สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ป่ากับศาสนาพุทธ 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ป่ากับศาสนาพุทธ 4 พ่อครูว่า..ที่จริงแล้วท่านไม่ได้ยินดีในการอยู่ป่า ไปอ่านในที่อาตมาขยายความตอนนี้ ภิกษุไปติดอยู่ป่า ยินดีในความเป็นป่า อย่างผมนี่ยินดีในความเป็นป่า จะไปอยู่ที่ไหนก็สร้างป่า สันติอโศก ปฐมอโศก แม้จะเป็นท้องนาเน่าๆก็สร้างป่าได้ สมณะเดินดินว่า...พ่อครูเปรยๆว่า ขายภูผาฟ้าน้ำเสีย ก็คงจะหมดป่าให้พวกฤาษีอยู่ พ่อครูว่า...ก็มีป่าที่อื่นอยู่ สมณะเดินดินว่า...ก็จะได้ไม่เจอโรคร้ายที่มีในป่านั้น คนทั้งโลกเข้าใจอย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากกว่าการเข้าใจประชาธิปไตยอีก เป็นภาษาอย่างนั้น ถ้าคนมีทิฏฐิอย่างนั้นก็จะเข้าใจอย่างนั้นเลย ย่อมจมไปเลย แม้ใจอาตมาเองลึกๆก็มีใจชอบอยู่ภูผาฟ้าน้ำ พ่อครูว่า..จะขอประกาศไปว่าใครจะซื้อภูผาฟ้าน้ำ ก็มาได้นะ ขายแล้วขายเลย จริง เพราะว่า ถ้าจะอยู่เชียงใหม่ก็มีภูผาฟ้าน้ำ และมีภูฟ้าผาธรรม ห่างกันแค่ 10 กม. และมันพอเหมาะกับเรา ไม่ใหญ่โตอะไร ที่จะมีสถานที่ ภูมิประเทศทางโน้น อยู่สูงบนเขา เป็นธรรมชาติ เราก็ได้ธรรมชาตินี้มาตามบารมีของเรา อาตมาก็ว่า ช่วยกันดูแลช่วยกันทำ ตอนนี้จุ้ยก็หนักคนเดียว เป็นหลักใหญ่ คนอื่นก็ช่วยอยู่บ้าง อาตมาก็ถือว่าเป็นอันหนึ่งในสถานะของความเป็นป่าในชาวอโศกเรา เป็นรูปแบบประยุกต์ ไม่ได้เป็นแบบ โสกโดก ดิบๆที่เขายึดกัน จะต้องเข้าใจสภาพธรรมะ 2 (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...หากไม่มีภูผาฟ้าน้ำก็หมดภพฤาษี ตัวอาตมาเองภพฤาษีหมดแล้ว แต่ก่อนพอเราไปอยู่ภูผาฯ ก็อยากอยู่อย่างนั้นนิรันดร แต่ตอนนี้ หากขายไปแล้ว ก็หมดภพ พ่อครูว่า...สำนวนที่บอกว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจยินดีในความเป็นป่า ไม่ใช่ประโยคไปยินดีในความไปอยู่ป่า ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าท่านว่าแรง ในประเด็นที่ว่านี้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 8 ในพระวินัยปิฎก
อ่านต่อ
ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก. 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงถืออยู่ป่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5 จำพวก นี้แล. ข้อที่ 4 เหมือนพระกัสสปะต้องอนุโลมให้ เพราะเป็นคนเดียวในศาสนาพุทธเลย เป็นเรื่องวาสนาของพระกัสสปะ ที่เป็นเถรวาทเต็ม ต้องเรียกว่าเถรวาทสุดโต่งเต็มที่ แต่มีสัมมาทิฏฐิที่สามารถที่จะบรรลุหลุดพ้นได้ เท่านั้นเอง แต่ในด้านเจโตนี้สุดโต่งเป็นเทวนิยม หนักทางศรัทธา เจโต ปัญญาไม่เท่าไหร่ ไม่ได้อยู่ในอย่างปัญญา อยู่ในระดับเจโตเต็มขั้นแต่มีบารมีที่ได้บรรลุอรหันต์ เป็นตัวอย่างหนึ่งรูปในศาสนาพุทธพระสมณโคดม ไม่มีใครเทียบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กัสสปะ เทียบเท่าเราในด้านเจโต เพราะสุดแห่งที่สุดแล้วพระพุทธเจ้าก็มีเจโตอย่างพระกัสสปะแต่ท่านไม่ทำโต่งอย่างนั้น ที่ท่านตรัสว่า พระกัสสปะเทียบเท่าเรา หรือบอกว่าพระสารีบุตรเทียบเท่าเรา มันก็เป็นสองฝั่งของทางปัญญาและเจโต ผู้ที่เข้าใจไม่ได้ มีความเอียงไปทางเจโตดิ่งเลย ข้อที่ 4 ที่หลงเข้าใจผิดว่า พระพุทธเจ้าและสาวกสรรเสริญการอยู่ป่า มีสำนวนว่า อยู่ป่าเป็นวัตร คือไม่ใช่ถืออยู่ป่า แต่อยู่ป่าเป็นวัตร วัตร แปลว่าการประพฤติปฏิบัติ หากจะประพฤติปฏิบัติอยู่ป่าบ้าง ผู้เอนเอียงอยู่ป่า ก็จะไปในป่ามากหน่อย แต่สุดท้ายแล้วศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของคนอยู่ป่า เพราะฉะนั้นหลักเกณฑ์ที่ผู้ใดไปหลงป่า เข้าใจว่าป่าเป็นที่ตั้งของศาสนาพุทธ อาจารย์ผู้ที่บรรลุจรณะ 15 วิชชา 8 ผู้บรรลุวิชชาสมบัติจรณะสมบัติบริบูรณ์แล้วจะอยู่ป่า ไม่มีในศาสนาพุทธ ผู้บรรลุวิชชาจรณะสัมปันโนแล้วจะต้องออกจากป่าทุกองค์ เพราะฉะนั้นการไปแสวงหาอาจารย์ในป่าจึงเริ่มเป็นความเสื่อม และเสื่อมหนักที่คิดว่า ผู้ที่บรรลุวิชชาและจรณะจะต้องอยู่ในป่า ซึ่งไม่มี มีพระพุทธเจ้าไปตรัสรู้ในป่า แต่ที่ท่านตรัสรู้ไม่ใช่ไปปฏิบัติ ท่านไประลึกของเก่าของท่าน ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณที่ได้บรรลุมาแล้ว ในปางที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้นไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพุทธเลย แม้แต่นิดเดียว เพราะท่านได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ลงมาอุบัติในโลกเป็นพระพุทธเจ้า แต่กว่าที่จะค่อยๆรู้ก็มีวิบาก วิบากของพระสมณโคดม ต้องไปป่า แต่พระพุทธเจ้าบางองค์ไม่ได้ออกป่า ก็ตรัสรู้ในสวนในอุทยานของพระเจ้าแผ่นดิน ตรัสรู้ เวลาปฏิบัติก็ระลึกชาติเช่นกัน ไม่ได้ปฏิบัติอะไรมาก 7 วันเท่านั้นสูงสุด ก็ได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งอยู่ในอุทยานของกษัตริย์นั้น และอาศัยความสงบของป่า เรียกว่าวิเวกของป่า ซึ่งเป็นคุณธรรม ส่วนดี คือ มักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด อยู่ในข้อที่ 5 ของพระสูตรนี้ ซึ่งเป็นส่วนน้อย ป่านี้มีโลกีย์น้อย ไม่มีลาภยศสรรเสริญอะไรให้สัมผัส ยศศักดิ์ไม่มี สุขก็ไม่มี เป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ ไม่มีอัตตา มานะ หรือกามหรืออัตตาก็ไม่มี มันเป็นป่า แต่มันเป็นธรรมชาติที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์แย่งกัน ปุถุชนจะแย่งกัน ไม่มีในป่า แต่ลึกๆส่วนหนึ่ง มนุษย์ต้องอาศัย จิตนิยามต้องอาศัยพีชนิยาม ส่วนดีเด่นของพีชนิยาม พีชนิยามไม่เห็นแก่ใครเลย เห็นแก่ตัวเองเท่านั้นแต่ไม่ไปทำร้ายใคร ไม่มีความโกรธไม่มีพยาบาท ไม่ชังใคร ใครทำลายมันได้ มันก็แพ้ก็สลายไป แล้วมันก็ไม่มีความจำที่ยึดถือเป็นพยาบาท ชังไม่มี มีแต่ตัวมัน รวบรัด เป็นพลังงานแม่เหล็ก ที่ยึดถือ สภาพเป็นตัวตนของ พีชะ นัยละเอียดพวกนี้ค่อยๆศึกษาไปแล้วจะเข้าใจพลังงานและระดับ แสง เสียงแม่เหล็กไฟฟ้า อุตุนิยามด้วย ซึ่งซ้อนในนั้น อุตุนี้ มันเป็นของมันเอง จะเป็นภัยก็ไม่ใช่เป็นคุณก็ไม่ใช่ อย่างหลุมดำนี่ คุณก็ไปตกใส่มันเอง มันก็อยู่ของมัน พ่อครูพูดถึง มหาระแบบ อาตมาเคยยิ้มให้แต่ท่านทำบึ้งๆ นี่คือ สัมผัสสุดท้าย ท่านเป็นผู้ตัวตั้งตัวตี รื้อฟื้นคดีอาตมา ตามมาตรา 18 ไปบัญญัติ ขึ้นมาใหม่ที่เป็นคนชงเรื่องให้สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเป็นผู้เซ็นสั่งให้พ่อครูสึกภายใน 7 วัน ตอนที่เกิดคดีสันติอโศก ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินกว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติ ผิดไปจากพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ว่าผู้ที่ผิดพระวินัย 11 ข้อ จึงจะสั่งให้สึกได้ แต่นี่สั่งมาขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องวินัย ไปบัญญัติพระธรรมวินัยเองใหม่ไม่ได้ การสังคายนา เกิด ก็ว่าอย่างไรๆก็ไม่แก้ไข พระอานนท์ว่าไม่แก้ไข อาบัติเบาๆ นั้นพระพุทธเจ้าบอกว่า เพิกถอนได้ แต่สุดท้ายก็ไม่แก้ ซึ่งดีสุดแล้ว เพราะยุคนี้เป็น ยุคปลายภัทรกัปป์แล้ว ไม่มีใครฉลาดเกินกว่าพระพุทธเจ้าสมณโคดมแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าองค์นี้สู้พระพุทธเจ้าองค์ก่อนไม่ได้ พระพุทธเจ้ามีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากันทุกองค์ แต่องค์ประกอบ ยุคสมัย ผู้คน ปริมาณคุณภาพไม่เท่าเทียมกันในของโลก ยุคของพระสมณโคดม กับพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ที่บางองค์มีพระภิกษุอรหันต์มารวมกันเป็นล้านองค์ในมาฆบูชา แต่ท่านก็ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณเท่ากันทุกพระองค์
610119_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วางความหวัง แล้วทำแต่เหตุให้ถึงความหวังนั้น