สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความสำคัญของอุเบกขากับปุญญาภิสังขาร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข16 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความสำคัญของอุเบกขากับปุญญาภิสังขาร _หากมีเวลาพอขอความกรุณาขยายความคำว่าอุเบกขากับปุญญาภิสังขาร พ่อครูว่า... มันจะยาวนะ คำสองคำนี้เป็นคำที่เป็น key word ของศาสนาอย่างสำคัญ อุเบกขา เป็นภาษาที่บ่งบอกถึง ฐานนิพพาน ถ้าผู้ใดปฏิบัติธรรมให้จิตเป็นอุเบกขา และเป็นอุเบกขาแบบเนกขัมมะ เนกขัมสิตอุเบกขาประพฤติทำให้จิตใจเป็นแบบนั้นได้ นั่นคือการสั่งสมจิตของนิพพาน ทำจิตใจตัวเองให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา แต่โดยปกติคนก็มีอุเบกขาได้ แต่เป็นเคหสิตอุเบกขา หรือพวกมิจฉาทิฏฐิไปนั่งสมาธิหลับตา ก็เป็นอุเบกขาแบบมิจฉาทิฐิ ไม่ใช่เนกขัมมสิตอุเบกขา เป็นเพียงการสร้างสมาธิแบบเดียรถีย์ ไม่ใช่สร้างสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เกิดจากการนั่งหลับตาสะกดจิต แต่เกิดจากการปฏิบัติมรรค 7 องค์ พระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 252 เป็นข้อที่พระพุทธเจ้าไขความชัดเจนว่า สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร แต่คนไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ ก็เลยไม่ค่อยเอาอันนี้มาพูด [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ ในองค์ 7 นี้บอกเลยว่า ปฏิบัติในขณะทำอาชีพ มีกัมมันตะ ประกอบสมาธิด้วยการพูดอยู่ การกระทำ การทำอาชีพ การนั่งหลับตาทำสมาธิเป็นเรื่องที่ผิด อาตมาพูดมานานแล้วว่าโยนทิ้งได้เลย พระพุทธเจ้าว่าปฏิบัติแบบนั้นได้เพียงทิฎฐิ 62 ประการ มีแต่อดีตกับอนาคตไม่มีปัจจุบัน ศาสนาพุทธเป็นศาสนา

อ่านต่อ

ปัจจุบัน จึงจะครบพร้อมทั้งสมมติสัจจะ ปรมัตถ์สัจจะ จึงจะถูกต้อง สร้างจิตได้เป็นนิพพาน ถ้าไปห่วงงมกับ อดีต 18 อนาคต 44 ก็ไม่ได้นิพพาน ถ้าหากเข้าใจสัมมาสมาธิไม่ได้ ก็จะไปหลงนั่งหลับตาสมาธิ อาตมารู้ว่าแก้ยาก แต่มันก็ต้องแก้ เพราะมันผิด ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ต้องพูดไปจนกว่าจะตาย ไปเกิดใหม่อีกก็จะพูดอีก จากนั้นท่านก็อธิบายในมรรคทั้ง 7 องค์ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ ไปตามลำดับ ให้เป็นบุญ คำว่าปุญญาภิสังขาร เป็นการสังขารอย่างมีความรู้ เรียกว่าอภิสังขาร หากสังขารอย่างไม่มีวิชชาเป็นสามัญเรียกว่า สังขาร พาให้เกิดภพชาติ ชรา มรณะ โศก โทมนัส ทุกข์ อุปายาสะ ถ้าหากมีปัญญาก็จะเป็นสังขารที่เรียกว่า อภิสังขาร ต้องรู้จักคำว่าบุญคืออะไร บุญเป็นโลกุตระถ่ายเดียว บุญไม่ใช่แค่กุศล กุศลยังมีกุศลอกุศล แต่บุญนี้เป็นพลังงานพิเศษ ที่ปรุงแต่งมากำจัดกิเลสได้ เป็นปุญญาภิสังขาร ผู้ทำปุญญาภิสังขารได้ ผู้นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติจนกิเลสหมด บาปหมดอกุศลหมดจากจิตก็จบกิจ เป็นอปุญญาภิสังขาร คือบุญก็ไม่มีแล้ว บุญที่เป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสก็ไม่ต้องใช้แล้วเลิกจบหมด ก็เป็นปุญญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์เป็นคนที่หมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาปสมบูรณ์หมด คำเหล่านี้บ่งบอกสภาวธรรมคนที่ถึงขั้นอปุญญาภิสังขาร จะปรุงอย่างไรก็ไม่เกิดกิเลส ไม่เป็นบาป พระอรหันต์คือคนไม่มีบุญไม่มีบาปแล้ว สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจกันยาก ถ้าเข้าใจสภาวะนี้ไม่ได้ คนจึงไปแปล อปุญญาภิสังขาร ว่าไม่เป็นบุญ เพราะฉะนั้นจึงเป็นบาป เป็นการแปลแบบพยัญชนะสื่อพยัญชนะ ไม่เป็นสภาวะก็เลยผิด ที่จริงแล้ว อปุญญาภิสังขาร แปลว่าไม่มีบุญอีกแล้ว จากนั้นก็เป็น อเนญชาภิสังขาร ความรู้ความจริงความหมายที่สำคัญอย่างนี้ จึงไม่ใช่เรื่องพูดเล่น เดาไม่ได้ ผู้ไม่มีภูมิไม่รู้ได้ การจะกำจัดกิเลสได้เป็นฌานวิสัย ไม่ใช่เรื่องสามัญ ผู้ไม่เข้าใจฌานวิสัยไม่ถูกก็ปฏิบัติฌานแบบพระพุทธเจ้าไม่ได้ จะไปปฏิบัติฌานแบบได้โลกียะเท่านั้น

อุเบกขา คือผลของจิต จิตที่ได้ปฏิบัติธรรมบริสุทธิ์ อุเบกขามีองค์คุณ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ในพระไตรปิฎก ล.14 ข้อ 690 จิตจะมีความบริสุทธิ์และบริสุทธิ์แข็งแรง ปริโยทาตา บริสุทธิ์อยู่เสมอ จะมีการกระทบกระแทกกระเทือนสัมพันธ์อยู่กับสิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลส ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ก็ไม่เกิดกิเลส จิตใจก็คงที่ ขาวผ่องผุดผ่อง ประภัสสรอยู่ ขาวรอบแข็งแรง แม้ว่าจะมีผัสสะกระแทกกระทุ้งอย่างไรก็แข็งแรงอยู่ มุทุ แปลคุณสมบัติของจิต มุทุแปลว่าอ่อน แต่คุณสมบัติเรียกจิตมุทุธาตุ คือจิตแคล่วคล่อง จิตเป็นฌานวิมุติยิ่งคล่องแคล่วเร็วไวปรับง่าย ในเชิงปัญญาก็รู้ได้เร็วไว ในเชิงเจโตก็ดัดปรับได้เร็ว แข็งแรงทำได้ไว ทั้งเจโตและปัญญา คือมุทุธาตุ กัมมัญญา เมื่อมีคุณสมบัติ 3 อย่างนี้ ทำกรรมการงานอะไรจึงประกอบกันด้วย อัญญา อัญญาคือปัญญา โลกุตระ ปัญญาคือโลกุตระ ถ้าเฉกาหรือเฉกะคือความฉลาดโลกีย์ บาลีมีกำกับชัด แต่เวลาใช้ไม่เอามาใช้ ก็เลยเอาปัญญาไปเรียกโลกีย์ จนปัญญาเป็นคำปนเปกับเฉโก แยกไม่ออกว่าแล้วความฉลาดนี้เป็นโลกียะหรือโลกุตระ ทั้งที่บาลีแยกไว้ชัดว่าปัญญานั้นหมายถึงปัญญาโลกุตระอย่างเดียว แต่คนใช้ปนเปกันมาตั้งแต่สมัยก่อนจนมาถึงสมัยนี้ ตอนนี้พจนานุกรมก็มีแต่รากศัพท์ เฉโกหรือเฉกะ เป็นความฉลาดโลกีย์แต่ไม่มีใครมาใช้เรียกความฉลาดของคน ทั้งๆที่ปุถุชนมีแต่ความฉลาดเฉโกทั้งนั้น แต่ความฉลาดทางปัญญาจะสามารถกำจัดกิเลสได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีปัญญาที่มีฤทธิ์อำนาจ ทำให้กิเลสลดละจางคลาย หรือดับไปได้ จึงเรียกว่า กัมมัญญา ทำกรรมใดๆก็มีปัญญาควบคุม กรรมนั้นย่อมไม่เป็นกิเลส กัมมัญญา ท่านก็แปลความหมายง่ายๆว่า การงานอันเหมาะควร ปภัสสรา อย่างไรๆสุดท้ายก็ผ่องแผ้วสะอาดสะอ้านอยู่ตลอดกาลนาน นี่คือเนกขัมมะสิตอุเบกขา แต่ถ้าเคหสิตอุเบกขาก็เป็นความรู้สึกและอารมณ์ อุเบกขาเวทนาแบบโลกๆ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจะมีญาณปัญญาแยกจิตของตัวเองออก ว่านี่มันเกิดอาการของเคหสิตะ ทำกิเลสออกด้วยตัวเนกขัมมะ ทำจนกระทั่งกิเลสหมดใน status quo ในขณะปัจจุบันธรรมใดๆ ธรรมะนั้นที่ทำให้กิเลสออกได้ อันนั้นเป็นอุเบกขา เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา เป็นอุเบกขาถึงขั้นทำกิเลสออกได้ เป็นแบบ ขุททกะ หรือ ขณิกะ ในปัจจุบันนั้นเป็นแต่ละครั้งเรียกว่า ขุททกะ หรือทำออกได้ในปัจจุบันนั้นเรียกว่า ขณิกะ กาละนั้น status quo ทำกิเลสออกจากจิตได้ อุเบกขาจึงเป็นฐานนิพพาน ทำได้อย่างนี้เสมอ กิเลสของคุณก็ถูกกำจัดออกเป็นอุเบกขา สุดท้ายก็เป็นอุเบกขาถาวร อุเบกขาสมบูรณ์ โดยที่มีจิตว่างจากกิเลสถาวรสมบูรณ์ อยู่กับโลกเขาอย่างกระทบสัมผัสสัมพันธ์ โลกียะทุกอย่าง จิตก็อุเบกขาตลอดกาล อุเบกขาจึงแทนนิพพานได้ จิตอุเบกขาคือจิตนิพพาน

610115_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ป่ากับศาสนาพุทธ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน