ลักษณะประชาธิปไตยสุดยอด 11 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ลักษณะประชาธิปไตยสุดยอด 11 ประการ พ่อครูว่า... ตอนนี้ประเทศไทยนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นอัตราส่วนเป็นปฏิภาคทวี ขนาดอาตมาจำตัวเลขไม่ได้ มหาศาลเลย เมืองไทยกำลังเป็นเมืองที่หอมหวานเป็นอันดับ 1 ของโลกเลยตอนนี้ ลอนดอนยังสู้ไม่ได้ ลอนดอนเคยเป็นที่หนึ่ง สมณะฟ้าไท... คนอยู่ต่างประเทศเขารักเมืองไทยอยากไป พ่อครูว่า... สัจจะเหล่านี้ เด็กๆรุ่นหลังแม้จะเกิดมาทีหลัง ก็ให้อ่านพฤติกรรม พฤติการณ์สังคมมนุษย์ให้ดี เพราะฉะนั้นที่หลวงปู่พาทำ เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบายมาเปิดเผย ไม่ต้องห่วงหรอกเป็นเรื่องที่มันสอดคล้องเป็นสากลกับสังคมโลกเขาแน่นอน เราร่วมพูดคำว่า ประชาธิปไตย กับชาวโลกเขา สมัยพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำว่าประชาธิปไตย เพราะว่าเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นสมัยสังคมทาส ยังพูดไม่ออกหรอก เป็นสังคมที่มวลมนุษย์ก็ยังไม่มีความรู้ในเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะคนเขายังไม่รู้เรื่องเลยว่าเขามีสิทธิอะไร เพราะเป็นสังคมทาส เขายังเป็นลูกทาสนายทาส นายทาสก็ถือสิทธิ์ว่าฉันเป็นเจ้าของ ที่เป็นนายมีสิทธิ์ในคนถึงขนาดจะฆ่าทิ้งก็ได้ถ้าเป็นทาสฉัน ถึงขนาดนั้นเลย สมัยโน้น เพราะฉะนั้นมันจึงคนละ กาละ เทศะ ฐานะ คนละยุคสมัย คนละบริบท มันผิดประหลาดแตกต่างกันไปไกลเลย พอมาสมัยนี้ อาตมายืนยันว่า ศาสนาพุทธหรือความรู้ ความเป็นจริงของพระพุทธเจ้าที่นำมาประกาศนำมาสอน มันไม่ได้เป็นความรู้ความฉลาดความจริง ธรรมดาเท่านั้น มันเป็นรู้ความฉลาดความจริงที่ทันสมัย นำยุคนำสมัยเสมอ ไม่เคยเก่า อันนี้คนฟังจะฟังเข้าใจไม่ค่อยได้เท่าไหร่เพราะยาก มันเป็นเรื่องจริงเลยว่าไม่เคยเก่า อย่างชาวอโศกนี้ไม่ได้เป็นคนล้าหลังเลย ไม่ได้เป็นคนหลังเขาเลย แต่คนที่ไม่มีปฏิภาณปัญญา โดยเฉพาะคนทั่วไปที่มองว่า อโศกนี้เป็นคนตกยุค เป็นคนไม่ทันสมัย ไม่เหมือนชาวโ
อ่านต่อ
ลกเขาที่ไปถึงไหนแล้ว เขาจะออกนอกโลกไปดวงดาวดวงนั้นดวงนี้แล้ว อาตมาบอกได้เลยว่าผู้ที่จะคิดไปดวงดาวดวงนั้นดวงนี้ขณะนี้ เป็นพวกเพ้อเจ้อเป็นพวกตกยุค ไม่ใช่ตกยุคหรอกเขาคิดว่าเขาก้าวหน้า แต่เขาเข้าใจผิดที่ความคิดก้าวหน้าของเขา ไปห้ามเขาไม่อยู่หรอก ห้ามเขาไม่ได้ เพราะเขาหลงในเทคนิค หลงในสิ่งที่เขาสามารถที่จะคิด คิดจรวด คิดดาวเทียม คิดอะไรต่ออะไรออกไป แล้วก็จะออกไปจนกระทั่งจะไปสร้างสถานีเป็นของตัวเองที่จะเป็นดินแดนที่จะอยู่ในอวกาศอะไรไปพวกนี้ มันเพ้อเจ้อไปแล้ว คุณจะไปคิดทำไม อยู่ในนี้ดินก็ดี อะไรก็ดี บรรยากาศอะไรก็ดีหมด ทำมาหากินอยู่ในนี้เลี้ยงชีพชีวิตไปให้อยู่อุดมสมบูรณ์ สงบอบอุ่นดี อะไรต่ออะไรไป แล้วก็เกิดก็ตาย คุณจะเกิดจะตายไปอีกกี่ชาติ รับรองว่าสูงสุด เจริญเป็นมนุษยชาติที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุดแล้ว ให้ออกไปนั้นมันเป็นความคิดเพ้อเจ้อ นึกว่ามันเป็นความเด่น ความฉลาด นึกว่ามันเป็นความเก่ง ความสามารถที่ มันเป็นโลกจินตา เป็นความคิดของโลกที่มันเพ้อเจ้อเพ้อพก เขาคิดว่าเขาเจริญเราก็ไปห้ามความคิดความเห็นความเข้าใจเขาไม่ได้
วันนี้ขออธิบายในเรื่อง ประชาธิปไตย ที่สุดยอด ผู้จะนำพาสร้างประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนคนในประเทศได้จริงนี้ ต้องมี อาตมาลิสต์ไว้ประมาณ 11 ข้อ 1. ชื่อสัตย์ 2. มีปัญญา 3. มีคุณธรรมจริง แข็งแรง 4. ทำจริง มีหมู่กลุ่มชุมชนสังคมอาริยะจริง 5. มีคุณลักษณะของทั้ง 4 ประการขั้นต้น ยืนยันแท้ๆ 6. มีความสงบอบอุ่น ในสังคม ชุมชน ประเทศนั้นๆ ยืนยันชัดเจนด้วย 7. รู้จักปัจจัยแห่งชีวิตดี ไม่หลงใหลเพ้อพกออกไปทางวัตถุ 8. จึงเน้นจิตวิญญาณมากกว่าวัตถุแท้จริง จนเกิดผลธรรม 9. เป็นสังคมมั่งคั่ง แค่พอเพียงและอุดมสมบูรณ์ และยั่งยืน สงบสุขยาวนาน แท้ แน่ 10. มีปัญญาหรือความรู้ความฉลาดโลกุตระ ของพระพุทธเจ้า 11. แม้จะยากจน ก็ยังอยู่สงบได้ เช่น อินเดีย ยกตัวอย่างสิ่งที่มีจริง ประชาธิปไตยอินเดีย เป็นประชาธิปไตยที่ได้ไปหลงผิด เคยพูดไปแล้ว เดี๋ยวจะได้ขยายความว่า ประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีจึงเป็นประชาธิปไตยที่หลงผิด เพราะฉะนั้นปัจจุบันมีความเป็นประชาธิปไตย ทางรูปธรรม อย่าไปติดบัญญัติภาษาที่เขาประกาศว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นที่เขาบอกว่าเป็นคอมมิวนิสต์อย่าไปเชื่อ จีนไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์แล้ว สีจิ้นผิงนำเอาประชาธิปไตยไปใช้แล้ว เดี๋ยวจะได้ขยายความ จีนกับอินเดีย ประชาธิปไตยของจีน และประชาธิปไตยที่งามที่สุดคือของไทย ประชาธิปไตยของไทยเป็นประชาธิปไตยทางนามธรรม ส่วนประชาธิปไตยของจีนเป็นประชาธิปไตยทางรูปธรรม และอินเดียก็เป็นประชาธิปไตยทางรูปธรรม ประชาธิปไตยของจีนเป็นประชาธิปไตย จริตทางพุทธิจริต ส่วนประชาธิปไตยของอินเดียนั้นเป็นประชาธิปไตยในศรัทธาจริต ส่วนของไทยนั้นเป็นประชาธิปไตยครบบริบูรณ์ทั้งศรัทธาและปัญญา ครบทั้งรูปและนาม จีนนั้นเป็นสภาพของนาม ปฏิภาณ ปัญญา ส่วนอินเดียเป็นสภาพของรูป
เพราะฉะนั้นในลักษณะประชาธิปไตยดังกล่าว 11 ข้อ อาตมาเอาข้อ 1 อาตมาเอาข้อ 1 ขึ้น ซื่อสัตย์ เป็นข้อ 1. ถ้าคนที่นำพาและมวลประชาชนด้วย ทั้งมวลประชาชนและตัวผู้นำ มีคุณธรรมซื่อสัตย์ตัวเดียวนี่แหละ รับรองว่า ง่าย ไม่ยาก สั้น ตรง ลัด เร็ว จบ พบความสำเร็จ นี่คือสัจจะของสิ่งที่เกิดจากคุณธรรมข้อซื่อสัตย์ 2. มีปัญญา คำว่ามีปัญญานี้ก็ขยายความ อ่านปัญญา 8 ให้ดีๆ มันไม่ใช่ความรู้ความฉลาดที่เป็นโลกีย์ เป็นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ตรัสรู้ คำว่า ปัญญา นี้เป็นของพระพุทธเจ้า พยัญชนะเป็นของพระพุทธเจ้า ปัญญานี่ มาจากคำว่า อัญญา และมาจากรากศัพท์ คุณธรรมแท้ คุณภาพแท้ จากอัญญธาตุ ที่มันเป็นคนละเรื่องกับโลกีย์ที่มีมาแต่ไหนแต่ไร ที่เป็นอวิชชาของมนุษย์ พระพุทธเจ้าเป็นไก่ตัวพี่เจาะกระเปาะไข่ออกมาจากอวิชชาได้ จึงไม่เหมือนเขาเลยและยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นความรู้ความฉลาดความจริงที่เรียกว่า ปัญญา จึงเป็นความรู้แบบใหม่ แบบอื่นที่นอกจากที่ชนทั่วไปในโลก ที่มีความเป็นเทวนิยมหรือโลกียะอยู่ ยังไม่มีใครมี พระพุทธเจ้าได้โลกุตรธรรมมา ไม่ใช่ว่าได้มาได้ง่ายๆ ท่านเรียนรู้จากพระพุทธเจ้าองค์ที่ท่านรู้ก่อนองค์ไหนก็แล้วแต่ ไม่รู้กี่พระองค์ อย่างอาตมานี้ ข้ามชาติมาไม่รู้กี่พระองค์และ ตั้งแต่ชาติก่อนๆมา ไม่ใช่ว่าจะพบพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว แต่วิบากกรรมที่ได้สร้างสมมาแล้ว จนกระทั่งมาร่วมกับพระสมณโคดม ก่อนจะมาลงตัวที่จะต้องมา ... มาเป็น อุปัฏฐาก พระสมณโคดมมาเป็นปัจฉาพระสมณโคดมนี้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะมาเป็นปัจฉาสมณะของสมณโคดม ได้เลยนะในสมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีกรรมการคนไหนจะมาตัดสินให้มาเป็นปัจฉา ไม่มีมันเป็นเป็นเรื่องจริง ซึ่งปัจฉาของพระสมณโคดมท่านบอกว่านั่นแหละ อัครสาวกของเราเดินมาแล้ว ยังมาไม่ถึงนะตอนนั้น มาด้วยกันด้วย 2 องค์ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊คๆ ไม่ใช่เรื่องคิดเอา ไม่ใช่เพ้อเจ้อ มันเป็นเรื่องกรรมวิบาก ที่สั่งสมมาจริงไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เป็นล้านๆชาติ ระยะเวลาแห่งการเกิดการตายของมนุษย์นั้น ล้านชาตินั้นนิดหน่อย เด็กๆฟังไว้ การเกิดการตายนั้น ล้านชาตินั้นนิดหน่อย ชีวิตนี้น้อยนัก ต่อให้คุณอายุ 100 ปีแล้วตายชีวิตนี้ก็น้อยนัก 200 ปีตายก็ยังน้อยนัก ชีวิตเกิดมาชาติหนึ่งชาติหนึ่ง มันยังจะหมุนเวียนเกิดได้อีกเป็นล้านๆชาติ จนกว่าจะจบกิจ แล้วไม่เกิดอีกแล้วเป็นอรหันต์แท้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะมีปัญญา รู้จักความจบนี้ ที่นี้คุณธรรมแข็งแรงในข้อ 3 เป็นคุณธรรมชนิดที่ เห็นประโยชน์ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นความเห็นที่บริสุทธิ์ใจ ที่จริงใจ ที่เห็นจริงเห็นจังเลยว่า ประโยชน์ของประชาชนนี้เป็นใหญ่เหนือกว่าตัวเอง เหนือกว่าตัวตนจริงๆ ถ้าจะว่าแล้วคือตายแทนประชาชนได้
ข้อ 4 ทำได้จริง มีกลุ่มหมู่ ชุมชน สังคมอาริยะโลกุตระได้จริง จากกลุ่มน้อยแล้วก็ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ตามบารมี แม้ว่าผู้นำจะเป็นตัวต้นเป็นไก่ตัวพี่ เช่น อาตมา จะตายจากกลุ่มชนกลุ่มนี้ แก่นแกนของโลกุตระนี้ก็มั่นคงแข็งแรง จะไม่มีเปลี่ยนแปลง จะไม่มีถอย จะไม่เสื่อมถอย จะเจริญไปอีก และเจริญถ้าไปหากลียุคก็จะเจริญเข้าไปสู่จิตคน กระจายแบบ บางๆ อ่อนๆ ไป แต่ไปไกล รัศมีความรู้นี้จะเข้าไปในมนุษย์ มนุษย์จะรับได้ แม้จะอ่อนน้อยไปตามลำดับ จนไกลไปหาที่สุดไม่ได้ อัปปมาณา ความจริงอันนี้จะหยั่งลงไปในจิตมนุษย์ ทุกวันนี้ มนุษย์โลกทั้งโลกก็แสวงหาสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ดีที่สุด และสิ่งที่ประเสริฐที่สุดดีที่สุดนั่นก็คือโลกุตรธรรม คนอย่างพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ตรัสรู้โลกุตรธรรม เป็นอุตริมนุสธรรม เป็นธรรมะที่สุดเหนือสุดในความเป็นคนที่จะพิสูจน์ได้ เป็นคนมีร่างมีกาย ไม่ใช่บอกว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่แล้วยิ่งใหญ่อยู่แค่ไหน ยิ่งใหญ่อยู่แค่พระศาสดา ก็บอกว่าเอาของพระเจ้ามาที่จริงแล้วเป็นของพระศาสดาเอง ได้เท่าที่กรอบความรู้ของพระศาสดาแต่ละองค์แล้วก็เอามาแข่งมาแย่งกันต่อไป แต่ของศาสนาพุทธ จะไม่มีศาสดาพระพุทธเจ้า 2 พระองค์ ในเวลาเดียวกันในโลกเลย ไม่ใช่แต่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ในโลกเลย จะมีพระพุทธเจ้าองค์เดียว เกิดมาแต่ละยุคแต่ละสมัย เวลาใกล้เคียงกันก็จะไม่มีพระพุทธเจ้า 2 พระองค์ ที่จะอุบัติขึ้นมาใกล้กัน ก็จะนานๆทีมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งมาอุบัติ
ข้อที่ 5. มีคุณลักษณะทั้ง 4 นั้น ตั้งแต่ข้อ 1 ถึงข้อ 4 ยืนยัน เป็นได้แท้ มีได้แท้
ข้อ 6. ทีนี้ คุณสมบัติของสิ่งที่เป็นจริง มีความสงบ เป็นความสงบที่ในพระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ชัดเจน ความสงบจะมีอยู่ 2 อย่าง ในปัญญา 8 ข้อที่ 3 ความสงบอบอุ่นในสังคมนี้ อย่างชาวอโศก เป็นความสงบอบอุ่นของสังคมประเทศ ชาวอโศกเป็นกลุ่มที่เป็นอยู่อย่างสงบอบอุ่นอุดมสมบูรณ์ เบิกบานร่าเริงอะไรต่างๆ เด็กๆก็คงได้ฟังกันหมดแล้ว ยืนยันชัดเจน เป็นความสงบอบอุ่นในสังคมประชาชนชุมชนในประเทศยืนยันชัดเจน ข้อที่ 7 รู้จักปัจจัยแห่งชีวิตดี ไม่หลงใหลเพ้อพกออกไปทางวัตถุ ขณะนี้อาตมาทำงานอยู่กับวัตถุ 2 อย่าง 1.) ภูเฮา 2.) สะพานโค้งรุ้ง ยังไม่สำเร็จ ยังไม่บริบูรณ์ ก็พยายาม อาตมาไม่ได้ไปบังคับใคร ไม่ไปเร่งรัดอะไรใคร มันอยู่ที่จิตใจของเขาจะมาช่วยทำ เพราะเราไม่มีเงินจ้าง คนมาทำนี้ไม่ได้ถูกจ้าง เขามาทำด้วยใจเสียสละของเขา ทุนรอนที่มีก็เอาลงไปกับวัตถุที่ต้องใช้ ส่วนค่าแรงที่จะจ้างคน ที่เป็นกรรมกรมาอาศัยก็เป็นบ้าง แต่ชาวอโศกตัวนำจริงๆไม่ได้มีค่าจ้าง คนที่ยังรับจ้างอยู่ก็คือ พวกกรรมกร หากินมารับใช้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอาตมาก็ตั้งใจและผู้ที่เป็นตัวหลักๆที่จะทำ ภูเฮา หรือ ภูเขาแบบอโศกนี่แหละ ซึ่งเป็นวัตถุอย่างหนึ่งกับสะพานโค้งรุ้ง ซึ่งที่จริงก็ตั้งชื่อไว้เท่านั้นเอง ก็คือสะพานจากถนนเข้ามาสู่หมู่บ้านที่มันเป็นเกาะ เกาะรัตนราชธานีอโศก มันก็เข้ามาจากถนนเส้นเมน เข้ามาสู่หมู่บ้านเท่านั้นเอง ก็ตั้งชื่อ ตั้งท่า อธิบายดูฟอร์มโต ที่จริงมันจะเป็นได้ขนาดไหนก็เอาเถอะ เป็นสะพานอย่างนั้น เขาให้ดูโครงสร้าง ผู้รับเหมาก่อสร้างทำแล้วก็มีสัญญาว่าจะจบตอนธันวาเสร็จเรียบร้อย อาตมาดูแล้วผิดสัญญาแน่ ไม่เสร็จหรอก จะปรับจะไหมอย่างไรกันก็เชิญ ไม่เสร็จแน่นอน สัญญาที่เขาจะสร้างหนี้สร้างพื้นฐานเท่านั้นนะ สร้างเป็นตัวรูปสะพานให้เรียบร้อยเท่านั้นเอง มาเชื่อมกับถนน ส่วนที่จะมีการเดคคอร์เรทอีกทีหนึ่ง พวกเราจะทำอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่แค่สะพานนะ เขาจะไม่ใช่มารับจ้างทำทั้งหมดถึงจะเป็นสะพานโค้งรุ้งเลย ก็ทำไป ก็อยู่ 2 อันนี้ให้สำเร็จ อีกอันหนึ่งอาตมาละไว้ในฐานที่เข้าใจ ก็คือ เรือโคกใต้ดิน เอาไว้วัดดวงจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ อาตมาตายก่อนหรือจะเสร็จก่อนตาย เอาไว้เป็นเครื่องพิสูจน์สิ ชาตินี้อาตมาจะได้เห็นความสำเร็จของโคกใต้ดินไหม คำว่า โคก กับคำว่า ใต้ดิน โคกมันคือที่สูง ใต้ดินมันคือที่ข้างล่าง มันเป็นภาษา dialectic เป็นภาษาสิริมหามายา เป็นภาษาที่ย้อนแย้งในตัวมันเอง โคกใต้ดิน โคกก็เป็นลักษณะหนึ่ง ใต้ดินก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งคำว่ามันเป็น dialectic ภาษาฝรั่งเขา กับของพุทธของเราคือ สิริมหามายา สื่อถึงความจริงและเป็นไปได้ได้ยิ่งกว่า dialectic ซึ่งเขาก็รู้ถึงความย้อนแย้ง อย่างน้อยก็ยังเป็นจิตนิยมกับวัตถุนิยม แล้วอะไรจริงหรือไม่จริง เขาไม่รู้เรื่องหรอก ของพุทธนั้นตัดสินชัดแล้ว จิตเป็นประธานสิ่งทั้งปวง วัตถุนั้นไม่ได้มายิ่งใหญ่กว่าจิตได้หรอก ของศาสนาพระพุทธเจ้านั้น ตัดสินเด็ดขาดแล้ว แต่ของทางโลกเขายัง ignore เขายังไม่เข้าใจดีเท่าไหร่ พวก ignorance เขายัง dialectic อยู่ เขายังไม่สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้น อาตมาพาทำสิ่งที่เป็นวัตถุเป็นเครื่องยืนยันเท่านั้น ที่จริงอาตมาไม่ได้สร้างแบบโลกที่ไปสร้างแบบสถานีอวกาศ อุปกรณ์เทคโนโลยี สามารถเลื่อนไหลออกไปทางนอกโลก โชว์ความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ทางอะไรก็แล้วแต่ ไม่เอา เอาแค่ พออยู่ พอกิน พอเป็นไป อุดมสมบูรณ์ในชีวิตที่อยู่ในโลกนี้ คุณจะมีอายุยืนยาวยืนไป 100-200 ปีตาย แค่นี้ก็พออยู่พอกินแล้ว “ ชีวิตหนอ พออยู่พอกิน” ก็สบายแล้ว เพราะฉะนั้นคิดมันเป็นโลกจินตาเพ้อเจ้อออกไปมากมาย มันก็เสียเวลา ตายเปล่า แต่มันไปห้ามเขาไม่ได้หรอก คนที่เขาหลงยึดถือ เขาก็ต้องทำ แต่คนที่รู้กรอบแห่งความเป็นจริง กรอบแห่งความควร กรอบแห่งความเหมาะควร ก็ไม่ไปหลงไหลไปเพ้อเจ้อกับเขา ก็ทำอยู่ในกรอบของความพอดีพอเหมาะ เพราะฉะนั้นพวกที่หลงใหลวัตถุ ไม่จบ จบไม่เป็น พวกที่มาเรียนรู้ทางจิตโดยเฉพาะพระพุทธเจ้า จบเป็น และจบดีที่สุด ส่วนทางสายศรัทธานั้น จบเป็นเหมือนกัน แต่จบไม่จบ กับจบไม่สมบูรณ์ จบไม่สมบูรณ์คือ จบแล้วเขานึกว่าเขาจบ แต่เขาทำแบบสมถะ ก็นึกว่าเขาจบอย่างเช่น อาฬารดาบส อุทกดาบส เหมือนอย่างพวกสายฤาษีสายหลับตา อย่างที่อาตมาว่าๆๆ เขาบ่อยๆ เขาไปทำ อสัญญีสัตว์ เขาไประงับสัญญาธาตุเจตสิกที่เป็นตัวสำคัญ ไประงับไม่ให้มันทำงาน ไม่ให้มันนึกออกมาใช้ ให้หยุดคิด แล้วกดข่ม มันก็ทำได้ ทำมากๆ มันก็ข้ามชาติได้ ทำได้ อย่าง อาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นต้น เป็นหัวหน้าใหญ่ เป็นตัวอย่าง พอตายแล้วพระพุทธเจ้าก็บอกว่าชิบหายใหญ่แล้ว เพราะช่วยเขาไม่ได้ เพราะเขาจะไปเป็นสัมภเวสีที่อยู่ในภพ อสัญญีสัตว์ แล้วจะไปตามได้ที่ไหน จิตวิญญาณใครตามใครไม่ได้ ตายไปแล้วภพใครภพมัน สัมภเวสีเป็นภพใครภพมัน จิตวิญญาณเป็นของใครของมัน ไม่ได้ออกจาก niche หรือคูหะของตนเอง ไม่มีออกนอกกรอบ ที่บอกว่าตายไปแล้วไปเจอกันคุยกันได้ อันนั้นมันเพ้อเจ้อไม่จริงหรอก เขาก็ฝัน แบบโลกๆไป แล้วอันนั้นมันแค่โลกที่คุณฝัน โลกจริงมันไม่มี ก็เพราะอาตมาเกิดมาวนเวียนนับชาติไม่ถ้วน แล้วเขาระลึกไม่ได้ เขาระลึกชาติไม่ได้ ระลึกถึงความตายความเกิดไม่ได้ ตายเป็นอย่างไร เกิดเป็นอย่างไร เขาไม่รู้ เป็นสัมภเวสีเป็นอย่างไร เขาไม่รู้ สติเขาไม่มีพอ สติแม้จะอยู่ภายใน เวลาคุณนอนหลับมีสติอยู่ข้างในไหม แล้วคุณก็เข้าใจอะไรอยู่ข้างใน เขาไม่ตื่นพอหรอก เพราะฉะนั้นพวกที่สติไม่พอนอนหลับฝันไปแล้วเละเลย คุมไม่ได้ใช่ไหม แต่ผู้ที่มีสติดีนอนฝันก็คุมได้ จะให้คิดเรื่องอะไร จะให้หยุดคิดเรื่องอะไรได้ ตื่นอยู่ครึ่งหนึ่งแล้วก็คิดปรุงแต่งความคิดไปอีกครึ่งหนึ่งก็ได้ จะสงบกว่านั้นก็ได้ ก็อยู่ที่การกำหนดจิตของตัวเองจะให้ได้แค่ไหน สรุปแล้ว รู้จักปัจจัยแห่งชีวิตว่า ไม่หลงใหล ไม่เพ้อไปหาวัตถุมากเกิน มีพอสมควร อยู่กันอย่างพออยู่พอกินอย่างนี้แหละ พอแล้ว รู้จักกรอบแห่งความพอเหมาะพอดี วัตถุกับจิต ใช้พอดี ไม่เฟ้อไม่เกิน ไม่ผลาญพล่า ไม่สุรุ่ยสุร่าย
ข้อที่ 8. จึงเน้นจิตวิญญาณมากกว่าวัตถุแท้จริง กระทั่งเกิดผลธรรมแท้ จะมีของจริงปรากฏเลย จิตวิญญาณก็เห็นเด่นชัด วัตถุก็เห็นเด่นชัด ว่าจิตวิญญาณนี้เหนือกว่าวัตถุ มีผลธรรมแท้ อย่างชาวอโศก เน้นจิตวิญญาณมากกว่าวัตถุ วัตถุเรารู้จักพอ อันนี้ใช้กินพอ แต่อุดมสมบูรณ์แจก ทำไมเราแจกได้ ก็เพราะว่าเราพอ เรามีจิตสันโดษแล้ว ให้กินอีกก็ไม่กินต่อหรอก มันพอแล้วจริงๆ นี่เฉยเลย แม้แต่เด็กของพวกเราก็รู้จักพออยู่แล้ว แต่ข้างนอกเขานั้น ท้องเขาจะแตกแล้วนะแต่อร่อยๆ แล้วก็บอกว่าได้เปรียบด้วย กินเข้าไปจนกระทั่งสรีระเป็นโรคด้วย เสีย ต้องไปกินยาถ่ายออก ตะกละ ได้เปรียบ อร่อยด้วย แล้วชั้นหนึ่งด้วย ไม่กินก็เสียสิของชั้นหนึ่งอะไรอย่างนี้ เขาโง่หรือเขาฉลาด นึกเอาเองก็แล้วกัน เคยโง่อย่างนี้มาหรือเปล่า..เคยโง่อย่างนี้มาหรือเปล่า เคยโง่มาอย่างนี้แล้วทั้งนั้น
ข้อที่ 9. เป็นสังคมมั่งคั่ง แต่พอเพียงเท่าที่จะอุดมสมบูรณ์ นอกจากมั่งคั่งแล้วยั่งยืน เป็นคำของนายกไทย มั่งคั่ง ยั่งยืน มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน มั่นคงมั่นคั่งยั่งยืนมันใกล้กัน มั่งคั่งอีกชนิดหนึ่งบอกปริมาณ มั่นคงกับยั่งยืนบอกสภาพสถิต เสถียร สภาพ Static ก็ไม่เป็นไรก็ดี เขาใช้คู่ เพราะธรรมดา 3 เส้าจะมี 2 มี Static กับ Dynamic เป็นธรรมชาติ Dynamic เป็นประธาน Static 2 ด้วย ก็อธิบายคุณลักษณะของจิตนิยาม เติมแถมให้ฟัง ศึกษาจิตให้ดีเถอะ
ข้อที่ 10. มีปัญญาความรู้ความฉลาดโลกุตระของพระพุทธเจ้า นี่ย้ำยืนยัน ความรู้ ความฉลาด ความจริง อันนี้ ได้มาจากของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ได้มาจากโลกียะหรือคนเทวนิยมคนปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่ ได้มาจากปัญญาแบบโลกุตระ แบบ อัญญธาตุ อีกชนิดหนึ่ง จึงเรียกว่า ความรู้ ความฉลาด ความจริง อีกชนิดหนึ่ง ที่รู้มากกว่าที่เขารู้กัน
ข้อที่ 11. แม้จะยากจนก็อยู่ได้อย่างสงบ ... อยู่อย่างสงบเช่น ปัจจุบันนี้ดูได้จากประเทศอินเดีย ที่มีพลเมือง ในโลกขณะนี้มีพลเมืองของ 2 ประเทศที่มากที่สุดคือ อินเดียกับจีน มีพันกว่าล้านคน 651109 ลักษณะประชาธิปไตยสุดยอด 11 ประการ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ