สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน นามธรรม กับ ฌาน วิชชา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระอภิธรรม) ตอน นามธรรม กับ ฌาน วิชชา พ่อครูว่า..ยังติดค้างอยู่..มีเรื่องของ นามธรรม กับ ฌาน วิชชา เอานามธรรมก่อน คำว่า “นาม” อาตมานิยามคำว่า นาม นี้ให้ฟัง เพื่อความเข้าใจแล้วเอามาใช้ศึกษา นาม นี่หมายความถึงสิ่งที่ไม่ใช่รูป คือจิตนิยาม จิตนิยามเป็นนาม แม้แต่พีชนิยามก็ยังไม่ได้เรียกพลังงานของพืชว่า นาม เรียกได้แค่อรูป ที่เป็นชีวะ ฟังใช้พยัญชนะกับสภาวะให้ดีๆ ซึ่งความเป็นชีพในความเป็นชีวะนั้นจะแยกเป็น 2 อย่าง พีชะเป็นชีวะ เพราะฉะนั้นพลังงานของมันเป็นแค่ อรูป ไม่ใช่นาม ทีนี้คำว่า ชีพหรือชีวะแยกเป็นสองคือ พีชนิยามกับจิตนิยาม พืชนั้นยังไม่มีธาตุรู้ ธาตุรู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยขันธ์ 5 พืชมีแค่ขันธ์ 3 คือ รูปขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ นี่คือพีชนิยาม ยังไม่มีเวทนา วิญญาณก็ยังไม่มีแน่นอน จึงยังไม่มีกรรมวิบาก ทำกรรมไม่เป็นอันทำที่จะเป็นวิบากสืบต่อไปชาติต่อๆไป ยังไม่สืบต่อชาติ สืบต่อ DNA ของสรีระเท่านั้น ทางรูปธรรมง่ายๆไม่ใช่จิตวิญญาณ ไม่ข้ามชาติ ยังไม่จองเวรจองกรรม นี่คือนามกับอรูป ต่างกัน นาม อีกลักษณะหนึ่ง นาม ในภาษาไวยกรณ์ หมายถึงชื่อ ชื่อที่เรียกกันก็ได้ หรือเป็นบัญญัติหรือ พยัญชนะก็ได้ และ นาม ในความเป็นกาย กายแปลว่า 2 คือรูปกับนาม นาม อยู่ในความเป็นกาย หรือเทวฺ กายก็มี 2 เสมอ เทวฺ ก็มี 2 เสมอ คนที่ปฏิบัติธรรมเข้าใจคำว่ากายเป็นแต่เพียงภายนอกไม่มีภายในนั้นไม่ได้ จะต้องเข้าใจว่ามีภายนอกกับภายในเสมอจึงจะเรียกว่า กาย เพราะฉะนั้นการแยกกายแยกจิตที่เป็นมูลกรรมฐานของภิกษุที่มาบวชทุกองค์ ต้องเรียนรู้แยกกายแยกจิตให้ชัด ว่าอย่างไรแยกออกเป็นอุตุนิยาม อย่างไรเป็นพีชนิยาม อย่างไรเป็นจิตนิยาม เข้าใจนิยามทั้ง 3 อย่างนี้ได้ จึงจะไปปฏิบัติ กรรมนิยามและธ

อ่านต่อ

รรมนิยาม ถ้าเข้าใจนิยาม 3 นี้ไม่ชัดเจนถ่องแท้ ตัดขาดความเป็นอุตุ ตัดขาดความเป็นพีชะ ตัดขาดความเป็นจิตไม่ได้ คุณไม่มีทางจะบรรลุอรหันต์ ไปปฏิบัติกรรมหรือธรรมะ ไม่บรรลุอรหันต์ รายละเอียดของพวกนี้ไม่ใช่ง่ายๆ อรหันต์เก๊ที่หลับตาปฏิบัติ พูดชัดแล้วว่าอย่างนั้นเป็นโมฆะ การหลับตาปฏิบัติโดยไม่ชัดเจนอย่างที่อาตมาพูด แต่ถ้าคุณจะหลับตาอย่างสัมมาทิฏฐิก็เป็นอุปการะ หลับตานั้นมี 1) การพักผ่อน 2) ศึกษาจิตเจตสิกในภพภูมิของสัญญา 3) เตวิชโช ตรวจสอบลงบัญชี บุพเพนิวาสานุสติญาณจุตูปปาตญาณอาสวักขยญาณ 4) เอาไปเล่นฤทธิ์เดชเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริย์ อย่างนี้ของพุทธตีทิ้ง ทุกวันนี้อาตมาก็ยังใช้อยู่สิ่งเหล่านี้ เป็นอุปการะมาก ทุกวันนี้ก็ยังใช้ หลับตา ตัดทวารดับไป สรุปตอนนี้ นามธรรมกับอรูปต่างกันอย่างไร หรือนามธรรมในโลกที่ศึกษาทางไวยากรณ์ นามนั่นหมายถึงพยัญชนะ แต่แท้จริงด้วยสัจจะแล้ว นาม หมายถึงสภาวะ นามไม่ได้หมายถึงพยัญชนะ ตัวนี้แหละเป็นภาษาของสิริมหามายา เคยไปยึดติดอย่างเช่นเป็นสายเปรียญ 9 ด็อกเตอร์การศึกษาเต็มหัวหมด เอาพยากรณ์ วจีวิภาควากยสัมพันธ์มา ไม่ตามสภาวะที่อาตมาอธิบาย จบพวกนี้จบ ยึดถือพยัญชนะ ยึดถือภาษา คำว่านามก็กลายเป็นชื่อเป็นพยัญชนะเป็นภาษาบัญญัติไปหมด เข้าไม่ถึงสภาวะ น่าสงสาร หลายคนมีความรู้ทางภาษาเขามีเยอะแต่ใช้ให้เป็นสภาวะไม่ได้ ก็เลยสับสนระหว่างสภาวะกับพยัญชนะ อธิบายคำว่ากาย คำว่าบุญ คำว่าสมาธิ สับสนไปหมด สมาธิก็กลายเป็นนั่งหลับตา กายก็เป็นเรื่องภายนอกเพียงวัตถุ หรือเทวฺ หรือแม้แต่คำว่านาม คำว่ารูป ก็แยกกันไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นต้องแยกแม้แต่สังขารธรรมกับสังขารจิต สังขารธรรมหมายถึงอะไรที่รวม สังขารจิตหมายถึงเจาะเข้าไปถึงอาการของจิตเป็นสภาวธรรม คำว่าสภาวะธรรมนั้นเป็นดีเป็นชั่วเป็นโลกุตระเป็นโลกียะก็ได้ เข้าไปถึงจิตจะแตกไปถึงความเป็นธาตุ ธาตุเป็นเอกกว่าธรรมะ ธรรมะเป็นความเป็นสองหรือทุกสิ่งทุกอย่างคือธรรมะ คำว่าธาตุ ตัวไหนเอาคำว่า ธาตุ มาเรียกเพราะฉะนั้นตัวนั้นเรียกแยกเฉพาะตัวนั้น แต่มันเป็นสภาวะ 2 ได้จนกระทั่งถึงนับไม่ถ้วน ถ้าเทวะสอง คุณต้องเรียนรู้ความเป็น 2 แยกแยะให้ได้ทีละ 2 หรือแยกนามรูป แยกกาย ได้ เรื่องของธาตุ สังขารรูปกับสังขารจิต ก็ต่างกัน สังขารรูป เป็นการปรุงแต่งระหว่างอุตุธาตุกับอุตุธาตุ เป็นการปรุงแต่งอย่างหนึ่งสังขารรูป เช่น ไฟฟ้าแสงสีเสียงแม่เหล็กความร้อน ก็ปรุงแต่งกันอยู่ พวกนี้เป็นพลังงานที่เป็นอุตุธาตุทั้งนั้น ปรุงแต่งกัน หรือ อุตุธาตุกับพีชธาตุปรุงแต่งกัน ยังไม่ถึงขั้นที่เป็นอุตุธาตุปรุงแต่งกับจิตธาตุ มันก็จะมีพีชธาตุอยู่ในนั้นด้วย เพราะว่า จิตธาตุนั้น มีทั้งอุตุธาตุมีทั้ง พีชธาตุ จิตธาตุ พระอรหันต์จึงสามารถทำให้จิตเป็นพีชธาตุได้ แล้วอาศัย ไม่เอาจิตที่ไปสังขารโลก ตัดตั้งแต่โลกอบาย โลกกาม โลกรูปโลก อรูปโลกก็ตัดได้ อาตมาเขียนไว้อธิบายคำว่านาม ขยายความสิ่งเหล่านี้ มันก็มีประโยชน์ รู้ชัดขึ้น ไม่ได้ลงลึกไปจนกระทั่งขยายซ้ำอีกว่า แล้วเมื่อไหร่มันจะเป็นอุตุธาตุ เมื่อไหร่เป็นพีชธาตุ จิตธาตุ แล้วซึ่งไปปฏิบัติกรรมธรรมนิยามได้ ถ้าแยกธาตุ อุตุธาตุ พีชธาตุ จิตธาตุแยกไม่ขาดกันไม่ได้ก็ไม่สามารถแยกจิตตัวเองให้เป็นอุตุได้ พระอรหันต์ที่เขาบอกว่าตายแล้วไม่เกิดอีก อย่างเช่น มหาบัวบอกว่าเป็นชาติสุดท้าย มหาบัวนั้นชาตินี้จะเกิดหรือยังก็ไม่รู้ เกิดมาเป็นอะไรก็ยังไม่รู้ ยังทรมานธุรกรรมยังไม่มาเกิดอย่างไรก็ยังไม่รู้ได้ อาตมาก็ไม่มีความเก่งเท่าพระพุทธเจ้าที่จะรู้ว่ามหาบัวจะไปที่ไหน เพราะท่านต้องไปตามวิบาก สรุปแล้วอาตมาไม่ได้รังเกียจมหาบัว ไม่ได้ไปข่ม แต่พูดสัจธรรมว่าอย่าไปหลงผิด อย่าไปเข้าใจอรหันต์เก๊ว่าเป็นอรหันต์จริง สายที่หลับตาอาตมาก็บอกว่าโมฆะทั้งหมด แต่อาตมาก็พูดนะ เคยพูดแล้ว แต่ละท่านมีบารมีไหม มีโลกุตรจิตไหม บางท่านก็มี แต่อาตมาหยั่งรู้จิตท่านไม่ได้ บางท่านก็ไม่มี แต่แม้ท่านมี ท่านก็ไปหลงทางโน้นหนัก ชาตินี้ปางนี้มันก็ซ้ำเติมให้ท่านสั่งสมวิบากไปอีกก็ท่านทำเอง แม้ท่านจะมีโลกุตรธรรมอยู่บ้างท่านก็ไปเสียเวลา ดีไม่ดีไปรับทุกข์ทรมานอีกไปเป็นหนี้เขาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้องไปใช้หนี้ ทรมานทรกรรม ชาตินี้ไม่เป็นชาติหน้าก็ต้องไปทรมานทรกรรม ทรมานนี้ไม่ใช่ทุกรกิริยา นะ ทุกรกิริยาคือกิริยาที่ไม่พาให้บรรลุธรรมศาสนาพุทธ ไม่พาให้เป็นอรหันต์ ไม่พาให้บรรลุโลกุตรธรรม ไปทรมานเจ็บปวดเกินสามัญจะไปทำทำไมเอาที่พอทนได้ มีตบะ มีศีล ที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ก็พอแล้ว อย่าไปทรมานเกินนั้น อาตมาไม่กลัวใคร กลัวคนที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้าคนเดียว ดีอย่างไรก็ไม่กลัว กลัวคนเก่งกว่าพระพุทธเจ้า

สิ่งที่เขียนไว้อีกอันคือ ฌาน 4 ในจรณะ 15 ฌาน 4 เกิดจาก วิชชาจะระณะสัมปันโน จรณะ15 ต่อเนื่องกันมีเหตุปัจจัย มีศีลเป็นตัวตั้ง แล้วจะเกิดพัฒนาการของจิต ศีลเป็นตัวตั้งแล้วเกิดพัฒนาการของจิต ตั้งแต่วิธีปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ถ้าคุณสำรวมอินทรีย์เดียวมันก็นอกรีตแล้วเพราะคนมีตั้ง 6 ทวาร แล้วมันจะไปสมบูรณ์ได้อย่างไร ต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 บางคนบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกเลข 6 แต่แล้วมันมี 6 ไหมล่ะทวารทั้ง 6 สัมผัส 6 แม้แต่ตัณหา 6 ท่านก็สอน อย่างนี้เป็นต้น ผัสสะ 6 ก็มี ขาดผัสสะ 6 ไม่ได้ ฟังดีๆ ไม่ได้รังเกียจแต่สงสารที่เขาไปจมอยู่อย่างนั้นเสียเวลา จรณะ จะมีตลอดไปตั้งแต่ศีล ต้องมีปัญญา ญาณ วิชชา ปัญญา เป็นตัวตั้งโลกุตระ สองก็คือญาณ สามก็คือวิชชา สามเส้าคือธาตุรู้ของโลกุตระ จะเป็นยาดำแทรกอยู่ ต้องรู้ต้องเห็นด้วยกับผัสสะอย่างแจ้งจริง มีสัมผัสแล้วตรวจธาตุรู้ตัวปัญญาเข้าจะไปเป็นยาดำเข้าไปรู้มีการปฏิบัติสังวรก็จะมียาดำแทรกอยู่ สังวรและพิจารณาก็ต้องมีธาตุรู้ปัญญาญาณวิชชาแทรกอยู่ทั้งนั้น จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ตัดสิน มียาดำพวกนี้ มีตัวปัญญาญาณวิชชาแทรกอยู่ทางนั้นแทรกมาตลอดการปฏิบัติเลย ด้วย สามเส้าอีก จรณะ ฌาน วิชชา มันจะร่วมด้วยอยู่ในการปฏิบัติที่จะต้องมีทั้งจรณะ ฌาน วิชชา มาด้วยกันตลอดสายตามปฏิจจสมุปบาท เป็นสายอนุโลมสายปฏิโลม 11 หรือ 12 ที่นับกัน ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย อนุโลมปฏิโลม หมายความว่าย้อนกลับไปบ้างไปตามบ้าง เกิดผลเจริญพัฒนาก้าวหน้าไป จนมันเกิดเป็นวิชชา 8 เป็นกระบวนการสมบูรณ์เลย มันก็จะมียาดำจนเกิดวิชชา 8 ยาดำคือ จรณะ ฌาน วิชชา เป็นยาดำแท้ แทรกใน จรณะ ฌาน วิชชา ก็เริ่มตั้งแต่ต้นวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ เจโตปริยญาณ 16 ไปจนกระทั่งเป็นเตวิชโช 3 รวมแล้วก็เป็น 8 วิชชา บริบูรณ์เลย 620809_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศึกษาวิชชาจรณะให้เข้าถึงปรมัตถธรรม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน