สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ป่ากับศาสนาพุทธ 2.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข16 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ป่ากับศาสนาพุทธ 2 ต่อมา อาตมากำลังอธิบายถึงเรื่องที่เข้าใจผิดกันในศาสนาพุทธมากเลย คือ เรื่องของ ภาษาสองคำ ภาษาไทยๆง่ายๆคือคำว่า ดง กับคำว่า เดิน โดยเข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้านั้นคำว่า ธุตังคะ ภาษาบาลีคือองค์แห่งธุตะ แล้วก็ไปเข้าใจตีความหมายคำว่า ธุตังคะ หมายถึงออกดงออกป่า หรือแปลว่าธุดงค์คือการเดิน ซึ่งไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ศาสนาพุทธไม่ได้วุ่นวายกับออกดงออกป่าหรือการเดิน แต่ในอินเดียเดินมาก ภิกษุสมัยพระพุทธเจ้าออกบวชแล้วก็เดินตลอด เดินไปเดินมา ยิ่งยุคพระพุทธเจ้าไม่มีรถราอะไรมากมาย จึงได้แต่เดินไปเดินมา ไม่ได้ออกป่า แต่เป็นความจำนนที่ต้องเดินเท่านั้นเอง เดินเหยียบนาเหยียบข้าว ไม่ใช่ป่า จนกระทั่งชาวบ้านเดือดร้อนว่า พระของสมณโคดมเดินไปเหยียบข้าว ให้หยุดเสียบ้าง พระพุทธเจ้าจึงออกกฎระเบียบว่า ในเข้าพรรษาให้หยุดเดิน หน้าของการทำนา ฤดูฝน ก็แสดงว่า เดินในเมืองในนา ที่ไม่ใช่ป่า เดินเหยียบนาเหยียบข้าว ก็ประชาชนเดือดร้อน พระพุทธเจ้าจึงออกกฎระเบียบให้หยุดเดินออกไปในหน้าฝน จึงเรียกว่าจำพรรษาให้อยู่กับที่ ก็เป็นอย่างนี้ มีหลักฐานต่างๆในพระธรรมวินัย ยืนยันชัดเจน ว่ามันไม่ใช่เรื่องลึกลับ ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร ทีนี้ไปเข้าใจผิดว่าเดินเป็นเรื่องสำคัญมากของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องไม่จริง อยู่กับที่ได้ เดินก็ต้องเดิน ไม่ก็ขึ้นพาหนะ ไม่เห็นเป็นอะไร ไม่ใช้พาหนะเทียมกับสัตว์ ก็ไม่เบียดเบียนสัตว์ ใช้กลไกของเครื่องยนต์อุตุนิยาม จะขึ้นเครื่องบิน รถยนต์ จะขึ้นเรืออะไรก็ได้เป็นพาหนะสบาย เพราะฉะนั้นก็อธิบายหรือว่าค้านแย้งให้เห็นว่า เรื่องเข้าใจผิดว่า นักบวชของศาสนาพุทธนั้นเมื่อบวชแล้วก็ต้องออกธุดงค์ บวชแล้วต้องเดินธุดงค์จึงจะถือว่าเป็นพระปฏิบัติ เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง ก็

อ่านต่อ

ขอยืนยันว่ามันเป็นอวิชชา แปลเป็นไทยว่าโง่ เป็นความเข้าใจผิดอย่างโง่เป็นอวิชชา เพราะฉะนั้นคุณจะปฏิบัติ ตามพระธรรมวินัย ถึงเวลาเดินก็เดิน ถึงเวลาไปก็ไป ถึงเวลามาก็มา ยิ่งทุกวันนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทย ถ้าพระภิกษุไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งก็ผิดกฎของสงฆ์ในเมืองไทย ซึ่งจริงๆแล้วภิกษุในศาสนาพุทธเป็นผู้ที่ทิ้งบ้านช่องเรือนชานไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เพราะฉะนั้นก็นอนรุกขมูลโคนไม้ ตามแต่จะไปได้ ไม่ไปบุกรุกเรือนที่มีเจ้าของ เรือนที่ไม่มีเจ้าของก็พักได้ เป็นเรือนว่างเลยก็อาศัยเรือนว่างไป ปฏิบัติธรรมได้ จะเดินก็เดินจะไปจะมานอนใต้ต้นไม้ นอนกลางแจ้งอะไรก็ได้ ลอมฟาง สมัยโบราณก็มีนาไร่ มีสวนมีป่าเยอะ สมัยนี้จะมานอนข้างป่าคอนกรีต ข้างถนน ข้างตึกคอนกรีตก็ดูกระไร ก็นอนให้เหมาะสมหน่อย แต่เดี๋ยวนี้ไปเดินบนดอกไม้ข้างถนนเดินเต๊ะท่าชะมัดเลย เห็นแล้วมันน่าสงสาร ทำอะไรอย่างไม่เดียงสาเลย ไม่มีความรู้เรื่องศาสนาพุทธเลย เป็นวิภูสนัฏฐานา ประดับตกแต่ง เดินธุดงค์ทำก้าวย่างสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นรูปเป็นร่าง เป็นนักประดิษฐ์ ดูแล้วขออภัยเถอะ มันน่าเวทนา ที่จะต้องใช้ภาษาที่เป็นสมมติของคนว่าทุเรศ มันน่าเวทนาสงสารถึงขั้นต้องใช้ภาษาว่าทุเรศ เป็นความไม่เข้าใจ แต่จริงๆอารมณ์ของอาตมาว่าสงสารหรือเวทนา แต่ต้องใช้ภาษาว่าทุเรศคือไม่น่าจะทำอย่างยิ่ง ไม่ได้พูดหยาบแต่อธิบายสัจธรรมนะ ใช้ภาษาสื่อสภาวะที่ต่ำที่สูง แต่สภาวะที่เขาทำมันต่ำเหลือเกิน ภาษามันไม่พอจึงจำเป็นต้องใช้ภาษาทางโลกให้ชัดๆ ว่ามันน่าทุเรศ น่าทุเรศทุรังการจริงๆ เขาไม่เข้าใจประสีประสาในเรื่องศาสนาพุทธเลย กลายเป็นศาสนาปรุงแต่งประดับประดา แม้แต่ศาสนาลัทธิที่เขามีมาในโลก ยังไม่เคยมีใครทำได้เท่านี้ ปรุงแต่งได้บ้าบอคอแตกขนาดนี้ อย่างที่ธัมมชโยทำ ขออภัยที่เหมือนมองเขาไปในทางร้าย แต่ต้องขยายความสภาวธรรมที่หนักหนาสาหัส ของความเป็นสภาวะธรรมนั้นๆ ไม่ได้เกลียดชัง แต่สงสารเวทนาในความไม่รู้ในความโง่

ธุดงค์คือความเคร่งของศีล เคร่งแล้วปฏิบัติได้แล้วมันไม่เคร่ง มันก็สบาย ศีลที่เคร่ง ปฏิบัติได้เป็นปกติสามัญ ผู้ที่บรรลุ ธุดงค์ หรือธุตังคะแล้ว ใครเห็นก็จะบอกว่าเคร่ง แต่ท่านก็สบายๆ ที่ธัมมชโยทำเป็นการสร้างภาพตัวยงคนหลงงมงาย ติดเอาโลกีย์เยิ้มมาหลอก คนหลงโลกีย์ก็คลั่งไคล้จนถอดถอนไม่ได้ น่าสงสาร นี่คือตัวอย่างของความเสื่อมหนักของศาสนา เป็นการตีลังกากลับ เอาความสวยมากลบเกลื่อนความน่าทุเรศ สวยพริ้งคือการปรุงแต่ง ทุเรศ อภิมหาทุเรศ แล้วหลงผิดว่าเป็นสิ่งที่เลอเลิศประเสริฐหรู ที่เขาหลงใหลคลั่งไคล้ แม้แต่ตัวเจ้าลัทธิเองคือธัมมชโย กับลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย มันก็เลยเป็นภาระหนักของศาสนาพุทธในสังคมประเทศชาติยุคนี้ เป็นความเลวจัดของกลุ่มในศาสนาพุทธในยุคนี้ คำว่าธุดงค์ไม่ได้แปลว่าออกป่าหรือไปเดิน แปลแบบสองอย่างนี้เป็นการแปลที่ผิด แล้วธัมมชโย เอามาปรุงแต่ง เต๊ะท่าเดินบนถนนยาวๆ ขวางทางจราจรเพื่อสร้างเท่ห์ให้แก่ตัวเอง เอาอำนาจของคนหมู่มากมาทำจนกระทั่งเจ้าหน้าที่เจ้าพนักงานเขาไม่กล้าทำอะไร เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีความรู้เรื่องศาสนาว่ามันเป็นเรื่องนอกรีตศาสนา จับได้เลย ปิดถนนบิณฑบาตหมื่นองค์ แต่เชื่อเถอะโกหกโลก ไม่ถึงหมื่นหรอก แสนรูป ล้านรูป อันนี้ ทั้งนั้นไม่ถึงทั้งนั้น แต่ขู่ด้วยตัวเลขโกหกหลอกลวงโลก นี่คือการกระทำของวัดธรรมกายธัมมชโย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องปราบให้สิ้นเสี้ยนหนามวันนี้เลยจริงๆ ล้มและปิดวัดพระธรรมกายเลย จึงจะถูกต้อง อย่าให้เหลือซาก ที่บอกว่าเป็นพระ เพราะพระเหล่านั้นคือพระโง่อยู่ในวัดธรรมกายคือพระอวิชชาทั้งนั้น จะไปบวชก็บวชวัดอื่น อย่ามางมงายอยู่กับเรื่องนรกอเวจีนี่เลย นี่มันหลุมนรกอเวจีที่มันหลอกลวง เป็นวิมานสวรรค์วิมานฟ้าอะไร เขาปรุงแต่งเป็นวิมานสวรรค์ชั้นฟ้าหรูหราสวยงามอะไรของเขาไม่รู้ ชูเชิด แล้วบอกว่าที่นี่มีเปรียญ 9 มากที่สุด มี Doctor มีนักรู้ งดงาม เสื้อผ้าหรูหรา ไม่มีผ้าบังสุกุลเลย ผ้าเก่าผ้าหมองไม่มีเลย จะบอกว่าฟ้ากับเหวก็ยังไม่เท่า ห่างกันขนาดคนละ Galaxy เลย ไม่รู้กี่ล้านปีแสง สู่แดนธรรมว่า...แม้คำว่าเดินจงกรมก็แปลผิด พ่อครูว่า... ใช่ จงกรมแปลว่าการเดิน ไม่ใช่เดินแบบที่ทำกัน แต่เป็นการเดินธรรมดาอย่างศึกษาที่ต้องดูว่า มีกิเลสเข้าไปร่วมปรุงแต่งหรือไม่ แต่ถ้าเดินแล้วทำให้เกิดกิเลสเพิ่มขึ้นให้คนหลงยกย่องชมเชย มีลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเป็นโลกธรรม เดินให้สวยงดงามเลย ทั้งนั้นเลย เป็นมัณฑนายะทั้งนั้น ตกแต่ง ยกย่องให้เป็นวิภูสนัฏฐานา สวยงาม มันโลกีย์ล้านเปอร์เซ็นต์ จากการปรุงแต่งที่มิจฉาทิฏฐิ ศาสนาพุทธมีคำว่า ดงและเดิน ซึ่งออกนอกเขตศาสนาพุทธมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาทิฏฐิในการออกป่าดง หรือความเข้าใจผิดคำว่าธุดงค์แปลว่าการเดิน การออกป่าออกดงผิดไปไกลเลย ซึ่งมันไม่มีในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธไม่ออกป่าออกดง แม้แต่ผู้ที่จะปฏิบัติเชิงไปอยู่ในป่าบ้าง ท่านก็มีกำหนดว่าอย่าห่างจากหมู่บ้านไม่เกิน 2 กิโลเมตรหรืออย่างไร ท่านมีพระวินัยกำกับ ไม่อย่างนั้นก็จะเข้าใจผิด กลายเป็นออกป่าเขาถ้ำไปสู้กับเสือสิงห์ เอามาเล่ากันอีกต่อไป ว่าไปลูบหัวเสือมาแล้ว เป็นความน่าสงสารมากเป็นความไม่เดียงสา สมัยนี้เดินก็เดินไปกิจธุระ ถ้าไม่มีกิจจะเดินจะไปเดินทำไม เถรสมาคมต้องออกกฎระเบียบให้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่ไปให้เที่ยววุ่นวายเดินไป เดินไปเหยียบข้าวนั้นมันสมัยพระพุทธเจ้า ก็เดินไปชนรถราเขาทั้งหมด เพราะคุณเหนียว คุณเป็นพระเก่งธุดงค์กรรมฐาน มีคาถา ชนรถราเขาพังหมด พูดประชดแดกดันไป ก็บอก ก็ว่าอยู่กันพอควร อาตมาเคยพาพวกเราเดิน จากนครปฐมไปโคราช ค่ำไหนก็นอนนั่น โอ้โห ใช้เวลาเป็นเดือน ขากลับไปถึง ยังจำได้ ก่อนเข้าแดนอโศก ฝนมันมา โอ้โห ยังนึกถึง สิกขมาตุสดใส ร้องไห้เลย ทั้งฝนทั้งลม

พระไตรปิฎกเล่ม 8 ข้อ 1191 ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก. 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5 จำพวก นี้แล. พ่อครูว่า…ใน 5 ข้อนี้ มีแต่ข้อ 5 เท่านั้น ที่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง นอกนั้นผิดหมด แต่แม้แต่ข้อ 5 ความเงียบสงัด ความสันโดษ ขัดเกลา มักน้อย ไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่า เพราะว่า ป่า ตัวมันเองก็ไม่มีการปรุงแต่งโลกียะอะไรมาก มันเป็นธรรมชาติมันขัดเกลาตัวมันเองอยู่แล้ว เป็นความเงียบสงัด จากความเป็นโลกียะ ด้วยความเป็นกิเลส คำว่าเงียบสงัด ไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีเสียง ไม่มีอะไร มันก็ใช่ ไม่มีเสียงโลกีย์ ไม่มีเสียงรถยนต์ผู้คนโวยวาย เถียงกันในเรื่องลาภยศสรรเสริญจนจะต้องอุดหู ก็อาศัยตรงนี้เหลือเศษเนื้อข้างเขียงเป็นสูตรที่ถูกต้อง แต่ที่จริงแล้วความสันโดษขัดเกลา มักน้อย เงียบสงัด เป็นความยิ่งใหญ่ที่ต้องปฏิบัติ ว่าคุณต้องเป็นคนมักน้อยท่ามกลางความมาก ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมาก แต่คุณต้องมักน้อยได้ ต้องเป็นคนสันโดษ พอ แม้จะมีเยอะคุณก็ต้องหยุดได้ พอได้ ต้องสามารถขัดเกลากิเลสของคุณ คุณลดกิเลสลงหมด เงียบหยุด คำว่าสงัดหรือหมด ไม่ได้หมายความว่าต้องเงียบๆนิ่งๆออกป่า แต่นิ่งในใจ อย่างนั้นพาซื่อโง่ๆ เงียบสงัดหรือหยุดคือ จิตเงียบ อกุศลจิตไม่มี มีแต่ความแคล่วคล่องว่องไวของเวทนา สัญญา สังขาร เป็นกายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา อยู่กับโลกอย่างคล่องแคล่วแข็งแรง ไม่ใช่อยู่กับโลกอย่างทื่อไม่มีอะไรกะดุกกะดิก เรื่องหยาบๆจนละเอียด เลยอธิบายยาก มันหยาบมากจนละเอียดมาก อธิบายไปก็ยากเข้าใจกัน ผู้เข้าใจได้ก็ดี ในห้าข้อแรกนี้ สามข้อแรกซวยหนัก 1.โง่เขลา 2.ลามก 3.บ้า 4.ไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าและสาวกพระพุทธเจ้าสรรเสริญการอยู่ป่า แท้จริงแล้ว ท่านไม่ได้สรรเสริญ แต่ท่านดูถูกการออกป่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ดี ไม่ได้ว่าคนอย่างโพธิรักษ์ จะชั่วอย่างไรก็ไม่ก่นด่า แต่อาตมาต้องจำนนที่ต้องทำ ต้องชี้ให้ชัด เพราะมันไม่รู้ ขนาดพูดชัดขนาดนี้ยังไม่กระเตื้องเลย ยังบอกว่า ตนเองหลงผิดก็หลงไป ฉันก็จะออกป่า ฉันก็จะเดินธุดงค์ จะทำไม พระพุทธเจ้าก็สอนกายคตาสติ จะเดินก็เดิน จะก้าวจะยืนจะนั่งจะนอน ให้ดูว่ามีกิเลสซ้อนในนั้นหรือไม่ แต่นี่ ที่ไปเดินอย่างมีกิเลสเต็มรูปเลย เดินอย่างประดับตกแต่งเหมือนธรรมกาย ไปเดินข้างถนนอย่างนั้น แล้วตกแต่งถนนเขาด้วยนะ สมณะเดินดินว่า...เดี๋ยวนี้แม้แต่พระเขมรก็ยังรู้ว่าออกไปแต่งตัวแล้วไปเดินในถนนอย่างนั้นจะได้เงิน เพราะเป็นพระธุดงค์และคนจะถวายเงินทอง พ่อครูว่า...เป็นความหลงโง่งมงาย ก็หลอกคนโง่ได้ โง่เขลางมงาย มีความปรารถนาลามก และถูกครอบงำด้วยความปรารถนาลามกนี้ ทั้งวิกลจริตจิตฟุ้งซ่าน และหรือข้อ 4. เข้าใจผิดว่าพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้าสรรเสริญการอยู่ป่า ท่านสรรเสริญที่ไหน ต้องทำความเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าให้ดี แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เป็นคนไปเบ่งข่ม ขนาดพระพุทธเจ้ายังไปหลงทำตามเลย ตอนออกบวชแรกๆก็ไปเข้าป่ากับเขา แล้วไปค้นพบว่ามันไม่ใช่ทาง พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 9 ข้อ 163

ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4 ดูกรอัมพัฏฐะ วิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้แล มีทางเสื่อมอยู่ 4 ประการ 4 ประการเป็นไฉน? 1. ดูกรอัมพัฏฐะ สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ หาบบริขารดาบสเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคผลไม้ที่หล่น สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่หนึ่ง. [164] 2. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง. [165] 3. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม. [166] 4. ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง 4 นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่ 4. ดูกรอัมพัฏฐะ ทางเสื่อมแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้มีอยู่ พ่อครูว่า...การจุดธูปจุดเทียนบูชาไฟเป็นเรื่องนอกรีตศาสนาพุทธ แต่เดี๋ยวนี้มีเต็มไปหมดทุกวันถ้าวันไหนไม่มีจุดธูปเทียนบูชาไฟถือว่าไม่ใช่ที่ของศาสนา อย่างอโศกนี่ มีพระพุทธรูปแล้วไม่มีที่จุดธูปเทียนบูชา เขาก็เลยเดินผ่านไปมาไม่กราบ เป็นพระองค์เบ้อเร่อ บางคนที่จะยกมือไหว้ น้อย นอกนั้นก็เดินดู ไม่มีธูปเทียนบูชาให้จุด ก็เลยบอกว่ามันเหมือนพระ เหมือนพระพุทธรูปแต่ถ้าไม่มีจุกกลางหัวแหลม นอกนั้นก็เหมือนนะ หูยาวๆ นั่งดูเหมือนพระพุทธรูปเหมือนกัน คนที่ถูกครอบงำความคิดแล้วก็เลยไม่รู้เรื่องรู้ราว แทนที่ใครไปมาแม้แต่คนข้างนอกมาเป็นช่างอะไรในนี้ ไม่เคยกราบไม่เคยเคารพ พวกเราก็ไม่เคยกราบเคารพให้เขาเห็นด้วย พวกเรารู้ว่าเวลาที่ควรกราบ พวกทิเบตก็กราบจังกราบเกิน เกรงใจอยู่นะ แต่ไม่ปราบก็หลงงมงายกัน การไปหลงออกป่าพอทำเนา ดันผ่าเอาสิญจนยัญ อัคคียัญมาใช้เสริมไปอีก นี่ไม่ได้ออกป่านะ เป็นแต่เพียงว่าเมื่อหาผลไม้กินไม่ได้เลยสร้างเรือนไฟล่อคน ดึงคนข้างป่านั้นแหละ ผู้ใดผ่านมา เหมือนเป็นนักบวชผ่านมา ที่นี่ก็จะรับมาเลย แล้วมาทำพิธีบูชาไฟบูชาน้ำอะไรพวกนี้ไป ครบเครื่อง ทั้งหรูหรายิ่งใหญ่ เหมือนกับธรรมกายนี้ แล้วก็นั่งสวดมนต์กันเป็นล้านเที่ยว ปรุงแต่งกันทำไป แม้แต่เศษสะเก็ดของศาสนายังไม่มีเลย ได้แต่ดอกใบ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบศาสนาพุทธ วิมุติเปรียบเหมือนแก่นไม้ ปัญญาเปรียบเหมือนกระพี้ไม้ สมาธิเปรียบเหมือนเปลือกไม้ ศีลเปรียบเหมือนสะเก็ดไม้ ส่วนลาภ ยศ สรรเสริญเปรียบเหมือนใบไม้ดอกไม้ที่อร่ามเรืองบนต้น ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีสะเก็ดไม่มีเปลือก กระพี้คือปัญญา แก่นคือวิมุติไม่มีเลย มีแต่ดอกใบผล อยู่ข้างบนเท่านั้น นี่คือศาสนาพุทธที่เป็นอยู่ ลาภสักการะเสียงสรรเสริญเท่านั้น เป็นพระครู เป็นเจ้าคุณ เป็นพระพรหมเป็นสมเด็จ เต็มไปหมด มีอยู่เท่านั้น แต่ก็มีตำแหน่งหน้าที่มีลาภสักการะ มีเงินดาวน์เงินเดือน ชั้นสูงสุดเรียกว่านิตยภัต ซึ่งมันเป็นเรื่องออกนอกรีตศาสนาพุทธจนกระทั่งอาตมาเห็นแล้ว พูดไปก็มีแต่ไปว่า ไม่รู้จะทำอย่างไรเลี่ยงไม่ออก ได้แต่ตำหนิได้แต่เหมือนดูถูก ก็ต้องขออภัยด้วย ไม่ได้ทำเพื่อที่จะยกตนข่มใคร ไม่ได้ทำเพื่อลาภสักการะ ไม่ได้ทำเพื่อจะอวดดิบดี ว่าฉันนี่แหละเป็นผู้รู้ คุณจะต้องมาเคารพนับถือฉันนะ ฉันเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนานะ แต่ที่เขาทำนั้นไม่มีทางลดละกิเลสได้เลย บวชไปแล้วบริบูรณ์สมบูรณ์ที่สุดจะเป็นอย่างไร ได้เป็นพระผู้ยิ่งใหญ่ ตำแหน่งสูงสุด นั้นก็คือพระที่ส่วนใหญ่บริหารศาสนาอยู่ บางส่วนไปเป็นพระป่าก็ยังเอาตำแหน่งไปใส่ให้ท่านนะ พระที่นั่งสมาธินั้นได้อย่างเก่งก็เป็นขั้น เป็นสมเด็จแล้ว

อยากจะขยายความ ข้อที่ 5 พวกที่หลงยึดถือป่า ข้อที่ 1-4 ไม่ยาก 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า ที่จริงมีคำพูดว่าเรายินดีในป่า ยินดีในเรือนว่าง ยินดีในเสนาสนป่า ไม่ใช่บอกว่าหลงไปอยู่ป่า ขอถามเอาอาตมาเป็นตัวยืนยัน อาตมาออกบวชแล้วไม่เคยบุกป่า แต่อาตมาพาสร้างป่าทุกแห่งที่ไปอยู่ แดนอโศกเป็นที่ของเขา พอมามีที่ของเราแห่งแรกคือปฐมอโศก อาตมาก็พาสร้างป่าจากนาเน่าๆ ถมที่ ปลูกต้นไม้ จนเดี๋ยวนี้ปฐมอโศกเป็นป่า สร้างพุทธสถานทุกแห่งก็เป็นป่า มาอยู่ที่ราชธานีอโศกเป็นดินแดนน้ำท่วม มีแต่ไม้พุ่ม ไม้ริมทาง เราก็พยายามสร้างปลูกต้นหมากรากไม้ ปลูกต้นไทรปลูกต้นฉำฉา ที่เป็นไม้เบญจพรรณ ตอนนี้ปลูกต้นยางเยอะ ต้นอะไรที่ควรปลูก เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าอาตมาไม่ได้พูดแต่ปาก พูดแล้วทำด้วย ผู้ที่เข้าใจในสิ่งที่มันถูกต้องว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญป่า แต่มีใจยินดีในความเป็นป่า ซึ่งมันเป็นเรื่องอธิบายยาก พระสมัยพระพุทธเจ้ามีป่าเยอะ ขนาดวังก็ยังเป็นป่าเลย พระเจ้าอชาตศัตรูเดือดร้อนที่ตัวเองฆ่าพ่อ ต้องหาวิธีแก้ไขทุกข์นี้ ชีวกโกมารภัตก็เลยบอกว่า ไปพบพระพุทธเจ้าที่อยู่ข้างๆนี้ อยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ก็ยกขบวนไปม้า 500 ช้าง 500 ไปหาพระพุทธเจ้าตอนเกือบมืด เข้าไปหาพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งไม่ได้ไกลกันเลย ต่างๆนานาพวกนี้ มีทางประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์ ถ้าเข้าใจแล้วศาสนาพระพุทธเจ้านั้น 1 ไม่ได้มุ่งออกป่าแต่ก็ต้องยินดีในป่า สร้างป่าในเมือง เพราะฉะนั้นการสร้างป่าในเมืองก็คือสร้างวัดป่า ป่าอะไร ป่าคือสวน สวนเจ้าเชต สวนมะม่วง สวนไผ่ เวฬุวัน เชตวัน ก็มีหลักฐานยืนยัน แต่จิตใจมันมุ่งหมายผิด มีความปรารถนาลามก ก็เลยเห็นว่าต้องออกป่าดง แม้ข้อ 5. สภาพของป่า มันมีคุณลักษณะพิเศษตรงที่มักน้อย สันโดษ ขัดเกลา เงียบสงัด เป็นคุณสมบัติอันวิเศษของมนุษย์ สร้างอันนี้ใส่ตนให้ได้ในจิต ถ้าหากจิตใจเรามักน้อยสันโดษดังกล่าว เงียบสงัดจากกิเลสต่างๆ เราก็เอาความดีงามนั้นมาให้แก่ตัวเอง ไม่ใช่ไปลงพื้นที่ภูมิศาสตร์ ที่มีความมักน้อยสันโดษเงียบสงัดขัดเกลา ที่เป็นคุณสมบัติของมันเอง ที่แปลจากบาลีว่า อิทมตฺถิตฺเว จิตใจที่สงัดจากกิเลส จิตใจยิ่งไม่เงียบยิ่งแข็งแรงเร็วไวเสียงดัง ไม่ใช่เงียบ บื้อทื่อ คุณสมบัติมักน้อยสันโดษขัดเกลาเป็นคุณสมบัติของจิต จิตใจที่มีความมักน้อยสันโดษขัดเกลาสงัดจากกิเลส จิตอย่างนี้เป็นจิตที่ยิ่งมีคุณสมบัติมักน้อย ยิ่งเป็นผู้ที่เป็นจอมเศรษฐศาสตร์ หรือสันโดษ เป็นจิตที่มีความเพียงพอ ใจพอสันโดษสุดยอดแห่งเศรษฐศาสตร์อยู่กับสังคมประเทศชาติ เป็นคนขัดเกลา ขัดเกลาความสุจริตกายวาจาใจหรืออกุศล ขัดเกลา เป็นคนที่มีจิตสงัดจากกิเลส ถ้าอย่างนี้คือคุณสมบัติอันวิเศษที่เป็นป่าหรือธรรมชาติ มันก็มีคุณสมบัติอันนี้อยู่ในธรรมชาติของมัน เขาก็ไปเอาเศษเนื้อข้างเขียง อิทมตฺถิตฺเว นิสฺสาย อารฺโก คือมันเป็นเรื่องที่อาศัยสิ่งเหล่านี้ทำประโยชน์ ถ้าคนมีจิตมักน้อยสันโดษขัดเกลาสงบจากกิเลส คนนี้ก็อยู่ในเมือง แต่เป็นคนมีป่าในหัวใจเต็มเลย มีความมักน้อยสันโดษขัดเกลาสงัดจากกิเลส เต็มๆอยู่ในจิต แม้จะอยู่ในเมือง เป็นจิตที่บริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นการงานอันวิเศษที่ประเสริฐอยู่กับสังคมเลย เป็นการงานอันเหมาะสมควรไม่มากไม่น้อยไป ได้สัดส่วนพอเหมาะพอดี เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าใจความมักน้อยสันโดษขัดเกลาเงียบสงัดที่เป็นคุณสมบัติของธรรมชาติ ก็อาศัยอันนี้ เหมือนกับขอเศษเนื้อข้างเขียงของป่า ที่จริงไม่ใช่เศษเนื้อข้างเขียงแต่เป็นเนื้อแท้ความพิเศษของป่า มันมีความมักน้อยสันโดษขัดเกลา แต่คนกลายเป็นคนหลงป่าโง่เขลามันคนลามกฟุ้งซ่านคนบ้า หรือว่านึกว่าพระพุทธเจ้าสรรเสริญการออกป่า ก็เลยออกไป แต่ที่เก่งจริงๆคือจะเอาประโยชน์จากธรรมชาติของป่าได้ ถ้าไม่เก่งพอไม่ฉลาดพอจะกลายเป็นถูกป่าเอาใจเธอไปหมดเสียแน่ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอุปาลิสูตร

ล.24 ข้อ 99 อุปาลีสูตร...ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาเพื่อสร้องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี เสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด อยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิจักสร้องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัดผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนมีห้วงน้ำใหญ่อยู่ มีช้างใหญ่สูง 7 ศอกหรือ 7 ศอกกึ่ง มาถึงเข้า ช้างตัวนั้นพึงคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ เราลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้วพึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมากลับไปตามต้องการ ช้างนั้นลงสู่ห้วงน้ำนั้นแล้วพึงขัดถูหูเล่นบ้าง ขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้วจึงอาบ ดื่มขึ้นมาแล้วกลับไปตามต้องการ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าช้างนั้นเป็นสัตว์มีร่างกายใหญ่ ย่อมได้การลงในน้ำลึก ครั้นกระต่ายหรือเสือปลามาถึง (ห้วงน้ำนั้น) เข้า กระต่ายหรือเสือปลาพึงคิดอย่างนี้ว่าเราเป็นอะไรและช้างใหญ่เป็นอะไร ไฉนหนอ เราพึงลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้วจึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมาแล้วกลับไปตามต้องการ กระต่ายหรือเสือปลานั้นก็ลงสู่ห้วงน้ำนั้นโดยพลัน ไม่ทันได้พิจารณา กระต่ายหรือเสือปลานั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือจักจมลงหรือจักลอยขึ้นข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่ากระต่ายหรือเสือปลานั้นเป็นสัตว์มีร่างกายเล็ก พ่อครูว่า...ผู้ที่จะออกป่า หากไม่มีสมาธิแข็งแรงออกป่าไม่จมก็ฟู ไม่จมดิ่งบาดาลก็ลอยออกไปนอกโลก ไม่จมก็ฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือน กระต่าย เสือปลา มีรูปร่างเล็ก ไม่เหมาะลงน้ำ ผู้บรรลุธรรมมีจิตเป็นสมาธิแล้ว จะไปในป่าหรือเมืองก็มีจิต ไม่หวั่นไหวตกต่ำ จิตใจจะไม่เป็นอะไรเลย ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ไม่ว่าจะเจอกับโลกธรรมในป่าหรือในเมืองคือจิตที่บรรลุธรรม เกิดผลจากการปฏิบัติ เกิดฌานและเกิดวิมุติ เป็นจิตที่ตั้งมั่นทำได้ก็ค่อยมีจิตเจริญขึ้น เป็นฌาน เป็นวิมุติสั่งสมตกผลึก ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ผู้ที่เป็นสมาธิจึงไปป่าเขาถ้ำหรือไปที่ไหนก็ได้ ออกเมืองออกป่าไปที่ไหนได้หมด สมาธิไม่ใช่การสะกดจิต แต่เป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่ปฏิบัติลืมตาไปตามลำดับ สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอจินไตย เป็นฌานวิสัย พุทธวิสัย เข้าใจยาก รู้ไม่ได้ง่ายๆสมาธิของพระพุทธเจ้า แต่สมาธิของฤาษีชีไพร โลกียะดูไม่ยากหรอก เข้าใจไม่ยากหรอกไม่เป็นอจินไตยเลย แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่คิดเอา เดาเอาไม่ได้ คาดคะเนเอาไม่ได้ ผู้บรรลุความเป็นสัมมาสมาธิของศาสนาพุทธแล้ว จึงจะรู้ด้วยตัวเองเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นจะต้องปฏิบัติไปตามลำดับ หนึ่ง ปฏิบัติศีลเบื้องต้น จากศีลก็มีกายวาจาใจ กายสามข้อ วจีหนึ่งข้อ ใจหนึ่งข้อ เรียกว่าศีล 5 ปฏิบัติศีล 5 นี้ให้จิตเป็นสมาธิ ก็เป็นโสดาบัน ไม่ใช่ว่าปฏิบัติสมาธินั่งหลับตาแล้วเป็นพระอรหันต์เลย ไม่ใช่ ต้องมีองค์ประกอบด้วยศีล ถ้าไม่มีองค์ประกอบด้วยศีลเป็นลำดับๆอย่างมหัศจรรย์ ไม่เป็นขั้นตอนเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย ก็เละ สมาธิขั้นแรก จิตสงบจากกิเลส มีศีล 5 เป็นเบื้องต้น ก็เป็นโสดาบัน ศีล 8 เป็นสกิทาคามี ศีล 10 เป็นอนาคามี ศีลนอกนั้นไปเป็นศีล 26 เป็นพระอรหันต์ได้เลย เคยได้ยินใครอธิบายศีลอย่างอาตมาไหม ถ้าศีลไม่ใช่เครื่องชี้บอกว่าคุณจะเป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ คุณพูดไม่ออกพูดไม่ได้ ทุกวันนี้บอกว่าโสดาบันเป็นอย่างไรประมาณหนึ่ง จิตไม่มีกิเลสระดับหนึ่งแบบนี้โมเมอยู่ จะต้องมีขนาดกำหนด มีกรอบ ปฏิบัติศีล 5 เป็นเครื่องชี้บ่ง ศีล 5 ทำให้จิตใจเป็นสมาธิเป็นวิมุติได้ เป็นสมาธิเป็นวิมุติ ต้องมีปัญญารู้ตลอดว่าศีลเป็นอย่างนี้ สมาธิเป็นอย่างนี้เป็นวิมุติอย่างนี้ ปัญญาจะเป็นตัวอธิปัญญา รู้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน