สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สยังอภิญญาในสัมมาทิฏฐิข้อ 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข11 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สยังอภิญญาในสัมมาทิฏฐิข้อ 10 _ขอเรียนถามพ่อครู ในการดำเนินชีวิต ถามให้บรรยายมรรคมีองค์ 8 พ่อครูว่า...มรรคมีองค์ 8 เป็นหลักธรรมหนึ่งเดียวที่เป็นของศาสนาพุทธศาสนาอื่นไม่มี ต้องศึกษาให้หยาบกลางละเอียดไปเรื่อยๆ มรรคมีองค์ 8 สำคัญคือประธานเป็นทิฏฐิ หากไม่สัมมาทิฏฐิแล้วเลิกเลย หากไม่สัมมาทิฏฐิแล้วทำอย่างไรก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ เช่น สัมมาทิฏฐิ สำคัญคือข้อ 10 ต้องพบสัตบุรุษจริง จะมีน้อยมีมากตั้งแต่พระโสดาบันจนเป็นถึงพระโพธิสัตว์เป็นพระพุทธเจ้า เรียกว่าเป็นสัตบุรุษ ท่านบอกว่า อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ถ้าสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิ จะบอกว่า นัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ คุณจะพบไหมสัตบุรุษแบบนี้ มีแน่ อย่างน้อยก็สองคน สวรรคตไปก็มีอย่างพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ร่วมกันในยุคนี้ ในยุคนี้สมัยนี้ อัตถิโลเก กำลังวุ่นในโลกเกิดร่วมโลกกัน คุณได้พบไหม คนที่ได้พบสัตบุรุษแล้ว ไม่คบสัตบุรุษ เหมือนกามนิตหนุ่ม คุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน สุดท้ายก็บอกว่าได้ประโยชน์มากคุยกับท่าน แต่ผมจะต้องไปตามหาพระพุทธเจ้าต่อไป ผมขอลา คุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนก็ไม่รู้ว่าคุยกับพระพุทธเจ้า แล้วขอลาไปตามหาพระพุทธเจ้าอีก นี่คือกามนิต ใครอยากเป็นกามนิตบ้างยกมือ เขาเรียกว่า ช้อนแกงไม่รู้รสแกง ช้อนแกงอยู่กับชามแกง แม้แต่ช้อนก็ไม่รู้รส ตนเองก็ไม่รู้รส ในโลกนี้ มีคนที่เป็นสมณะนั้น อาตมาเปิดตัวเองว่าตนเองคือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอ

อ่านต่อ

ยู่ เขาไม่เชื่ออีกก็จบ อาตมาจริงใจไม่ได้อวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน อาตมาบอกความจริงตามความเป็นจริงอย่างจริงใจยืนยันอ้างอิงว่ามันมี ในยุคนี้สัตบุรุษคืออาตมา เหมือนพระพุทธเจ้าอวดตัวตนว่าเรานี่แหละคือสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มาอุบัติ ไม่มีใครเก่งกว่าเราไม่มีใครรู้ได้ยิ่งกว่าเรา ท่านอวดยิ่งกว่าอาตมา อาตมาไม่ได้บอกว่ารู้เท่าทันพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าท่านได้อวดอย่างนั้นเลย ในช่วงระยะใกล้ๆจะมีพระพุทธเจ้าเกิดมาในยุคเดียวกันซ้อนสององค์ก็ไม่เป็นฐานะ อฐานะที่จะเป็นได้ ต้องห่างกันพอสมควรจึงจะเกิดในแต่ละคราว ก็มีคนที่มีปัญญารู้ได้ ส่วนคนที่ไม่เชื่อ แน่นอนไปห้ามเขาไม่ได้ ดีไม่ดีจะหมั่นไส้ อ้วกด้วย ดีไม่ดีโลหิตร้อนพุ่งออกจากปากได้ แต่คงไม่ถึงขั้นนั้น อาตมาจะมีวิบากได้ มีลักษณะ 3 อย่าง 1.ฟังแล้วเชื่อถือ 2.ฟังแล้วลาสิกขา 3.ฟังแล้วตาย โลหิตร้อนพุ่งออกจากปาก คนระดับที่ 2 ฟังแล้ว ภิกษุที่บวชร่วมกันอยู่ศึกษาไปด้วยกัน ไม่เอาแล้วลาสิกขาเลย ไปหาที่บวชใหม่ ไปหาสำนักใหม่ อันนี้ไม่เอา ก็คือลาสิกขา ส่วนอีกคนหนึ่งชัดเจน เข้าใจศรัทธา ก็เป็น 3 อย่าง พระพุทธเจ้ายกตัวอย่าง ขนาดเป็นพระพุทธเจ้า พวกหนึ่งฟังแล้วศรัทธาเลื่อมใส 60 คน อีก 60 คน ฟังแล้วไม่เอาแล้วขอลาสึก หนีไปเลย อีก 60 คน โลหิตร้อนพุ่งออกจากปาก อาตมาคงไม่แสดงธรรมจนคนเป็นจิวยี่รากเลือด อย่างดีคุณก็หมั่นไส้ไม่เอากับเอ็งก็เท่านั้นอย่างแรงอาตมาว่า อย่างมากก็หมั่นไส้เต็มที่ บางทีฟังแล้วสึกก็มี หมั่นไส้เต็มที่ไม่เอา ดีไม่ดีจะอ้วก นั่นก็แรงไม่ชอบแรง ปฏิเสธแรง อีกพวกหนึ่งลาสึก ก็อย่างนี้เป็นต้น ส่วนพวกที่ศรัทธาน้อยหรือไม่ก็แล้วแต่จะยิ่งศรัทธายิ่งเข้าใจ นี่คือคำสอนะพุทธเจ้า พออาตมาเอามาอ้างอิงยืนยันว่าแต่ละสิ่งที่เราพูดอธิบายอ้างอิงได้ ก็มีตัวตนเหตุการณ์จริงมีตำนานมีประวัติศาสตร์ สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบข้อมูล ที่มันสอดคล้องมีหลักฐานอ้างอิงยืนยันได้ อาตมาก็พอมีสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่หมายความว่าเป็นสิ่งลึกลับ เป็นสิ่งที่มันไม่มีหลักฐานยืนยันเลยเอามาพิสูจน์ไม่ได้ คือเป็นอีกพวกหนึ่งมันไม่ใช่ ศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาที่พิสูจน์ยืนยันได้ มีครบทั้ง 3 สมมติสัจจะ ปรมัตถสัจจะ มีสัจจะทั้งภายนอกตัวตนตั้งแต่ 2 บุคคลขึ้นไปยืนยันกัน ถ้าหากไม่มีผู้ที่รับรองตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเป็นสมมติฐานจะ พระพุทธเจ้าไม่ถือว่าเป็นสัจจะ ฉันจะต้องมีหนึ่งเดียวเท่านั้นอย่างน้อยต้องมี 2 คนรับรองขึ้นไป ถ้าหากมีมากขึ้นเป็นล้านคนก็แน่นอนจะยิ่งอีกยืนยันตรงกันนี่คือสัจจะเป็นหนึ่งเดียว หนึ่งเดียวต้องมีสองรับรองมากขึ้นไปจนนับไม่ถ้วน ถ้าหากตรัสรู้อยู่คนเดียว คนอื่นไม่รู้ร่วมด้วย สัญญายนิจจานิ ต่อให้คุณเป็นจริงๆเลยพระพุทธเจ้าก็ไม่ยอมรับเพราะมันไม่ครบธรรมะสอง ต้องมีทั้งสมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ แม้แต่ปรมัตถ์ของคนจะจริงก็ตามไม่ใช่สายพุทธ ถ้าสายพุทธแล้วต้องรีบมายืนยันได้ ต้องมีการประกาศให้รู้ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปนี่คือเงื่อนไขหลักของพระพุทธเจ้า ศาสนาพระพุทธเจ้าต้องมีคนรับรองยืนยันร่วมกัน ยิ่งรับรองมากขึ้นมากเท่าไหร่ตรงกันร่วมกันมากขึ้นเท่าไหร่ยิ่งเป็นสัจจะ

สรุปแล้ววาระนี้เมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่มี สัตบุรุษ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ เป็นสยังอภิญญาที่สูงกว่าปัจเจก ปัจเจก มีปัจจัตตัง ปัจเจก และเป็นสยังอภิญญาแล้วเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ปัจเจกของตนเช่นอรหัตตผลของตนแล้วจะเดินขึ้นไปอีก ก็เป็นอนุโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่เชื่อมต่อ ถ้าเป็นอรหันต์แล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็จบ แต่ถ้าไม่จบ ยังจะเกิดมาบำเพ็ญต่อก็เป็นอนุโพธิสัตว์ เจริญถึงอนุโพธิสัตว์เพิ่มสูงขึ้นก็เป็นอนิยตนโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์เที่ยงแท้ต่อการเป็นพระพุทธเจ้า 8.มหาโพธิสัตว์ เป็นโพธิสัตว์ใหญ่เที่ยงแท้ต่อสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งมีสัมมาสัมโพธิญาณได้ ก็เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพราะไม่ประกาศศาสนาในโลกยุคใดยุคหนึ่ง มีเฉพาะตน ไม่ใช่สอนผู้อื่นไม่ได้ แต่เขาไปแปลผิดเลยเพื่อบรรลุเฉพาะตนสอนคนอื่นไม่ได้เป็นการแปลผิดแบบมิจฉาทิฏฐิ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า) ขนาด ผู้ที่มิจฉาทิฐิเขาก็ยังสอนเลย โสดาบันก็จะสอนแล้ว ศาสนาพุทธไม่อมพนำ มันเป็นของดี ไปอมพนําไว้ทำไม ไปอ่านพระสูตรที่ 2 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 โลหิจจสูตร ผู้ที่บรรลุแล้วไม่บอกคนอื่นบอกคนอื่นไม่ได้ ก็มีคติไป 2 ทาง ลงนรกหรือเดรัจฉาน ความรู้แบบนี้ยังมีในผู้รู้ในวงการศาสนาพุทธด้วย บอกว่าผู้ที่บอกว่าตนเองบรรลุคือผู้ไม่บรรลุ เขาก็บาปนะอาบัตินะ ตู่ท้วงคำสอนพระพุทธเจ้า ทำให้พระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าให้ผิด เป็นวิบากเขานะ สัตบุรุษพูดก็ยังห้ามอีก ราคาบาปก็ยิ่งจะแพงขึ้น มาพูดถึงปัจจุบัน เหลืออีก 7 นาที ศาสนาพุทธ พวกคุณเชื่อแล้วแน่นอนอาตมามั่นใจ วันนี่คือธรรมะของพระพุทธเจ้า จะของพระพุทธเจ้า แล้วเชื่อว่าคุณจะเชื่อว่าอาตมาเป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ ที่เกิดมาในโลกยุคนี้ ถ้าหากไม่เชื่อก็จะไม่ตรงกับสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 โลกนี้เกิดมาคุณก็ไม่พบสัตบุรุษ พบแล้วคุณก็ไม่เอาเหมือนกามนิต หรือคุณไม่เชื่อก็ไม่เอามันก็ไม่ได้เหมือนกัน ดีไม่ดีไม่เชื่อธรรมดาก็จะชังด้วย ก็จะยิ่งบาปเข้าไป ชังอีกผลักอีกก็เป็นจริงของคุณ แต่ติดด้วยโลกียะ ติดด้วยลาภยศสรรเสริญ ติดด้วยสุข ยังพอใจที่จะอยู่อย่างนั้น จะวนเวียนอยู่แค่เท่าที่ได้ หรือสุขไม่เอาแล้วแต่ยังติดสรรเสริญ ให้คนมาเข้าข้างโพธิรักษ์ เดี๋ยวลูกศิษย์ลูกหาจะบอกว่าอาจารย์เขาเปลี่ยนไป ลูกศิษย์ลูกหาที่ไม่ศรัทธาอาตมา ก็จะหนีไป เขาก็จะเสียบริวาร ก็เสียเวลาคุณไป คุณไม่ละลาบละล้วงอาตมาก็ดีแต่ไม่กล้าเปิดเผยก็เลือกอัตตามานะ อติมานะของตน ถ้าไม่ถือตัว ก็เปิดเผย สัจธรรมก็จะทับทวี ลูกศิษย์คุณก็จะมีจิตโน้มน้อมมาอธิมุตโต อาจารย์เรายังยอมรับเลย ก็จะได้มีแนวโน้มมีทิศทาง สัจจะก็จะยิ่งทวี มันก็ง่ายๆ ผู้ที่ห้ามกั้นธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ให้เจริญเป็นอกุศล ผู้ที่ห้ามกั้นศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ให้เจริญก็เป็นอกุศล ถ้าใครไม่คิดว่าจะสะสมอกุศล ก็ควรจะทำกุศลเพิ่ม นี่คือสัจจะมันเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น สรุปจบ วาระนี้ที่ได้พบกัน เปิดเผยอะไรไป บอกตรงๆอาตมาไม่มีสาเฐยจิต อวดตัว พูดแล้วก็เบื่อตัวเองเลย อวดตัวเอง แต่มันเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องพูดถึงเวลาที่จะต้องพูดยืนยันอ้างอิง อาตมาไม่ได้อวดอย่างไม่มีอะไรอ้างอิงเป็นหลักฐาน มีองค์ประกอบสมบูรณ์อยู่ ขอยืนยันว่าอาตมามีความปรารถนาดีมีความจริงใจ ถ้าผู้ใดที่ยังสนใจที่จะฟังธรรมะอาตมา ก็โปรดติดตามอย่ากระพริบตา หมอเขียวว่า..จะสรุปสองสามประเด็น 1.พ่อครูกล่าวถึงความศรัทธาต่อสัตบุรุษก็เป็นเรื่องสำคัญ ครั้งแรกๆที่ได้พบ พ่อครูเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ผมเองก็ได้ไปพบหมู่กลุ่มในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ พบกับชาวอโศก พ่อครู หมู่สมณะสิกขมาตุ ญาติธรรม ก็เกิดความเป็นศรัทธา แต่มีอะไรคาใจเล็ก แต่มีอีก 10% ตอนนั้นพ่อครูใส่ชุดขาวหรือพ่อครูใช้คำแรงเราไม่มีภูมิพอว่ายุคนี้หยาบต้องใช้คำแรง พ่อครูว่า...เรื่องแรงนี้ อาตมาเคยเขียนจดหมายถึงท่านประยุทธ์ ปยุตโต ตอนท่านเขียนหนังสือมาจัดการอาตมา 3 เล่ม จนกระทั่งอาตมาเกิดเหตุการณ์ ให้โลกตัดสินอาตมา อาตมาจึงต้องรับภัย ต้องถูกพิพากษาติดคุกรอลงอาญา 2 ปี จนผ่านไปแล้ว อาตมาก็ว่า เหตุที่อาตมา เพราะอาตมาเขียนจดหมายไปบอกว่า ท่านคนนับถือท่านมาก แต่ท่านแสดงเบาไป ตรงนี้แหละแรงกว่านี้หน่อยสิ ยุคนี้เบามันไม่ได้ผลต้องแรงกว่านี้ เท่านี้แหละท่านเขียนเล่มที่สองที่สามซัดอาตมาต่อ เสร็จแล้วท่านเขียนทิ้งท้ายเล่มสามก็ว่ายังมีอีก สุดท้ายท่านก็หยุดไม่เขียนต่อ อาตมาได้ข้อมูลอีกอัน จากดร.ที่มาบอก ว่า ท่านประยุทธิ์ท่านว่า อาตมาพลาดไป อาตมาก็ไม่กล้าซักถามต่อ ท่านได้พูดว่าเรื่องนี้อาตมาได้พลาดไป เท่านั้นแหละ เป็นคำตอบที่อาตมาเป็นข้อมูล ที่อาตมาพูดเรื่องนี้ก็ควรเปิดเผย ไม่เช่นนั้นพวกคุณจะเสียผล

หมอเขียวว่า...พอผมจะเล่า พอผมไม่ศรัทธาเต็มร้อย ปรากฏว่าผมฟังธรรมะเข้าใจแค่ 90% แต่พอเราพลิกใจใหม่ บอกว่าคุณฟังอาตมาไม่เข้าใจหรอกหากคุณไม่ศรัทธาอาตมา ผมก็เลยพลิกใจใหม่ เพราะในสิ่งที่ท่านทำเราก็ทำไม่ได้ คนในโลกก็ไม่มีใครทำได้เท่าท่าน เมื่อตั้งใจฟังธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ชัดเจนเลยเข้าใจหมด จนได้รู้จักคำว่าอุเบกขา เป็นความสุขโลกุตระ เบิกบานแจ่มใส ที่เราไม่มีความสุขแบบโลกียะ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ในการได้ศึกษาธรรมะกับพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ….จบ 610306_เอื้อไออุ่นแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน