สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สัทธรรม 7 ฌาน 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สัทธรรม 7 ฌาน 4 พ่อครูว่า...อาตมายังค้างอธิบายฌาน 4 มาต่อ วิชชา 8 พยายามอธิบายจรณะ 15 ถ้าคุณไม่มีขั้นตอนของศีลเบื้องต้น แล้วมีการปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 ข้อ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ อาตมาก็สำทับ หนักว่าชาคริยา คุณต้องทำการตื่น แต่ถ้าไปหลับตาก็ไม่ตื่นแล้วไม่ต้องนอนหลับหรอกหลับตาก็ไม่ ชาคริยา ชาคริยาต้อง มี จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่าง ต้องมีทวารทั้ง 6 กระทบสัมผัส ถ้าคุณหลับตาโลกข้างนอกแสงสว่างคุณก็ไม่มี มันก็ไม่บริบูรณ์แล้วแล้ว คุณบอกว่าตื่นคุณก็ตื่นอยู่ในภพ ก็ใช่ คุณก็มีโลกอยู่ในกะลาครอบ คุณฉลาดอยู่ในโลกกะลาครอบกับคนที่มีโลกวิทู รู้โลกกว้างรู้มากมาย อันไหนมันครบกว่ากันล่ะ แล้วคุณก็หลงโลกในกะลาครอบว่ามันเกิดปัญญารู้มากมาย คุณก็ไม่รู้ว่าปัญญาที่คุณรู้นั้นมันไม่ใช่มันเป็นเพียงสัญญาเท่านั้น จากความจำของคุณ คุณไม่รู้อะไรใหม่เลย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร นั่งหลับตาทำเจโตสมาธิทั่วไปคนที่เขาทำกันอยู่ มันมีอยู่ในคุณจะเลือกได้แต่อดีต 18 หรือฟุ้งซ่านไปในอนาคต 44 มีเท่านั้นไม่มากกว่านั้นแล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่มีปัจจุบันนี้ จบศาสนาพุทธ ไม่มีทางจะเป็นอรหันต์ ขยายมาจนกระทั่งถึงขั้นต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็เข้าใจยากอีก เพราะวิโมกข์ ข้อ 1 2 3 รวมอยู่แล้วทั้งรูปและนามต้องทั้งนอกและภายในมีหมด แต่คุณก็ไม่ออกมาภายนอกมีแต่ภายในดีไม่ดีแปลภาษาผิดอีก อัชฌัตตังอรูปสัญญี แปลไปว่าไม่มีสัญญาขภายนอกอีก อรูปสัญญี คือ มีสัญญารู้ถึงภายในถึง อรูป แล้วต้องรู้เห็นตั้งแต่ภายนอกจนถึงภายใน สัญญีคือผู้มีธาตุกำหนดรู้ทั้งภายนอกและภายใน แต่นี่ไปแปลผิดเพี้ยนว่า ไม่กำหนดรู้ไม่มีสัญญาไม่มีความสำคัญมั่นหมายในรูปภายใน เลยยิ่งไปกันใหญ่เลย ไม่
อ่านต่อ
กําหนดหมายรู้อะไรเลยดับไปเลย อาตมาเข้าใจว่าผู้แปลไปตามทิศที่ตัวเองนั่งหลับตาสมาธิดับความรับรู้หมดเลยนั่นแหละคือนิโรธ ก็เลยแปลว่าดับทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ ดับหมดเลย แปลไปตามความเห็นความรู้ของตัวเองซึ่งมันผิด เพราะฉะนั้นในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 ก็บอกไว้ชัด 1. ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) แปลว่าผู้มีตาเห็นรูป หูกระทบเสียงลิ้นกระทบรส จมูกกระทบกลิ่น กายสัมผัส เสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็ง ผู้ที่มีประสาทรับรู้ยังดีอยู่ก็ต้องมีการเห็น การได้ยิน การรับรส การได้กลิ่น การสัมผัส ชัดเจนครบแล้ว ข้อที่ 1 ก็ต้องมีรูปและต้องมีประสาทสัมผัสมีตา หู จมูก ลิ้น กาย และก็ต้องทำงานกระทบกัน ต้องปัสสติ ต้องสัมผัสเห็น หรือรู้หรือได้ยินรวมทั้งหมด รูปีรูปานิปัสสติ
2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) . (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) รูปานิ คือรูปภายนอก คุณอยู่เหนือภายนอกได้แล้วคุณก็ไปทำภายในต่อ คืออัชฌัตตัง คุณอยู่เหนือรูปได้ก็หมด อยู่เหนือรูปไม่ใช่ตาหูจมูกลิ้นไปอยู่ภายในไม่รับรู้ ไม่ใช่ แต่ว่าสัมผัสภายนอก กิเลสไม่เกิด ไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็นแล้วสลับกิเลสภายนอก แต่ข้างในยังมีอะไรอาวรณ์ที่เป็นรูป เป็นอนาคามีภูมิขึ้นไป คุณก็ต้องลดของตนเอง จนละเอียดเหลือน้อยลงที่สุดคืออรูป คือไม่มีรูป แต่มันมีจนไม่มีนั่นแหละ มันมีน้อยเท่าไหร่ก็คืออรูปนั้นแหละ จนมันไม่มี สูญเลย สภาพสุขทุกข์ชอบชังไม่มีแล้ว กลาง ปริสุทธา แม้ว่ากระทบสัมผัสอยู่ก็ยังสะอาด ปริโยทาตา มุทุ จิตของคุณจะเร็วในการรู้และการปรับเปลี่ยน ถ้ามันแรงขนาดนี้คุณกระเทือนอยู่นะ คุณต้องรู้ว่าไม่สนิทนะ ยังไม่นิ่งสนิทก็ต้องเรียน ลดไปอีก จนกระทบเท่าไหร่แรงขนาดไหนก็ไม่หวั่น ก็ต้องพิสูจน์ว่าคนนี้เล่นแรงนะ แต่เราก็ไม่เกิดรู้กัมมัญญา ปภัสสรา
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน..คงขึ้นอยู่กับภูมิธรรมของผู้ที่แปล เขาแปลอย่างไม่รับรู้ดับอะไรเลย ในอินทรีย์ภาวนาสูตรก็การทำอินทรีย์ภาวนาของลัทธิหนึ่งว่าไม่รับรู้อะไรเลย ก็คือพระพุทธเจ้าบอกว่าเหมือนกับทำให้ตาบอดหูหนวกนั่นเอง พระพุทธเจ้าบอกว่าหัวใจของอินทรีย์ภาวนา คือทำให้ความชอบหรือความชังมันหมดไปเมื่อตาเรากระทบรูปหูเรากระทบเสียง วิโมกข์ข้อ 1 คือ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง ก็ต้องรู้ความชอบหรือความชังของเรา ว่ามันมีมากหรือน้อย หรือว่ามันสูญ โดยไม่ต้องไปหลับตา อันที่ 2 ต้องให้รู้ทั้งภายนอกและภายใน มีสัญญากำหนดรู้ตั้งแต่ภายนอกจนถึงภายในรูป อรูป จนมันเหลือน้อยที่สุดจนวันสูญไปเลย ต่างจากลัทธิอสัญญี ที่ไม่ให้ไปรับรู้อะไรเลย ก็แปลไปตามทิฏฐิของคนแปล
3. ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต . โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ่อครูแปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163 พ่อครูว่า...สุภะแปลว่างามแปลว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น สุภะ กับอันตะ คือสุดที่คุณยึดคุณจับไว้ว่าอันนี้ น่าได้น่ามีน่าเป็น คนที่ไปยึดสวรรค์ ในระดับอาภัสรา (ใส)สุภกิณหา คือน่ายินดีแต่ไปยินดีในความดำคือกิณหา คือมืด ดำ ส่วนที่ไปนิยมความมืดกับนิยมความสว่าง สายธัมมชโย นิยมความสว่าง สายอ.มั่นนิยมความมืด สายธัมมชโย ขนาดหลับตายังไปเห็นความสว่างเลย เป็นความสุดโต่งของสองฝ่ายของอาจารย์มั่นและธัมมชโย ขออภัยที่ต้องกล่าวชื่อ เพราะว่าสายสภาวะดำมืดนี้ยังผลาญโลกน้อย ส่วนสายสว่างอย่างธัมมชโย ผลาญโลกได้มาก สายหนึ่งมักน้อย อีกสายมักมาก อาภัสราร้ายกาจมากเลย ส่วนสายมักน้อยมืดดำ ไม่ได้ไปรบกวนใครมากมายแต่หลงติดในอัตตาภพชาติ นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย ไปหลงปั้นรูปร่างในจิต อีกอย่างหนึ่งซึ่งเสียเวลามาก
ผู้ที่โน้มจิต จิตมันมีทิศทาง มันโน้มทางมิจฉาทิฏฐิหลงว่าเป็นสัมมาทิฏฐิไปได้ แต่วิโมกข์ 8 ของพระพุทธเจ้านั้นต้องไปในทางที่ถูก โน้มไปในทางที่สูงที่เจริญโน้มไปสู่ทางที่บรรลุได้หมายความว่าจิตมันเดินทางผ่านโน้มไปสู่ที่สูงที่สุด นี่คือข้อ 3 เมื่อจิตโน้มลดกิเลสไปสู่ที่สูงที่สุดได้ก็หมดรูป เข้าไปสู่อรูปก็แบ่ง 4 4. ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา(พ้นรูปฌาน) เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) ๕. ผู้ที่ล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงบรรลุวิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญาณัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) ๖. ผู้ที่ล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวงจึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ)
ไม่ว่าสัญญาทางกาม ทางปฏิฆะก็หายไปหมด ปฏิฆะมันหมดแล้วภายนอก เรื่องผลักไม่มีแล้วมีแต่ยึดเป็นราคะอยู่ภายในก็ไปติดราคะภายใน หยาบจนถึงละเอียดจนถึงอากาศไปยึดเอาว่างๆในว่างก็มีสอง สภาวะวิญญานัญญาคือตัวรู้ก็ต้องรู้เทวะ อากาสาเป็นรูปวิญญานัญญาเป็นนาม เราต้องดูว่านามเราอยู่และไปยึดอากาศความว่างเป็นภพ ก็ยึด แม้ลืมตาทำอากาสาฯได้ ว่างก็ไม่สามารถใช้จิตปรุงแต่งนึกคิดทำงานก็ทำไม่ได้คุณก็อยู่ว่างๆ ว่างจนเก่ง เก่งจนกระทั่งตาก็ไม่เห็น หูก็ไม่ได้ยินทั้งที่ตาก็ลืมอยู่นะแสงกระทบม่านตาคุณก็ไม่มีเอาประสาทมารับรู้คุณก็ว่าง เรียกว่าตาบอดตาใส ไม่รู้สึกว่ามีอะไรมาถูกตา อย่างนี้เป็นต้น หูก็เหมือนกัน มันมีเสียง แต่คุณไม่ได้ยิน พระพุทธเจ้าเดินจงกรมในโรงกระเดื่อง ฟ้าผ่า วัวตาย 4 คนตาย 2 ก็มีคนมาบอกพระพุทธเจ้าว่าฟ้าผ่าดังสนั่น ท่านได้ยินไหม...พระพุทธเจ้าก็ว่าไม่ได้ยิน...เขาก็ว่าท่านเข้าสู่ภพใน ทำให้จิตไม่รับรู้เลยได้ เสียงไปกระทบแก้วหูอยู่นะ ท่านยังเดินอยู่ใกล้ๆไม่ได้ยินอย่างไร คนฟังก็ว่าอัศจรรย์จริงหนอ้ขาเรียกว่าฌาน ว่สมาบัติ สมาบัติคือภาค ปฏิบัติให้แก่ตนเองจนเกิดคุณสมบัติอย่างหนึ่ง ท่านทำได้ถึงขนาดนั้นอาตมาทำไม่ได้อย่างพระพุทธเจ้าฟ้าผ่าก็ต้องได้ยินแน่นอน นอกจากบางทีหลับสนิทฟ้าผ่าก็ไม่ได้ยินเหมือนกันนะอาตมานอนหลับ แต่ถ้าลืมตาเห็นฟ้าผ่าอยู่ใกล้ๆมันก็ได้ยินถึง แต่ท่านเดินอยู่นะ ท่านมีคุณสมบัติถึงขนาดนั้น คนที่มาพบก็บอกว่าอัศจรรย์จริงหนอท่านทำการสมถะจิตของท่าน ดีเก่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของพระพุทธเจ้าเราทำไม่ได้ขนาดนั้นก็เป็นความจริงเท่านั้นเอง สรุปแล้วอากาสาฯกับวิญญานัญจา ก็เป็นคู่หนึ่ง ความว่างกับสิ่งที่ไปรู้ว่าว่าง ส่วนอีกคู่คือ อากิญจัญฯกับเนวสัญญาฯ อากิญจัญคือรูป นิดหนึ่งน้อยหนึ่ง คุณไม่มี สภาวะสัมผัสอันนี้ก็ไม่มี มันเกินกว่าว่างก็ได้ ว่างมันก็มีว่างแต่นี่ไม่มีอะไรเลย เนวสัญญาฯคุณรู้ไหม จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ไม่ได้ต้องพ้นจากความรู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ต้องพ้นจากเนวสัญญานาสัญญายตนะก็เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธต้องกำหนดรู้ให้หมดเลยจะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ไม่ได้ยังไม่ถือว่าเป็นพระอรหันต์ อรหันต์ต้องถึงสัญญาเวทยิตนิโรธต้องกำหนดรู้ความดับสนิทอันนั้นรู้แจ้งรู้หมดเลยในความไม่มี ว่างมันต้องมีความว่าง แต่มันไม่มีมันก็คือไม่มี มันหมดภาษาแล้ว สุดท้ายพระพุทธเจ้าก็บอกว่าคุณก็ต้องใช้ความมีกับความไม่มีเป็นบัญญัติในการสื่อ พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 บอกไว้ นัตถิกับอัตถิ หรือโหติกับนโหติ เป็นพยัญชนะที่ใช้สื่อสภาวะเราก็จะไม่สงสัย สรุปแล้ว บรรลุแม้เนวสัญญานาสัญญายตนะ กับอากิญจัญญายตนะ ฝจนเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นวิโมกข์ข้อสุดท้ายตัวที่ 8 7. ผู้ที่ล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (สัพพโส อากิญ-จัญญายตนัง สมติกกัมมะ เนวสัญญานาสัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) หรือจิตวิญญาณต้องพ้นสิ่งที่ไม่รู้ และไม่มีที่จะไม่รู้ 8 .ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญา-นาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง (สัพพโส เนวสัญญานาสัญญายตนัง สมติกกัมมะ สัญญาเวทยิตัง นิโรธัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) หรือพ้นอวิชชาสังโยชน์ อันผู้เข้าถึงแล้ว พึงทบทวนตรวจสอบอย่างอนุโลมบ้าง อย่างปฏิโลมบ้าง ทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง หรือบางขณะก็อยู่ในอารมณ์บางขณะก็ไม่อยู่ในอารมณ์แห่งวิโมกข์๘ อยู่บ้าง-ไม่อยู่บ้างตามคราวที่ต้องการ ตามที่ปรารถนาและตามกำหนดที่ประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุติ - ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุติ มหานิทานสูตร พตปฎ. ล.10 ข.66 / ล.23 ข.163
กายต้องรู้ทั้งภายนอกและภายใน การที่จะรู้แล้วเลิกความติดยึดในวัตถุนั้นง่ายแต่กายนั้นพระพุทธเจ้าหมายถึงมโนจิตวิญญาณ ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ตกลงผ่านวิโมกข์ 8 นะ
พ่อครูว่า...มาพูดสิ่งที่เตรียมมา อาตมาจะสรุป ฌาน 4 ในจรณะ 15 แล้วจะเน้นปัญญา ญาณ วิชชา ฌาน 4 ในจรณะ15 ตั้งแต่สังวรศีล 1. ถึงพร้อมด้วยศีล . . 9. ปรารภความเพียร (อารัทธวิริโย) 2. คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10. สติอันเป็นอาริยะ . . 3. ประมาณในโภชนา 11. ปัญญา . . 4. ประกอบความตื่น 12. ปฐมฌาน . 5. ศรัทธา (เชื่อมั่น) . . 13. ทุติยฌาน 6. หิริ (ละอายต่อบาป) . 14. ตติยฌาน 7. โอตตัปปะ. (สะดุ้งบาป). 15. จตุตถฌาน 8. แทงตลอดในพหูสูต . (ล.13/34)
ความศรัทธานั้นมีตั้งแต่ความเชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น ต้องถึงขั้นเชื่อฟังแล้วจะปฏิบัติตาม จะปฏิบัติตามและบรรลุผลจนกระทั่งถึงความเชื่อมั่น คุณจะเจริญขนาดไหนก็ตามถึงขนาดจิตใจมี หิริ ละอายต่อสิ่งที่ไม่ดีไม่งามที่จะต้องไปสัมผัสไปเสพติดอีกมันจะละอาย หิริ ก็เป็นกำลังที่มีความรู้สึกละอายต่อสิ่งที่ไม่ดีต่อหน้าผู้คนก็ละอายไม่กล้าทำ แต่ขนาดหิรินี้ลับหลังทำ ไม่มีใครเห็น กำลังของความละอายถ้าสูงขึ้นจนกระทั่งเป็นโอตตัปปะ สิ่งที่ไม่ดีเราไม่รู้แล้วสักทีไม่รู้จะจบแล้วก็ต้องเลิกตัดขาดไม่ทำ มันจะกลัวมันจะเข้าใจเลยนั่นแหละคุณไปซ้ำไปเติมไปวนเวียนอยู่ทำไม คุณก็ไม่รู้แล้ว ต้องตัดขาดให้มันขาดจนกระทั่งมีภูมิธรรมซ้อนเข้าไปสัมผัสได้ก็ไม่เกิดปฏิกิริยา มันมาสัมผัสกับเราก็ไม่เกิดปฏิกิริยา ต้องไปเที่ยง ต้องทำการเว้นขาดตัดก่อนจึงจะอนุโลมทีหลังมีสภาพเป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ต้องทำตามลำดับอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผู้ที่สัมผัส แล้วก็สะสม พหูสูตร ละอาย กลัว มาสัมผัสอย่างไรก็ไม่เอา สัมผัสแรงก็ไม่เอา คุณไม่เอาคุณก็จะมีปัญญาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอย่างปัญญาคุณก็จะเสริมหนุนขึ้นเรื่อยๆมันจะเจริญด้วยเราไม่เอาเราก็ขาดอยู่ ๆ ถ้าเราไปเอามันก็ไม่ขาด หากไปมีต่อมันก็ไม่ขาดหากคุณขาดมันก็ไม่ต่อ ขาดมากเข้าจนกระทั่งเห็นด้วยปัญญาว่ามันก็ไม่ตายมันไม่มีมันก็สบายๆเบาดีด้วย ไม่ต้องวุ่นวายไปนั่งสั่งสอนอะไรอีกเยอะสะอาดบริสุทธิ์จิตคุณก็สว่างสะอาดก็จะเกิดปัญญาอีกเยอะแยะความเฉลียวฉลาดจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้คนเก่งขึ้นเป็นพหูสูตมากขึ้น เจริญขึ้นเป็นผู้ที่เจริญพหูสูตเจริญขึ้นด้วยความจริง เมื่อคุณเห็นอย่างนี้คุณก็พากเพียรต่อด้วยวิริยะสติปัญญา วิริยะสติปัญญาเป็นสามเส้าหลักที่จะทำอีกต่อไปแล้วคุณก็จะเกิดจิตละเอียดสะอาดตั้งมั่นสั่งสมเป็นสมาธิเป็นสมาธิ เพราะฉะนันในสัทธรรม 7 จึงไม่มีคำว่าสมาธิ เพราะสมาธิจะไปเกิดตามหลัง ฌานอีกที ในสัทธรรม 7 ถึงไม่มีคำว่าสมาธิ อินทรีย์ 5 พละ 5 มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็สั่งสมให้เกิดสติมีปัญญาร่วมกัน สติ สมาธิ ปัญญา ก็อยู่ในมูลสูตร3ข้อนี้ สมาธิเป็นประมุข สติเป็นอธิปไตย ปัญญาเป็นอุตตระ สติเป็นอธิปไตย ไม่หลบไม่หลีกไม่รี้ สตะ คือร้อย สติทำงานหมุนสามเส้าเต็มร้อย แล้วก็จะมีปัญญาช่วย สามารถที่จะอยู่เหนืออันนี้ได้สบายๆ อย่างไรๆเรามีอำนาจเหนือได้จริงๆเลย สติสมาธิปัญญา ทำเข้าก็หลุดพ้นมีแก่น เป็นวิมุติเป็นสาระ มากเข้าๆ จนเป็นผู้ที่หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์เป็นต้นไปเป็นอมตะบุคคล ถ้าเกิดจะตายเองได้ แยกธาตุให้เป็นอุตุนิยาม หรือว่าจะเกิดอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นในสายของเถรวาทยังเข้าใจไม่ได้ สายพระมหากัสสปะ เกิดอีกไม่ได้ก็เป็นอุจเฉทิฏฐิ แต่พระมหากัสสปะท่านก็รู้แล้ว แต่ท่านยังไม่ถนัดท่านก็บรรยายยังไม่ได้หรอก สายเทวนิยมหรือสายสมถะ สายออกป่า โต่งทางศรัทธา จึงจมอยู่กับการหยุดถ่วงไว้ ส่วนสายปัญญานั้นเร็ว อมตบุคคล จึงเป็นสายปัญญาเป็นหลัก สายเจโต วิมุติเป็นแก่นแล้วส่วนมากก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ค่อยกลับมาช่วยโลกหรอก ส่วนสายปัญญาจะกลับมาอีกจะเหนือกว่า การสะสมลงไปในจิต เป็นอมตะ สั่งสมคุณธรรมปัญญาสูงขึ้นจนมีพลังงานปัญญามากพอที่จะอนุโลมปฏิโลมกับใครต่อใครได้ อย่างอาตมาพากเพียรเลยจากพระอรหันต์จนเป็น นิยตโพธิสัตว์ ถึงได้รู้การอนุโลมได้มาก ทำงานมาได้ขนาดนี้จึงเข้าใจคำว่าอมตะบุคคลนี้ ขนาดไหน จะสั่งตายสั่งเกิด แม้จะแรงมากเราก็ไม่ตายได้ หรือเกิดอีก กิเลสไม่เข้าแล้วไม่เสียหาย ก็ต้องเผื่อพอ จะเข้าใจการเผื่อพอ ไม่หลงตัวว่ามีเท่าไหร่แสดงออกหมด ฉันมี 1 ล้านก็แสดงออกหมดไม่ใช่เลย ฉันมีล้านแสดงออก 800,000 ก็ได้ ฉันมีล้านแสดงออก 1 ก็ได้ไม่ต้องไปแข่งเขา เพราะเราไม่ได้อยู่อย่างอยากเอาชนะหรืออยากอวดอ้าง จรณะ 15 ฌาน 4 ซึ่งเป็นตัวที่ทำงานล้างกิเลส เป็นพลังงานไฟ ผู้ที่จะมายืนยันพลังงานฌานได้ ต้องเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อย่างอาตมาเป็นต้นไป จะเห็นได้ว่าคนไม่เข้าใจคำว่าฉันก็อย่างไรมีแต่เข้าใจคำว่าฌานคือการเพ่ง แต่ฌานที่จริงคือพลังงานไฟ ในพจนานุกรมก็ยังมีแปลไว้อยู่ ฌาปนะ ก็เป็นคำที่เป็นการเผา ก็ยังค่อยยังชั่วที่แปลฌานว่าคือไฟ ฌาปนะ คือเผาเลยเผาร่างกายเผาศพ ฌานปกิจ คือเผาร่างเลย สมณะเดินดิน..สรุปจบ
620807_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พระโสดาบันเป็นผู้มีฌานจากจรณะ 15