สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 วิโมกข์ 8_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข19 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 วิโมกข์ 8 _Huak Pornchai · ขอขอบพระคุณท่านทั้งสามที่อธิบายธรรมให้กระจ่างชัดมากขึ้น ขอความกรุณาช่วยอธิบายสัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8 โดยพิสดารให้ด้วยครับ พ่อครูว่า...สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 วิโมกข์ 8 สามพระสูตร ของพระพุทธเจ้าต้องเข้าใจจริงๆ โดยเฉพาะวิโมกข์ 8 คนเข้าใจ สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 ไม่ได้ ในสัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 มีภาษาสำคัญคือ กายกับสัญญา หากคนเข้าใจไม่ถูกอธิบายไม่ได้ สัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 ต่างกันที่ วิญญาณฐีติ 7 คือ สัตตาวาส 9 มีสองข้อหลังเพิ่มจาก วิญญาณฐีติ 7 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะกับอสัญญีสัตตายตนะ คือ มีสัญญารู้ทุกอย่างแต่จะสัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ ถ้าหากสัมมาทิฏฐิก็รู้หมด เป็นผู้ที่สามารถรู้ถ้วนรอบก็เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ ส่วน 5 นั้นไม่รู้อะไรเลย สัตตาวาส 9 คือความเป็นสัตว์ทั้ง 9 ชนิด พระพุทธเจ้าลงเอาไว้ในความเป็นสัตว์มีอยู่ 9 ชนิดโดยเฉพาะมนุษย์ พวกสัตว์เดรัจฉานยังไม่รู้เรื่องหรอก แม้แต่คน ที่เป็นปุถุชน อเวไนยสัตว์ สัตว์ที่ยังเข้าใจธรรมะที่เราพูดกันนี้ไม่ได้ คนที่ฟังอาตมารู้เป็นเวไนยสัตว์จะมีจำนวนไม่มาก คนอเวไนยสัตว์จะไปฟังแบบธรรมกายเยอะ ฟังอะไรก็สาธุปลื้มๆไปตลอดหรือพวกนั่งหลับตาก็คืออสัญญีสัตว์ ส่วนพวกเนวสัญญานาสัญญายตนะคือธรรมกาย ปฏิบัติธรรมต้องเรียนรู้สัตว์ทั้ง 9 นี้ด้วยการมีวิญญาณตั้งอยู่เรียกว่าวิญญาณฐิติ ถ้าวิญญาณไม่มี ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ ถ้าหากวิญญาณไม่มี ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ ตีทิ้งเลย การจะนั่งหลับตา เป็นอสัญญีสัตว์ หรือเข้าใจปนไปว่า แม้จะลืมตาอยู่อะไรก็ไม่ใช่สัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เนวสัญญาก็คือ จะว่าอะไรใช่ก็ไม่ใช่ คือพวกรู้หมดแต่ไม่รู้สักอย่าง ฟังเข้าใจไ

อ่านต่อ

หม มันรู้อะไรไปหมดแต่ไม่รู้แท้จริงสักอย่างคือเนวสัญญานาสัญญายตนะ กับผู้ที่ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ รู้หมดเลย 7 ข้อ รวมข้อ อสัญญีก็ไม่ทำ หรือใช้เนวสัญญาฯคือต้องกำหนดในสิ่งที่ไม่รู้ให้หมด ไม่ใช่รู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ต้องรู้หมด เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ คือเข้าใจเวทนากับนิโรธ โดยใช้สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องใช้สัญญาเป็นหลัก เรียนรู้กำหนดรู้ตลอดเวลา ภายนอกภายในไปทั้งหมด ด้วยวิโมกข์ 8 ออกจากสัตตาวาส 9 โดยให้เข้าใจว่าอสัญญีสัตว์ไม่เอา เนวสัญญาฯไม่เอา จะต้องปฏิบัติโดยมีวิญญาณทั้ง 7 ตั้งอยู่ในการปฏิบัติ ถ้าหากการปฏิบัติไม่มีวิญญาณตั้งอยู่ในการปฏิบัติ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ วิญญาณตั้งอยู่ในการปฏิบัติคืออย่างไร คุณก็ต้องรู้กายกับต้องมีสัญญากำหนดรู้ กายคือธรรมะ 2 ตั้งแต่ธรรมะข้อที่ 1 ของวิญญาณฐีติ 7 คือ 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า พ่อครูว่า...ต้องเรียนรู้ธรรมะ 2 ธรรมะ 2 มีโลกกับอัตตา จะเรียนรู้โลก ในโลกก็มีสอง ในอัตตาก็มีสอง อัตตาคือภายใน โลกคือภายนอก แต่จริงๆแล้วภายนอกกับภายในขาดกันไม่ได้ จะต้องเข้าใจวิโมกข์ 8 สรุปว่า สัตตาวาส 9 อสัญญีสัตว์ดับสัญญาไม่ให้กำหนดรู้ อสัญญี ตีทิ้งเลย หรือจะบอกรู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ไม่เอา ต้องกำหนดสัญญารู้ สัญญากับเวทนา ในนิโรธ นิโรธนี้เรียนรู้เวทนานี่จะมีนิโรธ เวทนาคือกรรมฐานของพระพุทธเจ้า ที่ไปเป็นกรรมฐาน 40 เขียวเหลืองแดง อากาศ เป็นเรื่องของเดียรถีย์หมดไม่ใช่ศาสนาพุทธ เป็นสมถะ ศาสนาพุทธต้องวิปัสสนา เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 โลกุตรธรรม เรียนรู้แล้วจะได้โลกุตรธรรม 9 โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล และนิพพานอีกหนึ่ง ต้องปฏิบัติอย่างลืมตา รู้กาย การรู้กายนั้นเพี้ยนไปคือเข้าใจกายคือภายนอก เป็นมิจฉาทิฏฐิ กายต้องมีภายนอกแต่ขาดภายในไม่ได้ หากขาดภายในไม่ใช่ธรรมะ 2 เป็นคนที่มีทั้ง ร่างและจิต ร่างคือภายนอก แต่ร่างนั้นต้องมีกาย ร่างไม่มีกาย เป็นอย่างไร ท่านก็สอนมูลกรรมฐาน 5 แต่เข้าใจกันไม่ได้ ไปเข้าใจแค่ว่าผมขนเล็บฟันหนัง มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวตน แต่มันไม่ใช่อย่างไร? ผมมันก็อยู่กับคุณจนตาย เล็บมันก็อยู่กับคุณจนตาย ฟันมันก็อยู่กับคุณจนตาย ให้พิจารณา ไม่ใช่แค่ว่า มันไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์มันไม่มีตัวตน แต่ให้พิจารณาว่ามันคืออะไรมันคือกายอย่างไร ให้พิจารณารู้กายรู้จิต ในห้าอย่างนี้ จะเข้าใจความเป็นกายทั้งภายนอกและภายในได้อย่างลึกซึ้ง ปฏิบัติวิโมกข์ 8 ได้ เพราะว่าวิโมกข์ 8 ต้องมีทั้งภายนอกและภายในมีทั้งรูปและนาม มีครบตั้งแต่รูปฌาน สามข้อแรก รวมอรูปฌานอีก ส่วนอีกสี่ข้อต่อมาเป็นอรูปฌาน ข้อที่แปดคือสัญญาเวทยิตนิโรธคือวิโมกข์ 8 ถ้าหากไม่เข้าใจรูปนามตามวิโมกข์ 8 ไม่เข้าใจธรรมะ 2 ไม่เข้าใจความเป็นกาย เมื่อเข้าใจความเป็นกายไม่ได้ คุณก็สัญญาก็ผิด เพราะฉะนั้นในข้อ 1 มีสัญญาต่างกัน สัญญาอย่างหนึ่งผิด สัญญาอย่างหนึ่งถูก หากสัญญาได้ถูกก็จะเรียนรู้วิญญาณได้ กายคือธรรมะ 2 และสำคัญต้องเน้นที่นามด้วย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กายคือจิตมโนวิญญาณ แล้วเน้นภายในด้วย แต่ทุกวันนี้เข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เข้าใจผิดไปหมดแล้ว กายเป็นภาษาไทยไปแล้ว เป็นการแปลว่าคือร่าง แล้วโพธิรักษ์มาจากไหนที่บอกว่ากายคือจิต มโนวิญญาณ หากไม่มีพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 เขาเอาตายแน่

ล.16 ข้อ 230 [230] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มี พระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ ก็สอนธรรมะแบบนี้มีพูดตลกบ้าง

กายต่างกัน สัญญาต่างกัน คือเข้าใจรูปนามต่างกัน มีการเรียกพยัญชนะว่ามนุษย์เทวดา ผี เปรต ก็มีอยู่ 3 อย่าง ก็พวกมนุษย์ สัตว์นรกกับสวรรค์ ก็ต่างเข้าใจกันไปต่างกัน สัญญากำหนดเทวดาก็ต่างกัน กำหนดสัตว์นรกก็ต่างกัน กำหนดมนุษย์ก็ต่างกัน อย่างอาตมามีสัญญากับกายต่างกับผู้รู้ทางศาสนาพุทธ ยกตัวอย่างอย่างอาจารย์บูรพา ผดุงไท ก็เข้าใจความเป็นมนุษย์ จิตที่เป็นเทวดา สัตว์นรก ต่างจากอาตมา อาจารย์บูรพาเข้าใจเช่นนั้นก็น่าสงสาร ท่านสอน เขียนอยู่ อาตมาก็ว่าผิด ไม่ได้พูดด้วยความเกลียดชัง พูดด้วยความสงสาร คำว่ากายเข้าใจต่างกับอาตมา ถือว่า เทวดา สัตว์นรก มีเป็นตัวตนรูปร่าง แม้จะเป็นจิตวิญญาณก็เห็นเป็นรูปร่างสีสันได้ คนเห็นได้ถือว่าเป็นคนตาทิพย์ ซึ่งเป็นเรื่องของอุปาทานแท้ๆ อาตมาเล่นไสยศาสตร์มานัก ก่อนนี้เป็นนายรัก รักพงษ์ เล่นอยู่ 8 ปี วิญญาณร้ายอาตมาทำลาย จะเชิญพระนารายณ์พระพรหมมาบ่อย มาปราบวิญญาณต่างๆพวกนี้ เล่นอยู่ 8 ปีอาตมารู้ดี อาตมารู้ว่าเป็นเรื่องบ้าบออุปาทานก็เลิกแล้ว ก็เห็นตามอุปาทานจริงๆ เข้าทรงรูปพรหม อรูปพรหมมาทำอะไรๆ หลอกชาวบ้านเขา จริงๆแล้วจิตเราเท่านั้น จะบอกว่าพระพรหม เข้าทรงก็จิตวิญญาณเราทั้งนั้น จะบอกว่า ร.5 หรือหลวงปู่ไหนมา ก็จิตวิญญาณเราทั้งนั้น วิญญาณหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ถ้าเชิญได้ก็เชิญวิญญาณพระพุทธเจ้าเลย อย่างธรรมกายเขาว่าเขาเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าสมณโคดมนะ ธรรมกายธัมมชโยเขาผยองอย่างนั้นจริง เป็นอุปาทานตัวเองนึกว่าเป็นอันนั้นอันนี้แล้วก็เป็น แต่ที่จริงคุณอาศัยจิตมโนทำงานใน status quo นั้นไม่ว่าจะตอนหลับหรือตื่นก็ทำกับจิตวิญญาณตัวเอง หากคุณเข้าใจอุปาทานไม่ได้ก็ยึดตามอุปาทานตนเอง คุณไปยึดถือว่าสัตว์แปลกต้องเป็นแบบนี้มันก็จะได้ เทวดาต้องเป็นตัวรูปร่างแบบนี้ เทวดาของชาวต่างประเทศ นับถือศาสนาคริสต์ เทวดาก็มีรูปร่างไม่เหมือนกับเทวดาของคนไทย ทำไมเทวดารูปร่างไม่เหมือนกัน ยังเข้าใจจิต มโน วิญญาณไม่ได้ จิตมโนวิญญาณนั้น พระพุทธเจ้า ด่าภิกษุสาติ ว่า ใครสอนเธอ พระพุทธเจ้าองค์ไหนสอนเธอ ภิกษุสาติ… ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล.12 ข.440) พ่อครูว่า...วิญญาณนั้นอยู่ดีๆคุณจะไปนั่งหลับตาแล้วเจอวิญญาณไม่ได้ วิญญาณต้องมีทักษะโดยเฉพาะภายนอกต้องมีปัจจัย มีวิญญาณเกิดได้ต้องมีปัจจัย วิญญาณเกิดโดยไม่มีปัจจัยไม่มี วิญญาณเป็นธรรมะ 2 จะสัมผัสจากมหาภูตรูปก็ได้ ต้องมีถ้าจิตวิญญาณเข้าร่วมต้องมีนาม เพราะเป็นธรรมะ 2 ธรรมะเดียว โดยเฉพาะไม่มีธรรมะที่เป็นรูปธรรม มีแต่อุตุนิยามหรือพีชนิยามก็ไม่มีวิญญาณ เพราะพืชมีแต่สัญญากับสังขาร ไม่มีเวทนากับวิญญาณครอง สัตว์จะมีขันธ์ 5 ครบ พืชมีแต่ขันธ์ 3 ไม่เจ็บปวดไม่รักไม่ชังไม่สะสมอาฆาตพยาบาท ไม่สะสมกามพยาบาท พืชไม่มีแบบนั้น อาตมาไม่เคยเห็นพระที่ไหนสอนอย่างนี้ อย่างอาตมาสอนเรื่องนิยามชีวิต 5 อาตมามั่นใจ ยืนยันว่าไม่ผิด ถ้าผิดอาตมาบาปมหาศาล จะไปทำผิดทำไม เพราะทำงานไม่ได้แลกลาภยศสรรเสริญ มีแต่ถูกด่าด้วย แล้วอาตมาไม่ใช่มาโซคิสม์ที่ยินดีเมื่อถูกเขาด่า ในวิญญาณไม่ใช่อย่างภิกษุสาติพูด ที่ล่องลอยไป แต่ต้องมีการสัมผัสภายนอกแล้วมีจิตรับรู้ แม้จะเป็นภายในก็ไม่ได้พรากจากนอก เช่น คุณเป็นพระโสดาบัน หมดความติดยึดในอบายมุขแล้ว อบายมุขมันก็มีเต็มไปหมด แต่คุณหลุดพ้นแล้ว อยู่เหนือสิ่งเหล่านี้แล้ว สัมผัสสิ่งเหล่านี้อยู่ แต่จิตไม่มีสวรรค์ไม่มีนรกกับสิ่งเหล่านั้นแล้ว พระโสดาบัน สกิทาคามีเหลือกาม แต่อบายหยาบๆไม่มีแล้วอย่างเช่นพวกเราชาวอโศก อบายหยำฉ่าพวกอบายมุข 6 พวกเราไม่มี เที่ยวกลางคืนไม่มี คบมิตรชั่วไม่มี ดีไม่ดีไล่ไม่ให้เข้ามาด้วย พวกอโศกยึดจัดบางคน สิ่งเหล่านี้ไม่มีในชาวอโศก อบายมุข 6 หรืออบายมากจัดอย่างสนุกสนานรื่นเริงจัดก็ไม่มี เล่นการพนันขันต่อก็ไม่มี หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว ยืนยันได้พิสูจน์ได้ในผู้มีปัญญาทุกคน เพราะฉะนั้นมนุษย์ในความหมายของมนุษย์จิตวิญญาณที่เป็นมนุษย์ มีทั้งร่างมีทั้งจิตมีทั้งสัญญากำหนดหมายของความเป็นมนุษย์ ชาวอโศกกำหนดหมายความเป็นมนุษย์ต่างจากเขา มนุษย์ของชาวอโศกนั้นอย่างต่ำต้องมีศีล 5 ถ้ายังไม่มีศีล 5 ยังไม่ใช่มนุษย์ นี่คือชาวอโศก กำหนดอย่างนั้นเลย ต่างกันกับคนอื่นใช่ไหม คนอื่นเมื่อถือศีลธรรมเขาก็บอกว่าเป็นมนุษย์ แต่ชาวอโศกไม่เอา จิตคนนี้ยังไม่ถึงกับเป็นมนุษย์ แค่ศีล 5 ยังไม่มี คุณยังไปฆ่าสัตว์ ยังไปเอาสิ่งของที่ไม่ใช่ของของเรา ราคะ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ยังจัดจ้านเลย แต่อโศกไม่มี โกหกก็ไม่มี ใครโกหกก็ไม่ใช่อโศก สิ่งเสพติดสุราต่างๆ เมรยะ พวกอโศกไม่มี แต่ก็จะมีมัชชะ เมาความรู้ความเป็นตัวตน รูปราคะ อรูปราคะ พวกสกิทา อนาคาฯ แต่ชาวอโศกเลยอนาคามี อรหัตตมรรค อรหัตตผลมีไม่น้อย ไม่อยากจะไประบุ ถ้าเป็นระบุแล้วจะบ้า พวกข้างนอกก็จะบ้า บอกว่าอโศกมีอรหันต์ด้วยหรือ สำนักที่มีมาในช่วง 100 ถึง 200 ปี ไม่มีสำนักไหนที่มีอรหันต์หรอก มีแต่อโศกที่มีอรหันต์ ให้ห้าร้อยปีเลย สำนักในเมืองไทยไม่มีหรอก เป็นมิจฉาทิฐิผิดเพี้ยนกันมาเรื่อยเรื่อย จนหนัก อาตมาถึงได้กอบกู้ยาก พูดเหมือนกับคนอวดดีเชื่อมั่นตัวเองว่าใหญ่ ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็จำนนที่ต้องพูดอย่างนั้น ในการเข้าใจแค่จิตวิญญาณนี้ ไม่ถูกต้องเป็นมิจฉาทิฐิ เหมือนพระสาติ ใครก็ตามในสังคมศาสนาพุทธทุกวันนี้ หากยังไม่ชัดเจนว่าวิญญาณนั้นของศาสนาพุทธไม่เหมือนเทวนิยม อเทวนิยม วิญญาณของพระพุทธเจ้าต้องมีปัจจุบัน วิญญาณของพระพุทธเจ้าพ้นจากปัจจุบันไม่มี หากไม่ลืมตา กระทบสัมผัสตาก็ไม่รู้เรื่อง หูไม่กระทบเสียง เสียงมาก็ไม่พิจารณาตามเสียงก็ไม่รับรู้ จมูกลิ้นกายทั้งหมด วิญญาณไม่เกิด วิญญาณจะเกิดต้องมีสติสัมปชัญญะ ปัญญารู้ว่าตากระทบรูป รู้ว่าเสียงกระทบหู ฯ ตามวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) การเห็นทางทวารทั้ง 5 นั่นแหละคือการเห็น ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯ ในโลกมีสิ่งที่เรียกว่า รูป เป็นอะไรที่สัมผัสรู้ได้ เรียกว่ารูป ในข้อที่ 2 มีอรูปด้วย ข้อ 1 เอาแต่รูปก่อน คนคนใด คุณมีความรู้ คุณสามารถจะรู้รูปได้เรียกว่า รูปานิ ถ้าคนไม่มีตา ตาคุณบอดก็ไม่เห็นรูป คุณคนนี้ไม่ใช่รูปานิ คุณเป็นคนหูหนวก ก็ไม่ได้ยินเสียง คนนี้ไม่ใช่รูปานิ ไม่ใช่คนที่มีรูป เขามีรูปแต่คุณไม่มี คุณหูหนวกตาบอด จมูกของคุณประสาทเสียไม่ได้กลิ่นก็เหมือนกัน ลิ้นของคุณประสาทรับรสไม่ดีก็เหมือนกัน เหมือนกับจระเข้ไม่มีลิ้นรับรสไม่ได้ คุณต้องมีสิ่งที่คุณจะรู้เรียกว่า รูปานิ ผู้ที่มี 1.มีรูปที่จะต้องรู้ได้ 2.คุณจะต้องเป็นคนที่รู้รูปได้ด้วย เป็นคนมีประสาทสัมผัสครบ ต้องมีธรรมะสอง รูปานิคือธรรมะสอง ไม่กระทบรูปนั้นคุณจะต้องเห็น นี่คือมีวิโมกข์ ข้อที่ 1 พวกนั่งหลับตาไม่มีรูป ปฏิบัติธรรมของพุทธต้องลืมตาต้องเห็น ตาไม่บอดทำไมไม่ลืมตามาเห็น จะโง่ไปถึงไหนกัน หลับตาไปปฏิบัติธรรมนั้นเป็นการออกนอกรีตศาสนาพุทธ วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 ก็ไม่ผ่านแล้ว 2. *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (*พ่อท่านฯแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) ปัสสติคือเห็น เห็นอะไร เห็นทั้งรูปภายนอก คือพหิทารูปานิ เห็นทั้งรูปภายใน อัชฌัตตัง แต่เขาไปแปล อัชฌัตตัง อรูปสัญญีว่า ผู้ไม่สำคัญมั่นหมาย ก็เลยไม่กำหนดรู้อะไร ไม่ใช่ แต่ท่านก็บอกว่าอรูป ไม่ใช่อสัญญี แต่คนไม่เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิก็เอา อ ไปขยาย สัญญี แปลว่าผู้ไม่กำหนดสำคัญมั่นหมายในสัญญา แปลไปว่าผู้ไม่เห็นความสำคัญในรูปภายใน ก็เลยไม่ได้เรียนรู้ภายใน จะเป็นวิโมกข์ 8 ได้อย่างไร เป็นความมิจฉาทิฏฐิ อาตมาว่าเขาแปลผิด อาตมาฟันเลย เปรี้ยง ต้องเห็นภายนอก แม้ภายในก็ต้องรู้รูปภายในไปจนถึงอรูป ภายใน มันหมายถึงอย่างนั้น เอโก ก็หมายความว่าของตนเอง ส่วนตน ของตนเองนะ อย่าไปดันรู้รูปของคนอื่นของใคร แต่ต้องรู้ของตนเองนะ ต้องเป็นผู้ที่มีสัญญากำหนดรู้ ไม่ใช่ว่าไม่มีสัญญากำหนดรู้ อย่างนั้นจะไปรู้อะไร สัญญาต่างกัน มันไม่ค่อยเข้าท่า ต้องให้ตรงกันตามสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าไม่มีสัญญาเลยเป็นพวกที่ 5 ใน สัตตาวาส หมดท่าเลย ไม่ได้ศึกษาศาสนาพุทธ อสัญญีสัตว์เลย หรือแม้แต่เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีธาตุรู้ แต่ดันบอกว่าจะรู้ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ต้องเอาสัญญาไปกำหนดรู้ให้หมด ในเวทนา 108 นี่คือกรรมฐานของศาสนาพุทธไม่ใช่กสิณดินไฟ น้ำ ลมอะไร ไม่ใช่ ในที่เขาเรียนคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งท่านพุทธโฆษาจารย์เป็นเทวนิยมอยู่เยอะ ก็เลยมีกสิน 40 แบบสมถะ แบบฤาษีชีไพร ก็ยังมีส่วนถูกบ้างแต่ความผิดมีเยอะ ทำให้น่าสงสารศาสนาพุทธ เปรียญนี้เขาว่าไม่ได้เรียนพระไตรปิฎกหรอก แต่ไปเรียนคัมภีร์วิสุทธิมรรค ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาวิสุทธิมรรคของพุทธโฆษาจารย์ เขาถืออันนั้นเป็นคัมภีร์เอก แล้วคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์ยังมีเทวนิยมอีกเยอะ กว่าครึ่ง มีบ้างที่พอเข้าท่าถูกบ้าง ก็ไม่ใช่ไม่มี อาตมาบังอาจ แม้แต่พระพุทธโฆษาจารย์ ที่เป็นผู้เขียนวิสุทธิมรรค ยังไปข่มเขาเลย ขออภัยพูดเป็นภาษาง่ายๆของอาตมาตรงๆ อาตมาไม่ใช่ผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินอะไร แต่อาตมาละเอียดในเชิงละเอียด แต่นำละเอียดมาพูดเชิงหยาบให้ฟัง

ในวิญญาณฐีติ 7 กับสัตตาวาส 9 นี้ สัญญาก็ไม่สัมมาทิฏฐิ กายก็ไม่สัมมาทิฏฐิ เห็นความเป็นเทวดาสัตว์นรกหรือมนุษย์ต่างกัน 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น พวกฌาน 1 คือทำวิตกวิจาร คือทำยังไม่เก่งไม่คล่องแคล่ว เหมือนพวกหัดขับจักรยานใหม่ๆ ดีไม่ดีขี่ลงคลองได้ ถลอกปอกเปิกได้ นึกถึงสมัยตอนเด็กๆของอาตมา เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจในเรื่องของกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกันคือเช่นว่า สัญญาว่าจิตจะต้องไม่มีนิวรณ์ จิตที่ไม่มีนิวรณ์ของคนปฏิบัติเป็นฌาน 1 อย่างของพระพุทธเจ้านั้นก็จะได้ฌาน 1 อีกอย่างหนึ่ง คนที่หลับตาปฏิบัติก็ได้ฌานที่ 1 หลับตาปฏิบัติก็ได้อีกอย่างนึง มีความวิตกวิจารต่างกัน

610117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน