สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน คุหัฏฐกสุตตนิทเทส.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข13 กันยายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ส.เดินดินว่า..พ่อครูสอนให้ละสุขละทุกข์ แต่ตอนนี้เรามีปัญหาว่าญาติธรรมบางท่านจะอยู่ที่บ้านแม้น้ำท่วม แต่หมู่อยากให้มาอยู่รวมกันแต่เขารู้สึกว่าที่นั่นวิเศษมาก (บางคนว่าไม่อยากทิ้งวิมาน) พ่อครูว่า..มันก็ติดได้ เรียกว่าติดข้อง ที่จะอ่านนี้หนักกว่าพวกเราที่ติดข้องกันอยู่ด้วย

พ่อครูว่า… จากพระไตรปิฎก ล. 29 คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒ ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย [๓๐] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย. [๓๑] คำว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้วมีความว่าทรงตรัสคำว่า เป็นผู้ข้องไว้ก่อน. ก็แต่ว่าถ้ำควรกล่าวก่อน กายเรียกว่า ถ้ำ. คำว่า กายก็ดี ถ้ำก็ดี ร่างกายก็ดี ร่างกายของตนก็ดี เรือก็ดี รถก็ดี ธงก็ดี จอมปลวกก็ดี รังก็ดี เมืองก็ดีกระท่อมก็ดี ฝีก็ดี หม้อก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของกาย.(คำว่ากายวิเวกคือเข้าไปติดในถ้ำในร่างกายของตน คำว่ากายนี้ไปยึดว่าเป็นร่างกายของตนก็ดี คือยึดนอกตัวหมดเลยสรุปแล้ว) คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คือ ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในถ้ำ เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปู ซึ่งตอกติดไว้ที่ฝา หรือที่ไม้ข้อ ฉะนั้น. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิน ความปรารถนาในรูป ความเข้าไปถือ ความเข้าไปยึดในรูป อันเป็นความตั้งมั่น ความถือมั่น และความนอนตามแห่งจิต บุคคลมาเกี่ยวข้องอยู่ในความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเพ

อ่านต่อ

ราะนั้น. จึงเรียกว่า สัตว์. คำว่า สัตว์เป็นชื่อของผู้เกี่ยวข้อง (พ่อครูว่า...คนปิดบังกิเลสที่มีของตนทุกคน แต่แสดงพฤติกรรมของกิเลสออกมานั้นน่าอายกว่า) เพราะฉะนั้น. จึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ. คำว่าผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว คือ ผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว คือ ผู้อันกิเลสเป็นอันมาก ปิดบังไว้แล้ว คือ อันความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบลู่ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความดื้อ ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท ปิดบังไว้แล้ว อันกิเลสทั้งปวง อันทุจริตทั้งปวงอันความกระวนกระวายทั้งปวง อันความเร่าร้อนทั้งปวง อันความเดือดร้อนทั้งปวง อันอภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง บ้งไว้ คลุมไว้ หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ครอบงำไว้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว. [๓๒] คำว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง มีความว่า คำว่า นรชน เมื่อตั้งอยู่ก็เป็นผู้กำหนัด ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความกำหนัด เป็นผู้ขัดเคือง ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความขัดเคือง เป็นผู้หลง ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความหลง เป็นผู้ผูกพัน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความถือตัว เป็นผู้ยึดถือ ย่อมตั้งอยู่ด้วยความสามารถความเห็น เป็นผู้ฟุ้งซ่านย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ไม่แน่นอน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถความสงสัย เป็นถึงความมั่นคง ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถกิเลสที่นอนเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่แม้ด้วยประการอย่างนี้. พ่อครูว่า...อ่านต่อไปอีกก็คงจะหลับเอาไว้ให้คนที่อยากจะหลับไปอ่านละกัน เอาไว้ให้คนที่อ่านแล้วมีธรรมรส อาตมาอ่านแล้วก็อยากเอามาขยายให้ฟัง สู่แดนธรรมว่า...เล่ม 29 พระสารีบุตรได้เทศน์ไว้ มีลูกศิษย์พระสารีบุตรเรียบเรียงไว้

พ่อครูว่า...สรุปง่ายๆที่อาตมาเอา คุหัฏฐกสุตตนิทเทส มาอ่าน คือผู้ติดในคูหา แต่แม้แต่ติดในกิเลส นอนเนื่อง อนุสัยคือข้องติดทั้งนั้น การมาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าคือเรียนรู้ความติดข้อง แต่เข้าถึงสภาวะนั้นยากกว่าภาษา คนฟังก็ว่ายาก เราจะทำไงให้ง่าย ง่ายคือเราต้องเรียนรู้ปฏิบัติตั้งแต่ตื้นๆ เริ่มจากศีล แล้วทำจิตให้หลุดเป็นอธิจิต จนจิตหลุดพ้นเป็นอธิมุติคือโน้มไป ค่อยๆหลุดไปเอนไปทางหลุดพ้นจนเป็นวิมุติ จนไม่มีหลุดพ้นเลยได้ คำสอนพระพุทธเจ้าสรุปมามีเท่านี้ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อ 2 เกี่ยวกับวัตถุ พืช มันก็มีสองอย่างเท่านี้แหละ ก็มีทั้งของและพืช ตอนนี้น้ำท่วมพืชไปแล้ว ตายไปหลายต้น พอน้ำลงคงต้องไปดูแล มันตายไปเยอะแล้ว ชีวิตคนมาเรียนรู้เรื่องข้อง จนเราหลุดพ้นหมด คุณจะทำจนหลุดพ้นหมดไม่ได้หากไม่เร่ิมตั้งแต่ศีลข้อแรก เรียนรู้การติดข้องกับสัตว์ อาตมาก็อธิบายแล้วอธิบายอีก แต่ผู้ฟังอาจเข้าใจได้ เรื่องสัตว์เดรัจฉานอย่าไปเกี่ยวข้องกับมัน ปล่อยเขาไปตามวิบาก คนนี่ก็เป็นสัตว์แต่เป็นสัตว์ประเสริฐ สัตว์ต่างๆก็มีวิบากกับคน แต่เราไม่ต้องข้องกับมันเลย แต่อยู่ร่วมกันได้อย่างเมตตา คนก็ตาม สัตว์ก็ตาม อื่นๆก็ตาม คนนี่แหละให้เรียนรู้ดูดผลักให้ชัด แล้วจะไปศึกษากับข้าวของพืชได้อย่างดี จะรู้ว่าอะไรควรเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องอะไรควรสัมพันธ์หรือไม่ ศีลข้อ 3 รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ศีลข้อ 4 วจีกรรม ศีลข้อ 5 มโนกรรม

เรื่องแรกคือสัตว์ สัตว์เดรัจฉานปล่อยเขาไปตามยถากรรม คนนี่แหละที่เกี่ยวข้องมันรักชัง ดูดดื่มเป็นนิยายแต่ละคนก็แต่ละเรื่อง เจ็ดพันล้านคนก็เจ็ดพันล้านเรื่อง เราก็เรียนรู้ที่ใกล้ชิด เราศึกษาในการสัมผัสเกี่ยวข้อง จนรู้การสัมพันธ์อันเป็นประโยชน์แก่กันให้ได้ คนนี่เรียนรู้ทั้งวิบากเก่าและวิบากใหม่ที่ก่อขึ้นเราก็มาเรียนรู้อันนี้กับคนให้เรียนรู้สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ท่องกันได้ เราควรมีเมตตา แม้เรายังไม่เป็นอรหันต์ ก็เมตตาได้ เมตตาคือเห็นทุกข์คนอื่นอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เราก็พยายามช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์คือกรุณา ลงมือช่วยสำเร็จจิตก็มุทิตา ที่เขาพ้นทุกข์ ยิ่งพ้นทุกข์พ้นสุขเลยก็ยิ่งดี เสร็จแล้วก็วางอุเบกขา อาตมาอธิบายเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาฉีกแนวไปจากเขาเลย เขาแปล เมตตาคืออยากให้เข้าพ้นทุกข์ กรุณาคืออยากให้เขาเป็นสุข มุทิตาคือยินดีที่เขาพ้นทุกข์ อุเบกขาคือเฉย แต่คุณยังไม่ได้ลงมือช่วยเลยนะ สี่คำนี้เกี่ยวข้องกันหมด (มีโยมว่า เราทำจิตยินดีที่เขาทำดีจะได้5% ) พ่อครูว่า...ก็เป็นรายละเอียด สังคมพวกเราอยู่กันอย่าง สาราณียธรรม6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มีลาภโดยธรรมคือสาธารณโภคี อยู่กันอย่างมีบวร มีการปฏิบัติศีล ทิฏฐิ ทิฏฐิคนไม่สัมมาก็ช่วยกันให้สัมมาใครสัมมาได้ก็อยู่อย่างทิฏฐิสามัญตา ใครปฏิบัติศีลได้สูงแค่ไหนก็อยู่กันอย่างเสมอสมาน โสดาฯเสมอโสดาฯ อธิศีลแต่ละคนไป สาราณียธรรม 6เป็นผลสมบูรณ์ของมนุษยชาติสังคมที่ปฏิบัติแล้วสังคมอยู่อย่าง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา อาตมาเห็นพฤติกรรมชาวอโศกอยู่กันอย่าง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา หรือไม่? สุดยอดจริงๆ ผู้ที่ทำอย่างนี้ได้ต้องมีคุณลักษณะของจิตอีก 7อย่าง พุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ ไม่ใช่แค่ภาษาแต่เป็นเรื่องจิตวิญญาณที่ระลึกถึงผู้อื่นจริงๆ เพระาไม่ต้องกังวลตัวตน ตัวตนคนอื่นเขาจะเลี้ยงไว้ ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา อาตมาทุกวันนี้ไม่ได้อะไรกับตัวเองเลยคนอื่นดูแลหมด ตัวเองเอาเวลาไปทำเพื่อผู้อื่นหมด ผู้ดูแลก็ปรารถนาดีทั้งนั้น อะไรมากไปไม่ให้ทำ อะไรน้อยไปก็เสริม เห็นดีตามที่พระพุทธเจ้าสอนหมด เสร็จแล้วเราก็ระลึกถึงผู้อื่น มี ปิยกรณะ ความรัก ในมิติที่สูง ทำไมอาตมาต้องมาแยก ความรัก 10 มิติ ให้พวกเราได้ศึกษา ตั้งแต่ ๑. กามนิยม (เมถุนนิยม) ๒. พันธุนิยม (ปิตปุตตาฯ) ๓. ญาตินิยม (โคตรนิยม) ๔. สังคมนิยม (ชุมชนนิยม) ๕. ชาตินิยม (รัฐนิยม) ๖. สากลนิยม (จักรวาลฯ) ๗. เทวนิยม (ปรมาตมันฯ) . ๘. อาริยนิยม (อเทวนิยม) ๙. นิพพานนิยม (อรหันตฯ) ๑๐. พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม) พ่อครูว่า...เป็นความลึกซึ้งของปิยกรณะ ครุกรณะรู้จักการเคารพกันโดยวัย โดยสมมุติ หน้าที่การงาน คุณธรรม ความสามารถ เคารพกันอย่างมีปัญญารู้การเคารพกัน ก็อยู่กันอย่างสมานสามัคคีไม่วิวาท อยู่อย่างช่วยเหลือกัน มี สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เป็นปึกแผ่น ชาวอโศกเป็นปึกแผ่นเขากลัว แต่เรามีคุณธรรมเขาไม่กลัว หากเราไม่มีคุณธรรมแต่เป็นปึกแผ่นเขากลัวนะ ไปไหนเป็นฤทธิ์เดช ยิ่งกว่าพระเจ้าตากมีคนแค่สามร้อยสี่ร้อยก็บุกเบิกตั้งประเทศชาติได้ แต่ของเราเขาไม่กลัวแม้เราเป็นปึกแผ่น แต่เรามีคุณธรรม เรามีเอกีภาวะแต่เขาไม่กลัวเพราะเรามีคุณธรรม มีจิตเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ทำงานมา 49 ปีเป็นผลสำเร็จ จนเป็นหมู่มีพฤติกรรมสังคม

_สม.กล้าข้ามฝัน.. _ส.ฟ้าไท...ตอนนี้ไปขอของใคร ใครก็ให้เลย ปล่อยวางได้ง่ายมาก

พ่อครูว่า...แต่ละชาติ หากไม่ปล่อยของที่เรามีนะ มันจะทับถมเราตายเลย หากยึดไม่ปล่อยไว้ตายเลย ก็อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็วนซ้ำ เกิดมาในชาตินี้สบายใจที่ได้ทำสิ่งประเสริฐ แล้วก็นอกจากนั้นยังประสพผลสำเร็จด้วย คือคนมารับฟังธรรมพระพุทธเจ้า ขออภัยต้องพูด… กระแสหลักหรือว่าสังคมพุทธกระแสหลัก มหาเถรสมาคม ไม่ได้เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสอนแล้วอธิบายเป็นผลสำเร็จอย่างอาตมาทำ อย่าหาว่าข่มนะ เอาง่ายๆ เขาพูดกันทำหมู่บ้านมีศีล _แม่ชี cnnพูด...เขาระดมทำหมู่บ้านศีล5 โดยสมเด็จช่วง...เขาก็ให้เขียนชื่อ สกุลว่าศีล 5 ส่งรายชื่อไป พ่อครูว่า...ปฏิบัติจริงไหม? เขาก็โกหก อาตมาว่าอาตมาไม่ได้บังคับ ไม่ได้ทำอย่างกดข่ม แต่พวกเราเข้าใจด้วยปัญญา ให้เห็นดีเห็นงาม มาเป็นคนมีศีลจริงๆตั้งแต่เด็กถึงคนแก่ ตายแล้วก็มีศีล ปฏิบัติได้ผลเป็นสมาธิ(อธิจิต) อธิจิตกับสมาธิ อธิจิต ที่เป็น ฌาน คนที่มาปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้า เอาศีลแต่ละข้อมาปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วเราก็สังวรระวังว่าเราเองมีศีล เราก็ปฏิบัติ อยู่กับทุกอย่างเครื่องกินเครื่องใช้คือโภชเนมัตตัญญุตา จัดสรรอย่างมีความรู้ อัญญุตา ว่าควรอย่างไร นอกจากควรอย่างไรแล้วให้รู้ว่าเรามีกิเลสกับอะไร มีแต่อุปโภคบริโภคเท่านั้นแหละในโลกนี้ที่เราสัมผัส แล้วอ่านว่ามีกิเลสอะไร ดูดหรือผลัก แล้วทำให้ตนเองไม่มีกิเลสเป็นผู้ตื่น เป็นชาคริยานุโยคะ แต่ก่อนเราเป็นคนหลับไหล แต่ตอนนี้มาตื่น มาเนกขัมมะหลุดพ้นออกจากกิเลสพวกนี้ ปฏิบัติศีล มีอปัณกปฏิปทา 3 เป็นหลักแต่กระแสหลักไม่ได้ศึกษาและไม่ได้เอาไปทำจริง หากมีสามอย่างนี้ปฏิบัติครบคือการปฏิบัติไม่ผิดไปจากศาสนาพุทธแต่ทุกวันนี้ไม่แล้ว ชาคริยาคือไปหลับตาปฏิบัติอีก ขนาดลืมตาคุณก็ยังไม่ตื่นจากโลกีย์กันเลย ปฏิบัติต้องลืมตาปฏิบัติ กับเครื่องกินเครื่องใช้ มีการสำรวมอินทรีย์ หากทำไม่เป็นก็แก้กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ได้ ตามอวิชชาสูตร ๑. การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ.การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง ๒. การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ..ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) ๓. ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ..การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) ๔. การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ . ๕. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น). เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ ๖. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต ๓ (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) ๗. ทุจริต ๓ เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ ๕ ๘. นิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของ.. อวิชชา ๙. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๒)

การไม่คบสัตบุรุษเพราะคุณไม่เชื่อ แม้พบแล้วก็ไม่เชื่ออันนี้คือมิจฉาทิฏฐิ ข้อ 10 แต่พวกคุณรู้ ว่าอาตมาคือ สมณพราหมณ์ที่เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) หากข้อนี้ไม่มี เขาก็ไม่เกิดสัมมาทิฏฐิได้ อาตมาพาทำมา 49 ปีจนเกิดผลขนาดนี้แต่เขาไม่เชื่อแต่เขาไปเชื่อเปรียญ 9 หรือพวกออกป่าเขาถ้ำเดินธุดงค์สู้สิงสาราสัตว์คือสัตบุรุษที่เขาจะไปฟังธรรมด้วย อาตมาว่าเป็นการล้มเหลวระเนระนาด เร่ิมต้นไม่ได้พบสัตบุรุษแล้ว แม้คบแล้วก็ต้องเงี่ยโสตสดับฟังให้บริบูรณ์ ๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต ๗. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ ๘. สติปัฏฐาน๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ . ๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)

โยนิโสมนสิการ เขาทำกันไม่ได้ เขาไปแปลกันเพียงว่าพิจารณากันให้ดี เขาไม่ได้เน้นที่มนสิการ คือการทำใจในใจ ให้มันถ่องแท้โยนิโสฯลงไปถึงที่เกิดถูกต้องสมบูรณ์ เขาทำแต่พิจารณาแต่ทิ้งการมนสิการไปเลย คำว่าโยนิโสมนสิการ หากคุณไม่มีสุริเปยยาลก็ไม่ได้ [๑๒๙] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [๑๓๑] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [๑๓๒] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [๑๓๓] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [๑๓๔] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [๑๓๕] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [๑๓๖] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค .

ยิ่งคุณทำฉันทะเป็นมูลได้ดีจะทำมนิสิการได้ดี จะต้องทำที่เวทนาเกิดละกิเลสให้ได้ กรรมฐานของศาสนาพุทธอยู่ที่เวทนา 108 ทำให้เกิดเนกขัมมะได้ออกจากกามออกจากกิเลส จนกระทั่งหมดกามหมดอัตตาล้างอัตตาได้ด้วยความไม่ประมาท นั่นคือผู้โยนิโนมนสิการได้สำเร็จ คนทำไม่ได้อย่างไล่เรียงมานี้ ผู้จะพ้นมิจฉาทิฏฐิมีสองอย่างคือ ต้องฟังสัตบุรุษหรือฟังคนอื่นที่คุณไม่เคยเชื่อฟังเชื่อถือ ก็ฟัง หากคุณฟังคนที่คุณเชื่อมาแล้ว คุณปฏิบัติตามได้อรหันต์หมดแล้ว หากเป็นสัมมาทิฏฐิจะโยนิโสมนสิการได้ถูกต้อง ปัจจัยเกิดสัมมาทิฏฐิ 2 ๑.ปรโต จ โฆโส จ (การได้ฟังสัจจะมุมอื่นจากผู้รู้อื่นๆ หรือจากบัณฑิตอื่น จะไม่ติดยึดแต่ภูมิรู้เดิมๆ ของตน) ๒. โยนิโส จ . มนสิกาโร (ปรับใจ ปฏิบัติกระทำใจให้ละเหตุแห่งการเกิดกิเลสที่ใจ กระทำใจละให้เป็น ให้ถ่องแท้ ให้หยั่งลงไปถึงแดนเกิด คือ สมุทัย ที่ใจ) แต่พวกคุณมาฟังอาตมาเป็นอาริยบุคคลไปตามลำดับ แต่เขาจะยืนยันจะกล้าพูดไหมว่าตนเป็นพระอาริยะ ไม่ใช่ของพูดเล่นนะ ปรโตโฆษะคือต้องฟัง แม้คุณไม่ศรัทธาแต่เขาเป็นสัตบุรุษ ต้องฟัง แต่คุณไปฟังอาจารย์เก่าๆที่เคยฟังมาว่าเป็นพระกรรมฐาน ที่อายุยาวๆ บางคนเกินร้อยปี เขานับถือว่าเป็นอาริยะ กัน จะเป็นอย่างไร… จบ 620911_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สังคมสาธารณโภคีที่มีผลสำเร็จจริงในโลก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน