พ้นทุกข์พ้นสุขได้ต้องมีปัญญาแยกกายแยกจิตเป็นลำดับ.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ้นทุกข์พ้นสุขได้ต้องมีปัญญาแยกกายแยกจิตเป็นลำดับ พ่อครูว่า… อจินไตย 4 พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน . วิบากแห่งกรรม ความคิดเรื่องโลก (จักรวาล เอกภพ) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77) พระพุทธเจ้า รู้แจ้งจบเรื่องฌานเรื่องกรรมวิบาก หรือก็รู้จักโลกจินตา หรือที่โลกเขาคิดได้สารพัดนับไม่จบ ไม่มีจบ ใครจะไปหลงที่โลกจินตา ก็ไม่มีวันจะจบได้ ต้องตีกรอบเข้ามาที่อัตตา ที่ตัวเองศึกษาขันธ์ 5 รู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยเฉพาะเจาะจงไปที่เวทนา เป็นกรรมฐานสำคัญ เวทนา เช่น พระพุทธเจ้าสอน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม กายเป็นตัวต้นที่จะต้องรู้คำว่ากาย เป็นภาวะ 2 กาย กายไม่ใช่ 1 อันนี้ไม่ใช่รู้กันได้ง่าย แต่ชาวพุทธได้ผิดเพี้ยนมานาน กาย กลายเป็นภาษาไทยอย่างสนิทแปลกันว่าเป็นสรีระ body ไม่เกี่ยวกับจิต ไปอย่างนั้นเลยเป็นมิจฉาทิฐิเรียบร้อย เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ง่ายที่จะรู้ว่า กายนี้ ไปเข้าใจว่าสรีระอย่างเดียวหรือเข้าใจแต่เพียงจิต หรือจิตสำคัญกว่านอกด้วยในคำว่ากาย หากเพี้ยนผิดไป ก็หมดหวังที่จะบรรลุอรหันต์ สักกายทิฏฐิ เป็นข้อแรกในสังโยชน์ 10 จะต้องเรียนรู้กายของสัจจะ ให้เรียนรู้ของเรา ต้องเรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ใครปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่พ้นสักกายทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าไปไม่ออกแน่นอน คำว่า กาย คำนี้ยิ่งใหญ่มากเลย ในศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าจึงได้สอนอุปัชฌาย์ทุกองค์ กำชับกำชาให้แยกกายแยกจิต เมื่อเริ่มบวช บวชแล้วก็ต้องให้อุปัชฌาย์ให้นิสสัย 4 และมูลกรรมฐาน 5 ต้องอธิบายให้เข้าใจเลยว่ากรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จะเอาตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ เอามาขยายความ เอามาอธิบายให้เห็นว่า ความเป็นธรรมนิยาม 5 อยู่ในพวกนี้ เมื่อใดมันเป็นกาย เมื่อใดมันไม่เป็นกาย แยกให
อ่านต่อ
้ออกเมื่อมันไม่เป็น กาย มันเป็นอย่างไร และกาย มันต่างจากเวทนาอย่างไร เวทนาต่างจากจิตอย่างไร ต่างจากกรรม ต่างจากธรรมะอย่างไร ในความหมายของธรรมนิยาม 5 ที่เป็นความตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นักวิทยาศาสตร์โลกทุกวันนี้ยังเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อาตมาเข้าใจ นำให้พวกเราศึกษาจนพวกเราเข้าใจได้ ปฏิบัติสำเร็จ จึงเกิดพระอาริยะ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้ แต่ก็ยังมีลึกซึ้งเข้าไป เป็นอจินไตย ไม่ใช่แค่คิด เพราะฉะนั้นใครรู้อัตตาตัวเองแค่ไหน อ่านแยกธรรมนิยาม 5 นี้ได้ แยกอาการจิตให้เป็นอุตุ ให้เป็นพีชะได้ โดยการกระทำด้วยกรรม ด้วยรู้ว่าอย่างที่เราเข้าใจคือ โลกียะ แยกออกได้เป็นโลกุตระหรือแยกได้เด็ดขาดเป็นโลกุตระสมบูรณ์แบบ คุณก็ทำจนสามารถแยกเป็นพีชะ อุตุได้ จริงๆ ตั้งแต่เป็นๆ เป็นวสวัตตี ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆ ทำจิตนิยามให้เป็นอุตุนิยามได้ เช่น เราเองไปติดในโลก ไปหมุนเกี่ยวเกาะทุกข์สุข ต้องมีชีวิตชีวาอยู่กับมัน ถ้าขาดมันก็แห้งเหี่ยว ในเรื่องของอบายมุขเป็นต้น คุณก็ต้องเรียนรู้จิตที่มันไปหลงใหล ติดยึดสุขทุกข์เป็นภาวะ 2 เป็นชีวิตชีวา คุณต้องแยกจิตที่มันเป็นสุขเป็นทุกข์ ที่จริงมันแยกไม่ออกหรอกสุขกับทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไรบอกว่าความสุขความทุกข์ยอดนักมายากลแยกไม่ออกเหมือนกระดาษแผ่นเดียว แยกอย่างไรก็แยกไม่ออก เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะไม่เอาต้องไม่เอาทั้งสุขและทุกข์ ก็ต้องเข้าใจอารมณ์ที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็มีวิธีทำไม่สุขไม่ทุกข์ได้เป็น 2 แบบอีกนั่นแหละ แบบวิธีแบบสมถะเขาก็ทำได้ แต่มันไม่ถาวร มันไม่สามารถที่จะแยกสุขแยกทุกข์ได้ ก็ทำอย่างไร ก็ดับตัวใดตัวหนึ่งดับสุขก็ดับทุกข์ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ง่ายขึ้น อย่าไปดับความสุขมันยากให้ดับความทุกข์นั่นแหละ ไม่มีใครอยากได้อาการอารมณ์แห่งความทุกข์ ดับตัวนั้นแหละ อาการมันมีมาก็เรียนรู้เข้าไปในขันธ์ 5 “กรรมฐานแท้อยู่ที่เวทนาสุขทุกข์ มันมีความจริงกับความไม่จริง ความจริงคือความไม่มี ความมีคือความไม่จริง” ผู้ที่ทำได้สำเร็จ ความมีมันหลอกเราว่าไม่มีต่างหากมันจริงกว่า เพราะฉะนั้นทำสภาพความสุขความทุกข์ให้ไม่มีให้ได้ ไม่มีอย่างสมบูรณ์แบบของพุทธเจ้าก็คือ เรียนรู้อาการที่ไปเสพรส นั่นคืออวิชชาหรือกิเลส เรียนตั้งแต่หยาบ กามภพ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันยังมีรสอร่อยของรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจนหมดความหยาบเหลือภายในเป็น รูปราคะ อรูปราคะ ก็เรียนให้ละเอียดเข้าไปอีก ที่อาตมาพูดตรงนี้มันไม่ใช่ว่าได้ทันที คนจะทำไม่ได้ทันที ตนเองต้องมีกามก่อน ถึงได้เข้าใจว่า รูปที่ติดยึดเป็นอย่างนี้ถึงจะไปล้างตัวเองออก นิ่งสนิทอยู่อย่างนี้ คอยดับเหตุมันไปเรื่อยๆ ที่มันตายไม่ได้ไปตายเพราะกดข่มหรือทำลืม ไม่ใช่ แต่มันมีเหตุที่จะเรียกว่าไวรัสของจิตวิญญาณก็ได้ เชื้อที่เล็กละเอียดที่สุด แล้วเรียนรู้ให้ได้ว่า เอ็งอย่ามาแหยมหน้า ความฉลาดที่รู้ทัน รู้ทันตัวอวิชชา ตัวไม่ใช่ปัญญาเป็นตัวโง่ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... สิ่งที่ยากคือ สุขทุกข์ที่มันแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พ่อครูว่า... อันเดียวกัน นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ พ่อครูว่า... ใช้คำพูด พูดไม่หมด พูดไม่ครบ ต้องปฏิบัติเอง เราต้องรู้ว่าลักษณะของกิเลสหยาบ มันเป็นอย่างไร กิเลสหยาบ มันจะแพ้ความฉลาดที่เรียกว่าปัญญา ไม่มีอะไรที่จะไปฆ่ากิเลสได้ ฆ่าได้จริงๆคือวิชชาคือความรู้ เป็นธาตุรู้ที่รู้เหนือชั้น เรียกว่าโลกุตรจิต พอรู้แล้วตัวกิเลส ท่านเรียกอีกภาษาหนึ่งว่า มาร พอรู้ทัน มาร มันรู้ตัวว่าเรารู้มันก็หายวับเลย อันนี้ก็ลึกซึ้งเป็นสัจจะที่คิดไม่ออก แต่ผู้ที่มีสภาวะจริง มีปัญญาจริงแล้ว มารไม่กล้ารอหน้า ไม่กล้าเข้าใกล้ หากมันรู้ว่า ผู้มีปัญญาเห็นมัน มันรีบหายวับไปเลย นี่ใช้พยัญชนะภาษาอธิบายสภาวะได้เท่านี้ พระไตรปิฎกเล่ม 15 อาฬวิกาสูตร โสมา โคตมี และอีกหลายรูป ใช้ภาษาแทนสภาวะได้เท่านี้ ปฏิบัติตัวเอง พยายามศึกษาประพฤติแล้วจะได้พบความจริงที่ว่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก คนไหนบรรลุสภาวะพวกนี้จริง ก็จะเป็นผู้ที่บรรลุแล้วจะเห็นได้ว่า มันแกล้งเอาไม่ได้ มันพยายามเสแสร้งเอาไม่ได้เลย ยังไงก็ไม่เหมือน ยังไงก็ไม่ใช่ ต้องเป็นให้ได้จริงแล้วจะเป็นจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดยอด ไม่มีอะไรที่จะมาขยายความ มาอธิบายได้ 641015_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กรรมเป็นอันทำ อย่ามาทำบาปบนแผ่นดินพุทธ