การศึกษาประชาธิปไตย จีน อินเดีย และไทย.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข11 พฤศจิกายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

การศึกษาประชาธิปไตย จีน อินเดีย และไทย พ่อครูว่า... อินเดียก็เป็นประชาธิปไตย จีนเขาก็เป็นคอมมิวนิสต์แก้ คอมมิวนิสต์ที่แปลงโฉมมาเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่เขาไม่กล้าพูดคำว่า ประชาธิปไตย เต็มๆ แต่พฤติกรรมหรือทฤษฎี เจตนา ใช้จริงแล้ว สีจิ้นผิง ใช้จริง จึงเกิดผลจริงๆ เป็นประเทศที่มีพลเมืองพันล้าน ขณะนี้ ในโลกก็มีอินเดียกับจีน อินเดียเป็นสมถะ จีนเป็นปัญญา

อาตมาใช้คำว่า ปัญญาให้แก่จีน ที่จริงปัญญาเขายังไม่เต็ม ถ้าสีจิ้นผิงได้มาศึกษากับอาตมา รับรองไปโลดเลยไม่มีใครเทียมได้ เพราะมันพร้อม พลเมืองพร้อม ทั้งความเคารพศรัทธาสีจิ้นผิง ขณะนี้เขาก็ยังต้องต่ออายุไม่มีใครแถม ก็บอกได้เลยว่าเป็นโพธิสัตว์คนหนึ่งเลย สีจิ้นผิง ศึกษาความเป็นโพธิสัตว์ไปได้เรื่อยๆ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ชาติศาสนา หรือผู้นำ หรือกษัตริย์ หรือประธานาธิบดีก็ตาม ไม่ใช่จำกัดอยู่ที่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ได้จำกัดที่มนุษยชาติที่ใคร มันเป็นคุณธรรมพิเศษ เพราะฉะนั้นให้สังเกตอ่านดีๆ อ่านพฤติการณ์ พฤติกรรม ความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ มันมีสิ่งจริงให้เราอ่านตลอดเวลา เรียนรู้ตลอดเวลา คำว่า ประชาธิปไตย เป็นบัญญัติภาษาที่เกิดในยุคนี้ สำนวนคำบัญญัติขึ้นมาใหม่ อธิปไตยกับประชา ประชาก็คือคน มนุษย์ อธิปไตยก็คือ พลังงาน หรือฤทธิ์แรง อำนาจ อธิปไตย คำว่า ประชาธิปไตย เป็นบัญญัติภาษาที่เกิดในยุคนี้ ก็คืออำนาจของประชาชน หรือฤทธิ์แรงของประชาชนที่เป็นหมู่ ประชาชนก็คือมวลชนที่เป็นหมู่ ร่วมมือกัน ร่วมใจกัน อย่างชาวอโศกนี้เป็นประชาธิปไตยตัวอย่าง เทียบเคียงให้ฟังแล้ว มีอินเดียกับจีนกับไทย ของไทยสูงสุด เป็นประชาธิปไตยที่แท้ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า สีจิ้นผิงก็ยังไม่ใช่ อินเดียเดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นของศาสนาเก่า ศาสนาเดียรถีย์ ศาสนาคริสต์ ศรัทธาที่อินเ

อ่านต่อ

ดีย เป็นสมถะที่ จะว่าล้มเหลวก็ใช้ภาษานี้ได้ แต่จะใช้ว่า มันไม่ใช่ล้มเหลวแต่มันเป็นสมถะอย่างยิ่งก็ได้ ถ้ากระบวนการในมนุษย์โลกแล้ว ไม่มีสมถะของประเทศไหนเท่ากับอินเดีย ส่วนความฉลาด ปราดเปรียวนั้น จีน อาตมาอนุโลมใช้คำว่า ปัญญากับจีนเพราะมันมีความฉลาดที่รู้จักมวลมนุษยชาติ แล้วทำความรู้ความฉลาดนั้นกับมวลมนุษยชาติ ให้เกิดประโยชน์ที่จะอยู่กันอย่างสงบอบอุ่น อยู่อย่างเรียบร้อย คนจีนทุกวันนี้คนตั้งพันล้าน ไม่ใช่จะอยู่กันง่าย เขาไม่แย่งชิงกัน เขาไม่ทะเลาะกัน เขาไม่เอาเปรียบเอารัดกัน จนกระทั่งผู้บริหารลำบากเลย มันแย่งกัน ฆ่ากัน มันตีกันก็ไม่ใช่ ทุกคนขยัน ทุกคนทำงาน ทุกคนรู้สิทธิของตน แล้วก็ขายออกต่างประเทศ ก็ได้ระบบทุนนิยม ระบบซื้อขายไปเลี้ยงประเทศ อุดมสมบูรณ์จนกระทั่ง คนมาเที่ยวนี้มีจีนเท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็นต์ จีนเป็นเบอร์หนึ่งเลยที่ไปเที่ยวทั่วโลก ยิ่งประเทศไทยเขาบอกว่าเบอร์ 1 เป็นที่น่ามาเที่ยว เดี๋ยวจะมีคนที่มีปฏิภาณปัญญาเข้ามาเที่ยวเมืองไทยแล้ว แล้วเขาก็จะค้นหาว่า แล้วมันมีชุมชนกลุ่มหมู่ที่ไหนที่ประเสริฐที่สุดที่น่าเที่ยว พูดอย่างนี้แล้วรู้ไหมว่าที่ไหน ... ยังไม่มีหรอกตอนนี้เขายังไม่รู้ เขาจะไปเที่ยวเชียงใหม่ เขาจะไปเที่ยวภูเก็ต อย่างนี้เป็นต้น เขายังไม่รู้ว่าอุบลมีที่น่าเที่ยว ประเทศไทยนี้มีจังหวัดที่ชื่อว่า ราชธานี จังหวัดเดียว ใน 77 จังหวัด คือ อุบลราชธานี เพราะฉะนั้นโพธิรักษ์ก็มาตกอยู่ตรงนี้ มาอุบัติอยู่ตรงนี้ ทั้งๆที่โพธิรักษ์ไม่ได้เกิดอยู่อุบล โพธิรักษ์ตกฟากที่ศรีสะเกษ แต่มาอยู่ที่หัวใจ เกิดที่หัว แต่มาอยู่ที่หัวใจ อุบลดอกบัวหัวใจ มาทำงานอะไรต่ออะไรอยู่ที่นี่เป็นหลัก ไม่ได้ทำอยู่ที่ศีรษะอโศกแต่ก็มีเครือข่ายอยู่ที่ศรีษะอโศก แน่นอนก็ร่วมกันอยู่กับเรี่ยวแรง ในมนุษย์มีหัวกับใจ นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญ พยัญชนะก็บอกชัด ในคนมีสิ่งที่สำคัญคือหัวกับใจ ก็เรียกรวมกันว่าเป็น หัวใจ จริงๆแล้ว หัวและสมอง ไม่ได้เป็นใจ มันเป็นอุปกรณ์ของใจใช้ ของธาตุวิญญาณใช้ ไทยไม่ได้หวือหวา ที่จริงอินเดียก็ไม่ได้หวือหวาเพราะเขาสมถะ แต่เขาก็มีมวล มีพฤติการพฤติกรรม มีกิริยา มีบทบาท มีวัฒนธรรมอะไรก็แล้วแต่ แสดงให้เห็นได้ ทั่วโลกเห็นได้ว่าเขาสมถะ สมณะฟ้าไท... ที่พ่อครูว่า สมถะเขาล้มเหลว เพราะเขาไม่ได้ลดกิเลสใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... เขาทำแบบ เดียรถีย์ ไม่มีใครแข่งเขา เขาก็เจริญชนะทุกประเทศ ด้วยมวลเขาก็ตาม ด้วยคุณภาพเขาก็ไม่ใช่เบา ตะวันตกจะมาเอาความสงบต้องมาเอาที่อินเดีย เขายังไม่รู้หรอกว่าความสงบ 2 อย่าง อย่างที่สำคัญที่สุดคือของไทย ความสงบอย่างหนึ่งก็คืออย่างอินเดีย ความสงบอีกอย่างหนึ่งก็คือแบบไทย แบบโลกุตระ ของอินเดียเป็นความสงบแบบโลกียะ นี่คือความสงบ 2 อย่าง สมถะแบบนั่งหลับตาสะกดจิต แม้แต่ในเมืองไทย อาตมาก็ตี นั่งหลับตาสะกดจิตไปเข้าหาแบบอินเดีย แต่ของไทยนั้นแบบตื่น ชาคริยานุโยคะ ตื่นรู้ทวารทั้ง 5 ทั้ง 6 รู้การสัมผัสแตะต้องเกี่ยวข้อง โภชเนมัตตัญญุตา ไม่ว่าวัตถุ ไม่ว่าของกินของใช้ รู้เท่าทันหมด แล้วมันก็มีทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีทั้งปริมาณ จำนวน อยู่ในนั้นหมด รู้จักประมาณให้พอเหมาะพอดี มัตตัญญุตา ไม่ตะกละตะกลาม _สู่แดนธรรม... ผมฟังที่พ่อท่าน เขียนบทความคุณสมบัติ 11 ข้อของผู้ที่จะนำประชาธิปไตยมาให้ ผมรู้สึกว่าทั้งโลกหาไม่ได้สักประเทศเลย พ่อครูว่า... ได้ที่ประเทศไทยไง อยู่ในกลุ่มอโศกนี่แหละเป็นที่ก่อหวอด ถือว่าเป็นมูลกา เป็นรากเหง้า นี่แหละ อยู่ที่อโศก เริ่มต้นไป ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยที่เป็นตัวอย่างที่ดีของโลก อีกกี่ปีที่เขาจะตัดสินยกให้ก็ไม่รู้ เขาก็ยังนึกอยู่ว่าตอนนี้ประชาธิปไตยของอเมริกาเป็นผู้นำของโลก เขาก็ยังเพลิดเพลินไปกับประชาธิปไตยขาเดียว เขาก็คุยโวแบบทักษิณนั่นแหละ ทักษิณก็บอกว่าเป็นประชาธิปไตย คุณดูสิ ประชาธิปไตยทักษิณ ประชาธิปไตยอเมริกามันเหมือนกันนั่นแหละ หลงไปในเรื่องตัวตน หาพรรคพวก คือ ประชาธิปไตยนี้ จะมีประชาธิปไตยตัวตนกับพรรคพวก บวกกับคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย แล้วไปหลงเรียกว่าเป็นประชาธิปไตย ประชาธิปไตยตัวตน ได้เป็นประธาน แล้วก็เอาพรรคพวก ตั้งแต่พรรคพวกที่เป็นแต่ละคณะๆ รวมอำนาจ ยึดเอาไว้ที่ประธานาธิบดีคือหัวหน้าประชาธิปไตยของเขา ส่วน คอมมิวนิสต์ เขาบอกว่ามันแฝงเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เหมือนกับคอมมิวนิสต์สุดโต่งที่เกาหลีเหนือ สำเร็จเด็ดขาด สมบูรณาญาสิทธิราชย์สั่งฆ่าใครก็ได้ แต่เขาไม่ออกข่าวกันหรอก แต่ข่าวมันออกมา ที่พี่ชายเขาถูกตามฆ่าจนสำเร็จ ข่าวมันปิดไม่ได้เพราะอยู่ต่างประเทศ แต่ในประเทศนั้นไม่รู้ของเขา นี่นายคิมจองอึนได้ยินคงจะโกรธอาตมาเพราะเอาเรื่องจริงมาพูด นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะฟ้าไท... พ่อครูถึงบอกว่า งานที่จะทำมีภูเฮาและสะพานโค้งรุ้ง เรือโคกใต้ดิน

พ่อครูว่า... ก็ขอบอกว่า ชาวอโศกยังไงๆก็มาร่วมกันทำ ภูเฮา ส่วนสะพานโค้งรุ้งนั้นมันไปตามเรื่องตามยถากรรมของมัน ส่วนภูเฮา ภูเขาแต่เราเรียก ภูเรา อาตมาดัดจริตเรียก ภูเราเพราะเราสร้างเองไม่ใช่ธรรมชาติหรือใครสร้าง เราสร้างด้วยน้ำมือของเรา อาตมาอธิบายความไม่ดี คือ อาตมาพาพวกเราสร้างธรรมชาติ ธรรมชาติไม่ใช่อะไรไปสร้างมัน ธรรมชาติมันจะต้องสร้างตัวมันเอง แต่อาตมานั้นมาแย่งธรรมชาติสร้างธรรมชาติซ้อนธรรมชาติ คือ อาตมาทำธรรมชาติน้อยๆ เป็นตัวอย่างของธรรมชาติ เช่น มี ดิน น้ำ ไฟ ลม มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีสัตว์เดรัจฉาน มีสัตว์คน แล้ว อยู่อย่างสัตว์คนที่เป็นคนอาริยกะ ไม่ใช่คนที่เป็นมิลักขะ ไม่ใช่คนเถื่อน แต่เป็นคนเจริญ อาริยกะ ผู้ไม่มีปัญญาไม่รู้จัก อาริยะแท้ๆจริงๆ เขายังเห็นเป็นคนตกยุค อย่างชาวอโศกนี้เขาจะมอง มันไม่เห็นเก่ง ทำเครื่องเทคนิคต่างๆมาโชว์ สร้างปืนก็ไม่เป็น สร้างประทัดยังไม่เป็นเลย ชาวอโศก อย่าไปพูดถึง สร้างระเบิดปรมาณู สร้างระเบิดนิวเคลียร์อะไร เพราะอย่างนั้นอโศก เอาประเทศเขาทั้งประเทศมาจ้างเรา เราก็ยังไม่สร้างเลย ต่อให้คุณเอาประเทศมาเป็นค่าจ้างยกประเทศมาจ้าง ก็ไม่ทำไม่สร้าง สร้างแล้วมันเป็นบาป สร้างแล้วมันไร้สาระ ไร้ประโยชน์ มีแต่โทษ โทษแล้วสร้างไปทำไม เพราะเราไม่ได้เห็นแก่เงินแก่ทอง ไม่ได้เห็นแก่ค่าจ้าง เราเอาที่สาระที่ประเสริฐของมนุษย์ เพราะฉะนั้น เราจะมาสร้างคุณธรรม ความรู้ ความฉลาด ความจริง ที่ประเสริฐวิเศษ เรียกว่า โลกุตรธรรมหรืออาริยธรรม อาตมาใช้คำว่า อาริยธรรม _มีคนเขียนแซมมาว่า...หนูได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งนักเขียนมีความคิด มีทัศนคติ ที่หนูรู้สึกประทับใจมากค่ะ มีข้อความหนึ่ง ที่เขาเขียนเกี่ยวกับเรื่องทาส เอาไว้ว่า บางที ตลอดทางสายยาว ของมนุษยชาติ เราอาจไม่มีวันเลิกทาสได้ (พ่อครูว่า... อันนี้เป็นความจริงชนิดหนึ่ง ทุกวันนี้ยังมีทาสอยู่ แม้แต่ในชาวอโศกก็ยังมีทาส ถ้าเข้าใจความเป็นทาสคือยังตกเป็นทาส ตกเป็นทาสความอร่อย ตกเป็นทาสกิเลสอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พวกเราไม่เป็นทาสตัวตนบุคคลแล้วล่ะ ) ด้วยเพราะว่าผู้คนอย่างยินดี ให้ตรึงร่าง ของพวกเขาบนไม้กางเขนทองแห่งความฟุ้งเฟ้อ เพราะสิ่งที่ปลดออกยากที่สุดก็คือโซ่ตรวนแห่งอวิชชาที่เราผูกล่ามตัวเอง หนูอยากทราบว่านักเขียนคนนี้มีความคิด และความคิด (แค่ความคิดนะคะ) ที่เป็นแบบชาวพุทธแท้ๆหรือเปล่า ถ้าตัดเรื่องการเขียนเรียบเรียงภาษาให้สวยๆตามแบบฉบับของนักเขียน พ่อครูว่า... เป็น(ชาวพุทธ) การศึกษาของคนก็จะเป็นอย่างนี้ นักคิดนักเขียนหรือนักปฏิบัติ คนเขียนก็คิดแล้วก็เขียน แค่คิดแล้วก็เขียน เยอะ ไม่ทำ ไม่ปฏิบัติ โดยเฉพาะปฏิบัติไม่ถึงจิต ไม่เป็นมนสิการ ถ้าผู้ที่คิดก็ดีเขียนก็ดี แล้วมนสิการ ปฏิบัติให้กาย วาจา ใจ ใจของตนบรรลุธรรมตามที่ตนเองเข้าใจ ตนเองคิดได้ ตนเองเขียนออกมากระจาย ทำเป็นความข้อความเก่งที่คิดได้ มันคิดได้ คิดโลกุตระจบอย่างไรก็ได้ แต่ตัวเองไม่ทำเลย เป็น ปทปรมบุคคล เรียนธรรมะพระพุทธเจ้าก็ได้มาก ท่องจำก็ได้มาก สอนคนก็อยู่มาก แต่ตัวเองไม่บรรลุธรรม ตนเองไม่บรรลุธรรมในชาตินั้นๆ ชาติที่มีความรู้เยอะๆอยู่นี่แหละ มีเยอะ ที่อาตมาติงนักปราชญ์ของศาสนาพุทธทางสายคิด ที่เขาเรียกว่าปัญญาที่จริงมันไม่ใช่ปัญญาแท้ ปัญญาแท้ต้องมี 2 สภาพ จิตบรรลุ แล้วตัวเองก็มีความรู้ความรู้ของจิต จิตรู้กิเลสแล้วตัวเองก็ลดกิเลสได้ จิตรู้กาย เวทนา จิต เวทนามีจิต เวทนาอยู่ในจิต จิตมีกิเลส สราคะสโทสะสโมหะ อ่านออกที่เป็นตัวกลิ อยู่ในเวทนาด้วยปัญญาด้วยฌานอันยิ่ง ประหารด้วยพลังงาน กิเลสเป็นพลังงาน กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เป็นพลังงาน แล้วก็ต้องถูกประหารด้วยพลังงานปัญญา ประหาร ราคะ โทสะ โมหะ ได้ เพราะฉะนั้นผู้สร้างปัญญา สร้างจิตให้เป็นปัญญานี่แหละ จนกระทั่งเกิดปัญญา เกิดจากสภาพ 2 บวกกับลบ สร้างพลังงาน 2 ที่มีบวกกับลบ เป็นรูปกับนาม หรือรวมแล้วเรียกว่ากาย มีสัญญากำหนดรู้กาย กำหนดรู้รูปนาม กำหนดรู้ทั้งกายทั้งวิญญาณ ในกาย มีทั้งวิญญาณมีทั้งรูปเป็นสภาพ 2 สัญญากำหนดรู้สภาพ 2 นี้ทำงานกันยังไงจบตรงนี้ ในวิญญาณฐิติสูตร มีสัญญากำหนดอายุครบในความตื่นๆ มีวิญญาณฐิติไม่ใช่เป็นวิญญาณสัมภเวสี ไม่ใช่เป็นวิญญาณล่องลอย ไม่ใช่วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้ง แต่เป็นวิญญาณที่มีที่ตั้งทางตาหูจมูกลิ้นกายทำงานอยู่คือกามาวจร รู้กามาวจรเสร็จอยู่เหนือได้ ก็เป็นอนาคามีก็ไปเรียนรู้ทำได้กิเลสใน รูปาวจร อรูปาวจรอีก จบเป็นอรหันต์เลย เพราะฉะนั้น จิตวิญญาณ เป็นประธานสิ่งทั้งปวง ผู้รู้จักจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระพุทธเจ้า รู้กระทั่งจิตวิญญาณที่เป็นพระเจ้า แล้วก็เย้ยหยันพระเจ้าได้ เพราะว่าเราอิสรเสรี ไม่ได้เป็นทาสพระเจ้า ไม่ได้อยู่ในอาณัติของพระเจ้า พระเจ้าอย่ามายุ่ง ต่างคนต่างอยู่ อย่าเผือกซึ่งกันและกัน ยืนยันได้แล้วก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ต้องตายแล้วต้องไปอยู่กับพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะรับอยู่ในสวรรค์ด้วย หรือจะส่งลงนรกก็สุดแท้แต่พระประสงค์ของพระเจ้า ไม่ต้อง พระเจ้าก็อยู่ของพระเจ้า เราก็เกิดของเรา ตายของเรา เป็นกรรมของเราเอง เราเป็นทายาทของกรรม เราทำกรรมของเราไปตามกรรมของเรา กัมมโยนิ กรรมของเรา เป็น DNA ของเราเอง เผ่าพันธุ์ของเรา ไม่มีใครจะมีสิทธิ์มีส่วนในกรรมวิบากของใครได้ นี่เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็อาศัยกรรม กัมมปฏิสรโณ จะเกิดจะตายจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ จนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว สุดท้ายก็ต้อง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ทุกพระองค์แหละ เพราะมันเหน็ดเหนื่อยมากแล้วจนกระทั่งทำงานมาพอแล้ว จริงๆท่านพอตั้งแต่เป็นอรหันต์แล้ว แต่ท่านจะช่วยมวลมนุษย์ชาติ อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์รู้ดีว่าทำงานเพื่อคนอื่น ตัวเองไม่มีอะไร จะตายก็ตายไปสิ แล้วตัวเองจะตายให้จบ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะตายอย่างไม่ต้องเกิดอีกเลยหรือจะตายอย่างเกิดอีกล่ะ ก็เป็นอมตะบุคคลแล้ว เป็นผู้จะตายจะเกิดก็สั่งเองทำเองได้ ไม่มีปัญหาอะไร มีแต่ปัญญา ปัญหาไม่มีเลย มีแต่ปัญญา จริงนะ ใครไม่เชื่อว่า มีปัญญาปัญหาไม่มี คนถามปัญหาอาตมามา แล้วอาตมาไม่รู้ อาตมาตอบได้ไหม อาตมาก็ตอบว่าไม่รู้ ก็จบแล้ว ไม่มีได้ไงปัญญา ก็เอาความจริงเขาถามอันนี้มา แล้วเราไม่รู้ เราก็ตอบความจริงไป ถามว่าอันนี้เราไม่รู้แล้วก็ตอบไม่รู้ เป็นไรไปล่ะ เออ.. ไม่มีกฎหมายใหม่ในโลก ว่าคนที่ตอบความจริง เขาถามมาว่าอันนี้คืออะไร เราตอบไปว่าไม่รู้แล้วถูกจับ มีไหม ไม่มีกฎหมายนี้หรอก สมณะฟ้าไท... มันก็ยืนยันความไม่มีตัวตนของคนตอบชนิดหนึ่ง พ่อครูว่า... มันเป็นความรู้ของผู้ตอบ คำว่า ตอบว่าไม่รู้ กับมีคนอีกคนหนึ่งเขาตอบว่า ไม่ขอตอบใดๆ คำไหนมันดูดีกว่ากัน คำว่า ไม่ขอตอบใดๆ นี้ ดูเท่กว่า คำว่า ไม่รู้ นี่มันซื่อเกิน โลกเขาชอบความเท่ แล้วความเท่ ทำให้คนชะงักเลย ถ้าอาตมาตอบว่าไม่รู้นี่ไม่จบนะ แต่อาตมาตอบว่า ไม่ขอตอบใดๆนี้ จบเลย เขาเองเป็นคนตัดสิน ชื่ออะไรนะที่มา ... คุณเสนาะ พ่วงภิญโญ ก็เป็นอันจบกัน ไปไม่เป็นเลย ก็จบ แล้ว อาตมาก็ไม่ได้ไปตอบผิดความจริง มันเป็นความจริงอย่างนั้น โดยความฉลาดเฉลียวของอาตมา ตอบภาษานี้แล้วคุณเสนาะหยุดเลย ถ้าสมมตินะ อาตมาจะตอบว่าไม่รู้ เขาก็จะว่า ท่านไม่รู้ได้อย่างไร เขาถามประเด็นว่าสึกหรือไม่สึกประเด็นที่ 1, 2.ท่านเป็นฆราวาสแล้วหรือยัง 1. ท่านสึกหรือยังไม่สึก อาตมาก็บอกว่า ไม่ขอตอบใดๆ แล้วเขาก็ถามอีก ขณะนี้ท่านเป็นฆราวาสแล้วหรือยัง อาตมาก็บอกว่า ไม่ขอตอบใดๆ เขาก็หมดท่าเลย ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันจบกัน _สู่แดนธรรม... ถ้าเป็นผม ผมก็จะตอบว่า ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ พ่อครูว่า... อ้าว ตอบไม่ได้ก็โง่สิ โง่ๆอย่างนี้ เขาก็มีเรื่องต่อเลย เขาก็จะบอกว่าเขาก็จะบอกว่า ไม่ได้อย่างไร ท่านยังครองผ้า เอาหลักฐานยืนยันมาเราก็เสร็จสิ เขาก็จะกำหนดหมดเลย ไม่ให้แต่งตัว ไม่ให้พูด ไม่ให้ใช้ ไม่ให้โฆษณาธรรมะอะไรไปใหญ่เลย ก็เสร็จสิ สมณะฟ้าไท... ถือว่าไม่ขอตอบก็ได้ เป็นคำตอบที่เพอร์เฟคที่สุด พ่อครูว่า... มันสุดยอดเลย อาตมาไม่ได้แกล้งเป็นนะ อาตมามีความจริงของอาตมาตอบออกมา ก็เป็นอันว่า เวลาเหลือนิดนึง อาตมายังสนุก สนุกในเรื่องที่ กำลังทำงานไปเรื่อยๆเห็นความเจริญของประชาธิปไตยในโลก ขออ่านจบด้วยคำของในหลวงที่มีอยู่แล้ว เราจะเป็นที่หนึ่งในโลก “…ประเทศไทยเราอาจไม่เป็นประเทศที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก หรือรวยที่สุดในโลก หรือฟู่ฟ่าที่สุดในโลก แต่ก็ขอให้เมืองไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มีความสงบได้ เพราะว่าในโลกนี้หายากแล้ว เราทำเป็นประเทศที่สงบ ประเทศที่มีคนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ เราจะเป็นที่หนึ่งในโลกในข้อนี้ แล้วรู้สึกว่าที่หนึ่งในโลกในข้อนี้จะดีกว่าผู้อื่น จะดีกว่าคนที่รวยที่สุดในโลก จะดีกว่าคนที่เก่งในทางอะไรก็ตามที่สุดในโลก ถ้าเรามีความสงบ แล้วมีความสบาย ความมั่นคงที่สุดในโลกนั้น รู้สึกจะไม่มีใครสู้เราได้…”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในโอกาสที่ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ และนักเรียนทุนพระราชทาน เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ณ ศาลาดุสิดาลัย วันจันทร์ที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๙ พ่อครูว่า...พวกเราทำลักษณะอย่างนี้ จงทำต่อไป 651109 ลักษณะประชาธิปไตยสุดยอด 11 ประการ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน