สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาหาร 4 กับการปฏิบัติที่ไม่ผิด.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข2 ตุลาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาหาร 4 กับการปฏิบัติที่ไม่ผิด _มีคำถามที่ค้างไว้ของคุณอโศกสัมปวังโก คือ คำว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลกเป็นพุทธพจน์หรือไม่ครับ แล้วมีจุดประสงค์เพื่อให้เรียนรู้อะไร คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าอาหารเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งใด เพราะถ้ามนุษย์ไม่มีอาหารกินก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อาจารย์บางท่านก็สอนว่ามีความสำคัญมากที่คนเราต้องเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และบางอาจารย์ก็เน้นว่าจะต้องทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นหรือร้อนตามสัดส่วนเหมาะสมเพื่อรักษาความสมดุลให้กับร่างกาย ส่วนอาจารย์ไม้ร่มก็บอกว่าอาหารต้องมาจากอาหารที่มาจากพระศิวะ (อาหารอินเดีย) ส่วนความเข้าใจของสมณะท่านหนึ่งเข้าใจว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลกนั้นหมายถึงอาหาร 4 ในความสำคัญอย่างมากในการปฏิบัติธรรม พ่อท่านคิดว่า ความเข้าใจของท่านใดถูกต้องครับ พ่อครูว่า... เป็นพุทธพจน์ ก็ให้เรียนรู้ความเป็นอาหารแล้วสรุปลงไปว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลก ถูกต้องไปคนละแง่มุม ของอ.ไม้ร่มก็เป็นแบบของเขา พูดถึงกวฬิงการาหาร เป็นอาหารในอาหาร 4 กินเข้าไปเลี้ยงร่างกายคือคำข้าว เรียกอาหารพระศิวะ เขาปรุงแต่งอาหารอย่างนั้นมาหลายพันปี อย่าว่าแต่พระศิวะปรุงแต่งอาหารมาหลายพันปีเลย อาหารของชาวไทยนี้ก็ปรุงแต่งมาหลายพันปี เท่าที่คนไทยกินอาหารและก็มีอาหารประจำชาติไทยตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา จนเดี๋ยวนี้ก็ยังกินกันอยู่ พวกน้ำพริกอะไรเป็นต้น มันก็เป็นอาหารมาหลายพันปีเหมือนกัน ถ้าเป็นความศรัทธาของไม้ร่มแล้วศรัทธาหนักว่าต้องกินแบบนี้ แบบอาหารแขก ต้องกินถั่ว กินแกงถั่วอย่างนี้ ในอินเดียกินแกงถั่วเป็นหลักกับจาปาตี คืออินเดียเป็นพวกเจโตอยู่กับ อาหารซ้ำซากได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เขาจึงอยู่อย่างซ้ำซากที่เป็นหนึ่งเหมือนกันไม่แตกต่างกันมาก เขาอย

อ่านต่อ

ู่อย่างไม่ทะเลาะกันไม่เหมือนกับจีน ความเห็นแตกแยกกันทะเลาะกัน มันก็คนละขั้ว คนหนึ่งสายฟุ้งซ่าน อีกคนหนึ่งสายเจโตดิ่งหนัก อันนี้วิจารณ์ของไม้ร่มหน่อยเดียว คนคิดมากจะวิจารณ์คนยึดมาก

อีกอัน อาหารเป็นหนึ่งในโลก แล้วก็แยกเป็นอาหาร 4 ทำไมเป็นหนึ่งในโลก เพราะว่าอาหารทางรูปธรรมต้องกินอาหารคือคำข้าว ต้องกินอาหารตั้งแต่เดรัจฉานจนถึงคน วัวควายมันไม่กินข้าวก็กินหญ้า มันก็กินพืชผักของมันคือ อาหารที่ต้องกินเข้าไปสังเคราะห์ร่างกาย หากไปถามสัตว์ต่างๆมันก็บอกว่าไม่มีอะไรสำคัญกว่าการกิน อย่างอื่นเป็นรอง เรื่องสืบพันธุ์ก็เป็นเรื่องรอง เรื่องอื่นเป็นเรื่องรองทั้งนั้น อาหารเป็นเรื่องหลัก ตั้งแต่เริ่มเป็นสัตว์ เป็นแบคทีเรียตั้งแต่เซลล์เดียว มันก็ต้องหาอะไรเข้าไปพัฒนาตัวใหม่ นั่นแหละคืออาหารคือหนึ่งในโลกหยาบที่สุดและจริงที่สุด คนนั้นถึงมาเรียนรู้อาหารที่สำคัญอีก 3 คือ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ศาสนาพุทธแยกแยะให้เรียนอีกสามอาหาร อย่างสำคัญเป็นหนึ่งในโลกด้วย ศาสนาอื่นไม่รู้จักอาหาร 3 เรียนรู้อาหาร 3 จึงจะรู้จักวิญญาณ ในนั้นมีเจตนาอยู่ในนั้นด้วยแล้วเจตนานี่แหละเป็นตัวการ เรียนรู้เจตนาที่มันไม่ใช่เจตนาบริสุทธิ์สะอาด เจตนาแบ่งเป็น 3 อย่าง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เราก็ล้างกามตัณหา ภวตัณหาให้หมด หมดแล้วก็จบไม่มีภพชาติ กามภพ ภวภพ (รูปภพอรูปภพ) ก็จะเหลือแต่วิภวตัณหา พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้า ทำงานด้วยวิภวตัณหา ไม่มีภพชาติเป็นตัณหาที่ทำเพื่อผู้อื่นจริงๆ ด้วยตนเองไม่ต้องการอะไรตอบแทนแม้กระทั่งชั่วครั้งชั่วคราวก็เรียกว่าวิภวตัณหา หากมันเกิดโดยไม่เจตนาโดยไม่ตั้งใจก็ตาม พ่อแม่ปรารถนาดีต่อลูกอย่างไม่ต้องการอะไรตอบแทนก็เป็นวิภวตัณหา อาหารอีก 3 อย่างนั้นก็คือทั้งหมดของศาสนาพุทธ และในกวฬิงการาหาร ก็ศึกษาอาหารอีก 3 อย่างได้ เป็นการศึกษาที่ไม่ผิดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อปัณกปฏิปทา 3 มีการสํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ การปฏิบัติถ้ามี 3 อย่างนี้ไม่ผิด การปฏิบัติไปนั่งหลับตาไม่มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไปนั่งหลับตาเลยแล้วก็สะกดจิตเข้าไป จึงเป็นการปฏิบัติที่ผิด เป็นปัณกปฏิปทาสำรวมทวารเดียวเป็นการปฏิบัติที่ผิด เมื่อเป็นทวารเดียวการปฏิบัตินั้นก็ไม่มีกาย โดยไปเอาแต่จิตข้างในโดยทิ้งกายข้างนอก ศาสนาพุทธไม่ทิ้งกายภายนอกตลอดในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า แต่แน่นอน คนเราก็ทิ้งกายภายนอกบ้างแต่ไม่ใช่เวลาปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมต้องมีกายภายนอกประกอบด้วยเสมอเป็นภาวะ 2 ภาวะ 2 ต้องมีทั้งภายนอกและภายใน มีรูปและนาม หากแหว่งไปอันเดียวเป็นปัณกปฏิปทา เป็นการปฏิบัติธรรมที่ผิดไปจากศาสนาพุทธ การพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ก็เข้าใจเป็นกายภายนอก สองสัมมัปปธาน 4 ก็ไม่มีสำรวมอินทรีย์ 6 ก็จะเกิด ปหานปธาน ภาวนาปธานไม่ได้ มันเป็นการเข้าใจผิด ไปไกลเหลือเกินของศาสนาพุทธ โดยไปเข้าใจว่าการทำสมาธิต้องนั่งหลับตาสะกดจิต พูดไป 47 ปีแล้ว ตีกบาลเรื่องนั่งหลับตาสมาธิ บอกว่านั่งหลับตาสมาธินั้นเลิกได้เลย พระพุทธเจ้าเล่ามาหมดแล้ว พูดซ้ำหมดแล้ว เริ่มต้นปฏิบัติธรรมก็ออกไปแสวงหาอาจารย์ที่เขายกย่อง คืออุทกดาบส อาฬารดาบส ไปนั่งหลับตาได้ฌาน 7 ฌาน 8 ถือว่าเก่งที่สุดเลยในยุคนั้นท่านก็ไปดูแล้วทำได้ก็บอกว่าไม่เอา ทิ้งมาหมดแล้ว พวกฌานหลับตา เพราะจริงๆแล้วฌานของพระพุทธเจ้าไม่นั่งหลับตาเลย ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องมีรูปภายนอก ข้อที่ 2 ชัดเจน ต้องมีอัชฌัตตัง พหิทา ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 แล้วก็ทำให้เจริญเป็นวิโมกข์ 8 ข้อที่ 3 สุภันเตว อธิมุตโตโหติ ท่านตรัสไว้ชัดว่าต้องปฏิบัติธรรมแบบลืมตา รูปี คือผู้มีรูป รูปีคือคนต้องมีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปานิ ปัสสติ) รูปานิคือรูปทั้งปวง ที่ตาเราไปกระทบสัมผัส หูก็ไปกระทบสัมผัสเสียงภายนอก จมูกก็กระทบกับกลิ่นภายนอก เอาแต่ตาก่อนกระทบรูป แต่ถ้าไม่ลืมตามากระทบรูป หรือคนตาบอดก็ไม่มีรูป ผู้มีรูปต้องมีตาที่มีประสาท ต้องโคจระไปกระทบกับรูป ผู้ที่ไม่มีรูปปฏิบัติธรรมไม่ได้เช่นคนตาบอดเป็นต้น ปฏิบัติธรรมได้แต่ได้ไม่ครบ กระทบรูปแล้วต้องเห็นรูปทั้งหลาย เป็นวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 บังคับไว้ในตัวถ้าไม่เห็น คนนั้นไม่มีวิโมกข์ ปฏิบัติวิโมกข์ไม่ได้ แล้วไปปฏิบัติอะไรธรรมะพระพุทธเจ้า ก็ต้องปฏิบัติให้บรรลุวิโมกข์ไปตามลำดับขั้นตอน หากเข้าใจวิโมกข์ไม่ได้ แล้วข้อ 2 ข้อสรุปรวมว่า มีรูปแล้วต้องมีทั้งภายนอกและภายใน เข้าไปถึงอรูป แต่เขาแปลผิด ว่า ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน อย่างนั้นก็ไม่ต้องศึกษาเลยสิไม่สำคัญในรูปภายใน ซึ่งจริงๆแล้วต้องสำคัญ ไปแปลอรูปสัญญีว่าไม่มีความสำคัญ สัญญีคือความกำหนดหมายรู้ แต่เอา อ ไปต่อหน้า ก็ไปแปลว่า กูไม่มีความสำคัญในรูป ที่จริง อรูปสัญญีคืออรูปภายใน ส่วนพหิทารูปานิปัสสติคือรูปภายนอก แล้วทำให้เจริญผลเป็น สุภันเตวอธิมุตโตโหติ แต่เขาแปลตามพยัญชนะว่าเป็นผู้ที่มีโชค ผู้น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม ก็จมอยู่กับงามเด๊ ก็เลยไปติดของงามสิ ฟังแล้วก็อ่อนใจ ไม่สัมพันธ์กับข้อ 2 เลย เมื่อรู้รูปนามแล้วข้อ 3 หมายความว่าต้องพยายามปฏิบัติให้เกิดอธิมุตโต อธิโมกโข คือเจริญในวิมุติวิโมกข์ จิตโน้มไป คือจิตเดินทางเข้าท่า เข้าทิศทางไปสู่ความสูงสุด สุภันเตวะ คือไปสู่ที่สุดที่สูง นั่นเอง จนจบ โหติ นี่คือความหมายข้อที่ 3 สรุปปฏิบัติข้อที่ 1 และ 2 ให้เจริญให้จบ ถ้าไม่เจริญก็ไม่เป็นสุภะ ต้องให้เป็นสุภะ ใจก็จะเจริญโน้มน้อมไปสู่ความเจริญ จนจบ อันตะคือสุดปลาย สุภะกับอันตะ จะเดินไปสู่ที่สูงที่สุดเรียกว่า อธิมุตโต อธิโมกโข ในข้อที่ 1 มีรูปทั้งหลาย และมีผู้ปฏิบัติต่อรูป การไปนั่งหลับตาไม่มีกายแล้วเข้าใจผิดว่ากายคือรูปภายนอกเท่านั้น ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายคือจิตมโนวิญญาณ คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นเรื่อง คัมภีรา เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง แต่ทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องตื้นเขินน่าสงสารจริงๆ พูดแล้วเหมือนยกตัวเองว่า ตนเองถูกคนเดียว ขออภัยที่ต้องพูดสัจจะ หาไม่ได้จริงๆสักองค์สักรูปที่สัมมาทิฎฐิจริงๆ มาคุยกันหน่อย หายังไม่ได้เลย แล้วคนเหล่านั้นก็หาว่าอาตมาอวดดี ยกตนข่มเขา เขาก็มีมานะอัตตากับอาตมา ก็ไม่มาคุยกับอาตมา เพราะเขาถือดีว่าได้จบสูงส่งเปรียญ 9 อะไรต่างๆ อาตมาไม่มีใบหลักฐานอะไรสักอย่าง อาตมาก็บอกว่า เอาของจริงจากอดีตมาพูด จนอาตมาพูดว่า อาตมาคือสยังอภิญญา เป็นผู้ที่อยู่ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 คือสมณะพราหมณ์ผู้นี้ เพราะอาตมาอธิบายสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ 10 ได้ แยกโลกนี้โลกหน้าอธิบายให้ฟังได้ แยกโลกแยกอัตตาให้ฟังตลอดเวลา คนเราก็เรียนรู้เรื่องโลกและอัตตาเท่านั้นแหละ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรก็มีเรื่องโลกและอัตตา เริ่มจากโลกกับภายใน ข้างนอกคือกามโลก ข้างในคืออัตตา เข้าใจแล้วก็เรียนไปตามลำดับ ตั้งแต่โลกของกามภายนอก หยาบที่สุดเรียกว่าอบายมุข ก็เรียนรู้ธรรมะ 2 ล้างกิเลสขั้นอบายมุข ก็จะมีตัวอย่างมีรูปแบบที่เราทำได้ แล้วก็เอามาเรียนรู้ให้ลึกซึ้งให้สูงขึ้น โดยไม่ต้องหลับตาเลย โลกอบายไปหากามก็ไม่ต้องนั่งหลับตาปฏิบัติ จนกระทั่งเป็นอนาคามีก็ไม่ต้องนั่งหลับตา ลืมตาปฏิบัติก็จะเหลือรูปโลก อรูปโลก ก็ล้างต่อ จะมีรูปราคะ อรูปราคะ มันเกิดเมื่อกระทบสัมผัส ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย จะเรียนรู้กิเลสที่เป็น รูป อรูป ก็ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัยภายนอกด้วยไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วเรียนรู้ รูป อรูป ทำอย่างไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลาย มันเป็นการผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ผู้ที่บรรลุธรรมเป็นอนาคามี เหลืออุทธัมภาคิยสังโยชน์ก็ต้องเรียนรู้ต่อ แต่กิเลสภายนอก ท่านอยู่เหนือมันหมดแล้วไม่ต้องหลับตา แต่นี่เข้าใจผิดหมดเลยว่าล้างกิเลสภายในต้องนั่งหลับตา ภายนอกต้องกระทบสัมผัส ไม่ใช่ ศาสนาพุทธไม่มีการหลับตาปฏิบัติลืมตาปฏิบัติตั้งแต่กิเลสกาม จนรูป อรูป ก็ปฏิบัติขณะลืมตาทั้งนั้น เป็นขั้นตอนไป ศาสนาพุทธปฏิบัติธรรมต้องเป็นปัจจุบันธรรมและมีสัมผัสเป็นปัจจัย มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฐิ 5 ทิฏฐะทิฏเฐ คือปัจจุบันด้วยต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทำงานเต็มรูป นี่คือสัจจะที่ต้องอธิบายไปไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาเลือกทำหน้าที่นี้เอง เกิดมาชาตินี้ต้องมารื้อฟื้นสิ่งเหล่านี้ให้มาแก่มนุษยชาติในศาสนาพุทธ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ต้องพูดไป พูดมากก็ไม่ได้ เลือกมาเองจะมาบ่นว่าเหนื่อยก็ไม่ได้ 600927_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 3

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน