สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ป่ากับศาสนาพุทธ 3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข19 มกราคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน ป่ากับศาสนาพุทธ 3 สมณะฟ้าไทว่า…วันก่อนพ่อครูกล่าวถึง ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก. 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5 จำพวก นี้แล. พ่อครูว่า...ข้อที่ 5 ไม่ใช่พวกที่เป็นอย่างนั้น แต่เป็นพวกที่เหลือปัญญาอยู่เพียงเล็กน้อย รู้จักว่าจะทำจิตให้สงบจากกิเลส ยังเหลือความรู้เป็นติ่งเหมือนเนื้อข้างเขียง ยังโชคดีที่ยังมีความเข้าใจถูกต้องแล้วเป็นเศษเนื้อ นอกนั้นเลอะเทอะไปทั้ง 4 ประการ ที่นึกว่า พระพุทธเจ้าและสาวกสรรเสริญการอยู่ป่า ซึ่งไม่มีเลย คำสรรเสริญการอยู่ป่าของพระพุทธเจ้าไม่มีเลย อาตมาก็พยายามสรุปประเด็นให้ชัดๆ แต่สรุปมาให้ชัดแค่ 3 ประเด็นง่ายๆ ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกเล่ม 8 ข้อ 1191 ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก. 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ

อ่านต่อ

้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5 จำพวก นี้แล. ข้อที่ 5 นี้ ท่านข่ม ดูถูกการอยู่ป่า ศาสนาพุทธไม่มีการไปอยู่ป่า มีแต่อยู่เมือง ปฏิบัติ ศีล 5 8 10 จุลศีล26 ไปตามลำดับ แล้วมีการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 แล้วก็เรียนรู้กำจัดกิเลสไปตามลำดับ เป็นลำดับขั้นตั้งแต่ขั้นอบาย กาม โลกธรรม อัตตาไปตามลำดับ ตั้งแต่เริ่มต้นพระสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 9 ตั้งแต่พระสูตรที่ 1 พรหมชาลสูตร ท่านก็ตีทิ้งในเรื่องนั่งหลับตาว่าไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะถ้านั่งหลับตาปฏิบัติสมาธินั้นได้แค่อดีต 18 อนาคต 44 เป็นมิจฉาทิฏฐิหมดทั้ง 62 เขาก็อ่านพระไตรปิฎกไม่แตก พระสูตรที่ 2 เป็นสามัญญผลสูตร เป็นการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงเป็นสามัญ เป็นเรื่องปกติของศาสนาพุทธ ก็คือ ปฏิบัติไปตามลำดับ มีการรู้ศีล ปฏิบัติศีลไปตามลำดับ สำรวมอินทรีย์ ทำให้เกิดความสันโดษ มีสติสัมปชัญญะ ลดละไปตามลำดับ นั่นคือความถูกต้อง ต้องอย่างสามัญญผลสูตร ส่วนอัมพัฏฐสูตร คือพระสูตรที่บอกเลยว่า ตั้งแต่สมัยนั้นศาสนาพุทธยังไม่เสื่อมบอกว่าผู้จะบรรลุวิชชาและจรณะที่หลงออกป่าไปหาอาจารย์ในป่า เมื่อตามหาอาจารย์ในป่า ก็ได้ข้อ 1 2 ข้อที่ 3 และ 4 ก็สร้างเรือนไฟเลย มีสิญจนยัญ อัคคียัญ ออกนอกรีตศาสนาพุทธหมด อาตมาอ่านแล้วชัด แต่เขาไม่ค่อยกระจ่างก็เป็นเช่นนั้น สรุปแล้วศาสนาพุทธสอนมาตั้งแต่ต้นจนสุดท้าย ท่านเป็นคนไม่เหมือนอาตมา พระพุทธเจ้า อาตมาตีทิ้งหักล้าง แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ไปลบหลู่ ไม่ตีทิ้งใคร แต่ท่านให้ปัญญา ท่านให้สิทธิเสรีภาพคนจะเชื่อ แท้จริงอ่านดูดีๆ มันผิด แบบนั้นไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ถ้าเข้าใจศาสนาพุทธให้ถูก ผู้ที่ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะพระภิกษุจะไม่ออกป่าเลยตั้งใจปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ตั้งใจปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 โพธิปักขิยธรรมให้สมบูรณ์แบบศีลสมาธิปัญญาให้ถูกต้องตามธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นลำดับ บรรลุธรรมเป็นลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ไปลำดับจบเลย แต่มันวนกลับ มันเสื่อมจนถือเอาผิดเป็นถูก พระพุทธเจ้าออกบวชครั้งแรกก็ไปหลงป่าผิด ท่านบอกว่านั่นไม่ใช่ทางบรรลุ ก็เข้าใจไม่ได้ ในอุบาลีสูตร ก็ตรัสไว้ชัดที่สุด

ล. 24 ข้อ 99 อุปาลีสูตร...ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาเพื่อสร้องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี เสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด อยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิจักสร้องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนมีห้วงน้ำใหญ่อยู่ มีช้างใหญ่สูง 7 ศอกหรือ 7 ศอกกึ่ง มาถึงเข้า ช้างตัวนั้นพึงคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ เราลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้วพึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมากลับไปตามต้องการ ช้างนั้นลงสู่ห้วงน้ำนั้นแล้วพึงขัดถูหูเล่นบ้าง ขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้วจึงอาบ ดื่มขึ้นมาแล้วกลับไปตามต้องการ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าช้างนั้นเป็นสัตว์มีร่างกายใหญ่ ย่อมได้การลงในน้ำลึก ครั้นกระต่ายหรือเสือปลามาถึง (ห้วงน้ำนั้น) เข้า กระต่ายหรือเสือปลาพึงคิดอย่างนี้ว่าเราเป็นอะไรและช้างใหญ่เป็นอะไร ไฉนหนอ เราพึงลงสู่ห้วงน้ำนี้แล้วจึงขัดถูหูเล่นบ้าง พึงขัดถูหลังเล่นบ้าง ครั้นแล้ว จึงอาบ ดื่มขึ้นมาแล้วกลับไปตามต้องการ กระต่ายหรือเสือปลานั้นก็ลงสู่ห้วงน้ำนั้นโดยพลัน ไม่ทันได้พิจารณา กระต่ายหรือเสือปลานั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือจักจมลงหรือจักลอยขึ้นข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่ากระต่ายหรือเสือปลานั้นเป็นสัตว์มีร่างกายเล็กย่อมไม่ได้การลงในห้วงน้ำลึก แม้ฉันใด ดูกรอุบาลี ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราเมื่อไม่ได้สมาธิจักสร้องเสพเสนาสนะ คือ ป่าและราวป่าอันสงัด ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือฟุ้งซ่าน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ ดูกรอุบาลี เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงาย ย่อมเล่นมูตรและคูถของตน ดูกรอุบาลีเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การเล่นนี้เป็นการเล่นของเด็กอ่อนอย่างเต็มที่สิ้นเชิงมิใช่หรือท่านพระอุบาลีกราบทูลว่า เป็นอย่างนั้นพระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า...แม้จะไปนั่งในป่าก็ต้องได้สมาธิก่อน หนึ่ง ไปเพื่อเช็คว่าตนเองจะติดป่าหรือไม่ ไปอยู่ป่าสงบ แล้วเราจะหลงติดป่าหรือไม่ สอง จะฟุ้งซานหรือไม่ ฟุ้งซ่านมาหากามหรือโลกธรรม ผู้บรรลุแล้วก็เช็คได้ แต่ถ้าแน่ใจแล้วไม่ต้องไปป่าเลย ศาสนาพุทธปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต สมาธิแบบนั่งหลับตาสะกดจิตมันเป็นของเดียรถีย์ทั้งหมด ของพุทธไม่ต้องเลย ถ้าจะนั่งสมาธิหลับตา มีประโยชน์หลักอันเดียว คือเตวิชโช เพื่อตรวจสอบ เช็คผล เพื่อระลึกถึงสิ่งที่ทำมาแล้ว ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ กิเลสเกิดดับหรือเปล่า จนอาสวะสิ้นหรือเปล่า เตวิชโชคือสามญาณนี้ ไม่เข้าใจสัจจะเหล่านี้กันเลย ขออภัยอาตมาข่มมาก ดูถูกมาก มันก็เมื่อย พูดมาซ้ำซาก ไม่จมก็ลอย ตายลอยคือศพตายในน้ำลอยฟู หรือไม่ก็จมดิ่งกับขี้โคลนไปในห้วงลึกสรุปง่ายๆคือตาย ไม่ตายฝังก็ตายลอยสองอย่าง

นี่คือการปรามของพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้เข้าใจผิดอย่างสนิทเนียน ว่าศาสนาพุทธนั้นจะปฏิบัติสมาธิหรือเป็นเนื้อแท้ของการปฏิบัติธรรม วิธีปฏิบัติธรรมที่จะให้เกิดอธิจิตคือสมาธิต้องนั่งสะกดจิตหลับตาและหรือออกป่าอย่างเดียว ซึ่งมันผิดหมดยวงเลย อาตมามาค้านนี่เหมือนกับบ้าคนเดียว เขาจะเชื่อสนิทใจหมดแล้ว จริงๆ พูดไปอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง เหมือนคนไม่มีความรู้ความคิดอะไร ฟังอาตมาพูด ถ้าอย่างดีก็เฉยๆ มาพูดอยู่ทำไม เฉยๆ แต่ถ้าอย่างร้ายก็จะบอกว่าบ้า ไม่เหมือนอย่างเขาคิดและทำ โพธิรักษ์บ้าไป มันต้องมานั่งสมาธิหลับตาออกป่าถึงจะถูก ก็เกรงใจที่ต้องพูดแรงๆ

สมณะฟ้าไทว่า...ตัวผมเองไม่เคยคิดจะไปออกป่า ตั้งแต่มาเจอพ่อครู พ่อครูว่า...มีแต่ก่อนผมก็ขอหมู่ออกไปอยู่คนเดียวบนยอดเขา อยู่ 15 วัน แล้วก็ลงมาอยู่ข้างล่าง อยู่ประมาณไม่ถึง 2 เดือน เข้าไปดูสิว่ามันเป็นอย่างไร มันเป็นอย่างที่เขาพูด ก็เลยต้องไป เรื่องนี้ จำเป็นที่อาตมาต้องประกาศว่าตนเองมีธรรมะของพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ชาติก่อนๆ เป็นของตัวเองจริงๆ แล้วก็บอกไปจนกระทั่งยอมให้คนเขม่น ยอมให้คนหมั่นไส้เข้าใจผิดว่าอาตมาคือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) อาตมานี่แหละ ถึงขนาดนั้นเขาก็ยังไม่เชื่อน้ำมนต์ หาว่าอวดอุตตริมนุสสธรรมจะจับเอาปาราชิก ถ้าอาตมาเป็นของจริง ไม่มีทางปาราชิกหรอก อย่างเก่งก็จับปาจิตตีย์ ก็ต้องมีเข้าเงื่อนไข แต่อาตมาเทศน์นี้คนฟังคืออุปสัมบันทั้งนั้น ส่วนอนุปสัมบันเขาไม่มาหรอก ทางโทรทัศน์เขาก็ไม่เปิดฟังหรอก ก็แล้วอาตมาจะปาจิตตีย์ตรงไหน พออาตมาพูดออกทีวีไป เขาก็จะไม่ฟังเลยล่ะ แต่ข่าวโคมลอยมีนักหนาชอบกระจายนัก กลายเป็นข่าวเท็จข่าวลวงไป ในพระไตรปิฎกเล่ม 8 ข้อ 1191 ขออธิบายต่ออีก ชัดที่สุดเลย ถ้าเข้าใจอ่านพระไตรปิฎกแตก ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น ธุดงค์คือศีลเคร่ง ผู้ที่เป็นอย่างพระมหากัสสปะมิจฉาทิฐิมาเป็นร้อยเป็นพันชาติ จนกระทั่งกว่าจะมาแก้ทิฎฐิได้มาเจอพระพุทธเจ้า ก็เลยติดเป็นวาสนา พระพุทธเจ้าก็เลยอนุโลมให้คนเดียวมีคนสุดท้ายแหละ แต่ท่านก็บรรลุอรหันต์ได้ ถ้าไม่เช่นนั้นไม่เจอพระพุทธเจ้าก็จมหนักกว่าเก่าไม่มีทางฟื้น พระพุทธเจ้าถึงบอกชัดเจนเลยว่า คนที่จะไปถืออยู่ป่านี้เป็นคนอย่างไร [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก. 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ: 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า ใครที่ไปเห็นว่าอยู่ป่าดีก็อยู่ข้อนี้เลย 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า พ่อครูว่า...แค่ด่าสามข้อนี้ก็หนักหนาแล้วกระอักเลือดแล้ว ยังมีข้อที่ 4 อีก คือ 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า พ่อครูว่า...มีแต่ถล่ม ไม่มีสรรเสริญเลย ก็ตั้งแต่อัมพัฏฐสูตร ท่านก็บอกว่า เป็นความเสื่อมในการออกป่า เอาธูปเทียนมาจุดในวัด เป็นการบูชาวิญญาณล่องลอยระลึกเทวนิยม มันเป็นความเสื่อม กับการสร้างเรือนไฟอย่างธรรมกาย หรูหราฟู่ฟ่า สำนวนพระพุทธเจ้าบอกว่าสร้างโรงไฟในทาง 4 แพร่งมีมุข 4 ด้าน คือดักคนใหญ่โต ยิ่งใหญ่ มุขสี่ด้านเลย เป็นวิหารศาลาใหญ่ ไปเข้าใจผิดว่า พระพุทธเจ้าและสาวกสรรเสริญการอยู่ป่า 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า พ่อครูว่า...ในข้อที่ 5 นี้มีประโยชน์นิดหนึ่งในสิ่งแวดล้อม เมื่อไปอยู่ป่า มันจะเป็นผู้มักน้อยเพราะไม่มีอะไรให้ และมันก็ต้องพอ มันมีข้อจำกัดไม่มีอะไร น้อยไม่มีมาก ไม่มีโลกธรรม ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ใจก็ต้องพลอยถูกบังคับให้สันโดษ ขัดเกลาให้เงียบสงัด และอันสุดท้าย คือเพราะอาศัย อิทมตฺถิตฺเว นิสฺสาย อารฺโก เขาแปลคำว่า อิทมตฺถิตฺเว ด้วยความปฏิบัติงามนี้จึงถืออยู่ป่า มันมีความน้อย ใจก็เลยถูกบังคับ ก็ต้องตั้งใจขัดเกลาในเชิงนี้ ในสิ่งแวดล้อมที่เงียบสงัด ไม่มีสิ่งแวดล้อมยั่วยวนกวนใจ มันก็ง่าย ปฏิบัติได้ง่าย ตื้นๆ เป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นอะไรเลย เพราะฉะนั้นก็ถือเอาประโยชน์อันน้อยนี้ จะเอาประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม มันไม่ได้ต่อสู้ ไม่ได้ขัดเกลาเลย มันก็ขัดเกลาแบบมีน้อย สิ่งแวดล้อมบังคับให้ทำ มีประโยชน์น้อยมากเลยเหมือนเศษเนื้อข้างเขียง ถ้าอยู่แล้วอย่างอุปาลีสูตร คุณจะจมลงหรือจักฟุ้งซ่านลอยเท่านั้น ต้องเก่งต้องแน่ ผู้ไม่ได้สมาธิและออกป่าไม่จมก็ลอย เพราะฉะนั้นคุณต้องเก่งจริงๆ ถ้าไม่เช่นนั้นคุณไม่ได้เศษเนื้อข้างเขียง ที่คุณจะได้คือสิ่งเล็กๆน้อยๆจากธรรมชาติ ต้องเก่งจริงๆถึงจะได้ประโยชน์จากความเป็นแห่งป่า มันไม่มีโลกีย์ให้คุณ คุณต้องพอ จะตะกละไม่ได้มาก ไม่มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอะไร ไม่ใช่โลกีย์ไม่ใช่กาม ตามธรรมชาติ มันเป็นธรรมชาติที่จำกัด มันจำนน เมื่อหลงผิดเข้าไปในป่า หลงทางจาก 4 ข้อต้นแล้ว มันก็มีเศษดีจากธรรมชาตินิดเดียว นี่คือรายละเอียดที่อธิบายไม่ง่ายเลย ก็ต้องแคะเอาประโยชน์จากตรงนี้ให้ได้ จะต้องเป็นผู้มักน้อย จิตต้องมีใจพอ ขัดเกลา สงัดจากกิเลส สงัดจากสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ความหมายของศาสนา เป้าหมายของศาสนาพุทธคือสงัดจากกิเลส สงัดจากลาภยศสรรเสริญ สงัดจากกาม สงัดจากอัตตา แต่ละคนอัตตาเล็กๆก็ไม่ แล้วเราขัดเกลาให้จิตสงบจากสิ่งเหล่านั้นหมดเลย ลาภยศสรรเสริญจะมาอย่างไร กระแทกกระเทือนอย่างไร เราสบายมาก เราไม่ติดยึด ไม่หลงหรูหราฟู่ฟ่า เหมือนนักสะสมของแพงระดับมืออาชีพ ก็เลยจ๊ะเอ๋กับความสุขอย่างท่วมท้น แล้วก็พาพบกับความสุขอย่างสาหัสสากรรจ์พร้อมกัน ได้เรือนที่ 23 แล้วก็เลยได้ความสุขอย่างสาหัสไปพร้อมๆกัน

610117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 วิโมกข์ 8

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน