีแต่ความกรุณามีแต่ความเอ็นดู มีแต่จิตปรารถนาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ นี่เป็นพยัญชนะเป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าทุกคำ ในจุลศีลข้อที่ 1 เราไม่ฆ่า ระวังอาวุธ สิ่งที่จะฆ่า ทัณฑะ หมายความว่าเครื่องอะไรก็ได้ที่จะฆ่าได้ หมัดก็เป็นอาวุธนะ หรืออะไรก็แล้วแต่เล็กๆน้อยๆ เป็นเครื่องจะฆ่าได้ จนถึงอาวุธเลย ศาสตราคืออาวุธก็วางหมดไม่มี ประกอบด้วยใจกรุณา กรุณาคืออาการที่เห็นว่าเขาตกทุกข์ได้ยากลำบาก ก็ต้องการให้พ้นความยากความลำบากนั้น เป็นเมตตา ต้องการให้เขาพ้น กรุณาคือลงมือช่วยให้เขาพ้นจากสภาพที่เขาตกทุกข์ได้ยาก เมตตาที่จิตเกิดก่อน กรุณาไม่เรียกว่ากรุณาทิจิต แต่เรียกว่าการลงมือกระทำ กรณะ คือกระทำ ทำตามที่เราจะสามารถช่วยได้ ถ้าสามารถช่วยได้สำเร็จเขาพ้นทุกข์พ้นความลำบาก หลุดพ้นจากสิ่งที่เขาไม่ควรจะได้รับ จบ มุทิตา ดีแล้วพ้นทุกข์แล้ว ดีแล้ว แล้วเราก็ไม่ใช่จองบุญคุณตามทวงหนี้บุญคุณ ไม่ใช่ มุทิตาคือยินดีที่เขาได้ดีแล้ว แล้วก็อุเบกขา ว่าง วางลงปล่อยกิจนี้จบแล้ว ท่านก็ไปดีเทอญ เราก็ไปทำงานอื่น งานนี้ก็จบ ไม่ต้องจำบุญคุณแม้แต่เหตุการณ์จำไม่ได้ก็ช่างมันไม่ต้องเจตนาจำเพื่อทวงบุญคุณ หรือจะจำก็ได้แต่ไม่ทวงบุญคุณ สัญญาจะจำอัตโนมัติได้ หนึ่งศีลข้อ1 เราไม่ฆ่า วางศาสตรา จิตเรามีความกรุณาเอ็นดูหวังประโยชน์แก่สัตว์นี้ ดำเนินไปตามวิบากของเขา ถ้าเรามีโอกาสจะช่วยเขาได้อีกก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็ตามวิบากของใครของมันไม่ไหวมันสุดวิสัย หรือถ้าจะเป็นการเตี้ยอุ้มค่อมก็ต้องปล่อยเขาไปอย่างนี้เป็นต้น แต่เราพอช่วยได้เราก็ช่วย รายละเอียดต่างๆพวกนี้มันเกิดจริงเป็นจริง ผู้ใดปฏิบัติจริงก็จะทำให้เกิดคุณธรรมนี้ขึ้นมาพฤติกรรมเกิดเชิงคุณธรรมเกิดจริงตั้งแต่ลงมือครบ นัจจะคีตะวาทิตะ ท่าทีลีลากายกรรมทั้งหมดครับทางวาจามีการพูดประกอบด้วยก็แล้วแต่ ชวนคนอื่นด้วยก็แล้วแต่ หรือถ้าไม่ชวนก็เอาแต่ตัวไปช่วย แต่ถ้าไม่ไหวก็บอกวานคนอื่น เอาบ่ามาช่วยแบกกันหน่อย ถ้าช่วยได้แต่เราก็พอแล้วเราก็ช่วยก็แล้วกัน ถ้าไม่ไหวก็ขอร้องผู้อื่นช่วย ก็ทำกันอย่างนี้ สังคมถ้าเผื่อว่ามีความรู้สึกความเข้าใจพฤติกรรมอย่างนี้มันก็มีแต่ดี ส่วนจะไปทำร้ายอะไรนั้นไม่ทัน ศีลข้อ1 ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ไม่เอาของของใคร ของไม่ใช่สัตว์นะ ของคืออุตุนิยาม กลางๆคือพืช จิตนิยามคือสัตว์ พืชก็มีชีวะ แต่ว่า มันยังไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มันก็มีพลังงานระดับนั้น เราก็ปฏิบัติกับพืช มันเป็นชีวะ แต่เป็นชีวะที่ไม่เป็นภัยต่อใคร มันมีแต่ตัวตน สร้างตัวตนของมันให้ไปได้ ทำตัวตนของมันให้ก้าวหน้าไปได้ ไม่ไปเบียดเบียนใครเลย เราจึงเอาคุณสมบัติของพืชอย่างนี้ มาทำให้ใจเราเป็นอย่างพืช เมื่อใจเราสำเร็จ เป็นอย่างพืชไม่เบียดเบียนทำร้ายใครมีแต่ประโยชน์ต่อผู้อื่น พืชเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เอาไปใช้ไปกินได้ เป็นคุณสมบัติพิเศษ คนที่ศึกษาเข้าใจก็เอาคุณสมบัตินี้มาทำให้แก่ตน แล้วมีพลังงานเหลือ 1.เราไม่เป็นภัยต่อใคร 2.พลังงานที่เหลือเราก็เอาไปช่วยผู้อื่นต่อ เสริม เป็น Coefficient ทับทวีมากขึ้นได้อีก พลังงานพวกนี้มีแต่พลังงานเจริญก้าวหน้าทั้งนั้น 2 ข้าวของ ไม่เป็นชีวะ ทีนี้ อันที่ 3 กาเมสุมิจฉาจาร เราเป็นคนมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ ใจเป็นประธาน แล้วใช้ทวาร 5 ทั้งหมด ตาหูจมูกลิ้นกาย ไปสัมผัสแล้วจะเกิดเวทนาความรู้สึกความรู้ ในความรู้สึกนั้นถ้าเราไม่ศึกษา กิเลสก็มาเป็นเจ้าเรือนบงการไป มนุษย์ปุถุชนก็ถูกกิเลสเป็นเจ้าเรือนบงการ ทำไปแล้วไปเบียดเบียนทำร้าย ไปตามอำนาจกิเลส ถ้าผู้ที่ศึกษาแล้วทำให้กิเลสอ่อนแรงก็ไม่ไปทำร้ายใคร ทำโทษแก่ใครไม่เป็นภัยแก่ใคร ก็สุดจบ ของการเรียนรู้ปฏิบัติ แม้แต่เรื่องศัตรูของๆเรา ไม่เป็นพิษเป็นภัย เราไม่เป็นศัตรูไม่ไปแย่งกับใคร เราสร้างเองพัฒนาเอง สัตว์ก็อยู่ของเขา พืชก็อาศัยกินใช้ ส่วนตาหูจมูกลิ้นกายเราบ้าเอง ถ้ารูปอย่างนี้ได้มาแล้วชื่นชอบ ไม่ได้มาแล้วเศร้า วูบๆวาบๆ น้ำขึ้นน้ำลง เขาดึงหูขึ้นก็ขึ้น เขาดึงหูลงก็ลง มันไม่เป็นตัวของตัวเองเลย โลกพาเป็น เราควรมาเป็นตัวของตัวเอง เป็นประโยชน์ก็จบแล้ว ส่วนจะมีอาการจิตชอบหรือไม่ชอบ จะต้องเรียนรู้อย่าให้มันมี แต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง อาการอย่างนี้มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นโทษเป็นประโยชน์อย่างนี้ จบมันพืชเลย พืชมันก็เอามาสังเคราะห์ร่างของพืช ทำหน้าที่พลังงานตามสัญญาสังขาร พืชมีแต่สัญญาสังขาร มันทำแค่นั้นก็จบแล้ว ทำได้ก็ได้ ทำได้ไม่พอ สังเคราะห์ร่างกายไม่พอก็สู้ไม่ได้ ก็เสื่อมทรุด สุดท้ายเหี่ยวเฉาแห้ง ไปไม่รอดก็ตาย ตายมันก็ไม่จองเวรใครไม่โทษใคร เราจะเข้าใจชัดเจนขึ้น จิตนิยาม แม้สัตว์เซลล์เดียวก็จองเวร มันไม่ชอบใจไม่เป็นตัวของมัน อะไรที่มันดูด และผลัก แรงขึ้นๆ ยิ่งหลายเซลล์อวิชชาก็ตามไป ยิ่งไปผลักหรือดูดแรง ผลักมากๆก็ทำร้ายเขาเลย เหมือนสัตว์เดรัจฉาน แย่งไม่ได้ก็ฆ่า ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา สัจธรรมอย่างนี้เหมือนกัน เมื่อเราศึกษาจนเราไม่มีพิษภัยกับใคร จะสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจ อย่างไรก็สงบ ไม่เป็นพิษเป็นภัย นอกจากไม่เป็นพิษภัยแล้วก็สร้างประโยชน์ สร้างสิ่งที่ควรให้มันมีมากมีคุณภาพดีๆ แล้วไม่หวงแหน อย่าไปเอากำไร ให้ทำอย่างขาดทุนไป ขาดทุนโดยที่เราเองก็อยู่ได้ เราไม่ตาย เราไม่เดือดร้อน ก็อยู่ได้ ถ้าแต่ละคนมารวมกัน แต่เราเป็นคนกินน้อยใช้น้อยแต่สมรรถนะความสามารถความขยันเรามีด้วย เราก็สร้างได้มากได้เหลือ ได้เกิน เมื่อเกินแล้วเราก็ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา เอามาเป็นของกลาง คนไหนแก่คนไหนป่วย คนไหนพิการ บางคนเป็นอัมพาตทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คนที่มีพลังอยู่ก็ต่างสร้างแบ่งปันกันกินใช้เลี้ยงดูกันไป มันมีที่สุด สุดท้ายคนก็ตายจากมันยังไม่ตายจากกันก็ช่วยดูแลกันไป เป็นสุดยอดแห่งความเข้าใจสุดยอดแห่งสิ่งที่ประเสริฐสิ่งที่ดีงามของมนุษยชาติแล้ว มันมีธาตุรู้ปัญญาความเข้าใจ มันไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่พวกแคบๆ มันเห็นแก่คนทั่วไปจำนวนมากกว่า ก็ต้องประมาณตามแรงของเรา ว่าทำได้กว้างเท่าใด สังคมที่รู้หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจดี ตราไว้หมดแล้ว อาตมาก็พาทำตาม พวกเราก็ได้ผลเรื่อยๆ เกิดสภาพจริงจากศีล สมาธิ ปัญญา หรืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ หลุดพ้นไปได้เรื่อยๆ สั่งสมเป็นวิมุติและวิชชา ไม่มีอะไรคลาดสายตาไปจากวิชชา แม้แต่จอนี้เมื่อกี้นี้คลาดสายตาไปนิดนึงก็ดับไป เราก็ทำไป อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 จึงยังไม่มีอะไรดีสุดที่จะช่วยมนุษย์ให้ไปช่วยสัตว์โลกไปช่วยมนุษย์ด้วยกัน หรือช่วยแม้กระทั่งพืช ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป มหาภูตรูป ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็ดึงขึ้นทั้งนั้น ความรู้ไม่จริงก็อาจจะทำให้พัฒนาช้าลง แผ่นดินนี้อนาคตจะงอกงามด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ตอนนี้เราจะทำ Permaculture ทำแล้วเห็นผล เดี๋ยวพวกราชธานีอโศกเรามีพืชที่ต้องจัดการให้มาก ชื่อไมยราพย์ยักษ์ ชื่อฉายามันว่าทักษิณ มันระบาดเป็นพิษหนามยาว วัวควายยังไม่ยุ่งเลย โตเร็วไม่ต้องดูแลมันเลย เราแลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นโทษให้เป็นประโยชน์ พลังงานเหล่านั้นเป็นพลังงานที่เราแปรจากโทษมาเป็นคุณ ไม่ได้เสียหายอะไร ซึ่งพลังงานพวกนี้สะสมเป็นสัตว์ ก็จะมีรูปลักษณ์อย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ ก็จะพัฒนาการเป็นอย่างนี้ ซับซ้อน ทั้งรู้ได้ยากแต่ก็ศึกษาไปเถอะ จะรู้ได้ ความรู้แบบพระพุทธเจ้านี้ เราก็จัดสรรตามภูมิของเรา ตอนนี้สังคมประเทศไทย เข้าใจทฤษฎีวิเศษของพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นผู้นำมาทำ ในหลวงเป็นผู้นำมาทำ 70 พรรษาแล้ว ก็พักออกไปแล้ว อาตมาก็ยังอยู่ จะทำต่อไปอีก ให้พวกเรารู้ เข้าใจ เสริมสานกัน เป็นสิ่งที่เป็นคุณไม่เป็นโทษกับใครเลยแม้แต่ศัตรู มีแต่ประโยชน์จริงๆล้วนๆเลย ทำไปเถอะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ไม่เข้าใจเท่านั้นที่จะเพ่งโทษ มาต้านมากั้น แต่ตอนนี้อาตมาว่า คนไทยต้านกั้นน้อย มีแต่เกรง ดู ไม่มาช่วย เพราะมาช่วยแล้วจะเสียลาภยศสรรเสริญโลกียสุขของตน แต่ก็เห็นว่าทำไปเถอะ ไม่เป็นพิษภัยกับเขาหรอก แต่เขามาช่วยไม่ได้ เกรงจะเสียลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่คนที่วางโลกธรรมได้ เรื่องเล็ก เขาก็จะยื่นมือมาช่วย แต่ผู้ใดยึดถือสถานะลาภยศสรรเสริญก็ไม่มา ก็ตามสะดวกตัวใครตัวมัน ใครทำก็ทำ มาเสริมหนุน กับสิ่งที่ดีมากยิ่งขึ้น แม้ไม่รู้เลย มาเข้าใจผิด ก็จะมาทำงานก็เหลือน้อยลง เราจึงสะดวกขึ้นสบายขึ้น ทิศทางที่เราทำ เป็นทิศทางที่พระพุทธเจ้าพิสูจน์แล้ว กับสังคมมาไม่รู้กี่กัปป์กี่รอบกี่ยุค เราก็ทำตามที่สูตรเดียวสูตรเก่าสูตรหลัก ฟังพระพุทธเจ้าทันสมัยไม่เคยเก่าเลย สมัยไหนก็ไม่เคยเก่า เก่าสมัยใหม่เสมอ ของพวกนี้ไม่มีเก่า สมัยไหนก็ไม่มีเก่า ใหม่เสมอ เอาเก่ามาแต่สมัยนี้ปัจจุบันก็ใหม่เสมอ สมยะ คือปัจจุบัน สมยะ พยัญชนะ ส ม ย ส กับ ย คือเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ตัว ส.เป็นตัวที่ 5 ในเศษวรรค พลังงาน 9 นี้ก้าวหน้าได้อยู่เป็นยอด Coefficient พลังงาน 5 นี้ เป็นครึ่งหนึ่งของ 5 ใน 9 ถ้า 4 กับ 4 ก็เท่ากัน แต่ถ้า 5 แล้วเศษของ 5 ไปข้างไหนก็มีน้ำหนักข้างนั้น ตัวที่5 จึงเป็นทศนิยมที่จะเพิ่มการเดินหน้า จะไปข้างไหน นี่คือตัว สมย คือตัว ส ตัวที่ 5 ม คือความเป็นจิต ส คือเลข 5 นำหน้า ย คือเศษวรรคตัวที่ 1 เติมมา สมยคือกระบวนการที่จะช่วยให้ดำเนินไป มีตัวบวกก็จะบวกไปลบก็จะลบไป แต่เป็นสามเส้าระดับหนึ่ง เรารู้จักกระบวนการ สามเส้า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปฏิบัติแล้วจะเกิดการดำเนินการเกิดการสังขารปรุงแต่ง ปรุงสร้างขึ้นเรื่อยๆ โดยมีประธานเป็นผู้นำทำให้เกิดอภิสังขาร อะไรไม่ดีก็เอาออก อะไรดีก็เสริมสร้าง มันก็มีแต่ความเจริญและเจริญอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเลยมีแต่เจริญ นี่คือสัจจะที่เป็นสูตรสำเร็จ เป็นสูตรที่สุดยอดแล้ว ไม่มีสูตรอะไรดีกว่านี้ แล้วแต่เราจะลงมือทำ เมื่อลงมือทำก็จะเกิดจิต เมืองไทยมีชาติเชื้อ ยิ่งกว่าเชื้อชาติ ชาติเชื้อเป็น Dynamic เชื้อชาติเป็น static ก็จะทำงานร่วมในปัจจุบันนั้น Static เป็นฐานร่วม Status quo ร่วมกับ Dynamic โลกจะแตกไปตามธรรมชาติ แต่ไม่ใช่ด้วยฝีมือคน มันมียุคกาลที่โลกแตกด้วยฝีมือคนเหมือนกัน เราปล่อยให้โลกมันแตกเล่นไปตามธรรมชาติดีที่สุด อันนี้ฝากไว้ คนจะไม่เข้าใจหรือเข้าใจก็พูดไปแค่นี้ก่อน ผู้ที่จะมีความรู้ อย่างอาตมาพูดหรือยิ่งกว่าก็เป็นความจริงหรือไม่เท่าอาตมาก็ตาม มันก็เป็นความจริงของที่เรามีเราเป็น เรามีอะไรก็พูดได้แสดงได้ ทำความสำเร็จได้ตามที่เหตุปัจจัยองค์ประกอบของแต่ละคน มันก็จะเจริญไปตามลำดับๆๆ การศึกษาพระพุทธเจ้าไม่มีอย่างอื่นนอกจาก ศีล สมาธิ ปัญญา สามเส้า หนึ่งตัวขนาด คือหลักเกณฑ์ที่เราจะสมาทาน ศีลข้อเดียว สองข้อสามข้อหรือเอาที่วาจาที่จิตด้วยก็ครบ 5 สามสัตว์ของกับสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย และมีใจเป็นประธาน แล้วพัฒนาการสัมผัสเป็นปัจจัย จัดการสังเคราะห์อย่าให้มีพลังงานไม่ดีมันเข้ามาร่วมด้วย เอาพลังงานไม่ดีนั้นเราเรียกด้วยภาษาเทคนิคภาษาของพระพุทธเจ้าว่า กายกลิ กายเรียกว่ารูปนาม กลิ หรือเราเรียก กาลี ความเป็นพิษภัยเป็นโทษ พลังงานที่เป็นโทษเป็นพิษเป็นภัยเรียกมันตัวเต็มๆว่ากิเลส หรือกลิ กิระ แล้วก็เอสะ กลิ ก็คือเจริญมาเป็น กิร กิรดั่งได้ยินมา คำว่า กิร หรือ กิล มันต่างกันนิดเดียว ร.เรือมาก่อนล.ลิง เท่านั้นเอง กิระหรือกิละคือดั่งได้ยินมา กิละ+เอสะอย่างนั้นๆ หรืออย่างที่ชาวอโศกว่า หรืออย่างที่ธัมมชโยว่า คุณก็เลือกเอา มันก็เป็นอย่างชอบอย่างนั้น ใครชอบอันไหนก็เอาอันนั้น กิเลส ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ พระพุทธเจ้าคนละองค์กัน กายกลิ กาย คำนี้คำเดียว การทำให้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไป กายคือองค์ประชุมของรูปนาม ธรรมะ 2 ทำงานร่วมกันสัมพันธ์กันแยกกันไม่ได้เลย แยกกันไม่เป็นกาย การที่จะแยกกันเหลือเดี่ยว เมื่อเข้าใจกายว่ามีแต่สิ่งเดียว กายคือธาตุ ดินน้ำไฟลม กายไม่มีอุปาทยรูป 24 เลยก็เละ ศาสนาพุทธไปไม่ออกเลย ทุกวันนี้คำว่ากาย ยืนยันกับทางมหาเถรสมาคมกับด็อกเตอร์เปรียญ 9 เขาบอกว่ากายคือดินน้ำไฟลม ไม่มีถ้าจิตถ้าเป็นญาน มโน เข้าไปร่วมรับรู้กับดินน้ำไฟลมเลย กายคตาสติ กายปัสสัทธิหรือกายอื่นๆก็ผิดหมด กายปัสสัทธิ ไปหมายถึงร่างภายนอกสงบ นิ่งเลยนะ เอากายนะ เอาร่างข้างนอก ศาสนาพุทธเน้นกายว่าคือ จิตมโนวิญญาณด้วย ล.16 ข้อ 236 ก็เลยค่อยยังชั่ว เป็นบูรณภาพ คือความเต็มปรากฏ ถ้าบูรณาการคือทำให้เต็มๆๆ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ปฏิบัติไป ชีวิตก็เป็นสิ่งที่ดีเจริญขึ้นสมบูรณ์ขึ้น ก็ดีขึ้นโลกเราดีขึ้นมาช่วยกัน 610307_พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเทศน์ก่อนฉัน สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์